banner ad
banner ad

มะคาเดเมีย

| June 18, 2014

มะคาเดเมีย (Macadamia: Macadamia integrifolia)

มะคาเดเมีย เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ตลาดโลกมีความต้องการในปริมาณสูง สามารถปลูกทดแทนป่า มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย ต่อมา ได้ปลูกแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้ง ประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มศึกษาและวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 จนได้พันธุ์ดีแนะนำสำหรับเกษตรกร จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่

1. พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) เป็นพันธุ์เบา ออกดอกดก ใช้ปลูกร่วมกับพันธุ์อื่นเพื่อช่วยผสมเกสรคือ เชียงใหม่ 400 : พันธุ์อื่น (1:3) เป็นพันธุ์ที่มีทรงต้นตั้งตรง พุ่มเล็ก ออกดอกเร็วหรืออายุเบา อายุเก็บเกี่ยวสั้น เปลือกของผลบาง เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน 34-42 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ 93-100 % น้ำหนักเนื้อใน 1.5-2.7 กรัม จำนวนเมล็ด 175-190 เมล็ด/กก ข้อจำกัด คือ ผลผลิตอาจลดลง เมื่อต้นมีอายุมากขึ้น เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่อากาศเย็นในที่สูงระดับ 400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ไม่ควรปลูกเป็นพันธุ์เดียวในพื้นที่ใหญ่ ๆ เพราะให้ผลผลิตต่ำ

2. พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) ทรงต้นตั้งตรง ใบมีหนามมาก ผลใหญ่ และกะลาบาง เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน 32-39 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ 98% เนื้อในหนัก 2.8 กรัม จำนวนผล 135-150 /กก. ปรับตัวได้ดี สามารถปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สูงตั้งแต่ระดับ 300 – 1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล ข้อจำกัด คือ ถ้าปลูกในพื้นที่ขาดน้ำและดินมีความชื้นต่ำ ผลจะร่วงง่ายและผลมีขนาดเล็ก และพื้นที่ต่ำกว่า 800 เมตร คุณภาพเนื้อในอาจจะลดลงหรือไม่ดี

3. พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508) ทรงต้นรูปร่างกลม ขนาดของผลปานกลาง ประมาณ 148-170 ผลต่อ กก. เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน34-38 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ84-100 % น้ำหนักเนื้อใน 1.7-2.5 กรัม เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีกว่าทุกพันธุ์ในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป (ชอบอากาศเย็น) และทนแล้ง ข้อจำกัด คือ ไม่ทนร้อน มักเกิดอาการใบไหม้ เมื่อปลูกในพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 เมตรลงมา ถ้าพื้นที่ปลูกขาดน้ำและความชื้นต่ำ ผลจะร่วง และผลมักมีขนาดเล็ก และควรปลูกร่วมกับพันธุ์ HAES 660 เพื่อช่วยในการผสมเกสร

การปลูกและดูแลรักษา

ระยะปลูก 8 x 10 เมตร และปลูกพืชแซมระหว่างแถวช่วง 10 ปีแรก ขนาดหลุม 75 x 75 x 75 เซนติเมตร หรือ 1 x 1 x 1 เมตร ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 1 – 2 กก. ร่วมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมัก

 

การใส่ปุ๋ย ปีที่ 1,2,3 และ 4 ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ต้นละ 400,800,1200และ 1800 กรัม และผสมยูเรีย 45,90,135 และ 180 กรัม ตามลำดับ ปีที่ 5 เป็นต้นไป ใช้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 อัตราต้นละ 2.5 กก. และเพิ่มขึ้นปีละ 500-600 กรัมและผสมยูเรียเพิ่ม 10 % และโปแตสเซียม 15 %ของปุ๋ยสูตรทุกปี แบ่งใส่ปีละ 4 ครั้ง คือช่วง 3 เดือนก่อนออกดอก (ต.ค – พ.ย) ระยะติดผลขนาดเล็ก ระยะต้นฝนและปลายฝน

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ระยะติดผล และผลกำลังพัฒนาไม่ควรขาดน้ำ

การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่งทำระยะแรกที่เริ่มปลูกคือ 6 – 12 เดือนแรก เพื่อบังคับให้มีกิ่งหรือต้นประธานเพียง 1 กิ่ง เมื่อกิ่งประธานสูงเกิน 80 – 100 ซม. และยังไม่แตกกิ่งข้างต้องเด็ดยอดกิ่งประธานออก เพื่อให้กิ่งข้างแตกอย่างน้อย 2 – 3 กิ่ง และเลือกกิ่งตั้งตรงเพื่อใช้เป็นกิ่งประธานต่อไป หลังติดผลจะตัดเฉพาะกิ่งที่เป็นโรคและแน่นเกินไป

 

พื้นที่ปลูกเหนือระดับน้ำทะเล ช่วงออกดอก ช่วงเก็บเกี่ยว อายุเก็บเกี่ยว(วัน)
800 – 1,200 ม. พ.ย.-ก.ย. มิ.ย.-ก.ย. 180-240
ก.ค.-ส.ค. เม.ย.-พ.ค. 180-210
ต่ำกว่า 800 ม. ธ.ค.-ก.พ. ก.ค.-ก.ย. 180-210

 

การขยายพันธุ์ - ทาบกิ่ง ติดตา เสียบยอด โดยใช้ต้นตอจากการเพาะเมล็ด

การเก็บเกี่ยว บนที่สูงออกดอกช่วง พ.ย.-ธ.ค. และก.ค.-ส.ค. อายุตั้งแต่ดอกบานถึงแก่ประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นกับสถานที่ปลูก พื้นที่ที่สูงยิ่งเก็บเกี่ยวได้ช้า มะคาเดเมียเมื่อแก่ จะร่วงลงพื้น หลังเก็บผลต้องรีบกะเทาะเปลือกเขียวข้างนอกออก เพราะถ้าผลกองรวมซ้อนกันมาก ๆ จะเกิดความร้อนทำให้เนื้อในคุณภาพไม่ดี การเก็บเมล็ดหลังกะเทาะเปลือกนอกควรผึ่งในที่ที่มีลมพัดผ่านสะดวกหรือวางบนตะแกรงเป็นชั้น ๆ เพื่อลดความชื้นก่อนเข้าตู้อบเพื่อกะเทาะเปลือกแข็ง

ผลผลิต หลังปลูก 4 – 5 ปี เริ่มให้ผลผลิตปีแรก 1 – 3 กก./ต้น และเพิ่มขึ้นทุกปี อายุ 10 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิต 20 – 30 กก./ต้น อายุ 20 ปีขึ้นไป 40 – 60 กก./ต้น สามารถมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา

การขายผลผลิต สามารถขายในรูปเมล็ดทั้งกะลา ความชื้นประมาณ 10 – 15 % หรือกะเทาะกะลาออกและขายเนื้อในดิบ ความชื้นประมาณ 1.5 3 %

โรคและแมลงศัตรูพืช

โรคที่สำคัญ

โรคโคนเน่าหรือเปลือกผุเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา พบได้ทั้งระยะต้นกล้าและระยะต้นโต ถ้าเป็นโรคระยะต้นกล้า ใบจะแสดงอาการสีเหลืองซีด เหี่ยวคล้ายอาการขาดน้ำ บริเวณโคนต้นกล้าเป็นแผลเน่าดำ ถ้าเป็นโรคระยะต้นโต ทำให้เปลือกของต้นแตก เน่าและผุ

การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง

2. ในแปลงที่พบโรค หลังจากใช้เครื่องมือทาง การเกษตรกับพืชแต่ละต้น ต้องทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้ง ก่อนที่จะนำไปใช้กับต้นอื่น

3. ทำทางระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น

4. ถ้าพบโรคในระยะต้นกล้า ควรรีบนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และราดดินบริเวณที่เป็นโรคด้วยสารอีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 50-100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

5. เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้ถากเปลือกและเนื้อไม้บริเวณที่เกิดแผลเปื่อยออก ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วทาบริเวณแผลด้วยสาร เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 72% ดับเบิ้ลยูพี หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร

แมลงที่สำคัญ

1. แมลงค่อมทอง กัดกินยอดอ่อนใช้ยาเซฟวิน ฉีดพ่นช่วงระบาด

2.หนอนกัดกินช่อดอก ควรมีการตัดแต่งกิ่งให้มีแสงผ่านเข้าไปในทรงพุ่มและตัดแต่งกิ่งที่ถูกทำลาย โดยโรคและแมลง เช่น กิ่งแห้งออกไปรวมทั้งการกำจัดวัชพืชบริเวณก้านมะคาเดเมียให้สะอาด

3. หนอนแทะเปลือกลำต้นและเจาะกิ่ง หรือ ลำต้น มักเข้าทำลายต้นที่มีอายุ 1-3 ปี

4. เพลี้ยอ่อน ช่อดอกถูกดูดกินน้ำเลี้ยง การป้องกันกำจัด ให้ฉีดน้ำล้างหรือถ้ามีการระบาดน้อย ให้เด็ดช่อดอกทิ้ง แต่ถ้าระบาดมากให้ใช้คาบาริล (เชฟวิน85)

5. หนอนเจาะผลอ่อนร่วงและมีรอยเจาะเป็นรูขนาดเล็ก

สัตว์ศัตรู – หนู กระรอก กระแต แทะเมล็ดทั้งกะลา

กำจัดโดยใช้เหยื่อล่อ

ข้อควรคำนึงในการปลูกมะคาเดเมีย

 

  1. พื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี หน้าดินลึก
  2. ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,000 มม./ต่อปี
    1. อุณหภูมิ 10 – 32 C

- ฤดูหนาว มีอุณหภูมิ 18 C ต้นมะคาเดเมียต้องได้รับอุณหภูมิต่ำ เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นการออกดอก

- ฤดูร้อน อุณหภูมิไม่ควรเกิน 32 C เพราะจะทำให้กะลาแข็งตัวเร็ว เนื้อในเล็กและพืชชะงักการเจริญเติบโต

  1. ความชื้นบรรยากาศ ช่วงออกดอกและเริ่มติดผล ควรได้รับความชื้นสัมพัทธ์ มากกว่า 75 %
  2. แสงแดด ควรได้รับแสงแดดวันละ 10 – 12 ชม. เพื่อปรุงอาหารได้เต็มที่ ทำให้เนื้อในมีคุณภาพดีขึ้น

เทคนิคการดูแลมะคาเดเมีย

1. จำนวนพันธุ์ปลูกใน1พื้นที่ ควรปลูกหลายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อช่วยการผสมเกสรและเพิ่มเปอร์เซ็นการติดผล

2. ควรมีไม้บังลมเพราะมีระบบรากตื้นทำให้โค่นล้มง่าย

3. การให้น้ำ ควรเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง หากขาดน้ำจะทำให้ผลร่วงและมีขนาดเล็ก

4. ความคุ้มทุน ผลผลิตจะคุ้มทุนประมาณปีที่ 12 – 14 ขึ้นกับการดูแลรักษาและควรปลูกพืชแซมช่วง 10 ปีแรก

5. พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ที่มีความสูง 700 เมตรขึ้นไป จากระดับน้ำทะเล ถ้าเป็นพื้นที่ต่ำกว่า 700 เมตร คือ 400 – 600 เมตร ควรอยู่ในเขตเส้นรุ้งที่ 19.8 องศาเหนือขึ้นไป ได้แก่พื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน

แหล่งผลิตพันธุ์

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ์ (เขาค้อ)

 

 

โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
Satja Prasongsap (Research Scientist)
Horticultural Research Institute
E-mail : herbdoa@gmail.com

Category: VDO, พืชไม้ผล, พืชไม้ผล บ-ม

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news