banner ad
banner ad

GAP กระชายดำ

| October 21, 2013

GAP กระชายดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker

ชื่อสามัญ Belamcanda chimensis

ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE

ชื่อสามัญ กระชายดำ, ว่านกระชายดำ, กระชายม่วง, ว่านเพชรดำ

1. ลักษณะของพืช

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรเหง้าใต้ดินเป็นอ้วนป้อมและแตกแขนงเป็นหัวด้านข้างค่อนข้างถี่เจริญเติบโตต่อเนื่องกัน เนื้อใบมีสีม่วงเข้มเกือบดำใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียว มีน้ำมันหอมระเหย กาบใบสั้นอวบหนา 2 อัน ขนาด 2?3 เซนติเมตร สีแดงเรื่ออัดกันไม่แน่น แผ่นใบรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 7-12 เซนติเมตรยาว 7-20 เซนติเมตรปลายใบติ่งแหลม ฐานใบสองข้างไม่เท่ากันค่อนข้างตัด ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีข้าว เข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเทามีขนกลุ่มระหว่างกาบใบและแผ่นใบมีก้านใบเทียม ยาว 5-8 เซนติเมตร. ลิ้มใบรูปสามเหลี่ยมยาว4 มิลลิเมตร

ช่อดอกเป็นเชิงลดเกิดที่ปลายยอดลำต้นเทียม ใบประดับช่อดอกเป็นกาบหุ้มโดนก้านช่อดอก กว้าง1.2 เซนติเมตร. ยาว 1.8-2.3 เซนติเมตรใบประดับดอกรูปแถบกว้าง 1-2 มิลลิเมตรยาว 0.6-1.2 เซนติเมตรดอกสมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้างกลีบเกลี้ยงยาว4 เซนติเมตรแฉกกลีบรูปแถบยาว 1.2-1.4 เซนติเมตรกลีบของดอกที่มีขนาดใหญ่ด้านล่างเป็นกลีบข้าง 2 กลีบ มีขนาดเล็กกว่ากลีบปาก สีขาว เกสรเพศผู้สมบูรณ์ 1 อัน อับเรณูมีติ่งด้านบนรูปสามเหลี่ยมกลีบยาว1 มิลลิเมตรขาวใสอับเรณูสีเหลืองยาว2 มิลลิเมตรก้านชูอับเรณูสั้นมาก เกสรเพศเมียประกอบมี 3 คาร์เพล เชื่อมกันมีออวุลจำนวนมากติดที่แกนรังไข่ร่วม

2. สภาพพื้นที่ปลูก

– เป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พบบริเวณในป่าภูเขาของประเทศไทย ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 630 เมตร หรือมากกว่า

– ชอบดินปนทราย อากาศร้อน หรือเป็นป่าฝนชื้น

– มีแสงแดดรำไร

– แหล่งปลูกที่สำคัญ เขตอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

3. พันธุ์

3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ และปราศจากโรคและแมลง

3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์ใบเขียว และพันธุ์ใบแดง

4. การปลูก

4.1 การเตรียมดิน : ควรไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพรวนเพื่อย่อยดิน ทำการยกร่องปลูก ระหว่างต้นประมาณ 25-30 ซม. ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา 200-400 กก./ไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 ซม. ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 160-200 กก.

4.2 การเตรียมพันธุ์ : หัวกระชายดำหัวหนึ่งจะมีหลายแง่ง ให้หักออกมาเป็นแง่งๆ แง่งเล็กใช้ได้ 2-3 แง่ง แง่งใหญ่ที่สมบูรณ์ใช้เพียงแง่งเดียว เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้นจะแตกหน่อ เกิดหัวกระชายดำหัวใหม่ขึ้นมาแทน และจะขยายหัวและหน่อออกไปเรื่อยๆ จำนวนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ส่วนหัวหรือแง่งที่ใช้ปลูกในตอนแรกจะเหี่ยวและแห้งไปในที่สุด ก่อนนำไปปลูก ควรทารอยแผลของแง่งที่ถูกหักออกมาด้วยปูนกินหมาก หรือจะจุ่มในน้ำยากันเชื้อราก็ได้ แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมาดหรือแห้งแล้วจึงนำไปปลูก

4.3 วิธีการปลูก : สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้

– การปลูกในกระถาง ควรใช้กระถางที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ ใส่วัสดุปลูกให้มากๆ ประมาณ 3ใน 4 ส่วนของกระถาง (ปุ๋ยคอก 1 ส่วน/ดิน 2 ส่วน) จะทำให้ได้หัวที่มีคุณภาพและมีปริมาณหัวต่อต้นมาก การปลูกในกระถางควรใช้หัวหรือเหง้า ประมาณ 3-5 หัว (แง่ง)

– การปลูกลงแปลง โดยยกร่องกว้างประมาณ 1.50 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10-15 ซม. แล้วนำหัวพันธุ์ลงปลูกประมาณ 2-3 หัว ให้มีระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 30 x 30 ซม. กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม

5. การดูแลรักษา

5.1 การให้น้ำ เมื่อปลูกกระชายดำแล้วฝนไม่ตก หรือดินแห้งเกินไปให้รดน้ำพอชุ่ม แต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง

5.2 การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและพรวนดิน เมื่อมีใบ 2-3 ใบ และให้อีกครั้งเมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีกับกระชายดำโดยเด็ดขาด

5.3 การกำจัดวัชพืช วัชพืชในไร่กระชายดำไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เนื่องจากระชายดำมีระยะปลูกถี่ ใบสามารถคลุมดินป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืชได้ดี ในการกำจัดวัชพืชควรกำจัดเมื่อกระชายดำมีใบประมาณ 2-3 ใบ และกำจัดอีกครั้ง เมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ควรกำจัดวัชพืชพร้อมกับการพรวนดินไปด้วย

5.4 โรคและแมลง

โรคที่สำคัญของกระชายดำ คือ โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด

การป้องกันกำจัด

  1. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค
  2. ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม และพืชหมุนเวียนทุกๆ ปี ด้วยพืชตระกูลถั่ว
    Indulgence made rubbing http://www.meda-comp.net/fyz/viagra-for-sale-on-ebay.html getting Just least view website sink purchase hopes balance.

    หรือพืชหมุนเวียนอื่นที่สามารถทำลายเชื้อสาเหตุโรคในดิน

  3. แหล่งที่มีการระบาดของโรคให้อบดินฆ่าเชื้อในดิน โดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กก/ไร่ โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก

แมลงศัตรูที่สำคัญ คือ หนอนเจาะลำต้น

การป้องกันกำจัด

เก็บส่วนที่ถูกทำลาย เผาทิ้งภายนอกแปลง

6. การเก็บเกี่ยว

6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ
8-12 เดือน ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น

6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ใช้จอบหรือเสียม ขุดหัวกระชายดำขึ้นมาแล้วเคาะดินให้หลุดออกจากหัว จากนั้นตัดราก และนำไปล้างน้ำสะอาด ผึ่งลมให้แห้ง

7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา

7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : นำเหง้ากระชายดำมาล้างให้สะอาด และผึ่งให้แห้ง นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ไวน์กระชายดำ ส่วนการทำให้แห้ง โดยการหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ แล้วจึงนำไปตากหรืออบให้แห้ง ด้วยอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ความชื้นไม่เกินร้อยละ 11

7.2 การเก็บรักษา นำกระชายดำที่อบแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้นปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าจัดเก็บในห้องที่สะอาด เย็นไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด ระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำลาย ทำให้คุณภาพลดลง กระชายดำแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือนควรจะมีการนำมาอบใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีความชื้น และมีแมลงรบกวน

8. สุขลักษณะและความสะอาด

– ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

– กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต

– หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย

– หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี

– เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

9. การบันทึกข้อมูล

ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของกระชายดำ ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่

1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน

3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา

สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)
P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand
Tel: 66-2940-5484 ext. 117
Fax: 66-2561-4667
E-mail address : herbdoa@gmail.com

 

 

Category: GAP

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news