ไม้ดอกไม้ประดับ
สถานการณ์ไม้ดอกไม้ประดับทางเศรษฐกิจ
1.ไม้ดอกที่มีการปลูกเชิงการค้าสร้างรายได้ ได้แก่ กล้วยไม้ กุหลาบ โป๊ยเซียน ชวนชม ปทุมมา กระเจียว บานไม่รู้โรย ว่านสี่ทิศ คาร์เนชั่น เบญจมาศ ลิลลี่ ดาวเรีอง ดาวกระจาย แพงพวย ขิงแดง พิทูเนีย กุหลาบพันปี สร้อยทอง จำปี จำปา มะลิ ดอกรัก บัวหลวง
2.ไม้ประดับ ได้แก่ เทียนทอง เล็บครุฑ โกสน บอนสี สับปะรดสี เฟิร์น สาวน้อยประแป้ง ปริก แคคตัส เตย หญ้า ไทร ว่าน
พื้นที่ปลูก 10 อันดับ ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ นนทบุรี ปราจีนบุรี ปทุมธานี สระบุรี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี เชียงใหม่ ตาก เลย
การส่งออก
ไทย: ส่งออกกล้วยไม้ไปตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์
มาเลเซีย: ส่งออกเบญจมาศ ไปตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ไทย และฮ่องกง
เวียดนาม : ส่งออกเบญจมาศ ไปตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลี ไต้หวัน จีน และฮ่องกง
การนำเข้า
ไทย: นำเข้าเบญจมาศ กุหลาบ และไม้ดอกหลากหลาย โดย 90% นำเข้าจากจีน และมาเลเซีย
สิงคโปร์: นำเข้าไม้ดอกหลากหลาย กล้วยไม้ กุหลาบ จากตลาดสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย จีน เนเธอร์แลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย
เวียดนาม: นำเข้ากล้วยไม้ จากตลาดสำคัญ ได้แก่ ไทย และกุหลาบนำเข้าจากจีนและเอกวาดอร์
อัตราการเติบโตส่งออกปี 2563-2564: ใบไม้ กิ่งไม้ ส่วนอื่นๆ 14.07% พืชหัว 20.88% ไม้ตัดดอก 48.25% ไม้ประดับ 19.62% กล้วยไม้ 27.14%
อัตราการเติบโตนำเข้า ปี 2563-2564: ใบไม้ กิ่งไม้ ส่วนอื่นๆ 29.82% พืชหัว 58.62% ไม้ตัดดอก -11.31% ไม้ประดับ 120.14% กล้วยไม้ 106.67%
ไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทยเป็นภาคการเกษตรที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นทางเลือกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยในช่วงปี 2567 ถึงต้นปี 2568 การส่งออกไม้ประดับและไม้ยืนต้นของไทยมีมูลค่าประมาณ 9,320 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับทั้งระบบในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 91,510 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมดังกล่าวต่อเศรษฐกิจภาคการเกษตรของประเทศ ทั้งนี้ ไม้ประดับที่มีแนวโน้มการเติบโตในตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ลิ้นมังกร บอนสี พลูด่าง และกลุ่มไม้ใบเขตร้อนที่มีลักษณะแปลกหายาก ซึ่งได้รับความนิยมในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับไทยในปี 2567 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน และอิตาลี โดยสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการนำเข้าสูงสุดประมาณ ร้อยละ 24.7 รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ร้อยละ 22.8 ญี่ปุ่น ร้อยละ 17.1 จีน ร้อยละ 12.3 และอิตาลี ร้อยละ 4.8 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งผลิตไม้ประดับเขตร้อนที่มีความต้องการในตลาดโลก ในด้านความต้องการของตลาด ไม้ประดับที่ได้รับความนิยมสามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
(1) กลุ่มไม้มงคลและไม้เรียกทรัพย์ เช่น กวักมรกต เศรษฐีพันล้าน เศรษฐีเรือนใน ไผ่กวนอิม และสาลิกาลิ้นทอง ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและผู้พักอาศัยในเมือง
(2) กลุ่มไม้ใบสวยงามและไม้หายาก เช่น ไม้ด่าง มอนสเตอร่าด่าง ฟิโลเดนดรอน บอนสี และสับปะรดสี ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มนักสะสมและผู้รักไม้ประดับ
(3) กลุ่มไม้ขนาดเล็กและไม้อวบน้ำ เช่น แคคตัสและไม้อวบน้ำ รวมถึงไม้ประดับกระถางขนาดเล็ก ที่เหมาะกับพื้นที่จำกัดและสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก
(4) กลุ่มไม้ขุดล้อมและหญ้าปูสนาม เช่น กันเกรา เหลืองปรีดียาธร ซึ่งมีความต้องการสูงในตลาดงานจัดสวนและโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ การเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้จากธุรกิจไม้ประดับควรมุ่งเน้นการพัฒนาช่องทางการตลาด โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ การพัฒนาความรู้ด้านการขยายพันธุ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ดินปลูก ปุ๋ย และกระถาง ตลอดจนการให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Category: พืชไม้ดอก








