banner ad
banner ad

GAP ฟ้าทะลายโจร

| December 20, 2013

GAP ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata (Burm.f.)Wall. ex Nees.

ชื่อสามัญ Kariyat , The Creat

ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE

ชื่อท้องถิ่น คีปังฮี (จีน) หญ้ากันงู (สงขลา)

1. ลักษณะของพืช ไม้ล้มลุก ลักษณะทรงพุ่ม สูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งแขนงจำนวนมาก ใบเดี่ยวออกตรงข้าม และคู่ถัดไปออกตั้งฉากกับคู่แรด ก้านใบค่อนข้างสั้น ยาวประมาณ 3-10 มิลลิเมตร แผ่นใบรูปไข่หรือรี กว้าง 1-4 เซนติเมตร ยาว 2-12 เซนติเมตร โคนใบแหลม ปลายใบแหลมหรือค่อนข้างเรียวแหลม ฐานใบเรียวแหลม ขอบใบหยักมนเล็กน้อย ใบใกล้ปลายยอดจะมักมีขนาดเล็กลง ช่อดอกเกิดที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ยอด เป็นช่อแยกแขนง ดอกสีขาวแกมม่วง มีขน ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 3-4 มิลลิเมตร ปลายเรียวแหลมและมีขน กลีบดอกสีขาวมีขนเชื่อมเป็นหลอดยาว 5-7 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 ส่วน เหมือนปาก กลีบปากบนยาว 5-7 มิลลิเมตร ปลายหยักเว้า 3 แฉก สีขาวมีแต้มสีม่วงเข้ม กลีบปากล่างยาว 7-8 มิลลิเมตร ปลายหยักแหลม 2 แฉก มีประสีน้ำตาลแดง เกสรตัวผู้ 2 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 6-8 มิลลิเมตร มีขน อับเรณูสีม่วงเข้ม มี 2 ห้อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบดอก ยอดเกสรตัวเมียเรียวแหลม ผลหรือฝักเป็นแบบแคปซูลชูตั้ง กว้าง 2-4 มิลลิเมตร ยาว 1-2 เซนติเมตร สีน้ำตาล ผลแตกตามยาวมีแรงดีดแยกเป็น 2 ส่วน เมล็ดขนาดเล็กมีจำนวน 8-14 เมล็ด

2 สภาพพื้นที่

– ปลูกได้ทั่วไปตั้งแต่บนพื้นที่ราบต่ำจนถึงที่สูงประมาณ3,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

– เติบโตได้ดีในดินร่วนซุย การระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ ต่ำ-ปานกลาง

– ชอบสภาพภูมิอากาศร้อน หรือร้อนชื้น ปลูกได้ทุกฤดูกาล ฤดูที่เหมาะสมที่สุด คือ ช่วงต้นฤดูฝน

– สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง แต่ต้องมีน้ำพอเพียง

 

3. พันธุ์

3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกเมล็ดที่คัดจากฝักแก่ มีสีน้ำตาลแดง และสมบูรณ์ ปลอดจากโรคและแมลง เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีเปอร์เซ็นต์ความงอกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85

3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : –

4. การปลูก

4.1 การเตรียมดิน : ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นดินร่วนซุยดี วัชพืชมีไม่มากให้ไถพรวนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าพื้นที่ปลูกมีหน้าดินแข็งและวัชพืชมาก ควรไถพรวน 2 ครั้งคือ ไถดะแล้วตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงไถแปร ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 300 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปลูก 2 เดือน ใส่ประมาณ 125 กรัมต่อต้น หรือ 300-400 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร หลังปลูก อายุประมาณ 3-3.5 เดือน ประมาณ 125 กรัมต่อต้น หรือ 300-500 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ย 15:15:15

การเตรียมพื้นที่มี 2 แบบ คือ

พื้นที่ปลูกแบบไม่ยกร่อง เป็นพื้นที่ราบ น้ำไม่ท่วมขัง โดยไถพรวนดิน เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง และปรับหน้าดินให้เรียบ เหมาะสำหรับการปลูกแบบหว่าน

พื้นที่ปลูกแบบยกร่อง เหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่เป็นที่ลุ่มและปลูกในฤดูฝน ควรทำการขุดยกร่องแปลงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง โดยขุดยกแปลงสูง 25-30 เซนติเมตรความกว้าง 1-2 เมตร และความยาวของแปลงตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่ เว้นทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 0.5-1.0 เมตรและทำทางระบายน้ำ

4.2 การเตรียมพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และกิ่งปักชำ

1. ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด แต่เมล็ดฟ้าทะลายโจรมีการพักตัว ควรมีการกระตุ้นความงอก หรือแก้การพักตัวก่อนเพาะเมล็ด หรือก่อนปลูก ขึ้นกับอายุของเมล็ดหลังการเก็บเกี่ยว คือ

– เมล็ดใหม่ หรือเก็บในอุณหภูมิห้องนานน้อยกว่า 2 เดือน สภาพการพักตัวต่ำ สามารถแก้การพักตัวโดยแช่น้ำ ที่อุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง หรือแช่น้ำร้อนนาน 5-7 นาที แล้วนำขึ้นมาผึ่งให้เย็น

– เมล็ดเก่า มีอายุการเก็บนานประมาณ 1 ปี จะมีสภาพการพักตัวสูงสามารถแก้การพักตัวโดยเก็บที่อุณหภูมิ10 องศาเซลเซียสนาน 1 เดือน หรืออบที่อุณหภูมิ45 องศาเซลเซียสนาน 48 ชั่วโมง

2. การปักชำ เลือกต้นที่ดูแข็งแรง ตัดกิ่งยาวประมาณ10 เซนติเมตรเด็ดใบออกทั้งหมด แช่ Bitter edible plant acetic solution 100 ppm. 10 นาที ผึ่งให้แห้ง

4.3 วิธีการปลูก : มีหลายวิธี คือ

การปลูกแบบใช้เมล็ด

1. การหว่านเมล็ด ควรให้กระจายทั่วและสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดประมาณ 100-400 เมล็ดต่อพื้นที่2 ตารางเมตรผสมเมล็ดพันธุ์กับทรายหยาบอัตราส่วน 2:1 เพื่อช่วยให้หว่านเมล็ดได้ง่ายและสม่ำเสมอ จากนั้นใช้ฟางคลุมในช่วงรอเมล็ดงอก

2. การโรยเมล็ดเป็นแถว มีระยะระหว่างแถวประมาณ40 เซนติเมตรโดยทั่วไปจะใช้เมล็ดประมาณ 50-100 เมล็ดต่อแถวยาว1 เมตร

3. การหยอดหลุมปลูก ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตรระยะระหว่างแถว40 เซนติเมตรหยอดหลุมละ 5 10 เมล็ด วิธีนี้จะมีปัญหาในเรื่องการกำจัดวัชพืช เพราะมีพื้นที่ว่างให้วัชพืชเจริญเติบโตได้

4. การปลูกโดยใช้ต้นกล้า โดยการใช้เมล็ดเพาะต้นกล้าในกระบะเพาะก่อนนำไปปลูก เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 6 ใบ จึงย้ายลงปลูกในแปลง ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ15 เซนติเมตรระยะปลูกระหว่างต้น30 เซนติเมตรระยะระหว่างแถว60 เซนติเมตรและเว้นระยะระหว่างร่องไว้เป็นทางเดินประมาณ50 เซนติเมตรวิธีนี้จะได้ต้นฟ้าทะลายโจรที่ออกดอกใกล้เคียงกันทั่วทั้งแปลง ทำให้ได้สาระสำคัญสม่ำเสมอ และสะดวกในการเก็บเกี่ยว

การปลูกแบบใช้กิ่งปักชำ โดยเพาะกิ่งปักชำในกระบะเพาะให้มีระยะห่างระหว่างแถว15 เซนติเมตรระหว่างต้น5 เซนติเมตรโดยปักส่วนของกิ่งปักชำฝังลงไปในดินครึ่งหนึ่ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และคลุมด้วยสแลนสีดำเตี้ยๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ไม่ให้แสงสว่างส่องมากเกินไปประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นเมื่อราก และใบแตกออกมา จึงย้ายลงปลูกในแปลง ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 30×60 เซนติเมตร

5. ดูแลรักษา

5.1 การให้น้ำ ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง หลังจากฟ้าทะลายโจรงอกแล้วให้รดน้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนควรขุดยกร่องแปลงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง

5.2. การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูก ประมาณ 125 กรัมต่อหลุม หลังจากนั้นเมื่อฟ้าทะลายโจรอายุ 2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 125 กรัมต่อต้น หรือ 300-400 กรัมต่อพื้นที่1 ตารางเมตรและเมื่ออายุ 3-3.5 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอก 300-500 กรัมต่อพื้นที่1 ตารางเมตร

5.3. การกำจัดวัชพืช สำหรับการหว่าน เมื่อต้นอ่อนสูง5 เซนติเมตรหลังจากคัดเลือกต้นแล้ว ให้พรวนดินและกำจัดวัชพืชครั้งแรก โดยพรวนดินตื้นๆ เพื่อป้องกันการทำลายราก ครั้งต่อไปทำทุกครึ่งเดือน ก่อนปิดคลุมดินให้ใส่ดินให้หนาเพื่อป้องกันไม่ให้รากลอย หลังจากคลุมดินแล้ว ไม่ต้องพรวนดินและกำจัดวัชพืชอีก

5.4. โรคและแมลง

ยังไม่พบโรคและแมลงที่ทำความเสียหายกับการปลูกฟ้าทะลายโจรอย่างรุนแรง แต่พบบ้างในบางแปลงที่ปลูกซ้ำที่หลายครั้ง มีดังนี้

โรคที่ทำลาย ได้แก่

1. โรคโคนเน่าและรากเน่า เกิดจากเชื้อรา Fusarium sp. ทำให้ต้นฟ้าทะลายโจรเหี่ยว และแห้งตายในที่สุด รากและโคนต้นเน่าเป็นสีน้ำตาล

การป้องกันกำจัด

หากพบโรคให้ถอนออกจากแปลงทันที

2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. ทำให้ใบเป็นจุดสีดำกลางใบ หรือปลายใบ

การป้องกันกำจัด

ตัดใบหรือกิ่งที่เป็นโรคออกจากแปลง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

แมลงที่เข้าทำลาย คือ

1. หนอนเจาะ โดยหนอนที่โตเต็มวัยจะกัดกินใบ ทำให้ใบเสียหาย

การป้องกันกำจัด

ใช้แรงงานคนกำจัดช่วงเวลาเช้าตรู่หรือพลบค่ำ

ใช้สารสกัดจากสะเดา

6. การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวส่วนเหนือดิน ให้มีสารสำคัญปริมาณแลคโตนรวมคำนวนเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6

6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50% ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน การออกดอกนี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม
6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว :ใช้กรรไกรตัดทั้งต้นให้เหลือตอสูงประมาณ 15 เซนติเมตร นำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ
3-5 เซนติเมตร

ช่วงเก็บเกี่ยวประมาณ 4 เดือน หลังจากปลูก ประมาณเดือนกันยายน ตุลาคม หากออกดอกก่อนให้เก็บทั้งต้นมาตากแห้งใช้เป็นยา ทางตอนใต้สามารถเก็บเกี่ยวได้ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกเดือนสิงหาคม ตัดเก็บแบบเหลือตอสูง15 เซนติเมตรดูแลรักษาแปลงให้มากขึ้น แล้วเก็บอีกครั้งช่วงเดือนพฤศจิกายน

7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

ต้นฟ้าทะลายโจรที่เก็บมาแล้ว ให้นำมาล้างให้สะอาด ตัดหรือหั่นให้มีความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตรผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้ง คลุมด้วยผ้าขาวบาง เพื่อกันฝุ่นละออง แล้วนำไปตากแห้ง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสใน 8 ชั่วโมงแรก และลดอุณหภูมิเหลือ 40-45 องศาเซลเซียสอบต่อจนแห้งสนิท และพลิกกลับบ่อยๆ จะช่วยให้แห้งเร็วขึ้น จนกระทั่งฟ้าทะลายโจรแห้งกรอบ จึงเก็บใส่ถุงพลาสติก

การเก็บรักษา เก็บไว้นานสารสำคัญจะลดลง โดยมีการศึกษาพบว่า สารสำคัญจะลดลง 25% เมื่อเก็บไว้นาน 1 ปี

8. สุขลักษณะและความสะอาด

– ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

– กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต

– หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย

– หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี

– เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

 

9. การบันทึกข้อมูล

ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของฟ้าทะลายโจร ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่

1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน

3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปข้อกำหนดมาตรฐานของขมิ้นชัน

รายการ

ไม่เกิน

ร้อยละ

ไม่น้อยกว่า

ร้อยละ

ปริมาณสิ่งแปลกปลอม (%w/w)

2.0

ปริมาณความชื้น (%v/w)

11.0

ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด (%w/w)

2.0

ปริมาณสารสกัดด้วย 85% เอธานอล (%w/w)

13.0

ปริมาณสารสกัดด้วยน้ำ (%w/w)

18.0

ปริมาณแลคโตนรวมคำนวนเป็นแอนโดรกราโฟไรด์

6.0

 

ที่มา สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)
P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand
Tel: 66-2940-5484 ext. 117
Fax: 66-2561-4667
E-mail address : herbdoa@gmail.com

Category: GAP

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news