banner ad

เผือก

| May 18, 2016

เผือก (Taro)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Colocacia esculenta (L.) Schott.

ชื่อวงศ์ : Araceae

ชื่ออื่นๆ : ลกกะเซีย (lok-ka-sia) ยัวเทีย (yautia) แทนเนีย (tannia)

แหล่งกำเนิดของเผือกมาจากอินเดียโดยเพาะปลูกกันมาตั้งแต่ราว 9,000 ปีมาแล้ว และจากอินเดีย เผือกแพร่กระจายออกไปทางตะวันออกสู่จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิก และทางตะวันตกสู่ทวีปแอฟริกา ประชาชนชาวเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยเฉพาะชาวโพลินิเซีย ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของเกาะฮาวายเป็นพวกที่บริโภคเผือกมากที่สุดในโลก โดยจะบริโภคเผือกเป็นอาหารหลักแทนข้าว

ปัจจุบันเผือกเป็นพืชหัวเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยส่งออกทั้งในรูปหัวเผือก ก้านเผือก และใบเผือก ประเทศไทยส่งออกหัวเผือกมูลค่ากว่า 69.8 ล้านบาท ตลาดต่างประเทศที่สำคัญมีเวียตนาม จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกเผือกประมาณ 41,394 ไร่ ผลผลิตประมาณ 102,126 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2.1 ตันต่อไร่

แหล่งปลูกเผือกที่สำคัญในประเทศไทยได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และชุมพร

ปัจจุบันมีเผือก 200 พันธุ์อยู่ในประเทศไทย เผือกเป็นพืชมีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลำต้นใต้ดินเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็กๆ ล้อมรอบ หัวมีขนาด และรูปร่างแตกต่างกันออกไป ต้นสูง 0.4-2 เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจมีขนาดสีต่างๆ กัน ใบเกิดจากใต้ดิน ดอกประกอบด้วย 2-5 ช่อดอกอยู่ในก้านใบ ช่อดอกมีก้านยาว 15-30 เซนติเมตร ดอกทยอยบาน มักจะไม่พบดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้หนึ่งดอกมีก้านเกสรตัวผู้ 2-3 อัน ผลมีสีเขียวเปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด เผือกที่ปลูกในฮาวาย นิวกินี และโดมินิกัน สามารถติดเมล็ดได้

พันธ์ุเผือก

1.พันธุ์พื้นเมือง

2.พันธุ์พิจิตร 1 มีกลิ่นหอม เนื้อมีสีขาวปนม่วง

3. พันธุ์ พจ.011 (Sree Rasmi) ให้ผลผลิต 6.8 ตันต่อไร่

4. พันธุ์พจ.02 (ก้านแดงพิจิตร) ให้ผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่

5. พันธุ์ THA 022 เนื้อมีสีเหลือง เนื้อเหนียวละเอียดเหมาะสำหรับทำขนม แต่มีหน่อข้างเยอะ

การปลูกและดูแลรักษา

การนำหัวเผือกที่มีขนาดเล็กๆ เท่าหัวแม่มือ ใช้ระยะปลูกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร คลุมด้วยฟาง รดน้ำ อายุเผือกที่ปลูกด้วยกล้าประมาณ 30 วัน หรืองอกมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ทุกเดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ อายุ 8 เดือน เก็บเกี่ยว ราคาเผือกที่ 25 บาท สามารถจะทำรายได้ดี พันธุ์ที่ลูกห่างต้นจะดูแลรักษาง่ายกว่า พันธุ์ที่ลูกถี่ ถ้าปล่อยไว้นานแก่มากๆ จะเป็นเส้นที่หัว การให้ได้สมบูรณ์แข็งแรง ใช้น้ำขี้หมูรดจะทำให้เพิ่มผลผลิต การที่เผือกลำต้นแตกและมีรูปทรงที่ผิดปกติเรียกว่า เผือกแตกง่าม

ศัตรูเผือก

แมลงศัตรูเผือก

1. หนอนกระทู้ผัก

2. เพลี้ยอ่อน

3. เพลี้ยไฟ

4. ไรแดง

โรคศัตรูเผือก

1.โรคใบไหม้ หรือโรคใบจุดตาเสือ (Leaf blight) สาเหตุจากเชื้อรา phytophthora colocasiae Rac. ระบาดเมื่อมีฝนตก และอากาศชุ่มชื้น ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช pyraclostrobin 25% W/V EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ethaboxam 10.4% W/V SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ต้นทุนการพ่นสาร 379 และ 78 บาทต่อไร่ตามลำดับ

2.โรคหัวเน่า

3. โรคแอนแทรคโนส

การเก็บเกี่ยว

แบ่งเกรดที่ขายกันในท้องตลาด

1. จัมโบ้ น้ำหนักมากกว่า 850 กรัม จะเขียนที่ถุง O

2. ใหญ่ น้ำหนัก 650-850 กรัม

3.กลาง น้ำหนัก 450-650 กรัม จะเขียนที่ถุง x

4.ป๊อใหญ่ น้ำหนัก 250-450 กรัม  จะเขียนที่ถุง ปย

5.ป๊อเล็ก น้ำหนัก 100-250 กรัม จะเขียนที่ถุง ปล

6.ปาด น้ำหนัก 50-100 กรัม

เกณฑ์การคัดเลือกพันธ์ุดังนี้

ก. ทรงต้น (growth form) เตี้ยกว่า 100 เซนติเมตร ข. อายุเก็บเกี่ยวต่ำกว่า 6 เดือน
ค. น้ำหนักหัวต่อต้นมากกว่า 500 กรัม ง. จำนวนหน่อต่อต้นน้อยกว่า 15 หน่อ
จ. เปอร์เซ็นต์แป้งสูง

ฉ. ประเมินความรุนแรงของโรคใบไหม้

1) พื้นที่ใบเป็นโรค 0 % (HR = Highly resistant) 2) พื้นที่ใบเป็นโรค 1-5 % (R = Resistant)
3) พื้นที่ใบเป็นโรค 6-25 % (MR = Moderately resistant) 4) พื้นที่ใบเป็นโรค 26-50 % (Moderately susceptible)
5) พื้นที่ใบเป็นโรค 51-75 % (S = Susceptible) 6) พื้นที่ใบเป็นโรค 76-100 % (HS = Highly susceptible)

 

 

สัจจะ ประสงค์ทรัพย์

Satja Prasongsap (Research Scientist)

Horticulture Research Institute

Category: พืชผัก, พืชผัก บ-ม

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news