banner ad
banner ad

มะพร้าว

| February 10, 2014

มะพร้าว

สถานการณ์โลกปี 2557 มีการผลิตมะพร้าวทั่วโลก 60,809,810 ตัน ประเทศที่ผลิตมากที่สุดคือ ประเทศอินโดนีเซีย มีพื้นที่ปลูก 3,025,000 เฮกตาร์ ผลผลิต 18,300,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 30.09 ของทั้งหมด รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์? อินเดีย และบราซิล ซึ่งมีผลผลิต 14,696,298 11,078,873 และ 2,919,110 ตัน ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 1,000,320 ตัน มีพื้นที่ปลูก 207,126 เฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 1.64 ของผลผลิตทั้งโลก

สถานการณ์ในประเทศ ปี 2554 – 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตมะพร้าวอยู่ระหว่าง 1,178,412 – 1,349,959 ไร่ผลผลิตอยู่ระหว่าง 744,756 – 1,056,658 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 1,178,412 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 744,756 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.52 และผลผลิตลดลงร้อยละ 1.13 จังหวัดที่ปลูกมาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี รวมกันประมาณ 76% ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวรวมทั้งประเทศไทย

ชื่ออื่นๆ มะป้าว คอส่า โพล คุง พร้าว ย่อ หมากอุ๋น หมากอูน

ชื่อวงศ์  : PALMAE

ชื่อสามัญ : Coconut

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cocos nucifere Linn.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น ลำต้นกลมยาวมักจะตั้งตรงมีรอยเป็นปล้องถี่ๆ ตลอดต้น ใบประกอบ ใบย่อยเรียวยาว ดอกเล็กๆสีขาวนวล ออกเป็นช่อ เรียกว่าชันมะพร้าว ผลกลมโตมีเปลือกเป็นเส้นใยหนา เมล็ดกลมมีเปลือกแข็ง เรียบกว่า กะลา เนื้อในขาวเป็นมัน ผลออกเป็นพวง เรียกว่าทะลาย มีหลายพันธุ์ เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะมะพร้าวไฟ มะพร้าวนาฬิเก

การขยายพันธุ์  โดยการเพาะผล (หน่อ)

การปลูกและการดูแล การเตรียมหลุมปลูก ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยคอก ใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร หรือ 8×8 เมตรขนาดของหลุมที่จะปลูกขึ้นอยู่กับลักษณะความสมบูรณ์ของดินและความลึกของระดับน้ำใต้ดิน โดยทั่วไปถ้าดินแข็งหรือดินเหนียวจัดควรขุดหลุมให้โตขึ้น ดินค่อนค้างร่วนแนะนำให้ขุดขนาด 1x1x1 เมตร กว้างxยาวxลึก ประมาณ 30-50 ซม.การขุดหลุมควรทำในช่วงฤดูแล้งหรือขุดไว้ล่วงหน้า 1-2 เดือน ก่อนปลูกเพื่อตากดิน โดยขุดแยกดินบนดินล่างไว้คนละด้านของหลุม หลังจากขุดหลุมแล้วให้ตากดินไว้สัก 7 วัน ในที่ซึ่งมีปลวกชุกชุม ถ้าสามารถหาเศษไม้ ใบไม้ มาใส่ก้นหลุมแล้วจุดไฟเผาก็จะช่วยป้องกันปลวกได้ หรืออาจจะใช้ยากันปลวกโรยก้นหลุมแทนก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยเก็บความชื้นไว้ได้นานขึ้นแล้วจึงเอาดินบนใส่ลงไปประมาณครึ่งหลุม และใช้ดินล่างผสมกับปุ๋ยร็อกฟอสเฟตครึ่งกิโลกรัมต่อหลุมใส่ลงให้เต็มทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก ฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับปลูกมะพร้าว คือต้นฤดูฝนหลังจากที่ฝนตกหนักๆแล้วประมาณ 2 ครั้ง เพื่อให้มะพร้าวมีเวลาที่จะงอกงามสามารถหยั่งรากได้เร็วและลึก ถ้าปลูกปลายฤดูฝนจะกระทบกระเทือนต่อหน่อมะพร้าวเพราะขาดน้ำทำให้ชะงักการเจริญเติบโตหรือเหี่ยวเฉาตายได้ ในการเตรียมหน่อปลูกหน่อมะพร้าวที่ขุดออกมาจากแปลงชำควรจะปลูกให้หมดในวันนั้น แต่ถ้าจำเป็นต้องขุดหน่อพันธุ์ไว้ก็ไม่ควรเกิน 10 วันก่อนปลูก

การดูแล การให้น้ำ หลังจากปลูกมะพร้าวถ้าฝนไม่ตกต้องให้น้ำทันทีในช่วง 2-3 ปีแรกนี้การให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมาก ต้องหมั่นให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้มะพร้าวเจริญเติบโตหยั่งรากได้ลึกและตั้งตัวได้เร็วโดยเฉพาะในฤดูแล้งควรรดน้ำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง สำหรับมะพร้าวที่ปลูกแบบยกร่องก็ให้ปล่อยน้ำเข้าท้องร่วง เมื่อมะพร้าวตั้งตัวได้ดีและมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี

การใส่ปุ๋ย มะพร้าวมีความต้องการธาตุอาหารที่สำคัญในการสร้างดอกออกผลและการเจริญทางลำต้นทั้ง 3 ชนิดคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียม เช่นเดียวกับพืชอื่นๆ นอกจากนั้นยังต้องการธาตุอาหารอื่นๆอีก เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โดยธาตุอาหารแต่ละชนิดมะพร้าวจะต้องการในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน การใส่ปุ๋ยจึงต้องให้ได้ตามสัดส่วนที่ต้องการหากขาดหรือได้รับธาตุอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้มะพร้าวเจริญเติบโตและให้ผลไม่เต็มที่ ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้นในระยะที่ยังไม่ออกจั่น เมื่อให้ผลเพิ่มเป็น 20-30 กิโลกรัมต่อต้น และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตราต่อต้น เท่ากับ 1 กิโลกรัมของอายุปีต้นมะพร้าวแบ่งใส่ 2 ครั้ง

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ
แมลงศัตรูที่พบ ด้วงงวง ด้วงแรด แมลงดำหนาม หนอนหัวดำ ผีเสื้อหนอนปลอก
1. ด้วงงวงและด้วงแรด กัดกินยอดอ่อนหรือเจาะโคนทางใบที่ 2 และ 3 ทะลุถึงยอดอ่อน ป้องกันกำจัดโดยเผาตอหรือฝังซากท่อนมะพร้าว ทำความสะอาดบริเวณคอและโคนยอดอย่างสม่ำเสมอ หากพบรูเจาะใช้เหล็กแหลมแทงในรูเพื่อป้องกันด้วงแรดไม่ให้วางไข่และราดบริเวณคอมะพร้าวหรือหยอดตามรอยแผลหรือรูเจาะที่เกิดจากด้วงแรดด้วยสารเคมี เช่น คลอร์ไพรีฟอส
2. แมลงดำหนามมะพร้าว ทำลายส่วนใบของมะพร้าว โดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย อาศัยอยู่ในใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ของมะพร้าว และแทะกินผิวใบ ใบมะพร้าวที่ถูกทำลายเมื่อใบคลี่กางออกจะมีสีน้ำตาลอ่อน หากใบมะพร้าวถูกทำลายติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ยอดของมะพร้าวมีสีน้ำตาล เมื่อมองไกลๆ จะเห็นเป็นสีขาวโพลน ชาวบ้านเรียก มะพร้าวหัวหงอก
การป้องกันกำจัด
1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด
2.. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับแมลงดำหนาม เช่น แตนเบียนอะซีโคเดส ฮิสไพนารัม (Asecodes hispinarum) มาเลี้ยงขยายเพิ่มปริมาณ และปล่อยทำลายหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว
3. การใช้สารเคมี
3.1 กรณีมะพร้าวสูงกว่า 12 เมตร ให้ฉีดสารเข้าต้น ด้วยสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ
 3.2 กรณีมะพร้าวต้นเล็ก ใช้สารอิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 1 กรัม หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% WG อัตรา 1 กรัม หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 1 กรัม ละลายน้ำ 1 ลิตรต่อต้น ราดบริเวณยอดและรอบคอมะพร้าว หรือ การใช้สารคาร์แทปไฮโดรคลอไรด์ 4% GR หรือ คลอร์ไพริฟอส 75% WG ใส่ถุงผ้าที่ดัดแปลงคล้ายถุงชา อัตรา 30 กรัมต่อต้น มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าวได้นานประมาณ 1 เดือน
ปัญหาที่ควรระวังแต่ระยะการเจริญเติบโต
1.มะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิต (มะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูง ตั้งแต่เริ่มปลูก จนถึง อายุ 6 ปี) พบหนอนหัวดำมะพร้าว เข้าทำลายในระยะที่แมลงเป็นตัวหนอนเท่านั้น โดยการกินใต้ผิวใบมะพร้าวและจะนำมูลที่ถ่ายออกมา ผสมกับเส้นใยจากตัวหนอน สร้างเป็นอุโมงค์และกินผิวใบ มักพบการทำลายบนใบแก่ ทำให้ใบมะพร้าวมีสีน้ำตาล ถ้ามีการระบาดควรปฏิบัติดังนี้- ตัดใบที่มีหนอนหัวดำลงทำลาย นำลงมาเผาทำลาย และควบคุมโดยใช้ชีวภัณฑ์ บีที อัตรา 80 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นละ 3-5 ลิตร พ่น 3 ครั้งติดต่อกัน ห่างกัน ครั้งละ 7-10 วัน
-ปล่อยแตนเบียนหนอนหัวดำ มะพร้าวโกนิโอซัส นีแฟนติดีส (Coniozus nephantidis)
2.มะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุ 10 ปีขึ้นไป) จะพบโรคผลร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora เนื่องจากสภาพอากาศชื้นมีฝนตกชุกตลอดสัปดาห์มะพร้าวที่มีผลดกมาก ผลอ่อนมะพร้าวที่อายุ 3-9 เดือน อาจจะร่วง ก่อนจะพัฒนาไปเป็นผลแก่ การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูยอดมะพร้าว ถ้าพบใบยอดเหี่ยวให้รีบหาสาเหตุ และตัดส่วนที่แสดงอาการทิ้งให้หมด ทารอยตัดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เม็ททาแลคซิล เป็นต้น นำผลมะพร้าวที่ร่วงออกจากแปลงไปเผาทำลาย ตัดแต่งบริเวณคอมะพร้าวให้สะอาด ลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุของโรค-พันธุ์ต้านทาน มะพร้าวที่อ่อนแอต่อโรคจะเป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นเตี้ย เช่น พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย
3.มะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว และมีความสูง น้อยกว่า 12 เมตร พบหนอนหัวดำมะพร้าว กัดกินใบและทางก้านใบมะพร้าว และทำลายจั่นและผลมะพร้าวอ่อนด้วย ทำให้เห็นใบสีน้ำตาลแห้งจำนวนมาก ให้ป้องกันกำจัดโดย

-หากพบการระบาดรุนแรง แนะนำวิธีการพ่นสารทางใบด้วยสาร ฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร, คลอแรนทรานิลิโพล (chlorantraniliprole) 5.17% SC และ สปินโนแซด (spinosad) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และถ้าเป็นสวนมะพร้าวที่มีการปล่อยแตนเบียนควรมีการพ่นสารก่อนที่จะมีการปล่อยแตนเบียน
-ปล่อยแตนเบียนหนอนหัวดำ มะพร้าวโกนิโอซัส นีแฟนติดีส (Coniozus nephantidis)

4.มะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว และมีความสูง มากกว่า 12 เมตร พบหนอนหัวดำกัดกินใบและทางก้านใบมะพร้าว และทำลายจั่นและผลมะพร้าวอ่อนด้วย ทำให้เห็นใบสีน้ำตาลแห้งจำนวนมาก อีกทั้งหนอนยังสามารถสร้างเส้นใยดึงให้ทางมะพร้าวที่ถูกทำลายแล้ว หลาย ๆ ทาง มาเรียงตดกันเป็นแพ ใบมะพร้าวเหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาล การปัองกันกำจัด ในกรณีที่หนอนหัวดำระบาดรุนแรง แนะนำวิธีการฉีดสารเข้าลำต้น (Trunk injection) ด้วยสารอีมาเมกตินเบนโซเอต(emamectin benzoate) 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยใช้ในมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ
5.มะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว
5.1 แมลงดำหนามมะพร้าว ลักษณะการเข้าทำลายใบอ่อนของมะพร้าวที่ยังไม่คลี่มีลักษณะสีน้ำตาลไหม้จนออกสีขาวส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมะพร้าวในช่วงแรก และถ้ามะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้วผลผลิตจะลดลง ป้องกันกำจัดโดยปล่อยแตนเบียนแมลงดำหนาม อะซีโคดีส ฮิสพินารัม (Asecodes hispinarum)
5.2 ด้วงแรด จะเข้าทำลายโดยตัวเต็มวัยของด้วงแรด จะบินไปกัดเจาะโคนทางใบและยอดอ่อนมะพร้าว ทำให้ทางใบหักง่ายและใบที่เกิดใหม่ ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดคล้ายหางปลา ถ้ายอดอ่อนโดยทำลายรุนแรง ใบที่เกิดใหม่จดแคระแกรน การป้องกันกำจัดทำดังนี้

-หมั่นดูแล ทำความสะอาดบริเวณคอมะพร้าว โคนทางใบ หากพบรอยแผลเป็นรู ให้ใช้เหล็กแหลมแทงหาด้วงแรดเพื่อกำจัด

-เผาซากหรือตอมะพร้าวที่ตัดโค่นแล้ว

เนื่องจากด้วงแรดมักวางไข่ที่กองปุ๋ย กองมูลสัตว์ หรือกองซากพืช จึงควรหมั่นพลิกกลับกอง หรือเกลี่ยกองให้กระจายออกโดยไม่ให้สูงเกิน 15 เซนติเมตร

-ใช้เชื้อราเขียว (Metarrhizium anisopliae) ใส่ตามกองขยะหรือต้นมะพร้าวผุเพื่อล่อให้ตัวเต็มวัยมาวางไข่เมื่อฟักเป็นหนอนเชื้อราเขียวจะทำลายหนอนของด้วงแรดเป็นการตัดวงจรชีวิต

5.3 ด้วงงวงมะพร้าว จะพบรอยแผลที่ด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงเจาะเข้ามาวางไข่ ทำให้เกิดยอดเน่า มะพร้าวตายได้ อาการที่แสดงว่ามะพร้าวถูกทำลายด้วยด้วงงวงคือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้ง ใบเหลือง โคนใบที่ติดลำต้นหักพับ การป้องกันกำจัดดังนี้

– หมั่นดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าวสังเกตรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะ เมื่อพบรอยแผล รอยเจาะ และยยอดอ่อนที่ยังไม่เหี่ยว ให้ใช้เหล็กยาวปลายเป็นตะขอเกี่ยวเอาตัวหนอนมาทำลาย และทารอยแผลด้วยสารทาร์ (น้ำมันเครื่อง 1 ลิตร ผสมผงกำมะถัน 100 กรัม) เพื่อป้องกันการเข้าทำลายซ้ำ และใช้สารทาร์ ทาบริเวณรอยแผลที่เกดจากการตัดใบ รอยแตกที่โคนลำต้น หรือรอยตัดจั่นมะพร้าวเพื่อทำน้ำตาล เพื่อป้องกันการวางไข่

-ถ้าพบด้วงงวงเข้าทำลายระยะแรก สามารถป้องกันกำจัดได้ แต่ถ้าไม่ดูแลความเสียหายจะมีมากขึ้น อาจเกิดการระบาดจนมะพร้าวตายทั้งสวนได้เนื่องจากหนอนด้วงงวงจำนวนมากเข้ากัดทำลายบริเวณยอดจนหมด

– ถ้ามีต้นมะพร้าวตายในแปลงปลูกหรือมีเศษซากของต้นมะพร้าวให้เอาออกจากแปลงไปเผาทำลายเพื่อป้องกันการระบาด

โรคศัตรูมะพร้าว

1. โรคผลร่วง ลักษณะบริเวณขั้วผลเกิดแผลสีน้ำตาลแห้งและเมื่อลุกลามไปบนผลทำให้ผลเน่าและร่วงหล่น ในผลอ่อนที่ยังไม่มีการสร้างเนื้อมะพร้าว เชื้อจะเข้าทำลายเปลือกและกะลาอ่อน เมื่อความชื้นสูงมักจะพบเส้นใยสีขาวฟูที่แผลบนเปลือกผล ในผลที่มีกะลาแข็งแล้วเชื้อราจะเข้าทางตาของผลทำให้เนื้อมะพร้าวเกิดอาการเน่า

การป้องกันกำจัด

1. ถ้าสภาพอากาศชื้น มีฝนตกติดต่อกัน ควรหมั่นตรวจผลมะพร้าว โดยเฉพาะทะลายที่มีผลดก เมื่อพบโรคให้ตัดทิ้งนำไปเผาทำลายทันที

2. ตัดแต่งคอมะพร้าวให้สะอาด โล่ง โปร่ง ให้แสงแดดผ่านเข้าถึง

3. เก็บผลมะพร้าวที่ร่วงออกจากแปลงไปเผาทำลาย

4. ถ้าพบอาการของโรคบนผลที่ยังไม่ร่วง ให้ตัดออกจากต้น รวมทั้งส่วนอื่นๆ ที่พบโรค เช่น ใบ ก้านใบออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกแล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 8๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 8๐-1๐๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตรหรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 5๐-6๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร

5. ถ้าอาการรุนแรง ควรตัดทำลายต้นที่เป็นโรคออกไปจากแปลงปลูก

—————————————————–
การนำไปใช้ประโยชน์ : ทางอาหาร ยอดอ่อน นำมาผัด แกง ผลอ่อนกินได้ทั้งผลสด หรือนำมาเผา ทำห่อหมดมะ
พร้าวอ่อน จั่น(ช่อดอก) เมื่อตัดปลายงวงจะได้น้ำหวานทำน้ำตาลปี๊บ ส่าเหล้า และน้ำส้ม น้ำมะพร้าว กินสด ทำเนยเทียม น้ำมันปรุงอาหาร เนื้อมะพร้าวคั้นเป็นกะทิใช้แกง ทำขนม ทำน้ำมันมะพร้าวกะทิอุดมไปด้วยพลังงานและไขมันในปริมาณสูง บำรุงผิวพรรณให้สดใส ช่วยชะลอความแก่

สรรพคุณ

เปลือกต้น ใช้เปลือกต้นที่สด นำมาเผาไฟให้เป็นเถ้าแปรงสีฟัน แก้เจ็บปวดฟัน และใช้ทาแก้หิด

เปลือกผล ใช้เปลือกผลแก่ที่แห้งแล้ว นำมาเป็นยาแก้อาเจียน แก้โรคกระเพาะ และใช้ในการห้ามเลือดแก้ปวดเลือดกำเดาไหล

เนื้อมะพร้าว ใช้เนื้อมะพร้าวสด หรือแห้ง นำมาขูดให้เป็นฝอยใส่น้ำ แล้วเคี่ยวเอาน้ำมัน ใช้กินเป็นยาบำรุงกำลังขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ

น้ำมะพร้าว ใช้น้ำมะพร้าวสดประมาณ 1-2 ลูก กินเป็นยาระบาย แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้พิษ แก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว แก้อาเจียนเป็นโลหิต และบวมน้ำ ปัจจุบันในทางการแพทย์ยอมรับว่า น้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่บริสุทธิ์และมีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้แทนน้ำเกลือและรักษาอาการอ่อนเพลียได้ดี ลดความร้อน ดับกระหาย เพราะในน้ำมะพร้าวมีโปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โซเดียม และโดยเฉพาะโพแทสเซียม น้ำมะพร้าวมี juvenile hormone ช่วยปรับสภาพและลดอายุของเซลล์ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น

น้ำมัน น้ำมันที่ได้จากเนื้อ หรือจากกะลาใช้กินเป็นยาบำรุงกำลัง หรือใช้ทาเป็นยาแก้กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนังต่างๆ ทาแผลน้ำร้อนลวก และใช้ทาผิวหนังที่แตกเป็นขูย นอกจากนี้ยังใช้เป็นน้ำมันทาผมได้อีกด้วย

กะลา ใช้กะลามะพร้าวแห้ง นำมาเผาให้เป็นถ่านดำแล้วนำมาบดให้เป็นผงละเอียด ผสมน้ำกินวันละ 3-4 ครั้งๆ ละ 0.5-1 ช้อนชา กินเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ปวดกระดูกและเอ็น

ดอก ใช้ดอกสดอ่อน นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้เจ็บปาก เจ็บคอ แก้ท้องเสีย

ราก ใช้รากสด นำมาต้มกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ หรือเอาน้ำอมหรือบ้วน แก้เจ็บคอ

————————————————————————————————————————————————-

การส่งออกมะพร้าว ปี 2554 – 2559 ปริมาณการส่งออกอยู่ระหว่าง 31,667 – 95,788 ตัน มูลค่าอยู่ระหว่าง 521 – 2,472 ล้านบาท ในปี 2559 มีปริมาณการส่งออก95,788 ตัน มูลค่าการส่งออก 2,472 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.30 และมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.59 คู่ค้าที่สำคัญ : สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง คู่แข่งที่สำคัญ : ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม

การค้ากับประเทศอาเซียนมีการส่งออกไปยังมาเลเซีย ปริมาณ 6,130,700 กิโลกรัม มูลค่า 21,054,408 บาท อินโดนีเซีย ปริมาณ 544,530 กิโลกรัม มูลค่า 8,453,428 บาท เวียดนาม ปริมาณ 49,022 กิโลกรัม มูลค่า 521,041 บาทสิงคโปร์ ปริมาณ 4,844 กิโลกรัม มูลค่า 482,568 บาท และบรูไน ปริมาณ 231 กิโลกรัม มูลค่า 10,502 บาท

GAP มะพร้าว

การทำน้ำมันมะพร้าวแบบต่างๆ ของศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร

 

วิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวได้มีการค้นคิดวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าว มาตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อมาจึงพัฒนาวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าว ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถทำได้ในระดับอุตสาหกรรม วิธีสกัดน้ำมันมะพร้าว แบ่งออกได้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ 1.การสกัดน้ำมันมะพร้าวผ่านการคั้นกะทิ 2.การสกัดน้ำมันมะพร้าวไม่ผ่านการคั้นกะทิ1.การสกัดน้ำมันมะพร้าวผ่านการคั้นกะทิวิธีนี้เป็นวิธีดั่งเดิมที่ชนชาติต่างๆ นิยมปฎิบัติเพราะง่าย สะดวก และไม่ต้องอาศัยเครื่องมือที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร น้ำมันที่ได้ก็มีคุณภาพดี เพราะไม่ต้องผ่านอุณหภูมิสูงและสารเคมีใดๆ แต่สามารถปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยวิทยาการสมัยใหม่ได้การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยผ่านการคั้นกะทิ ทำได้โดยการนำเนื้อมะพร้าวขูดที่ทำขึ้นไม่เกิน 24 ชั่วโมงมาเติมน้ำ แล้วบีบน้ำกะทิออกมาโดยใช้มือหรือเครื่องบีบ การขูดมะพร้าวต้องทำทันทีที่ผ่าผลมะพร้าว ไม่ควรทิ้งไว้นานเกินไป เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และกายภาพอีกทั้งยังมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้น้ำกะทิที่ได้มีคุณภาพต่ำ การสกัดวิธีนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการสกัดแบบเปียก (Wet Process) โดยมีขั้นตอนคือ1.1 การคั้นกะทิ (Coconut Milk Pressing )โดยผ่ามะพร้าวห้าวแล้วใช้เครื่องขูด ซึ่งอาจเป็นกระต่ายขูดมะพร้าว (ภาคใต้เรียกว่า เหล็กขูด ) ในปัจจุบันใช้เครื่องขูด จากนั้นนำมะพร้าวขูดมาคั้นกะทิ โดยผสมน้ำแล้วบีบด้วยมือ ตอนแรกเติมน้ำแต่เพียงเล็กน้อย จะได้หัวกะทิสำหรับปรุงอาหารประเภทที่ต้องใช้หัวกะทิ ต่อจากนั้นก็เติมน้ำ แล้วคั้นต่อไป ตอนสุดท้ายจะได้หางกะทิ ส่วนกากที่เหลือ ซึ่งยังมีคุณค่าทางอาหารเพราะยังมีโปรตีนอยู่สูง สามารถนำไปทำอาหารได้ เช่นอาหารว่างวิธีการแยกน้ำมันออกจากน้ำกะทิ ( Oil Separation from Coconut Milk) น้ำกะทิที่คั้นได้ทั้งหัวกะทิและหางกะทิ ประกอบไปด้วยน้ำมันมะพร้าวและน้ำรวมตัวกัน ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้ดังต่อไปนี้1.2 การหมัก (Fermentation Method )เป็นวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวแบบพื้นบ้าน ทำได้โดยการนำน้ำกะทิใส่ภาชนะ หมักทิ้งไว้ 24-36 ชั่งโมง น้ำกับน้ำมันจะแยกตัวออกจากกัน โดยน้ำมันซึ่งเบากว่าน้ำจะลอยอยู่ชั้นบน สามารถดูดหรือเทออกไปอุ่นให้ร้อน โดยใช้ความร้อนไม่มาก เพื่อให้น้ำหรือความชื้นที่ยังหลงเหลืออยู่ระเหยออกให้หมด แล้วนำไปกรอง จะได้น้ำมันมะพร้าวพรหทจรรย์ (Virgin Coconut Oil) ซึ่งเป็นน้ำมันที่สกัดออกจากพืชโดยไม่ใช้ความร้อนที่สูง และไม่ผ่านขบวนการทางเคมี ยังมีกลิ่นและรสของพืชนั้นๆ อยู่ มีสีใสดังน้ำและสามารถใช้บริโภคได้ทันทีที่สกัดได้ ผลผลิตที่ได้ประมาณ 20 %1.3 การเคี่ยว ( Boiling) แบ่งออกได้ 2 วิธี คือ

  1. 1. วิธีแบบฉบับ (Kitchen Method) การเคี่ยวกะทิเพื่อให้ได้น้ำมันมะพร้าวเป็นภูมิปัญญา

ชาวบ้าน ดังเช่นในเทศกาลงานเดือนสิบของคนภาคใต้ในหลายจังหวัดต้องมีการทำขนมและอาหารคาว ที่ต้องใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ ชาวบ้านจึงเก็บมะพร้าวห้าวเอามากะเทาะเปลือก แล้วผ่าออกเป็นสองซีก ขูดเนื้อมะพร้าวด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว จากนั้นคั้นกะทิแล้วจึงเคี่ยวกะทิ โดยใช้กะลาและกาบมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง เคี่ยวไปจนกะทิแตกมัน (ซึ่งเป็นการทำลายโปรตีนที่หุ้มอนุภาคน้ำมัน ทำให้น้ำมันแยกตัวออกจากกะทิ ) น้ำซึ่งปนอยู่กับน้ำกะทิตั้งแต่ต้น จะแยกตัวออกเช่นกัน จึงต้องคอยคนจนน้ำที่แยกตัวออกมา ให้ระเหยไปหมดเหลือแต่น้ำมันมะพร้าว แล้วกรองทำความสะอาด

  1. 2.วิธีปรับปรุง (Modified Kitchen Method) นำกะทิไปตั้งทิ้งไว้นาน 3 ชั่งโมง เพื่อให้แยกน้ำกับน้ำมันมะพร้าวแยกชั้น นำชั้นบนซึ่งเป็นหัวกะทิไปตุ๋น จนกระทุ่งน้ำมันแยกออกมาจากกะทิในชั่งโมงแรก ใช้อุณหภูมิ 90 0C หลังจากนั้น ใหลดลงเหลือ 80 0C จนกระทั่งโปรตีนเริ่มจับตัวเป็นก้อน เมื่อน้ำมันเริ่มแยกตัวออกจากโปรตีน ให้ลดอุณหภูมิลงเหลือ 60 0C แยกน้ำมันจากกากออกโดยเทลงบนผ้าขาวบาง จากนั้นนำน้ำมันที่ได้ไปตุ๋นเพื่อแยกน้ำออกให้หมด แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อแยกสิ่งเจือปนเล็กๆ ออก

1.4.การใช้แรงเหวี่ยง (Centrifugation Method ) ทำได้โดยการนำกะทิมาเข้าเครื่องเหวี่ยง เพื่อให้สารที่มีความถ่วงจำเพาะต่างกันแยกชั้นกัน น้ำมันซึ่งเบาที่สุด จะอยู่ส่วนบน ส่วนน้ำและของแข็งที่ปนมาจะอยู่ส่วนล่าง จากนั้น ก็แยกน้ำมันออกจากส่วนที่เหลือไดโดยการเทออก วิธีนี้ได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูงกว่าวิธีเคี่ยว เพราะไม่มีการใช้ความร้อนในขั้นตอนการผลิต แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้อุปกรณ์-เครื่องมือที่มีราคาแพง อีกทั้งยังศูญเสียกลิ่นของมะพร้าวไปบ้าง ตแต่น้ำมันที่ได้ยังจัดเป็นน้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ เพราะไม่ผ่านขนวบการทางเคมีและความร้อนสูง

 1.5. การแช่เย็น น้ำมันมะพร้าวมีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ 270C ดังนั้น น้ำมันมะพร้าวจะเริ่มแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 270C แต่น้ำมีจุดจุดแข็งตัวอยู่ที่ 00C ดังนั้นช่วงอุณหภูมิระหว่าง 0- 270C จึงเป็นช่วงที่น้ำยังเป็นของเหลว ในขณะที่น้ำมันมะพร้าวเป็นของแข็ง โดยใช้หลักการอันนี้ เราสามารถแยกน้ำออกจากน้ำมันมะพร้าวได้ง่ายๆ โดยการเทน้ำออกจากส่วนผสม

1.6.การกลั่น (Distillation) นำกะทิเข้าในหม้อกลั่นแล้วให้ความร้อน ซึ่งอุณหภูมิไม่สูงนัก เพียงแต่ทำให้กะทิซึ่งเป็นของเหลวระเหยกลายเป็นไอ แล้วผ่านไอที่ได้ ไปยังเครื่องควบแน่น (condenser) ให้ไอกลายเป็นหยดน้ำตกลงในที่รองรับ เนื่องจากกะทิเบากว่าน้ำ จึงลอยอยู่ข้างบน และสามารถแยกไปใช้ได้ วิธีนี้เป็นวิธีแยกโมเลกุลของโปรตีน ซึ่งทหหน้าที่เป็น emulsifier ที่ทำให้น้ำมันมะพร้าว คงรูปเป็นสารแขวนลอยของกะทิ

1.7. การใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ การหมัก (Fermentation Method ) โดยใช้เอ็นไซม์เป็นกรรมวิธีทางเทคโนโลยีชีวภาพที่จุลินทรีย์ในธรรมชาติ สร้างเอ็นไซม์ เพื่อเปลี่ยนสภาพของสสาร ในปัจจุบันมีความเจริญทางเทคโนลีชีวภาพมากมาย ที่สามารถนำมาใช้ในการแยกน้ำมันมะพร้าวออกจากกะทิ เช่น การคัดเลือกจุลินทรีย์ในกลุ่ม Lactobacillus เพื่อให้สร้างเอ็นไซม์ หรอการใช้เอ็นไซม์ในกลุ่ม เซลลูเลส (cellulose) หรืออะไมเลส (amylase) โดยตรง เพื่อใช้ในการหมัก โดยไม่ต้องใช้จุลินทรีย์แต่อย่างใด

โดยปกติน้ำกับน้ำมันมะพร้าวจะรวมอยู่ด้วยกันในรูปอิมัลชัน (emulsion) หรือสารแขวนลอย เพราะมีสารลดแรงตึงผิว (surfactant) เป็นตัวเชื่อม สารนี้จะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ (enzyme) ทั้งที่ผลิตโดยจุลินทรีย์(ทั้งในธรรมชาติหรือที่เติมเข้าไป) หรือโดยการเติมเอ็นไซม์ที่เตรียมไว้ ทำให้น้ำแยกตัวออกจากน้ำมัน วิธีการนี้ช่วยให้ได้น้ำมันในปริมาณที่สูงกว่าการหมักปกติ

2.การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยไม่ผ่านการคั้นกะทิ วิธีการนี้เป็นวิธีการสมัยใหม่ ที่ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษ สามารถสกัดน้ำมันมะพร้าวได้คราวละมากๆ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในโรงงานอุสาหกรรม ซึ่งทำได้โดย

2.1 การสกัดแห้ง (Dry Process) หรือวิธีบีบเย็น (Cold Press) โดยการนำเนื้อมะพร้าวสดไปย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้แห้งโดยการใช้ความร้อนไม่มาก แล้วบีบเอาน้ำมันออกด้วยเครื่องบีบอัดแบบสกรู หรือแบบไฮดรอลิก น้ำมันที่ได้จะมีสีใสเหมือนน้ำ มีกลิ่นและรสของมะพร้าวและใช้บริโภคได้ทันที่ โดยไม่ต้องผ่านขบวนการทางเคมี จึงอยู่ในประเภทน้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ได้ โดยเฉพาะเมื่อรักษามาตรฐานให้มีความชื้นไม่เกิน 0.1 % ซึ่งจะทำให้น้ำมันไม่เหม็นหืน

 2.2 การบีบร้อน (Screw Press) การบีบร้อนวิธีนี้สามารถนำไปใช้ในการผลิตแบบอุสาหกรรมได้ เพราะใช้เนื้อมะพร้าวแห้ง (copra) ซึ่งสามารถผลิตและเก็บไว้ใช้เป็นเวลานานได้ การสกัดน้ำมัน ทำได้โดยย่อยเนื้อมะพร้าวแห้งให้เป็นชิ้นเล็กๆ ผ่านเข้าไปยังเครื่องบีบแบบเกลียวอัก (Screw Press) ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงประมาณ 220 300 0C จากนั้น จึงนำน้ำมันที่ได้ไปผ่านขบวนการทำให้บริสุทธิ์ (Refining) กำจัดสี
( Bleaching) และฟอกกลิ่น (Deodorization) การผ่านความร้อนสูงและขบวนการทางเคมี ตลอดจนการปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์ของมะพร้าวแห้งก่อนการสกัด ทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้มีสีเหลือง และองค์ประกอบทางเคมีเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิตามินเอ จะสลายตัว จึงทำให้คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวลดลง น้ำมันที่ได้เรียกว่าน้ำมันมะพร้าวผ่านขบวนการหรือน้ำมันมะพร้าว RBD

 2.3 โดยใช้ตัวทำละลาย (Solvent Extraction ) วิธีนี้นิยมนำมาใช้กับกากที่ผ่านโดยวิธีบีบร้อน โดยนำกากมาแช่ในตัวทำละลาย เช่น เบนซีน ปิโตรเลียมอีเอร์หรือเฮกเซน จากนั้นก็กลั่นแยกน้ำมันออก น้ำมันมะพร้าวที่ได้จะมีสีเหลืองและองค์ประกอบคล้ายคลึงกับที่ได้จากการบีบร้อน น้ำมันที่ได้เรียกว่าน้ำมันมะพร้าวผ่านขบวนการหรือน้ำมันมะพร้าว RBD คือ ทำให้เป็นกลาง(refined – R ) ฟอกสี (bleached – B) กำจัดกลิ่น (deodorized – D)

By Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)

Tags:

Category: VDO, พืชไม้ผล, พืชไม้ผล บ-ม

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news