หญ้าสนามกอล์ฟ
หญ้าสนามกอล์ฟ
หญ้าสนามกอล์ฟ
ชนิดหญ้า
1. หญ้า TifEagle เป็นหญ้าสายพันธุ์เบอร์มิวดา (Bermuda grass) ชนิดใบละเอียดพิเศษ ในกลุ่ม Ultra-dwarf ใช้กันกรีน
2. หญ้า Paspalum grass ใช้กับโซน Tee off , Fairway และ Rough
3. หญ้า Zoysiagras
ศัตรูหญ้า
1.โรค Dollar Spots มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อรากลุ่ม Clarireedia spp. (เดิมคือ Sclerotinia homoeocarpa) จะชอบน้ำค้างบนยอดหญ้า
การตัดหญ้ากรีน วันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์แล้วไปสลับด้วยการบด Rolling วันอังคาร พฤหัสบดีและเสาร์ โดยไม่ต้องตัดหญ้า การหมุนเวียนเช่นนี้จะทำให้ความเร็ว ( Green speed ) ทั้งหญ้าเมืองหนาว Cool season grasses และหญ้าเมืองร้อน Warm season grasses มีความเร็วกรีนที่เท่ากันกับการตัดหญ้าทุกๆวัน ประเทศไทย วิธีการบดสลับการตัดหญ้าแล้วได้ความเร็วที่เท่ากันเพียง 4 เดือน ( กลางตุลาคม – กลางกุมภาพันธ์ )
การให้น้ำครั้งละมากกว่าปกติ แล้วเว้นน้ำในวันถัดไป เป็นแนวทางสร้างช่วง “ขาดน้ำเล็กน้อย” เพื่อกระตุ้นให้รากเจริญลงไปหาแหล่งน้ำที่อยู่ลึกขึ้น โดยมีหลักการ
- หญ้าบนกรีนควรเป็นชนิดและพันธุ์เดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีกลุ่มหญ้ากลายพันธุ์หรือหญ้าต่างชนิดปะปน
- ชั้นทรายต้องมีความสามารถในการอุ้มน้ำพอเหมาะ ไม่หยาบเกินไปจนระบายน้ำเร็วและแห้งเร็ว เพราะจะทำให้ไม่สามารถเว้นน้ำวันเว้นวันได้อย่างปลอดภัย
- การตัดหญ้าไม่ควรต่ำเกินไป เพราะจะเหลือพื้นที่ใบสำหรับสังเคราะห์แสงน้อย หญ้าสร้างอาหารได้น้อย และมีอาหารส่งไปเลี้ยงรากลดลง ซึ่งอาจขัดขวางการพัฒนาราก
- ต้องควบคุมความเครียดจากการขาดน้ำให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ไม่ปล่อยให้หญ้าเหี่ยวหรือเสียหาย
การใช้ปุ๋ยทางใบเป็นประจำร่วมกับปุ๋ยเม็ด โดยทั่วไปปุ๋ยทางใบมีข้อดีคือหญ้าดูดใช้ได้รวดเร็ว และสามารถใช้ร่วมกับ PGR ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าการให้ธาตุอาหารทางใบอย่างสม่ำเสมออาจทำให้หญ้าพึ่งพาธาตุอาหารที่อยู่ใกล้ใบและบริเวณรากตื้นมากขึ้น จึงอาจลดแรงกระตุ้นให้รากเจริญลงไปหาอาหารในระดับลึก
อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยทางใบไม่ได้ทำให้รากสั้นลงโดยอัตโนมัติ ปัจจัยสำคัญกว่าคือ
- ปริมาณและความถี่ของการให้ปุ๋ย
- ความสมดุลของไนโตรเจนและธาตุอาหารอื่น
- ระดับการให้น้ำและการปล่อยให้ดินแห้งระหว่างรอบน้ำ
- ความสูงในการตัดหญ้า
- การใช้ PGR และสภาพแวดล้อมโดยรวม
ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การงดปุ๋ยทางใบทั้งหมด แต่ควรใช้ปุ๋ยทางใบเพื่อประคองสุขภาพและคุณภาพผิวกรีน ขณะเดียวกันต้องบริหารน้ำและการตัดหญ้าให้กระตุ้นการสร้างรากลึกด้วย หากให้ปุ๋ยถี่มาก ให้น้ำบ่อย และตัดต่ำเกินไปพร้อมกัน หญ้ามีแนวโน้มพึ่งพารากตื้นและมีระบบรากลึกได้ยากขึ้น
ดินที่มี pH เป็นกรดเท่ากัน อาจใช้ปริมาณปูนไม่เท่ากัน เพราะมีค่าบัฟเฟอร์ต่างกัน
- ดินบัฟเฟอร์สูง เช่น ดินเหนียวหรือดินอินทรียวัตถุสูง ต้านการเปลี่ยน pH ได้ดี จึงต้องใช้ปูนมาก
- ดินบัฟเฟอร์ต่ำ เช่น ดินทรายหรือดินอินทรียวัตถุต่ำ เปลี่ยน pH ได้ง่าย จึงใช้ปูนน้อยกว่า
- ปริมาณปูนที่แม่นยำควรตรวจ ความต้องการปูน (Lime Requirement) ในห้องปฏิบัติการ
น้ำก็มีค่าบัฟเฟอร์เช่นกัน ยกเว้นน้ำกลั่นซึ่งแทบไม่มีบัฟเฟอร์ จึงเปลี่ยน pH ได้ง่ายเมื่อสัมผัสคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ส่วนน้ำธรรมชาติหรือน้ำประปามีคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนต ช่วยต้านการเปลี่ยนแปลงของ pH ได้ดีกว่า
Category: พืชไม้ประดับ









