banner ad
banner ad

GAP ขิง

| November 7, 2013

GAP ขิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe.

ชื่อสามัญ Ginger

ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

 

1. ลักษณะของพืช ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูงประมาณ 0.3-1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะ แตกสาขา คล้ายนิ้วมือ เป็นแง่ง แทงหน่อ หรือลำต้นเทียม ซึ่งเกิดจากก้านใบที่มีลักษณะเป็นกาบ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกเป็นดอกช่อ แทงจากเหง้า กาบช่อดอกสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ กาบจะปิดแน่นเมื่อดอกยังอ่อน และขยายเปิดให้เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกย่อย อย่างละ3 กลีบ อุ้มน้ำ และหลุดร่วงเร็ว เกสรตัวผู้มี 6 อัน ผล เป็นผลแห้ง กลม และแข็ง

2. สภาพพื้นที่ปลูก

– แหล่งปลูกที่ดีควรมีระดับฝนตกเฉลี่ย 80-100 นิ้วต่อปี ความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,000-5,000 ฟุต

– ดินที่เหมาะสมในการปลูก ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสูง

– พื้นที่ในการปลูกควรเป็นที่ร่มรำไร

3. พันธุ์

3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง

3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : ขิงเล็ก และขิงใหญ่

4. การปลูก

4.1 การเตรียมดิน : ไถพรวนกลับหน้าดิน และตากดินไว้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ และใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกร่วมกับการไถพรวน อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง และควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่าความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่า 5.5-6.5

การเตรียมดินควรไถพรวนก่อนต้นฤดูฝน และหลังจากพรวนดินให้มีขนาดเล็กลง ควรไถยกร่องปลูก และพื้นที่ปลูกควรมีความลาดเอียง

การเตรียมแปลงปลูก มี 2 แบบ

1. แปลงปลูกแบบพื้นที่ราบ ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี

2. แปลงปลูกแบบยกร่อง ในพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่ม หรือที่ราบต่ำ ควรยกร่องสูงประมาณ25 เซนติเมตรความกว้างประมาณ 100-150 เซนติเมตรความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ และระยะระหว่างร่องประมาณ50 เซนติเมตร

4.2 การเตรียมพันธุ์ : ใช้เหง้าที่ปลอดจากโรคและแมลงอายุประมาณ 1 ปี นำมาตัดราก และล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วตัดเป็นท่อนๆ มีตาสมบูรณ์ 3-5 ตา และป้ายปูนแดง หรือปูนขาวที่รอยตัดป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันโรคและแมลงที่ติดมากับต้นพันธุ์

4.3 วิธีการปลูก : นำท่อนพันธุ์ วางไว้ก้นหลุมระยะปลูก ระหว่างต้น 15-20 เซนติเมตรระยะระหว่างแถว 40-50 เซนติเมตร เมื่อปลูกเสร็จใช้ฟางข้าวคลุมตลอดทั้งในร่อง และสันร่องตลอดทั่วทั้งแปลงให้หนาราว1 นิ้วเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และป้องกันวัชพืชขึ้น เมื่อขิงงอกเป็นต้นนับได้ 3 ต้น ทำการกลบโคนครั้งที่ 1 โดยใช้จอบโกยดินบนสันร่องลงมากลบโคนต้นขิง และเมื่อขิงงอกได้ 5 ต้น หรือหลังจากกลบโคนครั้งที่ 2 แล้ว 1 เดือน ก็ทำการกลบโคนอีกครั้งเช่นเดียวกับครั้งแรก

5. การดูแลรักษา

5.1 การให้น้ำ ติดตั้งระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ หากพบว่าหน้าดินและต้นขิงเริ่มแสดงอาการเหี่ยวควรทำการให้น้ำทันที

5.2 การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองพื้นในอัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อขิงอายุได้ 2 เดือน และ 4 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อไร่ ควรใส่ระหว่างหลุมปลูกประมาณหลุมละ 1 ช้อนชา

5.3 การกำจัดวัชพืช

– ตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช

– คราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก

– การคลุมดินหลังปลูกช่วยรักษาความชื้นของดิน และบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า หรือใช้พลาสติกทึบแสงคลุมแปลงปลูก

– ขุดทำลายหัววัชพืชใต้ดินทุกครั้งที่พบ โดยวิธีการพรวน ถากดิน และวิธีการถอน
5.4 โรคและแมลง

โรคที่สำคัญของขิง คือ

1. โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด

การป้องกันกำจัด

  1. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค
  2. ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม และพืชหมุนเวียนทุกๆ ปี ด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือพืชตระกูลกล่ำที่ให้สาร sulphur ออกมาจากรากและทำลายเชื้อสาเหตุโรคในดิน
  3. แหล่งที่มีการระบาดของโรคให้อบฆ่าเชื้อในดิน โดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กก/ไร่ โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลง อบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูกพืช

2. โรคแอนแทรคโนส ใบของขิงจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กๆ มีลักษณะกลมเหมือนรูปไข่ และจะขยายจนมีขนาดใหญ่ชนกัน

การป้องกันกำจัด โดยตัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลงและเผาทำลายทิ้ง

3. โรคใบจุด ขิงที่เป็นโรคใบจุดจะมีอาการเกิดจุดฉ่ำน้ำ สีเหลืองบนใบและลำต้น

การป้องกันกำจัด เมื่อพบอาการครั้งแรกควรทำการกำจัดต้นที่เป็นโรคทิ้ง และเผาทำลายทิ้ง

4. โรครากปม ไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายทางรากทำให้รากแสดงอาการเป็นปุ่มปมไม่เจริญ

การป้องกันกำจัด ควรเลือกต้นพันธุ์ที่แข็งแรง มีความต้านทานโรค ส่วนต้นที่เป็นโรคขุดและเผาทำลายทิ้ง

แมลงที่สำคัญ ได้แก่

หนอนกระทู้ เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ ทำให้แง่งขิงมีตำหนิช้ำ

การป้องกันกำจัด โดยวิธีการถอนทิ้ง และใช้พันธุ์ที่ปลอดโรคและแมลง

6. การเก็บเกี่ยว

6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เมื่ออายุ 10-12 เดือน

6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ใช้จอบ หรือเสียมขุด โดยไม่ให้เป็นแผลหรือมีรอยช้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าทำร้าย และบางส่วนเหลือไว้สำหรับทำพันธุ์ เพื่อปลูกในฤดูต่อไป

7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา

7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว ขิงอ่อนใช้เป็นอาหาร และจำหน่ายส่งโรงงานแปรรูปเป็นขิงดอง ส่วนขิงแก่จำหน่ายในรูปขิงสดให้กับตลาดท้องถิ่น และโรงงานอุตสาหกรรม โดยโรงงานที่มารับซื้อจะทำการคัดเลือกขิงเพื่อบรรจุลงกล่องส่งขายไปยังต่างประเทศ

7.2 การเก็บรักษา เก็บในรูปขิงแห้ง หรือเป็นผง โดยนำขิงสดมาหั่นบางๆ และนำไปทำให้แห้ง ด้วยการตากหรืออบ แล้วบดเป็นผง เพื่อไปทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย

8. สุขลักษณะและความสะอาด

ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม

– ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

– กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต

– หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย

– หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี

– เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

9. การบันทึกข้อมูล

ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของขิง ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่างๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้นจะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่

1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน

3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา

 

สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)
P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand
Tel: 66-2940-5484 ext. 117
Fax: 66-2561-4667
E-mail address : herbdoa@gmail.com

Category: GAP

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news