banner ad
banner ad

ทุเรียน

| February 10, 2014
ชื่อต้น : ทุเรียน
ชื่อสามัญ : durian
สถานการณ์การผลิตปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 904 กิโลกรัม คาดว่า ปี่ 2560 ผลผลิต 680,000 ตัน
จุดแข็ง (S) ความหลากหลายทางพันธุกรรม แหล่งผลิตและแปรรูปอันดับ 1 ของโลก รสชาติดี เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิต มีเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ได้คุณภาพผลผลิตที่ดี ผลตอบแทนต่อไร่สูง

จุดอ่อน (W) มีกลิ่นแรง การขยายตลาดใหม่มีน้อย ต้นทุนการผลิตสูง อ่อนแอต่อโรคและแมลง ความแปรปรวนของผลผลิต พันธุ์การค้าไม่หลากหลาย เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้ปัจจัยการผลิต อายุการเก็บรักษาสั้น

โอกาส (O) เป็นที่นิยมของตลาด มีระบบการขนส่งที่ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปขยายตัว มีศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีสู่เกษตรกร รัฐบาลส่งเสริมการตลาดที่ชัดเจน
อุปสรรค (T) ประเทศคู่แข่งและการแข่งขันสูง สภาพอากาศแปรปรวนมีผลต่อการออกดอกติดผล และคุณภาพผลผลิตทุเรียนอ่อน (จริยธรรม) ปัญหาการตลาดในอนาคต (ผลผลิตมากเกิน)
วิธีการปลูก : นิยมขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งทาบและเสียบยอด การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร หรือ 10×10 เมตร ให้ผล ผลิตหลังปลูก 4-5 ปี

การดูแลรักษา: หลังปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ต้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม หน่วยเป็นกิโลกรัม ช่วงก่อนออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ถ้าตาดอกระยะไข่ปลา พ่นด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมในเตรท 13-0-46 อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทั่วทรงพุ่ม ช่วงผสมเกสรพ่นด้วยปุ๋ยทางใบที่ธาตุแคลเซียมและโบรอนจำนวน 1 ครั้ง ที่ดอกและใบให้ทั่วพอเปียก ช่วงพัฒนาการของผลเมื่อผลอายุ 5-7 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมี เช่น สูตร 8-24-24 (กิโลกรัมต่อต้น) อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม เมื่อผลอายุ 10 -11 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 , 0-0-60 (1-2 กิโลกรัมต่อต้น) หว่านให้ทั่วรอบทรงพุ่ม

โรคศัตรูทุเรียและการป้องกันกำจัด
1.โรครากเน่าและโคนเน่า (เชื้อรา Phytophthora palmivora)

อาการที่ราก อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาเหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้นทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย
อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น
เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร?วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย
อาการที่ใบ
ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน
อาการที่ผล
มักพบกับผลใกล้แก่ในช่วงฝนตกชุกหรือช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือซอกหนาม จุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล พบอาการโรคได้ทั้งผลที่ยังอยู่บนต้นและผลหลังการเก็บเกี่ยว

การป้องกันกำจัด
1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก
2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น
3. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน
4. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม
5. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง
6. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วง ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40%
เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
7. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 2๐ มิลลิลิตรต่อต้น
———————————-
2.โรคผลเน่า?เกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่ามักทำลายบริเวณก้นผล ป้องกันกำจัดโดยตัดและเผาทำลาย เมื่อพบผลที่เป็นโรค
3.โรคแอนแทรกโนส?สำรวจพบดอกถูกทำลายมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของดอกทั้งหมดบนต้น ป้องกันกำจัด โดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล
4.โรคใบไหม้ ใบเพสลาดแสดงอาการใบไหม้สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล
5.โรคใบติด?อาการใบไหม้แห้งติดกัน เป็นกระจุกเชื่อมกันด้วยเส้นใยของเชื้อรา ใบร่วงมาก ป้องกันกำจัดโดยพบอาการเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้ารุนแรงให้พ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม
6.โรคราสีชมพู?พบเส้นใยสีขาวแกมชมพูปกคลุมผิวกิ่งเมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณใต้เส้นใยเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยตัดกิ่งเผาทำลายถ้าอาการรุนแรงพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคาร์เบนดาซิม
7.โรคดอกแห้งเนื่องจากเชื้อรา พบอาการของโรคในดอกทุเรียนระยะหัวกำไล จนถึงดอกบาน โดยพบจุดสีดำบนกลีบดอก กลีบดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีราสีเทาดำเจริญฟูคลุมกลีบดอก ดอกจะเน่าก่อนบาน แห้งและหลุดร่วงไปการป้องกันกำจัด
ก.ไม่ควรให้ทุเรียนขาดน้ำในระยะออกดอก เพราะจะทำให้ดอกแห้ง ดอกไม่สมบูรณ์ เขื้อราเข้าทำลายได้ง่าย
ข.หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบโรคควรพ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-2o กรัม หรือ สารอะซ๊อกซี่สโตรบิน+ไดฟิโนโคนาโซล 20+12.5% เอสซี อัตรา 10-12 มิลลิลิตรต่อน้ำ 2o ลิตร
ค. เก็บดอกร่วงที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย
แมลง ไรศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
1.เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยจักจั่นฝอย หนอนกินใบ?ทำลายใบทำให้ใบบิดงอ ใบอ่อนหลุดร่วง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS
2.หนอนด้วงหนวดยาว เจาะลำต้นทุเรียน หนอนที่ฟักใหม่ เริ่มกัดกินไชชอนใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกเป็นระยะๆ ตามเส้นทางที่หนอนไชชอนอยู่ใต้เปลือกไม้ การปัองกันกำจัดพ่นด้วย อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) (Confidor 100SL 10%SL) อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ชุ่มเฉพาะบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์
3.เพลี้ยไฟ?สังเกตพบแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอก ดอกแห้ง และร่วง การปัองกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารแลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5%EC (lambda-cyhalothrin) อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) 20%EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เฉพาะที่ดอกพอเปียก
4.หนอนกินดอกป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน หนอนกินขั้วผล ตัวหนอนกัดแทะขั้วและเปลือกผลทุเรียนทำให้เป็นแผลเสียคุณภาพ ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน
5.หนอนเจาะผล?ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบานถึงเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน
6.หนอนเจาะเมล็ด?หนอนเข้ากัดกินเมล็ดและถ่ายมูลออกมา เนื้อทุเรียนเปื้อนเสียหาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไดอะซินอน
7.เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล มีมดเป็นพาหะ ป้องกันกำจัดโดยตัดผลที่ถูกทำลายเผาหรือพ่นด้วยน้ำเพื่อขจัดเพลี้ยแป้งระยะตัวอ่อน โรยคาร์บาริลโคนต้นป้องกันมดพาหะ หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคลอร์ไพรีฟอสหรือไซเพอร์เมทริน พ่นเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ถูกทำลาย หยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว 15 วันคุณค่า
8.ไรแดงแอฟริกัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม – มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง
2. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้ลลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

อาหารและสรรพคุณ : ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมันให้พลังงานมาก ใน 100 กรัมให้พลังงานมากถึง 144 กิโลแคลอรี มีแป้งและน้ำตาลราว 30 กรัม โปรตีน 25 กรัม มีสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น ในเนื้อทุเรียนมีสารกำมะถันมากไม่ควรดื่มสุราเมื่อรับประทานทุเรียนเพราะจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คนโบราณบอกว่าทุเรียนเป็นผลไม้มีฤทธิ์ร้อน หลังรับประทานควรรับประทานมังคุดที่เป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นตาม เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสมดุล

การตรวจสอบทุเรียนอ่อน

ช่วงระยะปลายเดือนมีนาคมนี้ จะเริ่มมีผลผลิตทุเรียนออกจำหน่ายตามท้องตลาดบ้างแล้ว แต่ผลผลิตในช่วงนี้มีปริมาณที่น้อยจึงทำให้มีราคาแพง  ทำให้พ่อค้าถือโอกาสการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายเนื่องจากได้ราคาดี จนทำให้เกิดความเสียหายให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดจันทบุรีหรือแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ทุกแห่ง การสังเกตลักษณะของผลทุเรียนแก่สังเกตได้จากลักษณะภายนอกและภายใน ดังนี้

1.ลักษณะภายนอก

1.1 ก้านผล ก้านผลแข็ง? สีเข้ม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลแข็งและมีสปริงมากขึ้น
1.2หนาม ปลายหนามแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง
1.3 รอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้ชัดเจน ยกเว้นพันธุ์ก้านยาว

2. ลักษณะภายในของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์ที่สังเกตและตรวจสอบได้มีรายละเอียดในตารางที่ 1

ตารางที่? 1 ลักษณะภายในขั้นต่ำของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์

พันธุ์ ลักษณะภายในผลดิบ

ความแก่ (ร้อยละ)

น้ำหนักแห้งเนื้อ 1/ (ร้อยละ)

จำนวนวันสุก (หลังเก็บเกี่ยว)ในอุณหภูมิห้อง

หมอนทอง

เนื้อสีขาวปนเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย มันน้อยและไม่มีน้ำในเนื้อ รสหวานน้อยถึงปานกลาง กรอบเล็กน้อย เมล็ดสีครีมปนน้ำตาล

75

33?1

6-9

ชะนี

เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันเล็กน้อย รสหวานน้อยถึงหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาลปนครีม

75

31?1

4-5

กระดุมทอง

เนื้อเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันปานกลาง รสหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาล

75

28?1

4-5

1/วิธีตรวจสอบน้ำหนักแห้งเนื้อของทุเรียน

ผ่าผลทุเรียนตามขวางบริเวณส่วนกลางผลแล้วตัดเนื้อตามขวางพูจากทุกพูให้มีความหนาชิ้นละ 2.5 ซม และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กหนา 1 มิลลิเมตร เคล้ารวมกันและสุ่มมาจำนวน 10 กรัมมาอบด้วยตู้อบไมโครเวฟ ความร้อนระดับต่ำ (Low) นาน 10 นาที ?แล้วนำมาชั่งหาน้ำหนักแห้งที่ได้ แล้วอบซ้ำจนน้ำหนักแห้งที่ชั่งได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วนำน้ำหนักแห้งที่ได้มาคำนวณ ด้วยสูตร
ร้อยละของน้ำหนักแห้งเนื้อ = น้ำหนักแห้ง (กรัม) x100น้ำหนักเนื้อก่อนอบ (กรัม)

เทียบค่าร้อยละน้ำหนักแห้งเนื้อคำนวณได้กับเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้

  1. พันธุ์หมอนทอง
    ร้อยละน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 32 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
  2. พันธุ์ชะนี
    ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
  3. พันธุ์กระดุมทอง
    ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 27 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
GAP ทุเรียน

สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ : Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)

Category: GAP, VDO, พืชไม้ผล, พืชไม้ผล ด-น

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news