banner ad
banner ad

กวาวเครือขาว

| November 22, 2012 | 0 Comments

กวาวเครือขาว

(White Kwao Kreur) Pueraria candollei Grah. Ex Benth var mirifica (Shaw & Suvat.) Niyomdham

เป็นพืชเฉพาะถิ่นของไทย พบมากในป่าเบญจพรรณและป่าไผ่ ทั้งที่ราบและบนภูเขา ลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้พุ่มรอเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ดอกเป็นช่อเดี่ยว ออกดอกบริเวณลำต้นและกิ่ง ดอกย่อยคล้ายดอกถั่ว สีน้ำเงินปนม่วง ม่วงอ่อน หรือสีขาวปนม่วง ดอกย่อยในแต่ละช่อมีตั้งแต่ 30-200 ดอก ก้านดอกสีน้ำตาลปนม่วง กลีบดอก 5 กลีบ ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม ฝักแบนสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่ แต่ละฝักมี 2-7 เมล็ด หัวใต้ดิน (tuberous root) มีขนาดใหญ่ลักษณะกลมรี และคอดยาวเป็นตอนๆต่อเนื่องกัน นิยมขุดไปใช้ทำยาในช่วงผลัดใบ (ฤดูแล้ง)

พื้นที่ปลูกกวาวเครือขาวประมาณ166 ไร่แหล่งปลูกที่สำคัญ คือ จังหวัดเชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พะเยา และราชบุรี ผลผลิตรวม 170 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ ผลผลิตที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เก็บจากป่าธรรมชาติในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี

กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือกพันธุ์กวาวเครือขาวจากแหล่งต่างๆ เพื่อศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ตรวจวัดฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ตลอดจนปริมาณสารสำคัญ ได้ต้นที่มีคุณสมบัติตามต้องการ 3 สายต้น คือ พันธุ์จากสระบุรี กาญจนบุรี และลำปาง ซึ่งจะได้นำไปขยายพันธุ์และขยายพื้นที่ปลูกต่อไป

การปลูก

ใช้ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด เมื่อต้นกล้าอายุ 2 เดือน จึงนำไปปลูก ในที่โล่งแจ้งหรือในที่มีร่มเงาก็ได้ ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี pH 5-6 ระยะปลูก 2×2 ม. ถ้าเก็บเกี่ยวหลังปลูก 2-3 ปี? หรือระยะปลูก 4×4 ม. ถ้าเก็บเกี่ยวหลังปลูก 4 ปีขึ้นไป การปลูกจะใช้ค้างหรือไม่ก็ได้ กวาวเครือขาวที่ปลูกจากเมล็ดสามารถเก็บเกี่ยวหัวใต้ดินได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่เมื่อทิ้งไว้เป็นเวลา 2 ? – 3 ปี กวาวเครือจะให้สารสำคัญ เช่น puerarin, daidzein และ genistein สูงที่สุด ส่วนการสะสมปริมาณสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และสูงที่สุดในขณะที่ต้นกวาวเครือขาวพักตัว (เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม) ฉะนั้นจึงควรเก็บเกี่ยวหัวกวาวเครือขาวในช่วงนี้ จึงจะได้ปริมาณสารสำคัญสูงที่สุด จากการทดลองปลูกที่ศูนย์บริการวิชาการและปัจจัยการผลิตชุมพร พบว่า ระยะปลูก 2×2 ม. ได้ผลผลิตในปีที่ 1, 2 และ 3 เท่ากับ 871, 1050 และ 2181 กก./ไร่ ตามลำดับ

หลังจากขุดหัวกวาวเครือขาวแล้ว ให้ทำความสะอาดและผึ่งในที่ร่ม จากนั้นปอกเปลือกและฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วผึ่งแดดนาน 3 วัน หรืออบในตู้อบที่อุณหภูมิ 55 oซ. นาน 12-36 ชั่วโมง จนแห้งสนิท จึงนำมาบรรจุถุง เก็บไว้ในที่ร่มหรือห้องเย็น การทำแห้งควรทำให้เสร็จภายใน 3 วัน มิฉะนั้นหัวกวาวเครือจะเน่าเสียหายได้ นอกจากนี้กวาวเครือที่นำมาทำแห้งและบดเป็นผงเก็บไว้นาน 5-10 ปี ฤทธิ์ของกวาวเครือจะค่อยๆ เสื่อมลง และกวาวเครือขาวที่เก็บจากแหล่งหรือฤดูที่ต่างกัน ก็ออกฤทธิ์ต่างกันด้วย

การใช้ประโยชน์??????????????????

สารสำคัญในหัวกวาวเครือขาว คือ สารมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน ชื่อ ไมโรเอสตรอล(miroestrol) ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ทำให้ผิวหนังเต่งตึง บำรุงสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ แต่มีข้อห้ามมิให้คนหนุ่มสาวรับประทาน ?สำหรับสรรพคุณในการบรรเทาอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือนนั้น ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิผลและความปลอดภัยก่อน โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนดขนาดรับประทานของกวาวเครือขาว ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/วัน นอกจากนี้ส่วนของเปลือกเถาของกวาวเครือขาว ยังใช้แก้พิษงูได้

 

โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap (Research Scientist)
Horticultural Research Institute

Category: พืชสมุนไพร, พืชสมุนไพร ก-ณ

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

banner ad

Hit Counter provided by technology news