banner ad
banner ad

ทุเรียน

| February 10, 2014
ชื่อต้น : ทุเรียน
ชื่อสามัญ : durian
สถานการณ์การผลิตปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 904 กิโลกรัม คาดว่า ปี่ 2560 ผลผลิต 680,000 ตัน
วิธีการปลูก : นิยมขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งทาบและเสียบยอด การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร หรือ 10×10 เมตร ให้ผล ผลิตหลังปลูก 4-5 ปี

การดูแลรักษา: หลังปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ต้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม หน่วยเป็นกิโลกรัม ช่วงก่อนออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ถ้าตาดอกระยะไข่ปลา พ่นด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมในเตรท 13-0-46 อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทั่วทรงพุ่ม ช่วงผสมเกสรพ่นด้วยปุ๋ยทางใบที่ธาตุแคลเซียมและโบรอนจำนวน 1 ครั้ง ที่ดอกและใบให้ทั่วพอเปียก ช่วงพัฒนาการของผลเมื่อผลอายุ 5-7 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมี เช่น สูตร 8-24-24 (กิโลกรัมต่อต้น) อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม เมื่อผลอายุ 10 -11 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 , 0-0-60 (1-2 กิโลกรัมต่อต้น) หว่านให้ทั่วรอบทรงพุ่ม

โรคศัตรูทุเรียและการป้องกันกำจัด
1.โรครากเน่าและโคนเน่า (เชื้อรา Phytophthora palmivora)

อาการที่ราก อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาเหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้นทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย
อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น
เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร?วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย
อาการที่ใบ
ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน
อาการที่ผล
มักพบกับผลใกล้แก่ในช่วงฝนตกชุกหรือช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือซอกหนาม จุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล พบอาการโรคได้ทั้งผลที่ยังอยู่บนต้นและผลหลังการเก็บเกี่ยว

การป้องกันกำจัด
1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก
2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น
3. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน
4. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม
5. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง
6. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วง ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40%
เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
7. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 2๐ มิลลิลิตรต่อต้น
———————————-
2.โรคผลเน่า?เกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่ามักทำลายบริเวณก้นผล ป้องกันกำจัดโดยตัดและเผาทำลาย เมื่อพบผลที่เป็นโรค
3.โรคแอนแทรกโนส?สำรวจพบดอกถูกทำลายมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของดอกทั้งหมดบนต้น ป้องกันกำจัด โดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล
4.โรคใบไหม้ ใบเพสลาดแสดงอาการใบไหม้สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล
5.โรคใบติด?อาการใบไหม้แห้งติดกัน เป็นกระจุกเชื่อมกันด้วยเส้นใยของเชื้อรา ใบร่วงมาก ป้องกันกำจัดโดยพบอาการเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้ารุนแรงให้พ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม
6.โรคราสีชมพู?พบเส้นใยสีขาวแกมชมพูปกคลุมผิวกิ่งเมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณใต้เส้นใยเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยตัดกิ่งเผาทำลายถ้าอาการรุนแรงพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคาร์เบนดาซิม
7.โรคดอกแห้งเนื่องจากเชื้อรา พบอาการของโรคในดอกทุเรียนระยะหัวกำไล จนถึงดอกบาน โดยพบจุดสีดำบนกลีบดอก กลีบดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีราสีเทาดำเจริญฟูคลุมกลีบดอก ดอกจะเน่าก่อนบาน แห้งและหลุดร่วงไปการป้องกันกำจัด
ก.ไม่ควรให้ทุเรียนขาดน้ำในระยะออกดอก เพราะจะทำให้ดอกแห้ง ดอกไม่สมบูรณ์ เขื้อราเข้าทำลายได้ง่าย
ข.หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบโรคควรพ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-2o กรัม หรือ สารอะซ๊อกซี่สโตรบิน+ไดฟิโนโคนาโซล 20+12.5% เอสซี อัตรา 10-12 มิลลิลิตรต่อน้ำ 2o ลิตร
ค. เก็บดอกร่วงที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย
แมลง ไรศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
1.เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยจักจั่นฝอย หนอนกินใบ?ทำลายใบทำให้ใบบิดงอ ใบอ่อนหลุดร่วง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS
2.หนอนด้วงหนวดยาว เจาะลำต้นทุเรียน หนอนที่ฟักใหม่ เริ่มกัดกินไชชอนใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกเป็นระยะๆ ตามเส้นทางที่หนอนไชชอนอยู่ใต้เปลือกไม้ การปัองกันกำจัดพ่นด้วย อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) (Confidor 100SL 10%SL) อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ชุ่มเฉพาะบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์
3.เพลี้ยไฟ?สังเกตพบแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอก ดอกแห้ง และร่วง การปัองกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารแลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5%EC (lambda-cyhalothrin) อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) 20%EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เฉพาะที่ดอกพอเปียก
4.หนอนกินดอกป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน หนอนกินขั้วผล ตัวหนอนกัดแทะขั้วและเปลือกผลทุเรียนทำให้เป็นแผลเสียคุณภาพ ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน
5.หนอนเจาะผล?ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบานถึงเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน
6.หนอนเจาะเมล็ด?หนอนเข้ากัดกินเมล็ดและถ่ายมูลออกมา เนื้อทุเรียนเปื้อนเสียหาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไดอะซินอน
7.เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล มีมดเป็นพาหะ ป้องกันกำจัดโดยตัดผลที่ถูกทำลายเผาหรือพ่นด้วยน้ำเพื่อขจัดเพลี้ยแป้งระยะตัวอ่อน โรยคาร์บาริลโคนต้นป้องกันมดพาหะ หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคลอร์ไพรีฟอสหรือไซเพอร์เมทริน พ่นเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ถูกทำลาย หยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว 15 วันคุณค่า
8.ไรแดงแอฟริกัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม – มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง
2. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้ลลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

อาหารและสรรพคุณ : ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมันให้พลังงานมาก ใน 100 กรัมให้พลังงานมากถึง 144 กิโลแคลอรี มีแป้งและน้ำตาลราว 30 กรัม โปรตีน 25 กรัม มีสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น ในเนื้อทุเรียนมีสารกำมะถันมากไม่ควรดื่มสุราเมื่อรับประทานทุเรียนเพราะจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คนโบราณบอกว่าทุเรียนเป็นผลไม้มีฤทธิ์ร้อน หลังรับประทานควรรับประทานมังคุดที่เป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นตาม เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสมดุล

การตรวจสอบทุเรียนอ่อน

ช่วงระยะปลายเดือนมีนาคมนี้ จะเริ่มมีผลผลิตทุเรียนออกจำหน่ายตามท้องตลาดบ้างแล้ว แต่ผลผลิตในช่วงนี้มีปริมาณที่น้อยจึงทำให้มีราคาแพง  ทำให้พ่อค้าถือโอกาสการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายเนื่องจากได้ราคาดี จนทำให้เกิดความเสียหายให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดจันทบุรีหรือแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ทุกแห่ง การสังเกตลักษณะของผลทุเรียนแก่สังเกตได้จากลักษณะภายนอกและภายใน ดังนี้

1.ลักษณะภายนอก

1.1 ก้านผล ก้านผลแข็ง? สีเข้ม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลแข็งและมีสปริงมากขึ้น
1.2หนาม ปลายหนามแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง
1.3 รอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้ชัดเจน ยกเว้นพันธุ์ก้านยาว

2. ลักษณะภายในของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์ที่สังเกตและตรวจสอบได้มีรายละเอียดในตารางที่ 1

ตารางที่? 1 ลักษณะภายในขั้นต่ำของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์

พันธุ์ ลักษณะภายในผลดิบ

ความแก่ (ร้อยละ)

น้ำหนักแห้งเนื้อ 1/ (ร้อยละ)

จำนวนวันสุก (หลังเก็บเกี่ยว)ในอุณหภูมิห้อง

หมอนทอง

เนื้อสีขาวปนเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย มันน้อยและไม่มีน้ำในเนื้อ รสหวานน้อยถึงปานกลาง กรอบเล็กน้อย เมล็ดสีครีมปนน้ำตาล

75

33?1

6-9

ชะนี

เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันเล็กน้อย รสหวานน้อยถึงหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาลปนครีม

75

31?1

4-5

กระดุมทอง

เนื้อเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันปานกลาง รสหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาล

75

28?1

4-5

1/วิธีตรวจสอบน้ำหนักแห้งเนื้อของทุเรียน

ผ่าผลทุเรียนตามขวางบริเวณส่วนกลางผลแล้วตัดเนื้อตามขวางพูจากทุกพูให้มีความหนาชิ้นละ 2.5 ซม และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กหนา 1 มิลลิเมตร เคล้ารวมกันและสุ่มมาจำนวน 10 กรัมมาอบด้วยตู้อบไมโครเวฟ ความร้อนระดับต่ำ (Low) นาน 10 นาที ?แล้วนำมาชั่งหาน้ำหนักแห้งที่ได้ แล้วอบซ้ำจนน้ำหนักแห้งที่ชั่งได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วนำน้ำหนักแห้งที่ได้มาคำนวณ ด้วยสูตร
ร้อยละของน้ำหนักแห้งเนื้อ = น้ำหนักแห้ง (กรัม) x100น้ำหนักเนื้อก่อนอบ (กรัม)

เทียบค่าร้อยละน้ำหนักแห้งเนื้อคำนวณได้กับเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้

  1. พันธุ์หมอนทอง
    ร้อยละน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 32 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
  2. พันธุ์ชะนี
    ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
  3. พันธุ์กระดุมทอง
    ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 27 ระดับความแก่ผ่านสามารถส่งออกได้
GAP ทุเรียน

 

Satja Prasongsap
Professional Research Scientist
Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)

Category: GAP, VDO, พืชไม้ผล, พืชไม้ผล ด-น

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news