banner ad
banner ad

พริก

| June 15, 2015

พริก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum spp.
ชื่อสามัญ : Chili, Chilli Pepper แต่ถ้าเป็นพริกขนาดใหญ่ๆ ที่มีรสอ่อนๆ เราจะเรียกว่า Bell Pepper, Pepper, Paprika, Capsicum เป็นต้น

สถานการณ์โลก ใน ปี 2557 มีการผลิตพริกทั่วโลก 33,632,553 ตัน ประเทศที่ผลิตมากที่สุดคือ ประเทศจีน มีพื้นที่ปลูก 759,630 เฮกตาร์ ผลผลิต 16,454,430 ตัน คิดเป็นร้อยละ 31.92 ของทั้งหมด รองลงมาคือ เม๊กซิโก และตุรกี ซึ่งมีผลผลิต 2,793,037 และ 2,143,845 ตัน ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 339,373 ตัน มีพื้นที่ปลูก 88,500 เฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 0.65 ของผลผลิตทั้งโลก

สถานการณ์ในประเทศ พริกที่ผลิตในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิด ตามขนาดของผล คือ พริกใหญ่ พริกขี้หนูผลใหญ่ พริกขี้หนูผลเล็ก

พริกใหญ่ ปี 2554 – 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกใหญ่อยู่ระหว่าง 9,287 – 22,139 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 15,132 -49,463 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 9,656 ไร่?ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 32,148 ตัน?เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.98 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59

พริกขี้หนูผลใหญ่ ปี 2554 – 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลใหญ่อยู่ระหว่าง 1,604 – 230,975 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 3,627 – 277,071ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 76,354 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 165,334 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.97 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ?55.14

พริกขี้หนูผลเล็ก ปี 2554 – 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็กอยู่ระหว่าง 35,640 – 95,989 ไร่?ผลผลิตอยู่ระหว่าง 49,813 – 333,256 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ5 39,317 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 76,079 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.32 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.73

—————————————————————————————————————————————–

โดยมีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นแล้ว ลักษณะโดยทั่วไป? พริกเป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1-1.25 ฟุต ใบแบนเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็ก กลีบดอกจะมีสีขาวหรือสีม่วง เกสรตัวผู้ 1-10 อัน เกสรตัวเมีย 1-2 อัน ผลหลายขนาด ส่วนใหญ่ขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ผลอ่อนสีเขียวถึงเขียวเข้ม เมื่อแก่เป็นสีแดง ชอบดินร่วนซุย และอากาศร้อนในการเจริญเติบโต

ถิ่นกำเนิด ?พริกมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปอเมริกาใต้ และการใช้ประโยชน์มานานนับหลายพันปีก่อนการสำรวจพบทวีปอเมริกาของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ด้วยรสชาติที่น่าพิศวง และได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในยุโรป ในชื่อของ พริกแดง (red pepper : Capsicum spp.) ตามลักษณะสีของผล เมื่อเปรียบเทียบกับพริกไทยดำ (black pepper, Piper nigrum L.) ที่นิยมปลูกกันอยู่แล้ว ก่อนแพร่กระจายมายังประเทศต่างๆ ในเอเชีย พริกกับพริกไทย แม้จะมีชื่อว่าพริกเหมือนกัน แต่พืชทั้งสองชนิดไม่มีความเกี่ยวพันกัน พริกเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์โซลานาซิอี (Solanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ มะเขือ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย พริกจัดอยู่ในสกุลแคปซิคัม (Capsicum มาจาก ภาษากรีก kapto แปลว่า “กัด”) ซึ่งมีประมาณ 25 ชนิด (species) ที่นิยมปลูกกันมีเพียง 5 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ C. annuum L., C. baccatum L., C. chinensis Jacq., C. frutescens L., C. pubescens R. & P. และมีพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอีกมากมาย พริกนั้นมีชื่อที่ใช้เรียกกันอยู่หลายคำ ได้แก่ pepper, chili, chilli, chile และ capsicum คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า chilli

ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ ?แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งจะมีอยู่มากบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุกหรือแช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด โดยเราสามารถเรียงลำดับความเผ็ดของพริกจากมากไปหาน้อยได้ คือ พริกขี้หนู > พริกเหลือง > พริกชี้ฟ้า > พริกหยวก > พริกหวาน เป็นต้น? หน่วยวัดความเผ็ดของพริกคือ สโควิลล์ (Scoville) โดยพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000 -100,000 สโควิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์หรือมากกว่า

พริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม อาจจะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัม และยังเป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย

สารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresin โดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริกามีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในชื่อ Cayenne สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทำให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายทั้งชนิดเป็นโลชั่นและครีม
( Thaxtra – P Capsaicin) แต่การใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงักการทำงานของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้กำหนดให้ใช้สาร capsaicin ได้ที่ความเข้มข้น 0.75 % สำหรับเป็นยารักษาโรค

สีของพริกมีหลากหลาย ได้แก่ เขียว แดง เหลือง ส้ม ม่วง และสีงาช้าง? โดยเฉพาะเมื่อนำมาปลูกในเขตร้อนชื้นที่ได้รับแสงแดดตลอดวัน จะมีสี ( colorant) ที่สดใส ซึ่งสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการปรุงแต่งรสชาติ และสีสัน ( colouring spice ) ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มในอนาคตว่าการผสมสีในอาหารจะมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และพริกเป็นพืชอายุสั้น?? ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้ง บริโภคสดและแปรรูป หลายหลายชนิด ดังนั้นพริกจึงจัดได้เป็นพืชผัก ที่มีศักยภาพชนิดหนึ่ง

พริกที่มีการปลูกกันในปัจจุบันนี้ถ้ากล่าวรวม ๆ แล้วมีทั้งชนิดที่มีรสชาติเผ็ดมาก เผ็ดน้อย ไปจนถึงไม่เผ็ดเลย และขนาดของผลมีทั้งผลขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ เช่น พริกยักษ์ พริกใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามการจัดหมวดหมู่พริกในปัจจุบันยังค่อนข้างสับสน แต่มีวิธีที่นิยมใช้กันคือ การแบ่งแยกประเภทของพริกตามลักษณะลำต้นได้เป็น 13 พวกใหญ่ ๆ คือ

1. พวกต้นล้มลุก พริกที่อยู่ในพวกนี้มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Cap?sicum annuum L. เป็นพริกที่มีอายุในการให้ผลผลิตสั้น(อายุสั้น) ดอกอาจมีสีขาวหรือสีม่วง มีหนึ่งดอกต่อข้อ ดังนั้นการเกิดผลจึงเกิดเป็นผลเดี่ยว มีทั้งชนิดที่ปลายผลชี้ขึ้นฟ้าและชี้ลงดิน (การติดผล) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้อีกหลายชนิดโดยพิจารณาตามขนาด รูปร่าง สีของผล ตลอดจนการให้รสชาติว่ามีความเผ็ดมากน้อยเพียงใดหรือไม่เผ็ด ผลที่ยังอ่อนอยู่ สีของผลมักมีสีชีด, สีเขียว หรือสีม่วง เมื่อผลแก่จะมีสีแดงเข้ม เหลืองอมส้ม เหลืองนํ้าตาล ม่วง หรือสีขาวนวล พริกที่จัดอยู่ในพวกนี้ เช่น พริกขี้หนู พริกยักษ์ พริกหยวก พริกจินดา พริกมัน หรือพริกชี้ฟ้า เป็นต้น

2. พวกยืนต้น พริกที่อยู่ในพวกมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L.) เป็นพริกที่มีอายุในการให้ผลผลิตนานกว่าพวกแรก (ประมาณ 2-3 ปี) มีลักษณะต้นเป็นไม้กึ่งพุ่ม ดอกสีเขียวอมเหลืองมี 1-3 ดอกต่อข้อ ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลุ่มขนาดผลเล็ก ลักษณะของโคนผลใหญ่ ปลายเรียวเล็กยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ปลายผลชี้ขึ้น ผลเมื่อสุกมีสีแดงหรือเหลือง ส่วนใหญ่มีรสเผ็ดจัด เช่น พริกขี้หนูสวน พริกตาบาสโก เป็นต้น

สำหรับพันธุ์พริกที่ปลูกทั่วไปในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันออกไปตามท้องที่ปลูกและชื่อพันธุ์พริกก็มักเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น พริกพันธุ์ห้วยสีทน พริกเชียงใหม่ พริกบางช้าง และพริกที่นิยมปลูกมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นพริกขี้หนู รองลงมาได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกสิงคโปร์ และพริกเหลือง เป็นต้น ลักษณะของพันธุ์พริกบางพันธุ์ที่มีการปลูกกัน ซึ่งสามารถปลูกขึ้นได้ดี ได้แก่

1. พันธุ์ห้วยสีทน เป็นพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ สำหรับประวัติของพริกพันธุ์นี้ ได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ในปี 2516 ฝ่ายสาขาพืชผัก กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้รับเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูเม็ดใหญ่หรือที่เรียกว่าพริกจินดา จาก ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น และได้นำมาทดลองปลูกศึกษาที่โครงการไร่นาตัวอย่างห้วยสีทน จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะดีทั้งในด้านการเจริญเติบโตและความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ รวมทั้งรูปร่าง และขนาดของผลให้เป็นที่นิยมของตลาดต่อมาในปี 2522 ก็ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์พริกดังกล่าว (พันธุ์ห้วยสีทน) แนะนำสู่เกษตรกร

ลักษณะเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง
1. ให้ผลผลิตสูงกว่า 5. ผลตากแห้งมีลักษณะที่เหยียดตรงมากกว่า
2. ให้น้ำหนักพริกแห้งสูงกว่า 6. ก้านผลยาวกว่า ชื่อเป็นที่นิยมของตลาดมาก
3. ผลสีแดงและเข้มกว่าทั้งสดและแห้ง 7. แตกกิ่งกระโดงที่โคนต้นมากกว่า
4. เมื่อผลแห้งผิวจะมันมากกว่า 8. ทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดีกว่า

 

พริกขี้หนูพันธุ์ห้วยสีทนสามารถปลูกได้ในสภาพดินฟ้าอากาศทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศและทุกฤดูกาล เป็นพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่ไม่ทนต่อดินปลูกที่ชื้นแฉะ จึงไม่เหมาะสมที่จะปลูกในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี ทั้งยังเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับพริกแห้ง เพราะสามารถเก็บไว้ได้นานวัน

2. พันธุ์หัวเรือ เป็นพันธุ์พริกขี้หนูเม็ดใหญ่อีกเช่นกัน ปุลูกมากในจังหวัด อุบลราชธานี มีคุณสมบัติของพริกพันธุ์นี้คือ ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง มีกลิ่นหอม รสชาติชวนกิน รสเผ็ด ลักษณะผลชี้ขึ้น ทั้งยังเหมาะสำหรับทำพริกแห้ง

3. พันธุ์มันบางช้าง มีผลขนาดใหญ่ ยาวเรียว ชี้ลงดิน ผิวขรุขระ ผลดิบมีสีเขียวอ่อน เมื่อสุกมีสีแดงเข้ม เมื่อตากแห้งแล้วผิวจะย่นมาก ลักษณะต้นค่อนข้างเตี้ย ใบหน้าใหญ่ มีสีเขียวอ่อน อายุประมาณ 4 เดือน ปลูกด้วยเมล็ด 3 ต้นต่อหลุม ระยะระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 1 เมตร เมื่ออายุได้ 20 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 24-7-7 ผสมกับสูตร 30-20-0 อัตรา 25 กก.ต่อไร่ ช่วงออกดอกให้ปุ๋ยสูตร 21-7-14 จำนวน 2 ครั้งห่าง 10 วัน ช่วงติดผลให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ผสมปุ๋ยสูตร 21-7-14 ทุก 10 วัน จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 4-5 ครั้ง ผลผลิต 1 ไร่ จะได้ 3 ตัน ราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท เมล็ดพันธุ์อยุ่ที่กิโลกรัมละ 3,600 บาท

4. พริกกะเหรี่ยง ผลผลิตเฉลี่ย 7-8 ตันต่อไร่ เก็บได้ 3 รอบ ผลผลิตครั้งแรกอายุ 3 เดือนหลังปลูกลงแปลง จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 5 ตันต่อไร่? การใส่ปุ๋ยให้ใช้สูตร 15-5-20 จำนวน 3 ลูก สูตร 16-16-16 จำนวน 1 ลูก สูตร 46-0-0 จำนวน 1 ลูก ผสมกัน ใช้อัตราไร่ละ 30 กิโลกรัม หยอดห่างกันทุกๆ 10 วัน เมื่อพริกอายุ 6-7 เดือนต้นเริ่มโทรมให้พ่นฟังกูราน (Copper) อัตรา 2.5 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ทำให้ใบร่วง แล้วเริ่มบำรุงต้น พริกจะมีอายุได้ปีกว่า ราคาขายกิโลกรัมละ 200 บาท

5. พันธุ์เจแปน มีลำต้นสูงโปร่ง ทรงพุ่มกว้าง ผลค่อนข้างจะใหญ่ ชี้ลงดิน ผลดิบมีสีเขียวอ่อน ผลสุกสีแดง เมื่อนำไปตากแห้งมีสีส้ม

6. พันธุ์เคเยนลองสลิม (Cayenne Long Slim) เป็นพันธุ์พริกสีฟ้าพันธุ์ หนึ่ง ผลอ่อนมีสีเขียวแก่ เมื่อผลแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด

7. พันธุ์ฮังกาเรียน เยลโล่ แว๊ก ฮอท (Hangarian Yellow Wax Hot) เป็นพันธุ์พริกหยวก ลำต้นตั้งตรง ใบมีสีเขียวอ่อน เมื่อผลยังอ่อนมีสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเมื่อผลสุก

8. พันธุ์เบลบอย ไฮบริด (Bell Boy Hybrid) เป็นพันธุ์พริกยักษ์มี ลักษณะลำต้นเป็นพุ่มขนาดประมาณ 50-60 เซนติเมตร ผลมีสีเขียวเข้มถึงสีแดงเนื้อหนา

9. พันธุ์บูลสตาร์โฮบริด (Blue Star Hybrid) เป็นพันธุ์ยักษ์อีกเช่นกัน มี ต้นตั้งสูง ผลมีสีเขียวเข้ม เป็นผลขนาดใหญ่ มี 3-4 ลอน เนื้อหนาปานกลาง

การใช้น้ำของพริก อายุพืช 150 วัน ค่าการระเหยเฉลี่ย 4.9 มิลลิเมตร ค่า ET/E0 (KP) 0.79 น้ำใช้ของพืชต่อวัน 3.9 มม. น้ำที่ใช้ตลอดอายุพืช 465 มม. และใช้น้ำ 743 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ที่ความลึก 1.5 มม.

————————————

การป้องกันกำจัดศัตรูพริก

1.เพลี้ยไฟพริก ใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อพืชให้ช้ำ แล้วดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช ทำให้ใบและยอดอ่อน มีลักษณะด้านสีน้ำตาลขอบใบหงิก และม้วนงอขึ้นด้านบนทั้งสองข้าง ถ้าเข้าทำลายระยะพริกออกดอก จะทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล การทำลายในระยะผล จะทำให้รูปทรงของผลบิดงอ ถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด สุ่มสำรวจพริก 100 ยอด ต่อไร่ ทุกสัปดาห์ โดยเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และทำการป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้พืชขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดอย่างรวดเร็ว ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด แหล่งปลูกใหม่ พ่นด้วยคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด แหล่งปลูกเดิม พ่นด้วยฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยที่สุด และพ่นให้ทั่วตามส่วนต่างๆ ของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง ควรใช้ปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น

2. เพลี้ยอ่อน ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกติดผลพริก การป้องกันกำจัด การใช้วิธีเขตกรรม เช่น กำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงปลูก ถ้าพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ใบทั้งต้นจากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทั้งหมด ให้พ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง

3.ไรขาว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก ทำให้ใบและยอดหงิกงอ ?ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ทำให้ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย อาการขั้นรุนแรงส่วนยอดจะแตกเป็นฝอย ถ้าทำลายดอก กลีบดอกจะบิดแคระแกร็น ชะงักการเกิดดอก หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต มักพบระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน การป้องกันกำจัด สุ่มสำรวจพริกทุกสัปดาห์ หากพบอาการใบหงิกม้วนงอลงที่เกิดจากการทำลายของไรขาวพริก ให้ทำการป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาดใช้สารฆ่าแมลง-ไร ที่มีประสิทธิภาพ เช่น อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ กำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด

ต้นทุนการผลิตพริก

พริกใหญ่ เกษตรกรจะทำการปลูกพริกปีละ 1 ครั้ง หรือฤดูละ 7 เดือน เริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวกรกฎาคม มีต้นทุนปลูกพริกใหญ่ไร่ละ 20,489.10 บาท หรือต้นทุนกิโลกรัมละ 7.96 บาท รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตไร่ละ 31,575.94 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 11,086.84 บาท หรือกิโลกรัมละ 4.31 บาท

พริกเล็ก เกษตรกรจะทำการปลูกพริกปีละ 1 ครั้ง หรือฤดูละ 7 เดือน เริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวกรกฎาคม มีต้นทุนปลูกพริกใหญ่ไร่ละ 14,275.93 บาท หรือต้นทุนกิโลกรัมละ 10.03? บาท รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตไร่ละ 59,671.70 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 45,395.77 บาท หรือกิโลกรัมละ 31.88 บาท

 

ตารางที่ 1 ต้นทุนพริกเล็กและพริกใหญ่

รายการ

ปี 2558

พริกเล็ก

พริกใหญ่

– ต้นทุนผันแปร- ต้นทุนคงที่- รวมทั้งหมด (บาท/ไร่)

13,201.46

1,074.47

14,275.93

19,951.83

537.27

20,489.10

– ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัม (บาท/กก.)- รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้- ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่- ผลตอบแทนสุทธิ (บาท/กก.)

10.03

59,671.70

45,395.77

31.88

7.96

31,575.94

11,086.84

4.31

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

การส่งออก

 พริกตระกูลแคบซิกัมสดหรือแช่เย็น ปี 2554 – 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลแคบซิกัม อยู่ระหว่าง 74 –  882 ตัน มูลค่าอยู่ระหว่าง 7 – 34 ล้านบาท ในปี 2559 ปริมาณการส่งออก112 ตัน มูลค่าการส่งออก 11 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.45และมีมูลค่าการส่งออกลเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.50

พริกตระกูลพิเมนตาสดหรือแช่เย็น ปี 2554 – 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลพิเมนตาอยู่ระหว่าง 9,626 – 17,584 ตัน และมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 125 – 196 ล้านบาท ในปี 2559 ปริมาณการส่งออก 9,626 ตัน มูลค่าการส่งออก 125 ล้านบาท ?เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 99.33 และมีมูลค่าการส่งออกลดลง ร้อยละ 99.25

พริกตระกูลแคบซิกัมทำไว้ไม่ให้เสียชั่วคราว ปี 2554 – 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลแคบซิกัมทำไว้ไม่ให้เสียชั่วคราว อยู่ระหว่าง1,249 – 3,679 ตัน?มูลค่าอยู่ระหว่าง 50 – 118 ล้านบาท?ในปี 2559?ปริมาณการส่งออก 1,249 ตัน มูลค่าการส่งออก 50 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออลดลงร้อยละ 47.54 และมีมูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 34.21

—————————————————————————————————————————————————

คู่ค้ากับประเทศอาเซียน

 การนำเข้า มีการนำเข้าพริกมาจากกัมพูชา ปริมาณ 6,593,930 กิโลกรัม มูลค่า 197,632,900 บาท และเมียนมาร์ ปริมาณ 10,125 กิโลกรัม มูลค่า 491,191 บาท

 การส่งออก มีการส่งออกพริกขี้หนูไปยังมาเลเซีย และบรูไน ปริมาณ 27,693,761 และ? 56,666 กิโลกรัม มูลค่า 414,882,195 บาท และ 2,641,686 บาท ตามลำดับ และส่งออกพริกชี้ฟ้าไปยังบรูไน ปริมาณ 32,708 กิโลกรัม มูลค่า 1,197,300 บาท


การใช้ฮอร์โมนในพริกเพื่อเพิ่มผลผลิต สาร sodium ortho-nitrophenolate + sodium para-nitrophenolate

   + sodium-5nitroguaiacolate 0.6%+0.9%+0.3% W/V SL ในอัตรา 25 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร (22.5 ppm) สามารถเพิ่มผลผลิตพริก โดยพ่นสารทุก 7 -10 วัน  ช่วงระยะดอกบาน 50% ทำให้เม็ดสมบูรณ์ (น้ำหนักพริกมันบางช้างเพิ่มเฉลี่ย 13.0 กรัมต่อผล  ความยาวก้าน 5.33 ซม.ความยาวผล 12.93 ซม. ความกว้างผล 1.95 ซม. เก็บผลผลิตได้ 5 ครั้ง )

อัพเดท 22/05/2561

โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap (Research Scientist)
Horticultural Research Institute

Tags:

Category: พืชผัก, พืชผัก บ-ม

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news