<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชไม้ผล บ-ม</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=58&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Mon, 03 Aug 2026 08:26:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>มะม่วง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11146</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11146#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 May 2024 09:06:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11146</guid>
		<description><![CDATA[<p>มะม่วง   เกษตรกรที่มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกมะม่วง ในปี 2563 จำนวน 121,039 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกจำนวน 599,369.61 ไร่ โดยมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในภาคเหนือ จำนวน 306,650.56 ไร่ รองลงมือภาคตะวันตก จำนวน 101,619.79 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 100,076.32 ไร่ ภาคตะวันออก จำนวน 44,532.47 ไร่ ภาคกลาง จำนวน 40,409.24 ไร่ และภาคใต้ จำนวน 6,081.24 ไร่ ตามลำดับ สถานการณ์การส่งออก มีการส่งออกมะม่วงสดหรือแช่เย็นจนแข็ง ปริมาณ 116,850,440 กิโลกรัม มะม่วงบรรจุภาชนะที่อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ ปริมาณ 26,739,521 กิโลกรัม มะม่วงอบแห้ง ปริมาณ 5,561,518 กิโลกรัม มูลค่ารวม 5,997.06 ล้านบาท (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2564) - [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11146">มะม่วง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">มะม่วง</p>
<p>  เกษตรกรที่มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกมะม่วง ในปี 2563 จำนวน 121,039 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกจำนวน 599,369.61 ไร่ โดยมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในภาคเหนือ จำนวน 306,650.56 ไร่ รองลงมือภาคตะวันตก จำนวน 101,619.79 ไร่<span id="more-11146"></span> ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 100,076.32 ไร่ ภาคตะวันออก จำนวน 44,532.47 ไร่ ภาคกลาง จำนวน 40,409.24 ไร่ และภาคใต้ จำนวน 6,081.24 ไร่ ตามลำดับ</p>
<p>สถานการณ์การส่งออก มีการส่งออกมะม่วงสดหรือแช่เย็นจนแข็ง ปริมาณ 116,850,440 กิโลกรัม มะม่วงบรรจุภาชนะที่อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ ปริมาณ 26,739,521 กิโลกรัม มะม่วงอบแห้ง ปริมาณ 5,561,518 กิโลกรัม มูลค่ารวม 5,997.06 ล้านบาท (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2564)</p>
<p>- ตลาดส่งออกที่สำคัญคือ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ผลผลิตมะม่วงไทยมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี ร้อยละ 96 บริโภคผลสดภายในประเทศทั้งมะม่วงดิบและมะม่วงสุก</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การพัฒนางานวิจัย</span></strong></p>
<p>1. วิจัยพัฒนาพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด มีความทนทานต่อโรคแมลง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยใช้เทคโนโลยีที่ร่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์</p>
<p>2. วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตคุณภาพทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11146">มะม่วง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11146</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝรั่ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=9450</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=9450#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 May 2021 01:20:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=9450</guid>
		<description><![CDATA[<p>ฝรั่ง ชื่อสามัญ JAVA ชื่อวิทย์  Psidium guajava L. วงศ์ MYRTACEAE ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก และมีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นที่การปลูกในประเทศไทย ปี 2566 52,312 ไร่ ผลผลิต 3,482 กก.ต่อไร่ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร ต้นเกลี้ยงมัน เปลือกต้นเรียบ ใบเดี่ยว กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้น ๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว  ผล ผลดิบสีเขียว กินได้ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง ฝรั่งพันธุ์การค้า เช่น พันธุ์กิมจู แป้นสีทอง ขาวอัมพร เย็น2 พุทรา แป้นไส้แดง ทับทิมสยาม กรอบสามสี และพันธุ์อื่นๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9450">ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">ฝรั่ง</p>
<p>ชื่อสามัญ JAVA</p>
<p>ชื่อวิทย์  <em>Psidium guajava</em> L.</p>
<p>วงศ์ MYRTACEAE</p>
<p>ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก และมีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นที่การปลูกในประเทศไทย ปี 2566 52,312 ไร่ ผลผลิต 3,482 กก.ต่อไร่<span id="more-9450"></span></p>
<p>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร ต้นเกลี้ยงมัน เปลือกต้นเรียบ ใบเดี่ยว กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้น ๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว  ผล ผลดิบสีเขียว กินได้ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง</p>
<p>ฝรั่งพันธุ์การค้า เช่น พันธุ์กิมจู แป้นสีทอง ขาวอัมพร เย็น2 พุทรา แป้นไส้แดง ทับทิมสยาม กรอบสามสี และพันธุ์อื่นๆ ทั้งที่ผลรับประทานสดและผลิตเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม</p>
<p>-พันธุ์ฝรั่งขี้นกเป็นไม้พื้นเมืองของไทย ได้แก่ พันธุ์ขี้นก ผลมีขนาดเล็กมากมีผลจำนวน 20-25 ผลต่อกิโลกรัม รูปร่างมีทั้งกลมและรูปไข่ ผิวราบ เนื้อสีชมพู เนื้อบางรสหวานอมเปรี้ยว หรือมีรสฝาดปน ไส้สีแดง ติดผลเป็นกลุ่ม เมล็ดมีจำนวนมาก เมล็ดขนาดเล็กและแข็ง ลำต้นแข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก</p>
<p>- พันธุ์บางกอกแอปเปิล ได้มาจากการผสมพันธุ์อีแห้ว (ฝรั่งอินเดีย) กับพันธุ์กลมสาลี่ (พันธุ์เวียดนาม) เป็นพันธุ์ไม่มีเมล็ด ลำต้นหรือกิ่งกระโดงหรืกิ่งที่แตกใหม่มีลักษณะเป็นเหลี่ยม ใบมนใหญ่ค่อนข้างกลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นใบเมื่อมองด้านบนจะเป็นร่องลึกและห่างอย่างเด่นชัดผิดกับฝรั่งทั่วๆ ไป ผลมีขนาดใหญ่ไม่แพ้ฝรั่งผลโต น้ำหนักผล 0.8-1.1 กิโลกรัม ผลโตจริงๆ หนักถึง1.5กิโลกรัม ผลสูงประมาณ 13 เซนติเมตร  เส้นรอบวงบริเวณกลางผลด้านข้างประมาณ 40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 1 เซนติเมตร  ผลค่อนข้างกลมคล้ายแอปเปิล รังไข่เล็กคล้ายของผลแอปเปิลคือ ผิวเขียวเป็นคลื่น เล็กน้อย เนื้อหนาแน่นตลอดทั่งผล กรอบ รสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อย ลักษณะไม่มีเมล็ดตามพันธุ์ “อีแห้ว” ข้อดีคือผลสุกช้า เมื่อสุกแล้วเนื้อไม่เละ นอกจากนั้นยังมีกิ่งก้านแข็งแรง ไม่โน้มเหมือนฝรั่งเวียดนาม จึงรับน้ำหนักลูกขนาดใหญ่ได้ดี  ข้อเสีย คือ ติดผลยาก และให้ผลผลิตต่ำ</p>
<p>-พันธุ์กิมจู น้ำหนัก 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม</p>
<p>-พันธุ์แป้นสีทองได้มาจากการคัดเลือกพันธุ์ที่เพาะเมล็ดมาจากพันธุ์กลมสาลี่ ลักษณะขนาดใหญ่ ขั้วใหญ่ และหัวบุ๋มมากกว่าพันธุ์ กลมสาลี่ ผิวขรุขระกว่ากลมสาลี่ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีเหลืองอมเขียว สีครีมถึงเหลืองอ่อน เมื่อผลฝรั่งอายุมากขึ้นผลจะเปลี่ยนรูปร่างจากกลมเป็นกลมแป้น และมีครีบขึ้นคล้าย ฟักทอง เนื้อผลหนา เนื้อละเอียด ค่อนข้างกรอบ รสชาติดีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม/ผล  ผลขนาดสูงประมาณ 9.0 เซนติเมตร กว้าง 10.0 เซนติเมตร ผลโตเต็มที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร และเมล็ดน้อยจนแทบจะไม่มี  บางผลไม่มีเมล็ดเลย คล้ายพันธุ์ “บางกอกแอปเปิล”  ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย (ต้นไม่สูงเหมือนพันธุ์กลมสาลี่) กิ่งค่อนข้างทอด (เวลาปลูกจึงต้องเอาไม้ค้ำกิ่งไว้) ใบมีสีเขียวเข้ม การเรียงตัวของใบเป็นแบบก้างปลา ใบเรียวยาวใหญ่ ผลดก ดังนั้นควรปลิดผลอ่อนทิ้ง ให้เหลือเพียงกิ่งละ 1 ผล ติดผลตลอดปี ให้ผลผลิตหลังปลูกประมาณ 8-9 เดือน อายุเก็บเกี่ยวนับจากเริ่มติดผลจนเก็บเกี่ยว 128 วัน ผลผลิตต่อไร่ 3,664 กิโลกรัม (ที่อายุ 3 ปี)</p>
<p>- พันธุ์กลมสาลี่ เป็นพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ฝรั่งเวียดนาม” ที่ตลาดผู้บริโภครู้จักกว้างขวางมากที่สุดพันธุ์หนึ่ง เพราะปลูกง่าย ให้ผลเร็ว มีลูกดก สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ตลอดปี เพราะปลูกง่าย ให้ผลเร็ว มีลูกดก สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ตลอดปี ต้นเป็นพุ่มสูงประมาณ 3-5 เมตร กิ่งค่อนข้างแผ่ ใบสีเขียวเข้ม แตกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ขอบใบพลิ้ว ดอกเกิดบริเวณซอกใบตรงข้ามกัน ผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนัก 300-350 กรัม/ผล ทรงผลกลมแป้นถึงกลมสูง ความยาวผลประมาณ 9.3 เซนติเมตร กว้าง 10.5 เซนติเมตร ด้านฐานผลเว้าลง ปลายผลเรียบ ผิวผลเรียบถึงขรุขระเล็กน้อย สีเขียวอ่อน เนื้อหนา ด้านนอกเป็นสีขาวปนเขียว ด้านในสีขาว  มีเมล็ดมาก รสชาติหวานอมเปรี้ยว ความหวานประมาณ 11.6 องศาบริกซ์ มีรสฝาดเล็กน้อย กรอบ แน่น วัดความแน่นเนื้อได้ประมาณ 0.066 กก./ตร.ซม. ละเอียด ไม่มีกาก เมื่อสุกเนื้อจะอ่อนนุ่มเป็นทรายมีกลิ่นหอม ไส้เป็นเนื้อตัน เมล็ดเล็ก มีจำนวนมาก นับได้ 200-300 เมล็ด/ผล แข็ง สีน้ำตาลอ่อน เมื่อแก่แล้วสามารถปล่อยผลไว้บนต้นได้นานกว่าพันธุ์อื่นๆ อายุเก็บเกี่ยว 4-5 เดือนหลังดอกบาน</p>
<p>- พันธุ์กลมทูลเกล้า หรือ “ศรีชัยสอง” อยู่ในกลุ่ม “ฝรั่งเวียดนาม” ต้นเป็นพุ่มสูงประมาณ 3-5 เมตร กิ่งก้านค่อนข้างแผ่ ใบสีเขียวเข้ม แตกเป็นคู่ ขอบใบเรียบ ดอกเกิดบริเวณซอกใบตรงกันข้ามกัน ผลลักษณะเหมือนพันธุ์ขาวเศวต แต่มีรูปร่างกลมมากกว่า วัดได้ความกว้าง 9.8 เซนติเมตร ความยาว 12.3 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ขั้วผลบุ๋มลงเล็กน้อย ก้นผลเรียบ น้ำหนักผล 300-400 กรัม/ผล รสชาติหวาน ผิวสีเขียวอ่อนเกือบขาว เหมือนพันธุ์ “ขาวเศวต”ความหวานวัดได้ 8.8 องศาบริกซ์ ความแน่นเนื้อ 0.61 กิโลกรัม/เซนติเมตร เมล็ดเล็ก จำนวน 200-300 เมล็ด/ผล ผลผลิตประมาณ 180 ผล/ต้น/ปี หรือเป็นน้ำหนัก 61 กิโลกรัม/ต้น/ปี</p>
<p>-พันธุ์ขาวอัมพร</p>
<p>-พันธุ์เย็น2</p>
<p>-พันธุ์พุทรา</p>
<p>-พันธุ์แป้นไส้แดง</p>
<p>-พันธุ์ทับทิมสยาม</p>
<p>-พันธุ์พิจิตร 2 ผลมีขนาดเฉลี่ย 350-600 กรัม เนื้อหนา รสชาติหวาน กรอบ ทานอร่อย มีกลิ่นหอม ส่วน ใบ ดอก ผล จะมีสีม่วงแดง</p>
<p>-พันธุ์พิจิตร 4-17 ผลผลิต 25 กิโลกรัมต่อต้น มีผล 56 ผลต่อต้น รสหวาน 9.7 องศาบริกซ์ ผิวขาวเรียบ เนื้อหวานกรอบ วิตามินซี 90.4 มิลลิกรัมต่อผลสด 100 กรัม</p>
<p>ฝรั่งจากไต้หวัน</p>
<p>-พันธุ์หงส์เปาสือ, ซีกวา  เฟิ่นหงส์มี่  เหวินหง  เจินจู  สุ่ยหมี่</p>
<p>การขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่ง</p>
<p>ระยะปลูก 2×4 เมตร 1 ไร่จะได้จำนวนต้น = 200 ต้น ขุดหลุมปลูกขนาด กว้างxยาวxลึก 50x50x50 เซนติเมตร จ</p>
<p>การคัดเลือกต้นตอที่ต้านทาน</p>
<p>การใส่ปุ๋ยออกเป็น 3 ระยะ คือ<br />
1) ระยะดูแลรักษาต้น ใส่เคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว<br />
2) ระยะติดผล เมื่อฝรั่งติดผลเล็กๆ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15<br />
3) ระยะก่อนการเก็บเกี่ยว 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 12-12-17</p>
<p>ศัตรูพืชที่สำคัญขอ่งฝรั่ง</p>
<p>แมลงศัตรูที่สำคัญ</p>
<div title="Page 1">
<p>1. แมลงวันผลไม้ ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็น กลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ฟอง ในผล ฝรั่ง ลึกจากผิวประมาณ ๒-๕ มิลลิลิตร หลังจากฝรั่งติดผลแล้ว 9 สัปดาห์ ระยะหนอนทําลายพืช โดยการชอนไชกินเนื้ออยู่ภายใน ผล ทําให้ ผลเน่าและร่วง</p>
</div>
<div title="Page 1">
<div>
<p>1.1 ต้องรักษาความสะอาดในแปลงปลูก โดยเก็บผลที่ถูก แมลงวันผลไม้เข้าทําลาย หรือผลที่เน่าออกจากแปลงปลูก นําไปฝังกลบให้มีระดับหน้าดินหนา 15 เซนติเมตร เพื่อลดการ สะสมและขยายพันธุ์ของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก</p>
<p>1.2 ควรทําการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการเกิดร่มเงาในทรงพุ่ม ทําให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้และให้ศัตรูธรรมชาติมีบทบาทในการทําลายแมลงวันผลไม้ได้มากขึ้น</p>
<div title="Page 2">
<div>
<div>
<div>
<p>1.3 ควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาว ขนาด 6*14 นิ้ว ที่ เจาะรูแบบซ่อนรูปสําเร็จมาจากโรงงาน การห่อผลควรเริ่มห่อ เมื่อผลมีอายุ 8 สัปดาห์ หลังดอกบาน ห่อผล 1 ผลต่อถุง เพื่อ ป้องกันการเข้าทําลายของแมลงวันผลไม้และหนอนแดง หุ้มทับด้วย กระดาษสมุดโทรศัพท์ห่อเป็นรูปกรวย เพื่อป้องกันแสงแดด ทําให้ผิวสวยและเจริญเติบโตเร็ว</p>
<p>1.4 ควรติดกับดักโดยใช้สารล่อชนิดเมทธิลยูจนิ อล ผสมสารฆ่า แมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา ๔ : ๑ โดยปริมาตร หยดลงบนก้อนสําลี 3-5 หยด แขวนกับดักในทรงพุ่มสูง ประมาณ 1 เมตร จํานวน 2 กับดัก ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อกําจัด ตัวเต็มวัยเพศผู้ และสํารวจการระบาดของแมลงวันผลไม้ใน แปลงปลูก ถ้าพบปริมาณแมลงวันผลไม้เพิ่มมากขึ้นในกับดัก โดยเฉพาะช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวควรดําเนินการพ่นเหยื่อพิษโปรตีน</p>
<p>1.5 ควรพ่นเหยื่อพิษโปรตีน โดยใช้เหยื่อโปรตีน ผสมสารมาลา ไทออน 83% อีซี อัตราเหยื่อโปรตีน ๒๐๐ มิลลิลิตร กับสาร มาลาไทออน 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ํา 5 ลิตร เดินพ่นแบบ เป็นจุดโดยพ่นทุก 5 ก้าว พ่นใต้ใบ ทุก 7 วัน ตั้งแต่ห่อผลเสร็จ จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด ควรพ่นในเวลาเช้าตรู่ซึ่งเปน็ ช่วงที่ แมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p>โรคพืชที่สำคัญ</p>
<p>1.โรคเหี่ยว</p>
<p>2.โรครากปมของฝรั่ง</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9450">ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=9450</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บลูเบอร์รี่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=8979</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=8979#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Dec 2020 09:06:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=8979</guid>
		<description><![CDATA[<p>Blueberry Sunshine Blue บลูเบอร์รี่ซันไชน์บลู (Vaccinium corymbosum x ashei x darrowi) บลูเบอรี่ลูกผสมโดย Dr Arthur Elliott เหมาะสำหรับใช้เป็นไม้ประดับ ด้วยทรงต้นที่กระทัดรัดและค่อนข้างแคระ ทรงพุ่มประมาณ 1.0-1.2 ม. นอกจากนี้ยังมีดอกและใบที่สวยงาม สีของดอกในระยะแรกจะมีสีขมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อพัฒนาเต็มที่ การผสมเกสรสามารถผสมตัวเองและติดผลได้ แต่ถ้ามีการผสมข้ามจะติดผลและให้ผลที่มีขนาดใหญ่กว่า ผลอ่อนมีสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มเมื่อแก่ ขนาดผลปานกลาง รสชาติหวานแต่อาจติดรสฝาดบ้างเล็กน้อย ส่วนใบสีเขียวมันวาวและเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อกระทบความหนาวเย็น ดินค่า pH ประมาณ 5.0 ยกร่องสูง 30-50 เซนติเมตร  กว้าง 90 เซนติเมตร เป็นพืชชอบแดดจัด ในช่วง 1-2 ปีแรกไม่ควรให้ผลผลิต ทำการเด็ดดอกทิ้ง เพื่อจะได้สร้างต้นให้สมบรูณ์  ใส่พีทมอสผสมลงไปเพื่อให้ดินร่วนซุย ตัดแต่งกิ้งให้พุ่มโปร่ง รดน้ำให้ชุ่ม สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ Satja Prasongsap Professional Research Scientist Horticultural Research [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8979">บลูเบอร์รี่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">Blueberry Sunshine Blue บลูเบอร์รี่ซันไชน์บลู (Vaccinium corymbosum x ashei x darrowi)<span id="more-8979"></span> บลูเบอรี่ลูกผสมโดย Dr Arthur Elliott เหมาะสำหรับใช้เป็นไม้ประดับ ด้วยทรงต้นที่กระทัดรัดและค่อนข้างแคระ ทรงพุ่มประมาณ 1.0-1.2 ม. นอกจากนี้ยังมีดอกและใบที่สวยงาม สีของดอกในระยะแรกจะมีสีขมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อพัฒนาเต็มที่ การผสมเกสรสามารถผสมตัวเองและติดผลได้ แต่ถ้ามีการผสมข้ามจะติดผลและให้ผลที่มีขนาดใหญ่กว่า ผลอ่อนมีสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มเมื่อแก่ ขนาดผลปานกลาง รสชาติหวานแต่อาจติดรสฝาดบ้างเล็กน้อย ส่วนใบสีเขียวมันวาวและเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อกระทบความหนาวเย็น ดินค่า pH ประมาณ 5.0 ยกร่องสูง 30-50 เซนติเมตร  กว้าง 90 เซนติเมตร เป็นพืชชอบแดดจัด ในช่วง 1-2 ปีแรกไม่ควรให้ผลผลิต ทำการเด็ดดอกทิ้ง เพื่อจะได้สร้างต้นให้สมบรูณ์  ใส่พีทมอสผสมลงไปเพื่อให้ดินร่วนซุย ตัดแต่งกิ้งให้พุ่มโปร่ง รดน้ำให้ชุ่ม</div>
<div style="text-align: center;" dir="auto"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8980" rel="attachment wp-att-8980"><img class="aligncenter size-full wp-image-8980" title="blueberry" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2020/12/blueberry.jpg" alt="" width="1199" height="1600" /></a></div>
<div style="text-align: center;" dir="auto"></div>
<div style="text-align: left;" dir="auto">
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8979">บลูเบอร์รี่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=8979</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสาวรส</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=8464</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=8464#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2020 03:53:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=8464</guid>
		<description><![CDATA[<p>เสาวรส (Passion fruit) ชื่อสามัญ : กะทกรกฝรั่ง  วิทยาศาสตร์ : Passifora spp. วงศ์ : Passifloraceae สกุล Passiflora มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของพื้นที่สูงในอเมริกาใต้ เป็นไม้ผลประเภทเถาเลื้อย มีอายุหลายปี เสาวรสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตอากาศเย็นทางภาคเหนือ หรือเขตอากาศร้อนชื้นทางภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง จึงเป็นพืชที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดี ประเทศไทยเริ่มปลูกเสาวรสครั้งแรกในปี พ.ศ. 2498 โดย เป็นพันธุ์สีม่วงมีรสชาติค่อนข้างเปรี้ยว สำหรับมูลนิธิโครงการหลวงมีการปลูกเสาวรสอยู่ 2 ชนิด คือ เสาวรสโรงงานได้ส่งเสริมปลูกมานานแล้ว และเสาวรสสำหรับรับประทานสด ซึ่งคัดเลือกพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2539 และส่งเสริม  ให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2540 ในประเทศไทยพบ 2 ชนิดตามลักษณะสีของผลสุกได้แก่ พันธุ์ผลสีม่วง (Passiflora edulis Sims) และพันธุ์ผลสีเหลือง (Passiflora edulis f. flavicarpa O. [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8464">เสาวรส</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">เสาวรส (Passion fruit)</p>
<p>ชื่อสามัญ : กะทกรกฝรั่ง <span id="more-8464"></span><br />
วิทยาศาสตร์ : <em>Passifora</em> spp.<br />
วงศ์ : Passifloraceae<br />
สกุล Passiflora</p>
<p>มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของพื้นที่สูงในอเมริกาใต้ เป็นไม้ผลประเภทเถาเลื้อย มีอายุหลายปี เสาวรสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตอากาศเย็นทางภาคเหนือ หรือเขตอากาศร้อนชื้นทางภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง จึงเป็นพืชที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดี ประเทศไทยเริ่มปลูกเสาวรสครั้งแรกในปี พ.ศ. 2498 โดย เป็นพันธุ์สีม่วงมีรสชาติค่อนข้างเปรี้ยว สำหรับมูลนิธิโครงการหลวงมีการปลูกเสาวรสอยู่ 2 ชนิด คือ เสาวรสโรงงานได้ส่งเสริมปลูกมานานแล้ว และเสาวรสสำหรับรับประทานสด ซึ่งคัดเลือกพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2539 และส่งเสริม  ให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2540 ในประเทศไทยพบ 2 ชนิดตามลักษณะสีของผลสุกได้แก่ พันธุ์ผลสีม่วง <em>(</em><em>Passiflora edulis</em> Sims) และพันธุ์ผลสีเหลือง (<em>Passiflora edulis</em> f. flavicarpa O. Deg.) ในศรีลังกามีปลูกเป็นการค้า 2 สายพันธุ์ลูกผสมสีม่วง และสีทอง</p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤษกศาสตร์</strong></p>
<p><strong>ลำต้น</strong> เป็นพืชล้มลุก เป็นไม้เถาเลื้อยมีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะกลมๆเป็นเถา มีหนามเล็กๆอยู่เป็นระยะตามเถา มีมือเกาะอยู่เป็นระยะๆ มีสีเขียวเข้ม <strong>ราก</strong> เป็นระบบรากแก้ว มีลักษณะกลม แทงลึกลงดิน มีรากแขนงเป็นรากฝอยเล็กๆ แทงออกตามด้านข้างรอบๆต้น มีสีน้ำตาล <strong>ใบ</strong> เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะขอบใบมีรอยหยัก มีรอยเว้าลึกสามเว้า มีก้านใบยาว มีสีเขียว <strong>ดอก </strong>จะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว มีลักษณะรูปทรงกรม กลีบดอกมีสีขาว สีแดง สีม่วง มีเกษรเส้นยาวฝอย กลีบเลี้ยงมีสีเขียว มีกลิ่นหอม มีก้านดอกยาว ดอกจะออกที่ข้อต่อใบหรือตามซอกใบ</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong> การเพาะเมล็ด การปักชำ เสียบยอด และการทาบกิ่ง  แต่พันธุ์สีเหลืองที่มีการปลูกจำนวนมากปลูกเชิงการค้าจะใช้วิธีการเพาะเมล็ดมากกว่าวิธีอื่น ๆ เป็นเมล็ดที่เหลืองจากการแปรรูปน้ำผลไม้แล้วเมล็ดจะงอกในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ เมื่อเจริญเติบโตมีใบจริง 2-3 ใบย้ายมาปลูกในถุงที่มีดินผสมพร้อมปลูกขนาด 4X6 หนึ่งต้นต่อถุง ประมาณ 1-2 เดือนและนำไปปลูกในแปลง 3-4 เดือน จะเริ่มออกดอกและติดผลระยะจากออกดอกและติดผลจะเก็บเกี่ยวประมาณ 50-70 วัน</p>
<p>เสารสเป็นไม้กลางแจ้งเขตร้อนชื้นควรเลือกบริเวณให้เหมาะสมเสาวรสสามารถปลูกได้ในพื้นที่ราบที่สูงเจริญเติบโตในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร (พันธุ์สีม่วง) รสชาติดี พันธุ์สีเหลืองจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ราบต่ำที่มีฝนตกชุก และพื้นที่ควรมีแสงแดดจัดทั้งวัน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8484" rel="attachment wp-att-8484"><img class="aligncenter size-full wp-image-8484" title="pasion" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2020/07/pasion.jpg" alt="" width="804" height="604" /></a></p>
<p><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8484" rel="attachment wp-att-8484"><br />
</a>ปัจจัยในการปลูกเสาวรส</strong></p>
<p>1.แสง เสาวรสต้องการแสงแดดตลอดทั่ววันเพื่อนำมาสังเคราะห์ใช้ในการเจริญเติบโตมาก เราควรพิจารณาในเรื่องคุณภาพแสง,ความเข้มข้นของแสงและช่วงแสงที่มีผลต่อขบวนการทางสรีรวิทยาของเสาวรส</p>
<p>2 .น้ำ เสาวรสต้องการน้ำปานกลางแต่ระยะแรกเมื่อเริ่มปลูกควรรดน้ำให้ชุ่มประมาณวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ตามความเหมาะสมและเมื่ออายุได้ 2-3 เดือนเสาวรสเจริญเติบโตแล้วควรรดน้ำวันละครั้งถ้ามีฝนตกไม่ควรรดดูตามความเหมาะสม การให้น้ำโดยทั่วไปอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล</p>
<p>3.ดินเป็นแหล่งอาหารและน้ำต่อเสาวรสและให้ออกซิเจนเพื่อการเจริญเติบโตของราก ความสามารถของดินที่จะให้พืชเจริญเติบโตนั้นมักจะพูดถึงผลผลิตของพืช จะพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพทางฟิสิกส์ ดินไม่เพียงแต่มีอาหารเพียงพอพอเท่านั้น จะต้องปลดปล่อยธาตุอาหารที่พืชใช้ได้ด้วย นอกจากนี้ดินจะต้องเก็บรักษาธาตุอาหารที่ได้ด้วยสำหรับเสาวรสชอบและเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายและไม่ควรปลูกในดินที่ไม่มีการระบายน้ำ เสาวรสสามารถเจริญเติบในดินที่เป็นกรดเล็กน้อย (PH) ประมาณ 5.5-7 แต่ถ้าค่า (PH) ต่ำกว่า 5.5 ควรจะใส่ปูนขาวลงไปด้วย หลุมปลูกขนาด 30x30x30 เซนติเมตร ระยะปลูก 4&#215;4 เมตร (100 ต้นต่อไร่) และควรให้หลุมปลูกอยู่บริเวณแนวเสาค้าง เพราะจะทำให้สะดวกในการปฎิบัติงานภายในแปลง</p>
<p>4.การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลักครบ N, P, K ได้แก่สูตร 13-13-21, 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยแบ่งใส่ 4 ครั้งต่อปี และรองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟสเพื่อกระต้นการเจริญเติบโตทางรากและควรเพิ่มปุ๋ย ไนโตรเจน (N) ให้แก่เสารสในฤดูฝนเพื่อให้พืชสร้างทรงพุ่มและมีการสะสมอาหาร ก่อนการออกดอกติดผลเมื่อมีธาตุอาหารสะสมแล้วจะมีการออกดอกหลังการเจริญเติบโตทางยอดเมื่อมียอดใหม่จะติดดอกออกผลที่ยอดใหม่เท่านั้น ปุ๋ยเคมี โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่อง ครั้งละจำนวนน้อยแต่บ่อยครั้งเพราะเสาวรสมีช่วงการให้ผลผลิตตลอดปีและพื้นที่สูงมักจะมีปัญหาการชะล้างโดยฝนทำให้เกิดการสูญเสียปุ๋ยได้ง่าย อัตราปุ๋ยเคมีที่แนะนำให้ใช้จำนวน 150-200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หรือประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี</p>
<p><strong>เสาวรสที่ปลุกแบ่งได้ 2 ประเภท คือ </strong><strong></strong></p>
<p>1. เสาวรสพันธุ์สำหรับส่งโรงงาน เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติเปรี้ยว ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อส่งโรงงานเพื่อนำไปแปรรูปน้ำผลไม้ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือเสาวรสโรงงานชนิดสีม่วง เสาวรสชนิดนี้ผิวผลสีม่วง ผลมีลักษณะกลมหรือรูปไข่ ดอกสามารถผสมตัวเองได้ดี ดอกบานในตอนเช้า ผลสุกมีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมมากกว่าพันธุ์สีเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร น้ำหนัก 50-60 กรัมต่อผล  และเสาวรสโรงงานชนิดผลสีเหลือง เสาวรสชนิดนี้ผิวผลสีเหลือง ดอกจะบานในตอนเที่ยง ส่วนใหญ่ผสมตัวเองไม่ติดต้องผสมข้ามต้น ทนต่อโรคต้นเน่า เถาเหี่ยว โรคไวรัส และทนต่อไส้เดือนฝอย นิยมใช้เป็นต้นตอในการเสียบกิ่งพันธุ์ของผลสีม่วงเส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 6 เซนติเมตร น้ำหนักผล 80-120 กรัมต่อผล มีรสเปรี้ยวมาก เนื่องจากเนื้อในมีความเป็นกรดสูงกว่าพันธุ์สีม่วง</p>
<p>พันธุ์สีเหลืองมีรสเปรี้ยวจัด กลิ่นหอม เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากเหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นน้ำผลไม้ และทนทานต่อการเกิดโรคได้ดี และพันธุ์สีม่วงมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานสด โดยแหล่งผลิตเสาวรสที่สำคัญของโลกได้แก่ บราซิล เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และเปรู ปริมาณผลผลิตทั่วโลกมีประมาณ 805,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์สีเหลือง</p>
<p>2. เสาวรสพันธุ์รับประทานสด เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติดี รสหวานกว่าพันธุ์ที่ส่งโรงงาน มีอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์รับประทานสดเบอร์ 1 ลักษณะผลเป็นรูปไข่สีม่วงอมแดง ผลที่ผ่าตามขวางมีลักษณะมี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร น้ำหนัก 70-80 กรัมต่อผล รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เปอร์เซ็นต์ความหวานเฉลี่ยประมาณ 16 Brix และพันธุ์รับประทานสดเบอร์ 2 ลักษณะคล้ายพันธุ์เบอร์ 1 แต่ผลจะสีเข้มและเปลือกมีความหนากว่าพันธุ์เบอร์ 1 จึงเก็บรักษาไว้ได้นาน เส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 5-6 เซนติเมตร น้ำหนัก 70-100 กรัมต่อผล เปอร์เซ็นต์ความหวานเฉลี่ยประมาณ 17-18 Brix</p>
<p><strong>ผลผลิตส่งโรงงาน</strong><strong></strong></p>
<p>เสาวรสรับประทานสดหรือเสาวรสหวาน แบ่งออกเป็น 3 เกรด คือ เกรดพิเศษ ผลดี ไม่บิดเบี้ยว ไม่แตก เนื้อในเหลืองเข้ม น้ำหนักผล 70 กรัมขึ้นไปและต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 15% เกรด 1 ผิวดี ไม่บิดเบี้ยว ไม่แตก เนื้อในเหลืองเข้ม น้ำหนักผลประมาณ 50-70 กรัม และต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 15% เกรดโรงงาน ผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตรขึ้นไป และผลต้อง ไม่เหี่ยว ไม่เบี้ยว และไม่เน่า</p>
<p><strong>ประโยชน์และสรรพคุณเสาวรส</strong><strong></strong></p>
<p>มีวิตามินเอ มีวิตามินซี มีธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีโปรตีน มีธาตุเหล็ก มีธาตุแมกนีเซียม มีคาร์โบไฮเดรต มีเบต้าแคโรทีน มีเส้นใย มีโพแทสเซียม มีพลังงาน มีโซเดียม มีสังกะสี มีไขมัน มีโพลิก มีแมงกานีส มีไฟเบอร์ ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยรักษาแผลแดดไหม้ ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยลดอาการปวด ช่วยบรรเทาข้ออักเสบ ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยลดไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยรักษาโรคมะเร็ง ช่วยรักษาอาการไอ ช่วยลดความอ้วน ช่วยให้ภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยขับสารพิษ ช่วยให้นอนหลับง่าย ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยรักษาปัสสาวะอักเสบ แก้ท้องผูก ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน หอบหืด ช่วยรักษาหิด แก้ไอ ช่วยขับเสมหะ ช่วยบำรุงปอด ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงตับ ช่วยบำรุงไต<strong></strong></p>
<p><strong>ผล</strong> มีลักษณะทรงกลม ผิวเปลือกหนา ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกมีสีม่วง สีส้ม หรือสีเหลือง ตามสายพันธุ์ ภายในผลข้างใน มีเยื่อเปลือกสีขาว จะมีเนื้อเป็นถุงน้ำหุ้มเมล็ด มีสีส้มหรือสีเหลือง จะมีเมล็ดสีดำเล็กๆ มากมายอยู่ข้างใน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน หรือเปรี้ยวจัด ตามสายพันธ์ุ มีกลิ่นหอมคล้ายฝรั่งสุก</p>
<p><strong>เมล็ด</strong> มีลักษณะเล็กๆจำนวนมาก มีเนื้อเป็นถุงน้ำมีสีเหลือง หรือสีส้มหุ้มอยู่ เมล็ดมีสีดำ</p>
<p><strong>คุณค่าทางอาหารโภชนาการ</strong><strong></strong></p>
<p>ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำเสาวรส ประกอบด้วย น้ำ 76-85 % ของแข็งที่ละลายน้ำได้ประมาณ 17.4% คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12.4% กรดอินทรีย์ประมาณ 3.4%นอกจากนั้นมีแคโรทีนอยด์ สารประกอบไนโตรเจน, Calories(kcal) 15 g, Energy(kj) 62 g, Protein 0.1 g, Carbohydrate 4.2 g, Fiber 0.1 g, Sugars 4.1 g, Sodium 1.9 g,Fats 0 g, และวิตามินซี ค่อยข้างสูงคือประมาณ 39.1 mg/100g ของน้ำเสาวรสมากกว่าในน้ำมะนาว</p>
<p><strong>สถานการณ์แหล่งผลิตเสาวรสที่สำคัญในประเทศไทย </strong></p>
<p>ปี 2560 พบว่า มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 11,761 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 13,964,497 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 3,288 กิโลกรัมต่อไร่  ราคาขายเฉลี่ย 14 บาทต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 107 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.92 เกษตรกร 1,943 ครัวเรือน มีการเพาะปลูกใน 14 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ เชียงราย บุรีรัมย์ เลย แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก เชียงใหม่ แพร่ สระแก้ว สุราษฎ์ธานี ชัยภูมิ สงขลา พะเยา และฉะเชิงเทรา จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 2,640 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 1,609,400 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,307 กิโลกรัมต่อไร่  ราคาขายเฉลี่ย 10 บาทต่อกิโลกรัม จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 2,359 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 1,970,840 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 2,467 กิโลกรัมต่อไร่  ราคาขายเฉลี่ย 22 บาทต่อกิโลกรัม จังหวัดเลย มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,743 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 6,822,500 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 7,753 กิโลกรัมต่อไร่  ราคาขายเฉลี่ย 9 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p><strong>มาตรฐานคุณภาพผลผลิตเสาวรสรับปร</strong>ยน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพ 2  ผลมีขนาดเส้นผ่าศูน<strong>ะทานสด แบ่งตามคุณภาพดังนี้</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพพิเศษ ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีน้ำหนักผล 100 กรัมขึ้นไป (8-10 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดงและสีผิวมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งผล ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่าหรือแตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดมีสีดำ มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพ 1 ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักผล 80-99 กรัม (10-12 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดง ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่า ไม่แตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดสีดำมีปริมาณของแข็งที่ละลาย์กลาง 4-5 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักผล 70-79 กรัม (12-14 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดง ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่า ไม่แตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดสีดำมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพ 3  ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักผล 60-69 กรัม (14-16 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดง ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่า ไม่แตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดสีดำมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพ 4  ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5-5 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักผล 50-59 กรัม (17-20 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดง ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่า ไม่แตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดสีดำมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>ชั้นมาตรฐานคุณภาพ F  ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5-5 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักผล 50 กรัม (17-20 ผลต่อ 1 กิโลกรัม) สีผิวผลมีสีม่วงแดง ผลไม่บิดเบี้ยว ไม่เหี่ยว ไม่เน่า ไม่แตก เนื้อในมีสีเหลืองเข้ม เมล็ดสีดำมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 15 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป</p>
<p>การปลูกในพื้นที่ความสูง 1,000 และ 1,200 เมตร จากระดับนทะเล มีสีผิว เป็นสีม่วงแดงมากกว่า มีปริมาณแอนโทไซยานินในเปลือกสูงกว่า มีน้ำหนักผลมากกว่า มีรสชาติดีกว่า และมีกิจกรรมของสาร ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลที่ปลูกในพื้นที่ความสูง 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม ระดับความสูงของพื้นที่ปลูก ไม่มีผลต่อค่า L* และค่า chroma ของสีเปลือก ปริมาณแคโรทีนอยด์รวม ปริมาณวิตามินซี และปริมาณสารประกอบฟีนอลของ น้ำคั้นเสาวรส นอกจากนี้ ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระมีความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.7724) กับปริมาณสารประกอบฟีนอลในสารสกัดหยาบของน้ำคั้นเสาวรสจาก 3 แหล่งปลูก</p>
<p>การผลิตของไต้หวันของบริษัท TAI-YI เมืองนันเถา (Nantou) เป็นแหล่งผลิตต้นกล้าเสาวรสที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และมีการเพาะต้นกล้าพืชมีสาขาในประเทศไต้หวันทั้งหมด 5 สาขา บริษัทเริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1989 โดยมีพื้นที่ปลูกเสาวรสประมาณ 600 เฮกตาร์ (ha) ปลูกเสาวรส จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Tainung1 Chinese superstar และGolden เป็นสายพันธุ์ที่มีรสชาติหวานเป็นที่ต้องการของตลาด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดในถาดเพาะขนาด 32 หลุม ซึ่งจะ ใช้กระดาษรองก้นหลุมเพื่อให้มีช่องว่างระหว่างถาดเพาะกับวัสดุเพาะ อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวกทั้งด้านข้างและด้านล่าง ส่งผลให้รากแข็งแรงพุ่งตรงลงข้างล่าง เมื่อนำไปย้ายปลูกจะเจริญเติบโตดีหลังจากการเพาะเมล็ดแล้วต้นกล้ามีอายุประมาณ 35 – 40 วัน (ในฤดูหนาวอายุมากว่า 40 วัน) จึงทำการเสียบยอดต้นกล้าโดยใช้ยอดพันธุ์ดี (Tainung1 Chinese superstar และGolden) มาเสียบบนต้นตอ (stock) การเสียบยอดใช้แรงงานคนประมาณ 10 คน หลังจากเสียบยอดเสร็จแล้วจะอนุบาลต้นกล้าไว้ภายใต้โครงพลาสติกเป็นเวลา 7 วัน เพื่อลดการคายน้ำของพืชและทำให้เซลล์พืชเชื่อมติดง่าย หลังจากนั้นจึงนำพลาสติกคลุมออก และดูแลต้นกล้าต่ออีกประมาณ 20 วัน (ในฤดูหนาวประมาณ 25 วัน) ต้นกล้าจะเริ่มแตกตายอดใหม่ออกมาประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร</p>
<p>การจำหน่ายต้นกล้าบรรจุต้นกล้าเสาวรส 100 ต้นต่อกล่อง ราคาต้นละ 1 – 2 USD</p>
<p>การปลูกเสาวรสตั้งแต่ย้ายปลูกลงแปลงจนถึงรื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่ใช้เวลา 1 ปี ใช้ตาข่ายขึงเป็นโครงสี่เหลี่ยม ผลเสาวรสทั้งหมดจะไม่ตกลงพื้นดิน หากผลเสาวรสหล่นลงมากระแทกพื้นจะส่งผลให้รสชาติเสาวรสจะมีรสเปรี้ยว การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่พื้นดินตามระยะทรงพุ่มของต้น และมีการให้ปุ๋ยทางใบ 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงบำรุงลำต้นก่อนระยะออกดอกใช้ปุ๋ยสูตร 18 – 18 – 18 ช่วงออกดอกใช้ปุ๋ยสูตร 10 – 50 – 10 และช่วงติดผลใช้ปุ๋ยสูตร 8 – 25 – 35 อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 200ลิตร โดยให้พร้อมกับการให้น้ำระบบสปริงเกอร์ (Sprinkle) เสาวรส 1 ต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 40 กิโลกรัม</p>
<p><strong>งานวิจัย</strong></p>
<p>1.การรวบ ผสม และ คัดเลือกสายพันธุ์เสาวรสพันธุ์รับประทานสด และพันธุ์โรงงาน<br />
2.การศึกษารูปแบบค้างเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพเสาวรส<br />
3.การศึกษาการจัดการปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับวัสดุอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลผลิตและคุณภาพเสาวรส<br />
4.การใช้กรดซาลิกไซลิกในการเพิ่มคุณภาพเสาวรส</p>
<p>บันทึกข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์ เช่น ต้น: เพศ  (female, male, monoecious) stem color, branching pattern, canopy shape ใบ:  Leaf shape, leaf surface, texture leaf, color leaf, tip shape, shape of petiole base, size ดอก: season of flowering, inflorescence type  ผล: fruit shape, fruit size, fruit skin color, fruit thickness, fruit base shape, groove fruit median เมล็ด: สี ขนาด รูปร่าง จำนวนผลต่อช่อ รก/เสาวรส: Thickness, compactness on seed (entire, slightly dissected, intermediate, highly dissected)  และสีของรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หลัก</strong><strong>เกณฑ์การคัดเลือกพันธุ์เสาวรสที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรม</strong></p>
<ol>
<li>ลักษณะผลไม่บิดเบี้ยว ผลมีขนาดใหญ่ คือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตรขึ้นไป</li>
<li>น้ำหนักผล มากว่า 80-120 กรัมต่อผล</li>
<li>ปริมาณเนื้อในหรือรกที่ห่อหุ้มเมล็ดมากเนื้อในสีเหลือง</li>
<li> เปลือกบาง เนื้อในมีความเป็นกรดสูง กลิ่นหอม น้ำคั้นมีกรดมาก pH ต่ำกว่า 3</li>
<li>เจริญเติบโตดี ทนทานต่อโรคและแมลง</li>
<li>สีผิวตรงตามความต้องการของตลาด (ผิวสีเหลือง ผิวเป็นมัน)</li>
<li>อายุการเก็บเกี่ยวหลังปลูก น้อยกว่า 70 วัน</li>
</ol>
<div>
<p><strong>หลักเกณฑ์การคัดเลือกลักษณะของเสาวรสสำหรับรับประทานสด</strong></p>
<ol>
<li>ผลสวยไม่บิดเบี้ยว มีขนาดใหญ่ คือเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป</li>
<li>น้ำหนักผล มากว่า 70-100 กรัมต่อผล</li>
<li>ปริมาณเนื้อในหรือรกที่ห่อหุ้มเมล็ดมากเนื้อในสีเหลือง</li>
<li>ความหวานไม่ต่ำกว่า 16 Brix</li>
<li> เปลือกบาง เนื้อในมีความเป็นกรดต่ำ</li>
<li>เจริญเติบโตดี ทนทานต่อโรคและแมลง</li>
<li>สีผิวตรงตามความต้องการของตลาด (ผิวสีเหลือง ผิวเป็นมัน)</li>
<li>อายุการเก็บเกี่ยวหลังปลูก น้อยกว่า 70 วัน</li>
</ol>
</div>
<div>Quality characteristics and criteria</div>
<div>-Size, shape, skin color, acidity and SCC are major criteria used to evaluate quality.</div>
<div>-The yellow egg-shaped passion fruit is 6 to 8 cm (2.5 to 3 in) wide by 7 cm (2.7 in) ling and weighs from 50 to 150 g(1.8 to 5.3 oz)</div>
<div>-The smaller purple fruit weighs from 25 to 50 g (1 to 2 oz). Fruit should be blemish freee.</div>
<div>-TSS is 10 to 18% in yellow and 10 to 20% in purple, with the yellow type having a more acidic flavor.</div>
<div>- Pre-cooling Conditions: Room of forced-air cool to 10 C</div>
<div>-Optimum Storage Conditions: Yellow passion fruit should be stored at 7 to 10 C with 90 to 95%RH. They will have a potential storage-life of 2 week. Tainon1 : 12C for 2 weeks storage.</div>
<div>-Purple passion fruit are chilling tolerant and can be stored at 3 to 5 C for 3 to 5 weeks.</div>
<div>-Chilling sensitivity : Symptoms of chilling injury on yellow passion fruit are skin discoloration, pitting, water soaked areas, Discoloration can penetrate skin into the exocarp.</div>
<div>-Ethylene production and sensitivity: Passion fruit produce very high levels of ethylene  at 160 to 400 ul kg-1h-1 at 20 C at their climatreric peak</div>
<div>-Exposure to 100uL L-1 ethylene for 24 h accelerates ripening</div>
<div></div>
<div></div>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8464">เสาวรส</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=8464</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบล็คเบอร์รี</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=7944</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=7944#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Oct 2019 03:00:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=7944</guid>
		<description><![CDATA[<p>แบล็คเบอร์รี (Blackberry) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rubus fruticosus อยู่ในวงค์ : Rosaceae เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อยู่ในตระกูลเบอร์รี สกุลเดียวกับราสเบอร์รี แตกกิ่งก้าน และเลื้อย  มีถิ่นกำเนิดในทวีปทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ประเทศไทยมีปลูกในภาคเหนือ ลักษณะพฤกษศาสตร์ ลำต้น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กมีอายุยืน ลำต้นไม้เลื้อยตามพื้นดิน แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มได้ ลำต้นมีลักษณะกลมๆ มีสีน้ำตาล ลำต้นมีหน่อเล็กๆ แทงออกมาจากดิน มีหน่อแตกจากต้น มีหนามแหลมแข็งปกคลุม ราก เป็นระบบรากตื้น มีลักษณะกลมๆ แทงลงในดิน มีรากแขนงและรากฝอยเล็กๆ ออกตามแนวราบ มีสีน้ำตาล มีหน่อเล็กๆ แทงออกมาจากดินแตกจากต้น ใบ มีลักษณะกลมรี ใบมีขนาดใหญ่ ขอบใบมีรอยฟันหยักเล็กๆ มีก้านใบยาวมีหนามปกคลุม มีใบย่อย 3 ใบบนก้านเดียวกัน ใบสากมือมีขนปกคลุม มีสีเขียว ดอก ออกดอกเป็นช่อ มีดอกย่อย มีลักษณะรูปทรงแตร กลีบดอกมีสีขาว มีเกสรสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียว มีก้านช่อดอกยาว ดอกออกซอกใบและปลายกิ่ง ผล เป็นผลเดี่ยว [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=7944">แบล็คเบอร์รี</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #993300;">แบล็คเบอร์รี (Blackberry)</span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rubus fruticosus<br />
อยู่ในวงค์ : Rosaceae</p>
<p>เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อยู่ในตระกูลเบอร์รี <span id="more-7944"></span>สกุลเดียวกับราสเบอร์รี แตกกิ่งก้าน และเลื้อย  มีถิ่นกำเนิดในทวีปทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ประเทศไทยมีปลูกในภาคเหนือ</p>
<p><span style="color: #993300;">ลักษณะพฤกษศาสตร์</span></p>
<p>ลำต้น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กมีอายุยืน ลำต้นไม้เลื้อยตามพื้นดิน แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มได้ ลำต้นมีลักษณะกลมๆ มีสีน้ำตาล ลำต้นมีหน่อเล็กๆ แทงออกมาจากดิน มีหน่อแตกจากต้น มีหนามแหลมแข็งปกคลุม</p>
<p>ราก เป็นระบบรากตื้น มีลักษณะกลมๆ แทงลงในดิน มีรากแขนงและรากฝอยเล็กๆ ออกตามแนวราบ มีสีน้ำตาล มีหน่อเล็กๆ แทงออกมาจากดินแตกจากต้น</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7946" rel="attachment wp-att-7946"><img class="aligncenter size-full wp-image-7946" title="blackberry" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/10/blackberry1.jpg" alt="" width="404" height="324" /></a></p>
<p>ใบ มีลักษณะกลมรี ใบมีขนาดใหญ่ ขอบใบมีรอยฟันหยักเล็กๆ มีก้านใบยาวมีหนามปกคลุม มีใบย่อย 3 ใบบนก้านเดียวกัน ใบสากมือมีขนปกคลุม มีสีเขียว</p>
<p>ดอก ออกดอกเป็นช่อ มีดอกย่อย มีลักษณะรูปทรงแตร กลีบดอกมีสีขาว มีเกสรสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียว มีก้านช่อดอกยาว ดอกออกซอกใบและปลายกิ่ง</p>
<p>ผล เป็นผลเดี่ยว อยู่เป็นพวง มีลักษณะรูปกรวย ผิวเปลือกมีปุ่มกลมเล็กๆอยู่บนผลแน่น มีขนเล็กๆบางๆอยู่ทั่วผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีแดง ผลสุกจะมีสีม่วงเข้มหรือสีดำ มีเนื้อสีดำอมแดง เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานหรือเปรี้ยว ตามสายพันธุ์ มีกลิ่นหอม</p>
<p>เมล็ด มีเมล็ดเล็กๆอยู่ในเนื้อ มีลักษณะทรงรีเล็กๆ เมล็ดแข็ง มีสีน้ำตาล</p>
<p><span style="color: #993300;">การปลูก</span> : ใช้หน่อ ชอบดินร่วนปนทราย  ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50×50 ซม. ทำค้างให้เลื้อยเกาะ  ประมาณ 3-4 เดือน ผลมีขนาดโตเต็มที่ ผลสุกมีสีแดง ให้เก็บเกี่ยวมีขั้วติดกับผล การเก็บรักษาให้เก็บในช่องฟรีสจะอยู่ได้นาน</p>
<p><span style="color: #993300;">ประโยชน์และสรรพคุณ</span></p>
<p>มีวิตามินเอ มีวิตามินอี มีวิตามินเค มีวิตามินซี มีธาตุแคลเซียม มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีวิตามินบี12 มีโปรตีน มีน้ำตาล มีธาตุเหล็ก มีแมกนีเซียม มีโพแทสเซียม มีคาร์โบไฮเดรต มีเส้นใย มีพลังงาน มีไขมัน มีโซเดียม มีฟอสฟอรัส มีเบตาแคโรทีน มีฟลูออไรด์ มีสังกะสี</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=7944">แบล็คเบอร์รี</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=7944</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เบญจมาศ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5434</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5434#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Jun 2016 04:29:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ดอก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5434</guid>
		<description><![CDATA[<p>เบญจมาศ (Chrysanthemum morifolium Ramat) สถานการณ์ มูลค่าการนำเข้าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) 337 ล้านบาท และ มูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 5 ปี 1 ล้านบาท (ที่มา : กรมศุลกากร) เนื้อที่ปลูก ปี 2565 จำนวน 1,289.50 ไร่ โดยมีปี 2562 จำนวน 3,935.50 ไร่ ปลูกมากที่สุดและมีแนวโน้มลดลง เพราะการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และการนำเข้าจากลาว แหล่งปลูกสำคัญ ปี 2565 คือ เชียงใหม่ และอุบลราชธานี พันธุ์ที่นิยมเป็นการค้า 1.พันธุ์โพลารีส ดอกสีขาว และ สีเหลือง ก้านตรง ดูแลง่าย ดอกขนาดปานกลาง ออกช่วงเดือน พฤศจิกายน พฤษภาคม ของทุกปี [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5434">เบญจมาศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;">เบญจมาศ (Chrysanthemum morifolium Ramat)</span> <span id="more-5434"></span></p>
<p>สถานการณ์ มูลค่าการนำเข้าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) 337 ล้านบาท และ มูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 5 ปี 1 ล้านบาท (ที่มา : กรมศุลกากร) เนื้อที่ปลูก ปี 2565 จำนวน 1,289.50 ไร่ โดยมีปี 2562 จำนวน 3,935.50 ไร่ ปลูกมากที่สุดและมีแนวโน้มลดลง เพราะการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และการนำเข้าจากลาว แหล่งปลูกสำคัญ ปี 2565 คือ เชียงใหม่ และอุบลราชธานี</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>พันธุ์ที่นิยมเป็นการค้า</strong></span></p>
<p><strong>1.พันธุ์โพลารีส </strong>ดอกสีขาว และ สีเหลือง ก้านตรง ดูแลง่าย ดอกขนาดปานกลาง ออกช่วงเดือน พฤศจิกายน พฤษภาคม ของทุกปี</p>
<p><strong>2.พันธุ์ขาวญี่ปุ่น</strong> ดอกสีขาวล้วน ดอกใหญ่ ก้านตรง ดูแลรักษายาก ตลาดต้องการสูง ราคาไม่ตกออกดอกช่วงเดือนตุลาคม มิถุนายน ของทุกปี</p>
<p><strong>3.พันธุ์แคทอาย </strong>ดอกสีเหลือง เล็ก ก้านตรง ดูแลง่าย ออกดอกตลอดทั้งปีแต่ต้องคุมแสงให้ได้</p>
<p><strong>4.พันธุ์การะเกด </strong>ดอกสีขาว ดอกใหญ่ ก้านตรง ออกดอกเฉพาะฤดูฝน ดูแลง่าย และต้องมีโรงเรือน</p>
<p><strong>5.พันธุ์ขาวปิงปอง </strong>ดอกสีขาวเหมือนลูกปิงปอง ดูแลง่าย ออกดอกเดือน สิงหาคม มิถุนายน ของทุกปี</p>
<p><span style="color: #333399;">เบญจมาศที่มีปลูกในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong>1. เบญจมาศชนิดดอกเดียว (Standard type) </strong>เป็นวิธีการจัดการเพื่อให้ได้ดอกเบญจมาศที่มีดอกขนาดใหญ่ ทั่วไปจะมีขนาดดอก 4-6 นิ้ว </span><span style="color: #333399;">พันธุ์ที่นิยม เช่น ไรวารี (เหลืองดอกเดียว) ขาวญี่ปุ่น </span><span style="color: #333399;">ขั้นตอนการปลูกมีดังนี้ เริ่มปลูกต้นกล้าเบญจมาศลงในแปลง ทำการเด็ดยอดต้นกล้าเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง ให้แสงไฟ 1-1 เดือน จากนั้นในแต่ละกิ่งจะเด็ดดอกข้างทิ้งให้เหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว อายุเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลา 90-110 วัน<strong></strong></span></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>2. เบญจมาศชนิดดอกช่อ (spray type) </strong>เป็นวิธีการจัดการเพื่อให้เบญจมาศมีหลายดอกต่อ 1 กิ่ง(ช่อ) และ ต้นหนึ่งจะมี 6-10 ช่อ แต่ขนาดดอกที่ได้จะมีขนาดเล็กกว่าประเภทดอกเดียว โดยมีขนาดดอก 2-4 นิ้ว พันธุ์ที่นิยม </span><span style="color: #339966;">เช่น ชมพูหวาน เหลืองขมิ้น ไรวารี (เหลืองดอกเดียว) ขาวญี่ปุ่น </span><span style="color: #339966;">มีขั้นตอนการปลูก นำต้นกล้าเบญจมาศลงในแปลง ทำการเด็ดยอดต้นกล้าเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง จากนั้นให้แสงไฟ 1-1 เดือน หลังปลูก 2 เดือนให้เด็ดดอกยอดทิ้ง เพื่อให้เกิดกิ่งข้างจำนวนมาก อายุเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลา 110-120 วัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong>3. เบญจมาศชนิดกระถาง (potted plant) </strong>เป็นวิธีการจัดการเพื่อปลูกเบญจมาศในภาชนะสำหรับประดับในอาคาร ในประเทศไทยยังมีการพัฒนาน้อยแต่แนวโน้มมีความต้องการสูง </span><span style="color: #333399;">พันธุ์ที่นิยม เช่น ชมพูหวาน เหลืองขมิ้น ไรวารี (เหลืองดอกเดียว) ขาวญี่ปุ่น</span><span style="color: #333399;">มีขั้นตอนการปลูก นำต้นกล้าเบญจมาศลงในกระถางขนาด 4-6 นิ้ว จำนวน 5-10 ยอด (แล้วแต่พันธุ์ที่ปลูก) เด็ดยอดเพื่อให้แตกข้าง ให้แสงไฟ 2 สัปดาห์ หรือไม่ให้ก็ได้ หลังปลูกไว้ 1-2 เดือนจะเกิดตาดอก อายุเก็บเกี่ยว 45 -75 วัน <strong></strong></span></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5442" rel="attachment wp-att-5442"><img class="aligncenter size-full wp-image-5442" title="IMG_9713 (Small)" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/06/IMG_9713-Small.jpg" alt="" width="640" height="480" /></a>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>การเตรียมแปลงปลูก</strong><strong></strong></p>
<p>1. ปลูกในแปลงขนาดกว้าง 1-1.20 เมตร ความยาวตามขนาดพื้นที่</p>
<p>2. ระยะปลูก 12.5-25 X 12.5-25 เซนติเมตร แล้วแต่ประเภทของพันธุ์เบญจมาศ หากเป็นพันธุ์ดอกเดียว ให้ปลูกชิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นพันธุ์ดอกช่อ ต้องปลูกห่างขึ้น (* ระยะปลูกขึ้นอยู่ที่ความต้องการของเกษตรกรเอง โดยหากปลูกเบญจมาศแบบชิดมากเกินไปจะทำให้ดอกเบญจมาศเล็กลง แต่มีข้อดีที่จะได้จำนวนช่อดอกเพิ่มขึ้น)</p>
<p>3. ใช้ปูนขาว และปุ๋ยคอกคลุมทั่วแปลง ควรรองก้นหลุมโดย ปุ๋ยสูตร 15 15 15 อัตรา 20 กรัม/ต้น (เบญจมาศไม่ชอบดินที่มีความเป็นกรดหรือด่างเกินไป มักมีอาการขาดธาตุอาหาร (ใบเหลือง ต้นแคระแกรน และอาจไม่ใด้ผลผลิตเลย)</p>
<p>4. หลังปลูกให้แสงสว่างโดยใช้หลอดไฟกลมขนาด 60-100 walt หรือ หลอดนิออนยาว (หลอดฟลูออเรสเซ็น T5) ขนาด 28 wait หรือหลอดประหยัดไฟ LED 15 -22 wait (แล้วแต่จะหาได้ในพื้นที่) ติดห่างกัน 1.5 ม. สูงจากพื้น 1.5 ม. ในช่วงเวลา 18.00-20.00 น. หรือ 22.00-24.00 น. เป็นเวลา 30-45 วัน (ตามความสูงที่ต้องการ)</p>
<p>5. การใส่ปุ๋ยเคมี ช่วง 0 60 วัน ใช้สูตรตัวหน้าสูง เช่น 30 20 10 อัตรา 20 กรัม/ต้น และหลังปลูกได้ 60 วันจนถึงระยะเวลาตัดดอกใช้สูตรตัวกล้าสูง เช่น 12 24 12 อัตรา 20 กรัม/ต้น</p>
<p>6. ควรใช้ตาข่ายพยุงตัวที่ระดับ 30 และ 60 เซนติเมตร</p>
<p>7. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง</p>
<p><strong>โรคพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1. โรคใบจุด</strong> มักระบาดมากในช่วงฤดูฝน</p>
<p><strong>2. โรคราสนิมขาว</strong> อาการที่ใบ เริ่มแรกเกิดจุดสีเหลืองขนาดเล็ก ที่ด้านบนของใบ แล้ว ขยายใหญ่ขึ้น ด้านใต้ใบที่ตำแหน่งเดียวกันเป็นจุดสีขาวนวล ต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้น เป็นจุดนูนกลมสีขาวอมชมพู เมื่อเจริญเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว เนื้อใบตรงข้ามกลุ่มเชื้อถูกทำลายเป็นสีเหลือง ถ้าระบาดมากจะทำให้ใบเหลือง ไหม้ แห้ง และร่วง ถ้าโรคเกิดกับดอกตูม กลีบเลี้ยง กลีบดอกจะแห้ง ไม่คลี่บาน</p>
<p>การปัองกันกำจัด</p>
<p>1. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก</p>
<p>2. ตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก</p>
<p>3. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค ไปเผาทำลาย นอกแปลงปลูก หากโรคยังคงระบาดพ่นทุก 7 วัน ด้วยสารไตรอะดิมีฟอน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>4. แปลงที่เกิดโรคระบาด งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ระบบน้ำหยด</p>
<p>5. พื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</p>
<p>6. ฤดูปลูกถัดไป ควรใช้ต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรค หรือแช่ต้นพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ชนิดใดชนิดหนึ่ง ตามข้อ ๑. และปลูกให้มีระยะห่างพอควร เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</strong></p>
<p><strong>1. เพลี้ยไฟ</strong> พบระบาดเกือบทั้งปี เข้าทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงที่ดอก ทำให้กลีบหงิกงอ ดอกมีสีคล้ำ หรือถ้าทำลายมากๆ จะเป็นสีน้ำตาลเหี่ยวแห้ง ถ้าทำลายตั้งแต่ยังเป็นดอกตูมดอกจะไม่บาน หรือมีขนาดเล็ก กลีบดอกเหี่ยวแห้งจนเป็นสีน้ำตาล</p>
<p>การป้องกันกำจัด ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัด ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดพ่นทุก 3-4 วัน จนกว่าการระบาดลดลง โดยพ่นให้ถูกดอกโดยเฉพาะดอกตูม</p>
<p><strong>2. หนอนกระทู้ผัก</strong> <strong> </strong>พบระบาดเกือบทั้งปี ทำลายได้ทุกส่วน โดยเฉพาะดอกอ่อน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong> การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว</strong><strong> </strong>จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อเบญจมาศอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วัน (แล้วแต่พันธุ์) หรือเมื่อเห็นสีดอกชัดเจน (ตามสายพันธุ์) และดอกบาน 2 ใน 3 ของดอก การตัดดอกที่ความยาวก้านดอกไม่น้อยกว่า 45 เซนติเมตร (ซึ่งความยาวช่อดอกจะขึ้นกับความต้องการของตลาด ซึ่งในตลาดในท้องถิ่นบ้างแห่งต้องการเพียง 30 เซนติเมตรเท่านั้น) และควรตัดในช่วงอากาศไม่ร้อนจัด</p>
<p>ทิศทางการวิจัย</p>
<p>1.วิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาด เช่น ไม้กระถาง</p>
<p>2.วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดอกสีขาว ช่อใหญ่</p>
<p>3.วิจัยและพัฒนาการผลิตเพื่อรองรับตลาดแนวใหม่</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5434">เบญจมาศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5434</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเดื่อฝรั่ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3969</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3969#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2014 08:28:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3969</guid>
		<description><![CDATA[<p>มะเดื่อฝรั่ง ชื่อสามัญ Fig ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Ficus caricaL. วงศ์ Moraceae มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันตก มีการปลูกมะเดื่อฝรั่งมานับพันปีในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรปและแอฟริกาเหนือ (Manago, 2006) ปัจจุบันการปลูกมะเดื่อฝรั่งได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในประเทศสเปน ตุรกี และอิตาลี บางพันธุ์สามารถปลูกได้ในแคลิฟอร์เนียทางใต้และพื้นที่แห้งแล้งของอเมริกา ลำต้นจะเป็นเนื้อไม้สีอ่อนที่แยกหลุดออกได้ง่าย และไม่พบส่วนที่เป็นไส้ไม้ (pith) อยู่ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ส่วนใหญ่ขอบใบหยักลึก 3-5 หยัก แต่ก็อาจพบลักษณะที่ตรงไม่หยัก ทำให้ภายในต้นเดียวกันมีรูปร่างใบได้หลายแบบและใช้ในการจำแนกสายพันธุ์ได้ มีความหนาและค่อนข้างแข็ง ก้านใบที่อยู่ในพื้นที่ร่มจะมีความยาวกว่าส่วนที่อยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง สีของก้านใบจะมีความสัมพันธ์กับสีของผลและตายอด ดอกมีขนาดเล็กอยู่ภายในส่วนที่เป็นฐานรองดอก มีสามประเภทได้แก่ ดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรเพศเมีย (style) ยาว ดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรเพศเมียสั้น (ดอกทั้งสองชนิดสามารถเกิดการผสมเกสรและเจริญต่อไปเป็นผล) และดอกตัวผู้ ผลของมะเดื่อฝรั่งไม่ใช่ผลจริงแต่เป็น synconium หรือ ฐานรองดอกที่มีส่วนประกอบของช่อดอกมีก้านโค้งเข้าหากัน จัดเป็นแบบผลเมล็ดเดียว (drupelet) ขนาดเล็กเรียงอยู่ด้านในของก้านช่อดอก ผลจึงมีขนาดเล็ดคล้ายเมล็ด โดยขนาดและปริมาณผันแปรตามสายพันธุ์ พบว่ามีจำนวนประมาณ 1,500 ผลต่อมะเดื่อหนึ่งผล รูปทรงและขนาดของผลมะเดื่อมีหลายแบบขึ้นกับพันธุ์ เช่น กลวงโบ๋ (hallow) ทรงกลม (globular) [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3969">มะเดื่อฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>มะเดื่อฝรั่ง</strong></p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> Fig<br />
<strong>ชื่อทางวิทยาศาสตร์</strong> <em>Ficus carica</em>L.<span id="more-3969"></span><br />
<strong>วงศ์</strong> Moraceae</p>
<p>มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันตก มีการปลูกมะเดื่อฝรั่งมานับพันปีในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรปและแอฟริกาเหนือ (Manago, 2006) ปัจจุบันการปลูกมะเดื่อฝรั่งได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในประเทศสเปน ตุรกี และอิตาลี บางพันธุ์สามารถปลูกได้ในแคลิฟอร์เนียทางใต้และพื้นที่แห้งแล้งของอเมริกา</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7738" rel="attachment wp-att-7738"><img class="aligncenter size-full wp-image-7738" title="fig" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/fig.jpg" alt="" width="603" height="603" /></a><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3974" rel="attachment wp-att-3974"><br />
</a></p>
<p>ลำต้นจะเป็นเนื้อไม้สีอ่อนที่แยกหลุดออกได้ง่าย และไม่พบส่วนที่เป็นไส้ไม้ (pith) อยู่ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ส่วนใหญ่ขอบใบหยักลึก 3-5 หยัก แต่ก็อาจพบลักษณะที่ตรงไม่หยัก ทำให้ภายในต้นเดียวกันมีรูปร่างใบได้หลายแบบและใช้ในการจำแนกสายพันธุ์ได้ มีความหนาและค่อนข้างแข็ง ก้านใบที่อยู่ในพื้นที่ร่มจะมีความยาวกว่าส่วนที่อยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง สีของก้านใบจะมีความสัมพันธ์กับสีของผลและตายอด ดอกมีขนาดเล็กอยู่ภายในส่วนที่เป็นฐานรองดอก มีสามประเภทได้แก่ ดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรเพศเมีย (style) ยาว ดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรเพศเมียสั้น (ดอกทั้งสองชนิดสามารถเกิดการผสมเกสรและเจริญต่อไปเป็นผล) และดอกตัวผู้ ผลของมะเดื่อฝรั่งไม่ใช่ผลจริงแต่เป็น synconium หรือ ฐานรองดอกที่มีส่วนประกอบของช่อดอกมีก้านโค้งเข้าหากัน จัดเป็นแบบผลเมล็ดเดียว (drupelet) ขนาดเล็กเรียงอยู่ด้านในของก้านช่อดอก ผลจึงมีขนาดเล็ดคล้ายเมล็ด โดยขนาดและปริมาณผันแปรตามสายพันธุ์ พบว่ามีจำนวนประมาณ 1,500 ผลต่อมะเดื่อหนึ่งผล รูปทรงและขนาดของผลมะเดื่อมีหลายแบบขึ้นกับพันธุ์ เช่น กลวงโบ๋ (hallow) ทรงกลม (globular) หรือทรงระฆังเหมือนผลสาลี่ฝรั่ง (pear-shaped) และมีขนาดเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน ส่วนมากเมล็ดภายในมีลักษณะแบน สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน จะมี endocarp ห่อหุ้ม ทำให้มีความแข็งเล็กน้อย</p>
<p>พันธุ์มะเดื่อฝรั่ง มีดังนี้</p>
<p>1. พันธุ์ Dauphine ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ ผิวเป็นมัน ในสภาพกลางแจ้งผิวสีม่วงเข้ม และในร่มสีม่วงออกเขียว เนื้อหนา คุณภาพดี ผลรุ่นสองมีขนาดปานกลาง</p>
<p>2. พันธุ์ Brown Turkeyผลมีขนาดใหญ่ รับประทานสด ผลผลิตชุดแรกมีขนาดใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ผลชุดหลังมีขนาดเล็กกว่า เนื้อผลสีชมพูอ่อน ๆ ต้นมีขนาดเล็ก</p>
<p>3. พันธุ์ Japan</p>
<p>4. พันธุ์ Verte</p>
<p>5. พันธุ์ Veriagate</p>
<p><strong>ประโยชน์</strong> มะเดื่อฝรั่งเป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อขบวนการกำจัดของเสียของร่างกาย ในผลสดมีปริมาณเส้นใยอาหาร 1.2 % ส่วนในผลอบแห้งสูงถึง 5.6% เกลือโปแตสเซียมในกรดอินทรีย์ของมะเดื่อฝรั่งช่วยสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นกรด-ด่างในร่างกายโดยไม่ให้เกิดกรดมากเกินไป</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3969">มะเดื่อฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3969</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะคาเดเมีย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3184</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3184#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2014 03:25:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3184</guid>
		<description><![CDATA[<p>มะคาเดเมีย (Macadamia: Macadamia integrifolia) มะคาเดเมีย เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ตลาดโลกมีความต้องการในปริมาณสูง สามารถปลูกทดแทนป่า มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ใบมีสีเขียวตลอดปี ไม่ผลัดใบ (evergreen tree) ผลมีเปลือกแข็งและหนา (nut) มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน เป็นพืชที่มีถิ่นกาเนิดบริเวณป่าน้ำฝนชายทะเล (coastal rain forest) ทางตอนใต้ของรัฐควีนสแลนด์ และทางเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 25 และ 27 องศาใต้ของประเทศออสเตรเลีย ต่อมาได้ปลูกแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย สถานการ์การผลิตมะคาเดเมีย ปี พ.ศ. 2562 มีเนื้อที่ 8,892 ไร่ เป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2,154 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกมะคาเดเมียหลัก คือ จังหวัดเชียงราย มีเนื้อทื่ 5,510 ไร่ รองลงมา ได้แก่ จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดตาก มีเนื้อที่ปลูก 1,480 ไร่ 1,051 ไร่ และ 512 ไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3184">มะคาเดเมีย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">มะคาเดเมีย </span><strong><span style="color: #008000;">(Macadamia: </span><em><span style="color: #008000;">Macadamia integrifolia)</span><span id="more-3184"></span></em></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">มะคาเดเมีย </span>เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ตลาดโลกมีความต้องการในปริมาณสูง สามารถปลูกทดแทนป่า มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ใบมีสีเขียวตลอดปี ไม่ผลัดใบ (evergreen tree) ผลมีเปลือกแข็งและหนา (nut) มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน เป็นพืชที่มีถิ่นกาเนิดบริเวณป่าน้ำฝนชายทะเล (coastal rain forest) ทางตอนใต้ของรัฐควีนสแลนด์ และทางเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 25 และ 27 องศาใต้ของประเทศออสเตรเลีย ต่อมาได้ปลูกแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย</p>
<p><span style="color: #008000;">สถานการ์การผลิต</span>มะคาเดเมีย ปี พ.ศ. 2562 มีเนื้อที่ 8,892 ไร่ เป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2,154 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกมะคาเดเมียหลัก คือ จังหวัดเชียงราย มีเนื้อทื่ 5,510 ไร่ รองลงมา ได้แก่ จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดตาก มีเนื้อที่ปลูก 1,480 ไร่ 1,051 ไร่ และ 512 ไร่ ตามลำดับ ปี 2560 มีสัดส่วนร้อยละ 1 ของผลไม้เปลือกแข็งทั้งหมด และมีการคาดการณ์แนวโน้มการผลิตตั้งแต่ปี 2558-2563 ของ 10 ประเทศหลักที่มีการผลิตมะคาเดเมียสูงสุดของโลก ประกอบด้วย แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เคนย่า มาลาวี กัวเตมาลา บราซิล จีน เวียดนามและโมซิมเบิร์ก  ปี 2563 พบว่าประเทศจีนมีพื้นที่ปลูกมะคาเดเมียสูงที่สุดของโลก 65,000 เฮคเตอร์ รวมทั้งมีพื้นที่ปลูกใหม่ต่อปีสูงที่สุด 10,000 เฮคเตอร์ แต่อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่การปลูกของแอฟริกาจะน้อยกว่าจีน แต่คาดว่าจะสามารถให้ผลผลิตมะคาเดเมียทั้งกะลาได้สูงที่สุดของโลก 64,800 เมตริกตัน รองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย 58,000 เมตริก จีน 50,000 เมตริก และ เคนย่า 47,000 เมตริกตัน</p>
<p>พันธุ์มะคาเดเมียจากต่างประเทศที่นำมาใช้ในการทดสอบและบริโภค พบว่ามีอยู่ 3 สปีชีส์หลัก คือ M. integrifolia, M. tetraphylla และ Macadamia hybrid โดยแต่ละสปีชีส์ (Species) สามารถแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อย ๆ ดังนี้</p>
<p>-M. integrifolia มีทั้งหมด 42 พันธุ์ ได้แก่ Keauhou (246), Purvis (294), Ikaika (333), Kau(344), Kakea (508), Keaau (660), Mauka (741, 781, 783, 789), Pahala (788), Dennison (790), Fuji(791), 792, Makai (800), 812, 814, 816, 834, 837, 842, 849, 863, 887, Daddow, Faulkner (778),Reim’s Int 1, Reim’s Int 2, Teddington, UNP-F1, UNP-F4, EMB-1, KRG-1, KRG-2, KRG-3, KRG-4, KRG-15, MRG-20, MRG-25, EMB-2, TTW-2, Hinde (H2)</p>
<p>-M. tetraphylla มีทั้งหมด 10 พันธุ์ ได้แก่ Reim’s Tet 1, Reim’s Tet 2, Reim’s Tet 3, W148,W266, Prabert-2, Burdick, Elimbah, Own choice, Heilscher</p>
<p>-Macadamia hybrid มีทั้ง ห ม ด 2 0 พัน ธุ์ ไ ด้แ ก่ A4, A16, A38, A104, A217, A203, A268, Beaumont ( 695) , Nelmak 1, Nelmak 2, Nelmak 26, Greber Probert-1, KMB-3, EMB-H, KMB-4, MRG-2, MRG-25, MRU-23, MRU-24, MRU-25</p>
<p><img class="aligncenter" title="maka" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/maka.jpg" alt="" width="320" height="240" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">มะคาเดเมียพันธุ์ทั่วไป</span></p>
<p><span style="color: #008000;">1.พันธุ์เบอร์ 246 (Keauhou)</span> เป็นพันธุ์เก่าแก่ที่สุดของฮาวายคัดเลือกพันธุ์ได้ในปี ค.ศ. 1935 และตั้งชื่อพันธุ์ในปี ค.ศ. 1948 ทรงต้นรูปร่างกลม (round shape) กิ่งก้านแผ่กว้าง จึงต้องใช้ระยะปลูกกว้างขึ้น ใบมีสีเขียวเข้ม ขนาดผลใหญ่ประมาณ 141 ผลต่อกิโลกรัม ผิวเมล็ดสีน้ำตาลมีจุดประเล็กน้อย เปอร์เซ็นต์เนื้อในสุทธิ (kernel recovery) 33-40 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์เกรด 1 (เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ) 85-100 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเนื้อใน 2.8-3.4 กรัม พันธุ์ 246 มีคุณสมบัติการแปรรูปดี ที่ผ่านมาไม่แนะนำให้ปลูกเพราะลูกของพันธุ์นี้ คือ เบอร์ 800 (Makai) ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่า อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ในฮาวายและในออสเตรเลียยังปลูกอยู่ เพื่อใช้เป็นพันธุ์ที่ช่วยในการผสมเกสรและตัวรับการผสมเกสรจากพันธุ์อื่นๆ ได้ดี คุณสมบัติดีเด่น คือลูกที่เพาะจากเมล็ด พันธุ์ 246 ส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติดีกว่าพ่อ-แม่ นอกจากนี้ยังต้านทานโรคแอนแทรกโนส ที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum spp. ได้สูง</p>
<p><span style="color: #008000;">2.พันธุ์เบอร์ 333 (Ikaika)</span>เริ่มต้นคัดเลือกในปี ค.ศ. 1936 และได้รับการตั้งชื่อพันธุ์ในปี ค.ศ. 1952 ทรงพุ่มใหญ่มีการเจริญเติบโตดี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก ใบใหญ่สีเขียวเข้ม ขอบใบมีหนามแหลมจานวนมาก ติดผลดกเป็นพวง ขนาดผลเล็ก ประมาณ 174 ผลต่อกิโลกรัม กะลาค่อนข้างหนาเปอร์เซ็นต์เนื้อในหลังกะเทาะ 31-35 เปอร์เซ็นต์ การติดผลสูง แต่คุณภาพไม่แน่นอน บางปีเปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน (kernel recovery) ลดลงต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่แนะนำให้ปลูกต่อไปและพันธุ์เบอร์ 333 อ่อนแอต่ออาการที่เรียกว่า Quick decline คือ แห้งตายอย่างรวดเร็ว เมื่ออายุต้นมากขึ้นโดยเฉพาะในรัฐฮาวายรวมทั้งในประเทศไทย</p>
<p><span style="color: #008000;">3.พันธุ์เบอร์ 344 (Kau)</span> เริ่มค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 แต่ตกสำรวจไม่ได้รับการรับรองให้เป็นพันธุ์แนะนา ในปี ค.ศ. 1948 เหมือนกับพันธุ์อื่น ๆ แต่ได้รับการตั้งชื่อพันธุ์ในปี ค.ศ. 1971 พันธุ์ เบอร์ 344 มีทรงต้นสวยแบบสนฉัตร (erect type) และมีลักษณะเด่น คือทนทานต่อสภาพแวดล้อม แม้จะขาดการดูแลรักษาเป็นเวลานาน ต้นก็ยังมีใบเขียวเข้มอยู่เสมอ จึงถูกนาเข้ามาทดสอบใหม่และเริ่มแสดงคุณสมบัติที่ดีออกมา จึงจัดเป็นพันธุ์หนัก ทนต่อสภาวะอากาศต่าง ๆ ได้ดี มีลักษณะเขียวตลอดปี จึงได้ชื่อว่า Co-operating tree ปลูกกันมากทั้งในฮาวาย และออสเตรเลีย ขนาดผลค่อนข้างใหญ่เท่า ๆ กับ เบอร์ 246 มีจานวน 134 ผลต่อกิโลกรัม เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน (kernel recovery ) 36-40 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ 95-98 เปอร์เซ็นต์ น้าหนักเนื้อในเฉลี่ย 2.6 กรัมต่อเมล็ด ผลผลิตต่อต้นสูงกว่าเบอร์ 333 และ 508 สามารถปลูกได้ดีในที่ระดับต่าจนถึงระดับสูงเกือบ 700 เมตร ในสภาพอากาศของฮาวาย</p>
<p><span style="color: #008000;">4.พันธุ์เบอร์ 800 (Makai)</span> เริ่มคัดเลือกเมื่อปี ค.ศ. 1967 และตั้งชื่อพันธุ์เป็นมาคาอิ หรือ มาไค (Makai) ในปี ค.ศ. 1977 พร้อมกับพันธุ์เบอร์ 741 ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองแปลว่าใกล้ทะเล คัดเลือกมาจากต้นเพาะเมล็ดของพันธุ์เบอร์ 246 ลักษณะทรงพุ่มและใบคล้ายคลึงกับเบอร์ 246 คือ ทรงพุ่มค่อนข้างกลม ใบเขียว มีหนามที่ขอบใบแหลมคม ขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื้อในมีคุณภาพดีเยี่ยม รูปร่างและสีสวย จึงใช้เป็นพันธุ์มาตรฐานในการคัดเลือกพันธุ์ใหม่อื่น ๆ เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน (kernel recovery) 38-42 เปอร์เซ็นต์ และเปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ (เปอร์เซ็นต์เกรด 1) 97-100 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเมล็ดเนื้อในเฉลี่ย 2.4–3.2 กรัม</p>
<p><span style="color: #008000;">5.พันธุ์เอชทู (H2 หรือ Hinde)</span>เป็นพันธุ์ที่คัดเลือกจากเมืองกิลส์ตัน (Gilston) รัฐควีนสแลนด์ (Queensland) ลักษณะทรงต้นใหญ่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพของประเทศไทย ตั้งแต่ระดับต่าจนถึงระดับสูง ใบขนาดใหญ่ สีเขียว ปลายใบกลมมน ไม่มีหนาม ต้นแข็งแรง ติดผลดก ขนาดผลค่อนข้างใหญ่ กะลาหนาเล็กน้อย ผลมีรอยบุ๋มหรือลักยิ้ม (dimple)ที่ขั้วผล จานวนเมล็ดต่อกิโลกรัมประมาณ 142 เมล็ด เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน (kernel recovery) ค่อนข้างต่ำ 31-35 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ (เปอร์เซ็นต์เกรด 1) 85-100 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเนื้อในต่อเมล็ดเฉลี่ย 2.3 กรัม แต่เนื้อในรูปร่างออกกลมแบน อายุต้น 10 ปี ผลผลิตประมาณ 18 กิโลกรัมต่อต้น</p>
<p><span style="color: #008000;">6.พันธุ์โอซี (Own Choice)</span> คัดเลือกโดยสวนเอกชน โดยนายเอ็น เกรเบอร์ (Mr. N.Greber) เมืองเบียร์วาห์ (Beerwah) รัฐ ควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มขนาดกลาง แตกกิ่งแขนงมาก เป็นพันธุ์เบา ออกดอกง่ายและดก ผลผลิตค่อนข้างสูง ที่ปลูกที่บริเวณกลาสเฮาส์ เมาน์เทน (Glasshouse Mountain) ได้ผลผลิตถึง 26 กิโลกรัมต่อต้น เมื่ออายุ 10 ปี ขนาดผลใหญ่กว่า เอชทู เฉลี่ย 129 ผลต่อกิโลกรัม มีเปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน 33-37 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ลอยน้า (เปอร์เซ็นต์เกรด 1) 95-100 เปอร์เซ็นต์ น้าหนักเนื้อใน 2.7-3.0 กรัมต่อเมล็ด เนื้อในค่อนข้างใหญ่ สีและคุณภาพดี มีข้อเสีย คือ ผลไม่หล่นลงพื้นเมื่อแก่ (stick tight) ซึ่งต้องใช้แรงงานขึ้นเก็บต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และกะลาจะบางและแตกหักง่ายเมื่ออากาศร้อนทาให้งอก ทำให้เนื้อในมีรสขม อีกทั้งทรงพุ่มจะแน่นทึบ ต้องตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ</p>
<p><span style="color: #008000;">7. พันธุ์แดดโด (Daddow)</span> เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงอีกพันธุ์หนึ่งของออสเตรเลีย ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ 246 333 และ 660 ของฮาวาย เมื่อปลูกเปรียบเทียบกันในประเทศออสเตรเลีย มีเปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อ ในประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์</p>
<p><span style="color: #008000;">8. พันธุ์เบอร์ 294 (Purvis)</span> เป็นพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยฮาวายคัดเลือกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 แต่มาตั้งชื่อในปี ค.ศ. 1981 เพื่อให้เป็นเกียรติแก่นายวิลเลี่ยม เพอร์วิส ซึ่งเป็นผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นามะคาเดเมียมาปลูกเป็นคนแรกในรัฐฮาวายที่เพิ่งได้รับตั้งชื่อในปี 2524 เพราะเมื่อปลูกทดสอบตามแหล่งต่าง ๆ มักแสดงอาการขาดธาตุอาหารให้เห็นเสมอ พันธุ์เบอร์ 294 ติดผลดก ขนาดผลใหญ่ เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อในสูง 37-41 เปอร์เซ็นต์</p>
<p>กรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มศึกษาและวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 จนได้พันธุ์ดีแนะนำสำหรับเกษตรกร จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่</p>
<p><span style="color: #008000;">1. พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660)</span> เป็นพันธุ์เบา ออกดอกดก ใช้ปลูกร่วมกับพันธุ์อื่นเพื่อช่วยผสมเกสรคือ เชียงใหม่ 400 : พันธุ์อื่น (1:3) เป็นพันธุ์ที่มีทรงต้นตั้งตรง พุ่มเล็ก ออกดอกเร็วหรืออายุเบา อายุเก็บเกี่ยวสั้น เปลือกของผลบาง เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน 34-42 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ 93-100 % น้ำหนักเนื้อใน 1.5-2.7 กรัม จำนวนเมล็ด 175-190 เมล็ด/กก ข้อจำกัด คือ ผลผลิตอาจลดลง เมื่อต้นมีอายุมากขึ้น เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่อากาศเย็นในที่สูงระดับ 400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ไม่ควรปลูกเป็นพันธุ์เดียวในพื้นที่ใหญ่ ๆ เพราะให้ผลผลิตต่ำ</p>
<p><span style="color: #008000;">2. พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741)</span> ทรงต้นตั้งตรง ใบมีหนามมาก ผลใหญ่ และกะลาบาง เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน 32-39 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ 98% เนื้อในหนัก 2.8 กรัม จำนวนผล 135-150 /กก. ปรับตัวได้ดี สามารถปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สูงตั้งแต่ระดับ 300 &#8211; 1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล ข้อจำกัด คือ ถ้าปลูกในพื้นที่ขาดน้ำและดินมีความชื้นต่ำ ผลจะร่วงง่ายและผลมีขนาดเล็ก และพื้นที่ต่ำกว่า 800 เมตร คุณภาพเนื้อในอาจจะลดลงหรือไม่ดี</p>
<p><span style="color: #008000;">3. พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508)</span> ทรงต้นรูปร่างกลม ขนาดของผลปานกลาง ประมาณ 148-170 ผลต่อ กก. เปอร์เซ็นต์เกรด 1 เนื้อใน34-38 % เปอร์เซ็นต์ลอยน้ำ84-100 % น้ำหนักเนื้อใน 1.7-2.5 กรัม เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีกว่าทุกพันธุ์ในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป (ชอบอากาศเย็น) และทนแล้ง ข้อจำกัด คือ ไม่ทนร้อน มักเกิดอาการใบไหม้ เมื่อปลูกในพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 เมตรลงมา ถ้าพื้นที่ปลูกขาดน้ำและความชื้นต่ำ ผลจะร่วง และผลมักมีขนาดเล็ก และควรปลูกร่วมกับพันธุ์ HAES 660 เพื่อช่วยในการผสมเกสร</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5388" rel="attachment wp-att-5388"><img class="alignnone size-medium wp-image-5388" title="IMG_2954 (Small)" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/IMG_2954-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><span style="color: #008000;">การเลือกซื้อพันธุ์มะคาเดเมีย</span><br />
1.เป็นยอดพันธุ์ดีที่ได้จากแปลงผลิตพันธุ์ดี ตรงตามพันธุ์ และมีการจัดการแปลงตามมาตรฐาน GAP<br />
2.เป็นยอดพันธุ์ที่สมบูรณ์ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป มีความยาวไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร โดยวัดจากยอด<br />
3.ต้นตอได้จากเมล็ดพันธุ์พื้นเมือง/พันธุ์เฉพาะที่ต้องการ ที่มีความสมบูรณ์ ปราศจากโรคแมลงมีขนาดใกล้เคียงกับยอดพันธุ์ดี<br />
4. ก่อนตัดกิ่งพันธุ์มาเพาะชำ ต้องให้รอยแผลประสานสนิท และรากมีการพัฒนาสมบูรณ์<br />
5.ต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง ต้องชำในถุงเพาะชำตามมาตรฐานที่กำหนดขนาด 4&#215;9 นิ้ว<br />
6.ใช้วัสดุเพาะชำที่เหมาะสม โดยมีส่วนผสมของดิน : แกลบดิบ/ขุยมะพร้าว : ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วนโดยประมาณ 1 : 2 : 1 หรือใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ (ขุยมะพร้าวที่ใช้อัดตุ้มควรจะไม่เกิน 1 ปี)<br />
7.ต้นพันธุ์มีความสูงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร โดยวัดจากโคนต้นในระดับดินถึงปลายยอด<br />
8.ต้นพันธุ์ที่พร้อมจำหน่ายหรือพร้อมปลูกต้องมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ปรากฏอาการของการขาดธาตุอาหาร หรือการทำลายของโรคและแมลง<br />
10.ต้องชำในภาชนะที่บรรจุไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และไม่เกิน 8 เดือน หากพ้นกำหนดต้องมีการเปลี่ยนภาชนะบรรจุให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามความเหมาะสม<br />
11.ต้องมีป้ายตามมาตรฐานที่กำหนด ติดกับต้นพันธุ์และสามารถตรวจสอบได้</p>
<p><strong><span style="color: #008000;"><strong>การขยายพันธุ์</strong></span><strong> </strong></strong>- ทาบกิ่ง ติดตา เสียบยอด โดยใช้ต้นตอจากการเพาะเมล็ด Macadamia tetraphylla คือ ชนิดเมล็ด ผิวขรุขระ (rough shell type) ซึ่งมีการเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง และต้นตอสามารถใช้ทาบได้เร็วกว่าต้นตอ M. integrifolia</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การปลูกและดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>ระยะปลูก 8 x 10 เมตร และปลูกพืชแซมระหว่างแถวช่วง 10 ปีแรก ขนาดหลุม 75 x 75 x 75 เซนติเมตร หรือ 1 x 1 x 1 เมตร ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 1 &#8211; 2 กก. ร่วมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมัก</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3252" rel="attachment wp-att-3252"><img title="maka01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/maka01.jpg" alt="" width="290" height="290" /></a></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การใส่ปุ๋ย</span> </strong>ปีที่ 1,2,3 และ 4 ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ต้นละ 400,800,1200และ 1800 กรัม และผสมยูเรีย 45,90,135 และ 180 กรัม ตามลำดับ ปีที่ 5 เป็นต้นไป ใช้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 อัตราต้นละ 2.5 กก. และเพิ่มขึ้นปีละ 500-600 กรัมและผสมยูเรียเพิ่ม 10 % และโปแตสเซียม 15 %ของปุ๋ยสูตรทุกปี แบ่งใส่ปีละ 4 ครั้ง คือช่วง 3 เดือนก่อนออกดอก (ต.ค &#8211; พ.ย) ระยะติดผลขนาดเล็ก ระยะต้นฝนและปลายฝน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การให้น้ำ</strong></span> ควรให้น้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ระยะติดผล และผลกำลังพัฒนาไม่ควรขาดน้ำ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การตัดแต่งกิ่ง</strong></span> การตัดแต่งกิ่งทำระยะแรกที่เริ่มปลูกคือ 6 &#8211; 12 เดือนแรก เพื่อบังคับให้มีกิ่งหรือต้นประธานเพียง 1 กิ่ง เมื่อกิ่งประธานสูงเกิน 80 &#8211; 100 ซม. และยังไม่แตกกิ่งข้างต้องเด็ดยอดกิ่งประธานออก เพื่อให้กิ่งข้างแตกอย่างน้อย 2 &#8211; 3 กิ่ง และเลือกกิ่งตั้งตรงเพื่อใช้เป็นกิ่งประธานต่อไป หลังติดผลจะตัดเฉพาะกิ่งที่เป็นโรคและแน่นเกินไป</p>
<p>การพัฒนาเป็นตาดอกอุณหภูมิ 18 องศาซลเซียส นาน 1 เดือนส่งผลให้เกิดตาดอกดีที่สุด แต่ถ้าหากอุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 21 องศาเซลเซียส จะทำให้เกิดตาดอกลดลง ส่งผลให้ได้ผลผลิตมะคาเดเมียต่ำลง โดยทั่วไปจะใช้แรงงานคนในการเก็บผลแก่มะคาเดเมียที้ร่วงลงดิน<br />
และต้องกะเทาะเปลือกเขียวออกภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากจะส่งผลให้คุณภาพเนื้อในภายใน 24 ชั่วโมง  และควรเก็บผลผลิตทุก 3-4 วันในฤดูฝน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานมีโอกาสเข้าทำลายของเชื้อรา ส่วนในฤดูแล้งหากผลถูกแสงอาทิตย์โดยตรงนาน ผลอาจจะแตกร้าว ทำให้เนื้อในเหม็นหืนได้</p>
<table style="width: 600px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="108">พื้นที่ปลูกเหนือระดับน้ำทะเล</td>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="71">ช่วงออกดอก</td>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="66">ช่วงเก็บเกี่ยว</td>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="77">อายุเก็บเกี่ยว(วัน)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="108">800 &#8211; 1,200 ม.</td>
<td valign="top" width="71">พ.ย.-ก.ย.</td>
<td valign="top" width="66">มิ.ย.-ก.ย.</td>
<td valign="top" width="77">180-240</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="108"></td>
<td valign="top" width="71">ก.ค.-ส.ค.</td>
<td valign="top" width="66">เม.ย.-พ.ค.</td>
<td valign="top" width="77">180-210</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="108">ต่ำกว่า 800 ม.</td>
<td valign="top" width="71">ธ.ค.-ก.พ.</td>
<td valign="top" width="66">ก.ค.-ก.ย.</td>
<td valign="top" width="77">180-210</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การเก็บเกี่ยว</strong></span> บนที่สูงออกดอกช่วง พ.ย.-ธ.ค. และก.ค.-ส.ค. อายุตั้งแต่ดอกบานถึงแก่ประมาณ 6 &#8211; 9 เดือน ขึ้นกับสถานที่ปลูก พื้นที่ที่สูงยิ่งเก็บเกี่ยวได้ช้า มะคาเดเมียเมื่อแก่ จะร่วงลงพื้น หลังเก็บผลต้องรีบกะเทาะเปลือกเขียวข้างนอกออก เพราะถ้าผลกองรวมซ้อนกันมาก ๆ จะเกิดความร้อนทำให้เนื้อในคุณภาพไม่ดี การเก็บเมล็ดหลังกะเทาะเปลือกนอกควรผึ่งในที่ที่มีลมพัดผ่านสะดวกหรือวางบนตะแกรงเป็นชั้น ๆ เพื่อลดความชื้นก่อนเข้าตู้อบเพื่อกะเทาะเปลือกแข็ง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ผลผลิต</strong></span> หลังปลูก 4 &#8211; 5 ปี เริ่มให้ผลผลิตปีแรก 1 &#8211; 3 กก./ต้น และเพิ่มขึ้นทุกปี อายุ 10 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิต 20 &#8211; 30 กก./ต้น อายุ 20 ปีขึ้นไป 40 &#8211; 60 กก./ต้น สามารถมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การขายผลผลิต </strong></span>สามารถขายในรูปเมล็ดทั้งกะลา ความชื้นประมาณ 10 &#8211; 15 % หรือกะเทาะกะลาออกและขายเนื้อในดิบ ความชื้นประมาณ 1.5 3 % ราคาจำหน่ายผลผลิตมะคาเดเมีย ตั้งแต่ ปี 2557 พบว่ามะคาเดเมียมีราคาต่อกิโลกรัมละ 278.22 บาท ในปี 2558-2559 กลับลดลง และเพิ่มสูงขึ้นในปี 2560-61 ราคา 246.12 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>โรคและแมลงศัตรูพืช</strong></span><strong></strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">โรคที่สำคัญ</span></p>
<p>โรคโคนเน่าหรือเปลือกผุเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา พบได้ทั้งระยะต้นกล้าและระยะต้นโต ถ้าเป็นโรคระยะต้นกล้า ใบจะแสดงอาการสีเหลืองซีด เหี่ยวคล้ายอาการขาดน้ำ บริเวณโคนต้นกล้าเป็นแผลเน่าดำ ถ้าเป็นโรคระยะต้นโต ทำให้เปลือกของต้นแตก เน่าและผุ<br />
การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ในแปลงที่พบโรค หลังจากใช้เครื่องมือทาง การเกษตรกับพืชแต่ละต้น ต้องทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้ง ก่อนที่จะนำไปใช้กับต้นอื่น ทำทางระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น ถ้าพบโรคในระยะต้นกล้า ควรรีบนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และราดดินบริเวณที่เป็นโรคด้วยสารอีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 50-100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้ถากเปลือกและเนื้อไม้บริเวณที่เกิดแผลเปื่อยออก ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วทาบริเวณแผลด้วยสาร เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 72% ดับเบิ้ลยูพี หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร</p>
<p><span style="color: #008000;">แมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1.เพลี้ยอ่อนดำส้ม (black citrus aphid : Toxoptera aurantii (Boyer de Fonscolombe) เพลี้ยอ่อนทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน กิ่งอ่อน ดอกตูม พบในระยะแตกยอดอ่อน และระยะดอก มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม<br />
การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ลดความทึบของทรงพุ่ม เพื่อลดการสะสมของแมลง ทำความสะอาดแปลงและหมั่นตรวจดูตามยอดอ่อน ใบอ่อน อยู่เสมอ เมื่อพบการเข้าทำลาย ให้ตัดบริเวณที่ถูกทำลายออกไปเผาทำลายนอกแปลง</p>
<p>2.เพลี้ยไฟ พบ 4 ชนิด คือ เพลี้ยไฟหลากสี (color thrips : Thrips coloratus Schmutz) เพลี้ยไฟพริก (chili thrips : Scirtothrips dorsalis Hood) เพลี้ยไฟมะละกอ (papaya thrips : Thrips parvispinus Karny) และเพลี้ยไฟดอกถั่ว (flower bean thrips : Megalurothrips usitatus Bagnall) เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้าเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ดอก และผล โดยเฉพาะในระยะเริ่มติดผล<br />
การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ลดความทึบของทรงพุ่ม เพื่อลดการสะสมของแมลง ทำความสะอาดแปลงและหมั่นตรวจดูตามยอดอ่อน ใบอ่อน กิ่ง ก้าน ใบ ผล อยู่เสมอ</p>
<p>3.เพลี้ยแป้งแปซิฟิค (Pacific mealybug : Planococcus minor (Maskell)) เพลี้ยแป้งทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน ขั้วผล โดยอาศัยอยู่เป็นกลุ่มๆ<br />
การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ลดความทึบของทรงพุ่ม เพื่อลดการสะสมของแมลง ทำความสะอาดแปลงและหมั่นตรวจดูตามยอดอ่อน ใบอ่อน กิ่ง ก้าน ใบ อยู่เสมอ เมื่อพบการเข้าทำลาย ให้ตัดบริเวณที่ถูกทำลายออกไปเผาทำลายนอกแปลง พ่นไวท์ออย 67%EC อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ พ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ ไดโนทีฟูแรน 10%WP อัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไทอะมีโทแซม 25%WG อัตรา 3 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และอิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 4 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>4.เพลี้ยหอยเกล็ด (lesser snow scale : Pinnaspis buxi (Bouché)) เพลี้ยหอยเกล็ดดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอด กิ่ง และลาต้น<br />
การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ลดความทึบของทรงพุ่ม เพื่อลดการสะสมของแมลง ทeความสะอาดแปลงและหมั่นตรวจดูตามยอดอ่อน ใบอ่อน กิ่ง ก้าน ใบ อยู่เสมอ เมื่อพบการเข้าทำลาย ให้ตัดบริเวณที่ถูกทำลายออกไปเผาทำลายนอกแปลง พ่นไวท์ออย 67%EC อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>5.หนอนเจาะผล พบ 2 ชนิด คือ หนอนเจาะผลเงาะ (rambutan fruit borer : Deudoric epijarbas (Moore) และ หนอนเจาะผล (yellow peach moth : Conogethes punctiferalis (Guenée)) ตัวหนอนเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผล โดยพบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ลดความทึบของทรงพุ่ม เพื่อลดการสะสมของแมลง เก็บผลที่ร่วงหล่นไปฝังหรือเผาไฟ เพื่อป้องกันการระบาดในฤดูต่อไป</p>
<p><span style="color: #008000;">สัตว์ศัตรูมะคาเดเมียและการป้องกันกำจัด</span><br />
-กลุ่มกระรอก (Squirrel family; Sciuridae) ได้แก่ กระรอกดินข้างลาย (Menetes berdmori), กระรอกหลากสี (Variable Squirrel, Collosciurus finlaysoni) และ กระเล็น (Himalayan striped squirrel, Tamiops macclelend)<br />
-กลุ่มหนู (Rat and mice family; Muridae) ได้แก่ หนูฟานเหลือง (Maxomys surifer), หนูป่าอินโดจีน (Indochinese forest rat, Rattus andamanensis) หนูขนเสี้ยน (spiny rats, Niviventer sp.) หนูท้องขาวบ้าน (Rattus rattus) และ หนูหริ่งป่าเล็กขนเสี้ยน (Mus pahari)<br />
-กลุ่มอ้น (Mole rat family; Rhizomyidae) ได้แก่ อ้นใหญ่ (Rhizomys sumatrensis) ลักษณะการทำลาย จะเริ่มทาลายผลมะคาเดเมีย เมื่อผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว และยังนาเอาผลไปกินในรัง หรือที่อื่น ๆ ทำให้ผลผลิตเสียหาย ผลผลิต และคุณภาพลดลง</p>
<p><span style="color: #008000;">การป้องกันกำจัด ใ</span>นกรณีกระรอก วางกรงดักที่มีกล้วยหรือขนุนเป็นเหยื่อล่อ มัดติดกับกิ่งไม้ในทรงพุ่ม บนต้น และในกรณีหนู วางกรงดักที่มีข้าวโพดเป็นเหยื่อล่อโดยวางที่โคนต้น หรือใช้สารกาจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า ได้แก่ โบรดิฟาคูม (คลีแร็ก 0.005 เปอร์เซ็นต์) หรือ โฟลคูมาเฟน (สะตอม 0.005 เปอร์เซ็นต์) ชนิดก้อนขี้ผึ้ง หนักก้อนละ 5 กรัม โดยวางใส่ท่อพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50เซนติเมตร ท่อละ 3 ก้อนที่โคนต้นมะคาเดเมีย ทุก ๆ 3 ต้น ต่อ 1 ท่อ โดยวางตั้งแต่มะคาเดเมียเริ่มออกดอก จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ทาการตรวจและเติมสารกาจัดหนูทุก ๆ 10 วัน ถ้าจุดใดหนูกินสารกาจัดไปเท่าใดให้เติมสารกำจัดหนูแทนที่จานวนที่หนูกินไป</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>ข้อควรคำนึงในการปลูกมะคาเดเมีย</strong></span></p>
<p>1.พื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี หน้าดินลึก<br />
2.ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,000 มม./ต่อปี<br />
3.อุณหภูมิ 10 &#8211; 32 C<br />
- ฤดูหนาว มีอุณหภูมิ 18 C ต้นมะคาเดเมียต้องได้รับอุณหภูมิต่ำ เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นการออกดอก<br />
- ฤดูร้อน อุณหภูมิไม่ควรเกิน 32 C เพราะจะทำให้กะลาแข็งตัวเร็ว เนื้อในเล็กและพืชชะงักการเจริญเติบโต<br />
4..ความชื้นบรรยากาศ ช่วงออกดอกและเริ่มติดผล ควรได้รับความชื้นสัมพัทธ์ มากกว่า 75 %<br />
5.แสงแดด ควรได้รับแสงแดดวันละ 10 &#8211; 12 ชม. เพื่อปรุงอาหารได้เต็มที่ ทำให้เนื้อในมีคุณภาพดีขึ้น</p>
<p><span style="color: #008000;">เทคนิคการดูแลมะคาเดเมีย</span></p>
<p>1. จำนวนพันธุ์ปลูกใน 1 พื้นที่ ควรปลูกหลายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อช่วยการผสมเกสรและเพิ่มเปอร์เซ็นการติดผล<br />
2. ควรมีไม้บังลมเพราะมีระบบรากตื้นทำให้โค่นล้มง่าย<br />
3. การให้น้ำ ควรเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง หากขาดน้ำจะทำให้ผลร่วงและมีขนาดเล็ก<br />
4. ความคุ้มทุน ผลผลิตจะคุ้มทุนประมาณปีที่ 12 &#8211; 14 ขึ้นกับการดูแลรักษาและควรปลูกพืชแซมช่วง 10 ปีแรก<br />
5. พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ที่มีความสูง 700 เมตรขึ้นไป จากระดับน้ำทะเล ถ้าเป็นพื้นที่ต่ำกว่า 700 เมตร คือ 400 &#8211; 600 เมตร ควรอยู่ในเขตเส้นรุ้งที่ 19.8 องศาเหนือขึ้นไป ได้แก่พื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน</p>
<p><strong>แหล่งผลิตพันธุ์</strong> <strong></strong></p>
<p>ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ์ (เขาค้อ)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3184">มะคาเดเมีย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3184</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝรั่ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2771</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2771#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:48:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2771</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : ฝรั่ง ชื่อสามัญ : guava พื้นที่ปลูกฝรั่ง 40,407 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิต 36,589 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ผลผลิตรวม 99,575 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,721 กิโลกรัมต่อไร่ มูลค่าผลผลิตตามราคาที่เกษตรกรขายได้ 1,100 ล้านบาท แหล่งปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง 34,207 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 84.7 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญได้แก่ จังหวัดนครปฐม 15,920 ไร่, ราชบุรี 7,592, สมุทรสาคร 6,496 ไร่, ตาก 1,434 ไร่ และปทุมธานี 1,054 ไร่ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มสูง 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาใกล้โคนต้น มีการแตกหน่อจากรากบริเวณใกล้กับลำ ต้นประธาน ลำต้น ผิวเปลือกเรียบและแกะออกเป็นแผ่นบางๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2771">ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : ฝรั่ง<br />
ชื่อสามัญ : guava</div>
<div><span id="more-2771"></span></div>
</div>
</div>
<div>
<p>พื้นที่ปลูกฝรั่ง 40,407 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิต 36,589 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ผลผลิตรวม 99,575 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,721 กิโลกรัมต่อไร่ มูลค่าผลผลิตตามราคาที่เกษตรกรขายได้ 1,100 ล้านบาท แหล่งปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง 34,207 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 84.7 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญได้แก่ จังหวัดนครปฐม 15,920 ไร่, ราชบุรี 7,592, สมุทรสาคร 6,496 ไร่, ตาก 1,434 ไร่ และปทุมธานี 1,054 ไร่</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มสูง 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาใกล้โคนต้น มีการแตกหน่อจากรากบริเวณใกล้กับลำ ต้นประธาน ลำต้น ผิวเปลือกเรียบและแกะออกเป็นแผ่นบางๆ ได้กิ่งอ่อนมีปีกเล็กๆ ทำ ให้รูปหน้าตัดของกิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่กิ่งแก่ไม่มีปีก กิ่งอ่อนสีเขียวปนเหลืองหรือแดงเข้ม มีขนปกคลุมหนาแน่น ขนสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลคลํ้า กิ่งแก่สีนํ้าตาลปนแดง ไม่มีขนปกคลุม แต่มีเซลล์คอร์คกระจายอยู่ทั่วไป ใบ เรียงแบบตรงข้ามและเกิดใบเป็น 2 แนว หรือแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก (decussate) ก้านใบยาว 3-10 มิลลิเมตร ด้านบนมีร่องลึก แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีค่อนข้างยาว ปลายใบและฐานใบมน ขอบใบเรียบและมีขอบโปร่งใส แผ่นใบยาว 5-15 เซนติเมตร กว้าง 3-7 เซนติเมตร ดอก เกิดที่ตาข้างมักไม่เกิดที่ตายอด ดอกเดี่ยว หรือช่อดอกที่มีจำนวนดอก 2-3 ดอกต่อช่อ ก้านดอกสีเขียวปนเหลือง มีขนอ่อนอยู่หนาแน่น มีใบประดับที่มีขนอ่อนปกคลุม กลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ สีเขียวปนเหลือง วงกลีบเลี้ยงไม่หลุดร่วงจนผลแก่ก็ยังคงติดอยู่ กลีบดอก 4-5 กลีบ สีขาว รูปไข่กลับ เกสรตัวผู้มีจำนวนมากมาย และแทรก อยู่รอบๆ จานวงกลมสีขาว อับเรณูสีเหลืองอ่อน และแตกตามยาว เกสรตัวเมียประกอบด้วยรังไข่ ใต้วงกลีบ รังไข่มี 4-5 ช่องเชื่อมติดกัน ก้านเกสรตัวเมียยาวเรียว สีเขียวปนเหลือง ไม่มีขน ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่มเล็กๆ ผล แบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปกลม รูปไข่ หรือรูปผลสาลี่ ยาว 5-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเขียวอ่อนหรือเหลืองเข้ม เนื้อสีขาว เหลือง ชมพู หรือแดง เนื้อฉํ่านํ้า ความหนาขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ กลิ่นหอมรุนแรง รสหวาน เนื้อมักปรากฏเซลล์หิน เมล็ด จำนวนมากมาย สีเหลืองอ่อนหรือนํ้าตาลปนเหลือง ยาว 0.3-0.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.2-0.3 เซนติเมตร รูปไต เปลือกแข็งมาก คัพภะโค้ง</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>พันธุ์</strong></span></p>
<p>1. พันธุ์ขี้นก</p>
<p>2. พันธุ์ภูทอง</p>
<p>3. พันธุ์กลมสาลี่</p>
<p>4. พันธุ์จีน</p>
<p>5. พันธุ์ทูลเกล้า</p>
<p>6. พันธุ์บางกอกเแอปเปิ้ล</p>
<p style="text-align: justify;">7. พันธุ์แป้นสีทอง ได้มาจากการคัดเลือกพันธุ์ที่เพาะเมล็ดมาจากพันธุ์กลมสาลี่ ผลมีขนาดใหญ่ ขั้วใหญ่ และหัวบุ๋มมากกว่าพันธุ์กลมสาลี่ ผิวขรุขระกว่าพันธุ์กลมสาลี่ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีเหลืองอมเขียว สีครีมถึงเหลืองอ่อน เมื่อผลฝรั่งอายุมากขึ้นผลจะเปลี่ยนรูปร่างจากกลมเป็นกลมแป้น และมีครีบขึ้นคล้ายฟักทอง เนื้อผลหนา เนื้อละเอียด ค่อนข้างกรอบ รสชาดดี น้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัมต่อผล ความสูงผลประมาณ 9 เซนติเมตร กว้าง 10 เซนติเมตร ผลโตเต็มที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร และเมล็ดน้อยจนแทบไม่มี บางผลไม่มีเมล็ดเลย คล้ายพันธุ์&#8217;บางกอกแอปเปิล&#8217; ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย (ต้นไม่สูงเหมือนพันธุ์กลมสาลี่) กิ่งค่อนข้างทอด (เวลาปลูกจึงต้องเอาไม้ค้ำกิ่งไว้) ใบมีสีเขียวเข้ม การเรียงตัวของใบเป็นแบบก้างปลา ใบเรียวยาวใหญ่ ผลดก ดั้งน้ันควรปลิดผลอ่อนทิ้ง ให้เหลือเพียงกิ่งละ 1 ผล ติดผลตลอดปี ให้ผลผลิตหลังปลูกประมาณ 8-9 เดือน</p>
<p style="text-align: justify;">8. พันธุ์หวานพิรุณ เป็นลูกผสมเปิด (open-pollination) ของพันธุ์ แป้นยักษ์สีทอง โดยฝรั่งพันธุ์นี้มีผลมีขนาดใหญ่ ประมาณ 400-800 กรัม ทรงผลกลม ไม่มีจุก ผิวสีเขียวสดใส ขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีขาวใสสม่ำเสมอ ไส้ผลสีขาว เนื้อแน่น กรอบและละเอียด ความแน่นเนื้อ 10-20 นิวตัน รสหวาน ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ 8-10<sup>๐</sup>Brix ปริมาณกรด 0.26-0.45% ปริมาณสารต้านอนุมูลเสรีชนิดวิตามินซีและสารประกอบฟีโนลิคค่อนข้างสูง ประมาณ 90-130 และ 140-160 มก. ต่อเนื้อ 100 ก. ตามลำดับ</p>
<p>9. พันธุ์กิมจู</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>วิธีการปลูก</strong> :</span> ขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งตอน การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 2.5&#215;2.5 หรือ 4&#215;4 เมตร</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3567" rel="attachment wp-att-3567"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3567" title="guva" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guva-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การดูแลรักษา</span> </strong><span style="color: #339966;">:</span> ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 10-0 กิโลกรัมต่อต้น โดยแบ่งใส่ 2ครั้ง ช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ส่วนปุ๋ยเคมีควรใส่สูตร 15-15-15 หรือ 15-5-20 อัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้นต่อครั้ง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ :</span></strong></p>
<p><strong></strong>1. โรครากปม รากถูกไส้เดือนฝอยเข้าทำลาย ทำให้ระบบรากเป็นปุ่มปม การแตกใบอ่อนชะงัก ต้นล้มง่าย ป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยในดินก่อนปลูก โดยใช้สารคาร์โบฟูแรนก้นหลุม โรคแอนแทรคโนส เกิดจุดแผลที่ผล อาการเน่าสีน้ำตาลคล้ำ ป้องกันโดยตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องถึง และพ่นสารเคมี เช่น สารคาร์เบนดาซิม<br />
2. เพลี้ยแป้ง ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ขั้วผล และก้นผล ป้องกัน กำจัดโดยพ่นสารเคมีคาร์บาริล และใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องผูกโคนป้องกันมดที่เป็นพาหะ<br />
3. เพลี้ยหอย จะเข้าทำลายใบและกิ่งป้องกันกำจัดโดยตัดใบและกิ่งทำลาย<br />
4. หนอนเจาะกิ่ง หนอนมักเจาะกินตามกิ่งอ่อน หรือกิ่งขนาดเล็ก ทำให้กิ่งและต้นแห้ง ป้องกันกำจัดโดยตัดกิ่งทำลายและเผาไฟ ใช้สารคลอร์ไพรีฟอสฉีดเข้ารูและอุดรู<br />
5. หนอนแดงเจาะกินผลและขับถ่ายมูลเป็นเม็ดกลมเล็กๆ ทำให้ผลเน่า ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารไดฟลูเบนซูรอน ช่วงเริ่มแทงดอก ดอกตูม และหลังติดผล 2-3 ครั้งจนห่อผล<br />
6. เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ช่อดอกและผลอ่อนป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น สารอิมิดาโคลพริด<br />
7. แมลงวันผลไม้ ป้องกันกำจัดโดยเก็บผลที่ถูกทำลายกำจัดและห่อผล</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. การเพิ่มการติดผลและขนาดผล ใช้สารจิบเบอเรลลิน (Gibberellins : GA3) ฝรั่งพันธุ์บางกอกแอปเปิ้ล(เพิ่มขนาดผล) ความเข้มข้น 100 มก./ล. ฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่ ความเข้มข้น 200 มก./ล. พ่นหลังดอกบาน 5 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>คุณค่าอาหารและสรรพคุณ :</strong></span> ฝรั่งมีวิตามินซีสูง โดยเฉพาะเมื่อสุกจะมีวิตามินซีสูงเป็นพิเศษ สูงกว่าส้มถึง 3 เท่า รับประทานฝรั่งวันละ 1 ผล ให้ปริมาณวิตามินซีเพียงพอต่อคามต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สามารถช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>GAP ฝรั่ง</strong></span></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพฝรั่ง.pdf" rel="attachment wp-att-2872" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2872" title="guavasys" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guavasys.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนฝรั่ง.pdf" rel="attachment wp-att-2871" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2871" title="guavasup" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guavasup.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรฝรั่ง.pdf" rel="attachment wp-att-2870" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2870" title="guavaf" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guavaf.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองฝรั่ง.pdf" rel="attachment wp-att-2868" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2868" title="guavac" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guavac.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2869" rel="attachment wp-att-2869"><img class="aligncenter size-full wp-image-2869" title="guavacon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/guavacon.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>By Satja Prasongsap</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Professional Research Scientist</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #20124d; font-size: xx-small;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2771">ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2771</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มังคุด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2745</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2745#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:35:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2745</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : มังคุด ชื่อสามัญ : mangosteen สถานการณ์การผลิต พื้นที่เพาะปลุกได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และสุราษฎร์ธานี ปี 2568 เนื่อที่ให้ผลผลิต 393,170 ไร่ ผลผลิต 340,034 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 865 กิโลกรัม ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 419,962 ไร่ ผลผลิต 283,356 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 675 กิโลกรัม ปี 2563 พื้นที่ปลูกลดลงร้อยละ 0.15 เนื่อที่ให้ผลผลิต 430,074 ไร่ ผลผลิต 336,861 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 783 กิโลกรัม เนื้อที่ปลูกทั้งหมด 448,904 ไร่ ปี 2562 เนื่อที่ให้ผลผลิต 426,679 ไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2745">มังคุด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชื่อต้น : มังคุด</p>
<div>
<div>
<div>ชื่อสามัญ : mangosteen</div>
</div>
</div>
<div>
<div><span id="more-2745"></span></div>
<div>สถานการณ์การผลิต พื้นที่เพาะปลุกได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และสุราษฎร์ธานี</div>
<div>ปี 2568 เนื่อที่ให้ผลผลิต 393,170 ไร่ ผลผลิต 340,034 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 865 กิโลกรัม</div>
<div>ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 419,962 ไร่ ผลผลิต 283,356 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 675 กิโลกรัม<br />
ปี 2563 พื้นที่ปลูกลดลงร้อยละ 0.15 เนื่อที่ให้ผลผลิต 430,074 ไร่ ผลผลิต 336,861 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 783 กิโลกรัม เนื้อที่ปลูกทั้งหมด 448,904 ไร่<br />
ปี 2562 เนื่อที่ให้ผลผลิต 426,679 ไร่ ผลผลิต 382,800 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 827 กิโลกรัม<br />
ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 419,283 ไร่ ผลผลิต 187,801 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 448 กิโลกรัม</div>
<div></div>
<div>วิธีการขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ดและการเสียบยอด การขยายพันธุ์มังคุดด้วยการเสียบยอดบนต้นตอมังคุด เริ่มให้ผลผลิตหลังจากปลูกเพียง 3 ปี เร็วกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเริ่มให้ผลผลิตหลังจากปลูก 5-6 ปี</div>
<div></div>
<div>วิธีการปลูก :การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ใช้ระยะปลูก 6&#215;6 หรือ 8&#215;8 เมตร ช่วงออกดอกติดผลประมาณกลางเดือนเมษายนถึงสิงหาคม</div>
<div style="text-align: center;"></div>
<div>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3033" rel="attachment wp-att-3033"><img class="aligncenter size-full wp-image-3033" title="mangosteen" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a>การดูแลรักษา : หลังปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอและจะขาดน้ำไม่ได้ ช่วงเตรียมการออกดอกต้องควบคุมการให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี และปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม และพ่นยูเรีย อัตรา 100-200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อกระตุ้นให้แตกใบอ่อน ถ้าใบอ่อนแตกแล้วให้พ่นปุ๋ยเกล็ด 0-52-34 อัตรา 100 กรัม น้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ยทางใบ เช่น 15-30-15 อัตรา 60 กรัม และกรดฮิวมิค อัตรา 20 มิลลิลิตร ให้ทั่วทุกทรงพุ่ม (ช่วงเตรียมต้นก่อนการออกดอก)</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การให้ปุ๋ยทางใบ</span></strong></p>
<p>1. เตรียมความพร้อมของต้นหลังเก็บเกี่ยวสำหรับการออกดอก เพื่อเร่งให้เกิดการแตกใบอ่อนใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่เกินเดือนกันยายน โดยการฉีดพ่นปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 100-200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น</p>
<p>2. การชักนำให้ต้นออกดอก : ฉีดพ่นไซโตไคนิน ชนิด ไคเนติน (kinetin) เข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 5</p>
<p>3. การส่งเสริมการพัฒนาผลและคุณภาพผล : เพื่อบำรุงผลในมังคุดที่มีขนาดผลประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 30 กรัม ร่วมกับปุ๋ยโมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต (0-52-34) อัตรา 10 กรัม และโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 10 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง</p>
<p><strong>อาการยางไหลเกิดจาก</strong>การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของผล เมื่อได้รับน้ำมากเกินไปในช่วงผลใกล้แก่ ซึ่งน้ำเหล่านี้จะเข้าไปแทนที่อากาศส่วนหนึ่ง ทำให้ช่องว่างลดลง เกิดเป็นเนื้อใสที่เต็มไปด้วยน้ำ และที่สำคัญคือ เมื่อผลมังคุดมีน้ำมากก็จะขยายตัวมากเกินไป จึงมีผลทำให้ท่อน้ำยางแตก และเกิดอาการยางไหลในผลมังคุด ซึ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ น้ำยางสีเหลืองไหลออกมาเป็นจุดๆ บนเปลือก นอกจากนั้น การเสียดสีของผลด้วยกันเองหรือกับใบ ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเนื้อแก้วและยางไหล</p>
<p>ลักษณะอาการ : เนื้อมังคุดที่เป็นเนื้อแก้ว จะใสและมีลักษณะคล้ายฉ่ำน้ำอยู่ภายใน อาการเนื้อแก้วมักเกิดกับกลีบเนื้อหรือพูที่มีเมล็ดและลุกลามไปยังพูข้างเคียง มังคุดเนื้อแก้วจะมีความกรอบและรสชาติค่อนข้างจืด ถ้าอาการรุนแรงอาจสังเกตได้จากภายนอก คือ ผิวของเปลือกจะมีรอยร้าวตามแนวนอน ถ้ารอยร้าวนั้นยาวอาการเนื้อแก้วในผลจะมีมาก แต่หากอาการเนื้อแก้วมีเพียงเล็กน้อยจะ ไม่สามารถสังเกตเห็นอาการผิดปกติใดๆ บนผิวของผล</p>
<p>การแพร่ระบาด : ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติในช่วงผลมังคุดใกล้แก่ อายุต้น สภาพดิน และการจัดการสวน ต้นมังคุดที่มีอายุมากก็มีโอกาสที่จะเกิดเนื้อแก้วได้น้อยกว่าต้นอายุน้อย มังคุดที่ปลูกในดินที่มีลักษณะเป็นทราย มีโอกาสจะเกิดเนื้อแก้วได้มากกว่าในดินเหนียว และการจัดการน้ำที่เหมาะสม จะช่วยให้เกิดอาการเนื้อแก้วน้อยลง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. มีการจัดการต้นมังคุดให้ออกดอกเร็วกว่าฤดูกาล เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนที่ฝนจะตกชุก</p>
<p>2. มีการให้น้ำมังคุดอย่างสม่ำเสมอในช่วงติดผล การบำรุงรักษาต้นให้มีความสมบูรณ์ ปราศจากความเสียหายจากอาการใบไหม้ ใบจุดหรือใบร่วง ซึ่งจะช่วยให้มังคุดมีทรงพุ่มที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์</p>
<p>3. มีการให้น้ำเหนือทรงพุ่มเป็นระยะๆ ในขณะที่ผลมังคุดเจริญเติบโตเต็มที่</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>อาการยางตกในผล</strong></p>
<p>สาเหตุ</p>
<p>1. การกระทบกระแทกของผลในขณะเก็บเกี่ยวและขั้นตอนการขนส่ง</p>
<p>2. ได้รับน้ำมากเกินไปจากสภาวะฝนตกต่อเนื่อง ทำให้สภาวะน้ำภายในผลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ท่อน้ำยาง (latex vessel) แตก</p>
<p>ลักษณะอาการ : ผลมังคุดที่ได้รับการกระทบกระแทกจากการเก็บเกี่ยวและการขนย้าย หากไปถึงมือผู้บริโภคเร็วก็ยังพอรับประทานได้ แต่ถ้าทิ้งไว้นานเปลือกจะแข็ง เนื้อในแห้งแข็งและมียางแทรกอยู่ในเนื้อไม่สามารถรับประทานได้ สำหรับอาการที่ไม่รุนแรงเนื้อยังรับประทานได้แต่จะมีรสฝาดหรือขมของยางติดมาด้วย ?ส่วนอาการยางไหลภายในผล เกิดจากการที่ต้นมังคุดได้รับน้ำในปริมาณมากและต่อเนื่อง ในช่วงที่มังคุดใกล้แก่</p>
<p>การแพร่ระบาด : ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน อายุต้น สภาพดิน การจัดการสวนและวิธีการเก็บเกี่ยว การจัดการลัง การเก็บเกี่ยวและการขนส่ง</p>
<p>การป้องกันกำจัด : เก็บเกี่ยวให้ผลมังคุดได้รับความกระทบกระแทกน้อยที่สุด ก็จะสามารถรักษาคุณภาพของเนื้อภายในให้ มีคุณภาพดีอยู่ได้นานวัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>โรคที่สำคัญ</strong></p>
<p>1.โรคใบจุด/แผลแตกยางไหล/ผลเน่า</p>
<p>ลักษณะอาการ : เกิดอาการแผลจุดสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทาบนใบ ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน อาจจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ขอบแผลค่อนข้างจะมีสีม่วงเข้ม แผลเก่าๆ บริเวณกลางแผลพบจุดเล็กสีดำกระจายอยู่ ซึ่งจุดดำๆ เหล่านี้คือส่วนขยายพันธุ์ของรา ถ้าเป็นโรครุนแรงจะทำให้ใบสูญเสียเนื้อที่ในการสังเคราะห์แสง มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของมังคุด นอกจากนี้รายังสามารถเข้าทำลายลำต้น โดยเฉพาะในระยะต้นกล้า</p>
<p>การแพร่ระบาด : ราสาเหตุสร้างสปอร์แพร่กระจายไปตามลม ระบาดมากในฤดูฝน ถ้าพบโรคใบจุดที่ใบมากและช่วงที่ติดผลมีความชื้นสูง ฝนตกชุก โรคจะเข้าทำลายผลมังคุดด้วย</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. การทำความสะอาดแปลงปลูก กำจัดวัชพืชที่เป็นแหล่งสะสมโรค</p>
<p>2. พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช? ในช่วงที่มังคุดแตกใบอ่อน ได้แก่ คอปเปอร์อ็อกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>3. ป้องกันกำจัดแมลงพวกหนอนชอนใบ เพื่อลดการเกิดแผลบนใบ</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>2. โรคผลเน่าแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อ Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Penz. &amp; Sacc.</p>
<p>ลักษณะอาการ : เริ่มแรกเป็นแผลจุดเล็ก สีดำบนผล ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น โรคเกิดได้ตั้งแต่ผล สีน้ำตาลจนถึงผลแก่ ถ้าสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิและความชื้นสูง จะพบราสร้างกลุ่มของสปอร์สีส้ม เป็นวงซ้อนกัน เจริญอยู่บนแผล สามารถเข้าทำลายได้ทั้งส่วนของใบและผล โรคมีระยะพักตัวเป็นเดือน โดยไม่แสดงอาการในระยะผลอ่อน แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยเฉพาะใกล้เก็บเกี่ยว</p>
<p>การแพร่ระบาด : ราสร้างสปอร์แพร่กระจายไปตามลมและฝน ระบาดมากในช่วงฤดูฝนและระยะใกล้เก็บเกี่ยว</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. การทำความสะอาดแปลงปลูก และทำลายส่วนที่เป็นโรค</p>
<p>2. พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช ได้แก่ คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ไอโปรไดโอน 50% WP อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>3. โรคผลเน่าหลังเก็บเกี่ยว</p>
<p>สาเหตุ : เกิดจากผลมังคุดได้รับการกระทบกระเทือนจากการเก็บเกี่ยว การขนส่ง ทำให้เกิดอาการยางตกในหรือเนื้อแก้ว ซึ่งเป็นสภาพเอื้ออำนวยให้เชื้อราสาเหตุโรคพืชสามารถเข้าทำลายให้เกิดการเน่าเสียได้ หรือเกิดจากสภาพการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม มีความร้อนและความชื้นสูง รวมทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษานาน เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เชื้อสาเหตุโรคพืชหลายชนิด เข้าทำลายทำให้เกิดอาการเน่าเสียภายในเนื้อผลได้</p>
<p>การแพร่ระบาด : อาการเน่าของเนื้อภายในผลจะพบภายหลังการเก็บเกี่ยวประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในสภาพการเก็บเกี่ยวแล้วเก็บรักษาในอุณหภูมิห้อง ส่วนใหญ่พบเกิดกับผลที่มีปัญหาเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้อง เกิดแผลหรือรอยช้ำต่างๆ ซึ่งทำให้ราสามารถเข้าทำลายเนื้อผลภายในได้ง่าย</p>
<p>การป้องกันกำจัด : เกษตรกรผู้ปลูกควรต้องดูแลรักษาในเรื่องการป้องกันกำจัดโรคพืช ตั้งแต่ช่วงออกดอกและติดผลอ่อน โดยการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช ได้แก่ คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เบโนมิล 50% WP อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ?เพื่อลดความเสี่ยงจากราที่อาจจะเข้าไปในผล และไปทำความเสียหายในช่วงหลังเก็บเกี่ยว</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>แมลงศัตรูที่สำคัญ</p>
<p>1.เพลี้ยไฟ Scirtothrips dorsalis Hood (เพลี้ยไฟพริก) และ ?Scirtothrips oligochaetus Karny (เพลี้ยไฟมังคุด) จะดูดกินน้ำเลี้ยงของมังคุด ถ้าเข้าทำลายช่วงออกดอกและติดผลอ่อน จะทำให้ดอกและผลแห้งและร่วง ส่วนผลที่ไม่ร่วง เมื่อมีการพัฒนาโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายชัดเจน มีลักษณะเป็นแผลขรุขระสีน้ำตาลที่เรียกว่าผิวขี้กลาก ผลมังคุดที่มีลักษณะดังกล่าวจึงขายได้ในราคาต่ำ ใบอ่อนมังคุดที่แตกใหม่ทุกครั้ง เป็นตัวดึงดูดให้เพลี้ยไฟเข้ามาทำลาย โดยเฉพาะเมื่อมังคุดมีการทยอยแตกใบอ่อน ทำให้การระบาดของเพลี้ยไฟเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ?เพลี้ยไฟจะระบาดรุนแรงในช่วงอากาศแห้งแล้ง ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม บนทรงพุ่มมังคุดจะพบเพลี้ยไฟปริมาณมากทางทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก บริเวณด้านบนของทรงพุ่ม ช่วงเวลา 9.00-11.00 น.</p>
<p>พืชอาหาร : เพลี้ยไฟพริกระบาดทำลายไม้ผลหลายชนิด เช่น มะม่วง เงาะ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ทุเรียน ลิ้นจี่ และลำไย เป็นต้น ส่วนเพลี้ยไฟมังคุด อาจพบระบาดในมะม่วง ระยะการเจริญเติบโตของมังคุดที่พบการระบาด : ระยะใบอ่อน ดอก และผลอ่อน ศัตรูธรรมชาติ : แมงมุมแมงชนิดต่างๆ</p>
<p>การป้องกันกำจัด : ระยะวิกฤตที่ควรทำการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟในมังคุด คือ ช่วงฤดูแล้งขณะที่มังคุดอยู่ในระยะออกดอก ติดผลอ่อน การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชควรพ่น 3 ครั้ง คือ ระยะก่อนดอกบาน 7 วัน ขณะดอกบาน และหลังบานแล้ว 7 วัน หากเป็นการระบาดนอกฤดูการออกดอกติดผล ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยเกิน 1 ตัวต่อยอด พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ? ได้แก่ ฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 10 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ?คาร์โบซัลแฟน 20% EC อัตรา 50 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 28.75% EC อัตรา 40 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>2. เพลี้ยแป้ง (mealybug) Pseudococcus cryptus Hempel (เพลี้ยแป้งมังคุด)ดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกและผลอ่อน โดยจะเริ่มระบาดเมื่อผลมังคุดอายุประมาณ 2 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว เมื่อผลโตใกล้เก็บเกี่ยวเพลี้ยแป้งจะไปฝังตัวดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้กลีบเลี้ยง และมูลหวานที่เพลี้ยแป้งขับถ่ายออกมาจะดึงดูดให้เกิดราดำขึ้นเป็นคราบเกาะติดผิวมังคุด พืชอาหารได้แก่ ใบมะพร้าว ใบมะม่วง ฝักมะขาม และผลมังคุด จะพบระบาดในช่วงมังคุดระยะผลอ่อน และผลแก่</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ : ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งที่พบ ได้แก่ แมลงช้างปีกใส Mallada basalis Walker ด้วงเต่าลาย Nephus ryuguus (H. Kamiya) และแตนเบียนในวงศ์ Eulophidae</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. ถ้าพบระบาดไม่มาก อยู่เป็นกลุ่มเฉพาะผลใดผลหนึ่งให้เก็บผลเหล่านั้นเผาทำลาย</p>
<p>2. ควรมีการสำรวจตั้งแต่มังคุดเริ่มติดผล การระบาดในมังคุดผลเล็ก สามารถพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ประสิทธิภาพดีกว่าการป้องกันกำจัด เมื่อเพลี้ยแป้งระบาดในผลโต เมื่อพบเพลี้ยแป้งระบาดมากกว่าร้อยละ 10 ของผลสำรวจ พ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน 20% EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร คาร์บาริล 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>3. การแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมักมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งไปปล่อยยังจุดต่างๆ จึงต้องป้องกันมด โดยใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบโคนต้น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>4. หนอนชอนใบ (leafminer) ?Acrocercops sp. และ Phyllocnistis sp. หนอนชอนใบ Acrocercops sp. ชอบทำลายใบอ่อนที่มีอายุมาก โดยตัวหนอนที่ฟักจากไข่ชอนไชกัดกินและขับถ่ายอยู่ในระหว่างผิวใบ รอยทำลายเป็นลักษณะแผ่กว้างเป็นแผ่นสีดำ ส่วนหนอนชอนใบ ?Phyllocnistis sp. ชอนไชทำลายใบอ่อนมังคุดที่มีอายุน้อยกว่า พบการระบาดรุนแรงมากขณะมังคุดแตกใบอ่อน โดยเฉพาะต้นกล้าของมังคุด ตัวหนอนที่ฟักจากไข่ ชอนไชเป็นทางยาว ใบมังคุดที่ถูกทำลายจะแคระแกรน บิดเบี้ยว ทำให้มังคุดชะงักการเจริญเติบโตในระยะต้นกล้า แต่ต้นมังคุดที่โตแล้วจะทำให้มังคุดแตกใบอ่อนบ่อยครั้ง เพื่อชดเชยใบที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งใบอ่อนเป็นตัวดึงดูดแมลงศัตรูชนิดอื่นๆ เข้ามาทำลายมังคุดเพิ่มขึ้น พบการระบาดของหนอนชอนใบทั้งสองชนิด รุนแรงในเขตจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนที่มีการแตกใบอ่อนของมังคุด</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ : พบแตนเบียนของหนอนชอนใบมังคุดประมาณ 10 ชนิด โดยในเดือนธันวาคม พบหนอนชอนใบมังคุดถูกแตนเบียนทำลายสูงสุด ร้อยละ 80.6 และต่ำสุดร้อยละ 16.3 ในเดือนพฤศจิกายน</p>
<p>การป้องกันกำจัด : แตนเบียนที่พบมากที่สุด คือ A. <em>citricola</em> ถ้าพบหนอนชอนใบระบาดรุนแรง (ใบอ่อนถูกทำลาย มากกว่าร้อยละ 30) และไม่พบแตนเบียนให้พ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช คาร์บาริล 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>5. หนอนกินใบอ่อน (Leaf eating caterpillar) <em>Stictoptera columb</em>a (Walker), <em>Stictoptera cucullioide</em>s Guenee และ <em>Stictoptera signifera</em> (Walker) ทำลายกัดกินใบอ่อนมังคุดจนเหลือเฉพาะก้านใบหรือบางครั้งหมดทั้งใบ หนอนชนิดนี้เป็นผีเสื้อกลางคืน ในตอนกลางวันจึงไม่ค่อยพบตัว โดยจะทำลายมังคุดในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันหลบลงดิน หรือหลบอาศัยตามเศษซากใบไม้ หรือระหว่างใบในทรงพุ่มที่มืด หากระบาดรุนแรงใบอ่อนจะถูกกินจนหมด?ถ้าหนอนระบาดในช่วงเดือนกันยายน &#8211; ตุลาคม ซึ่งเป็นการแตกใบอ่อนชุดสุดท้ายก่อนการออกดอก จะมีผลกระทบต่อการเกิดตาดอกและผลผลิต โดยพบการแพร่ระบาดของหนอนกินใบอ่อนทุกแหล่งปลูกมังคุด ในขณะที่มีการแตกใบอ่อน โดยเฉพาะหนอนกินใบอ่อน S. cuculliodes พบระบาดรุนแรงมาก ที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ศัตรูธรรมชาติ : พบหนอนกินใบอ่อนมังคุดถูกแตนเบียนทำลายเป็นจำนวนมาก</p>
<p>การป้องกันกำจัด เนื่องจากหนอนกัดกินทำลายใบอ่อนมังคุดในเวลากลางคืน และทิ้งร่องรอยการทำลายให้เห็น หากสำรวจพบใบอ่อนมังคุดถูกทำลายเกินร้อยละ 20 ให้พ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช คาร์บาริล 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>6. ไรขาวพริก (broad mite) Polyphagotarsonemus latus Banks ทำลายบริเวณใบอ่อนหรือยอดอ่อนของมังคุด เชื่อกันว่าสามารถปล่อยสารพิษลงสู่พืชในขณะที่ดูดกินจากต่อมน้ำลาย ทำให้การเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ผิดปกติ ลักษณะอาการผิดปกติ คือ ส่วนขอบใบอ่อนจะม้วนลง แข็งกระด้าง หงิกงอผิดรูป และแคระแกรน หรือทำให้สีของใบอ่อนซีด หรือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ร่วงหลุดไปในที่สุด?ถ้าไรขาวพริกเข้าทำลายมังคุดในระยะผลอ่อน โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อนที่เริ่มติดผล และหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้กลีบเลี้ยง พบมากกับผลที่อยู่ในทรงพุ่ม ผิวของผลอ่อนที่ถูกทำลายจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน และสีจะเข้มขึ้น เมื่อการทำลายรุนแรงมากขึ้นผิวจะด้านสาก และเมื่อผลแก่ ผิวผลจะด้านไม่เป็นมัน ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ จะพบการระบาดในระยะผลอ่อน</p>
<p>พืชอาหาร : มันฝรั่ง โหระพา กะเพรา ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วลันเตา ไผ่ ปอกระเจา เยอบีร่า หม่อน ชา เบญจมาศ องุ่น มะม่วง มังคุด ลองกอง ส้มเขียวหวาน ส้มโอ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ฝ้าย กุหลาบ ลำโพง ส้ม แตงกวา</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ : ศัตรูธรรมชาติของไรขาวพริกที่พบ ได้แก่ ไรตัวห้ำ Amblyseius cinctus Corpus and Rimando</p>
<p>การป้องกันกำจัด : สารเคมีป้องกันกำจัดไรหลายชนิดที่มี ประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดไรขาวพริก โดยฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน และพ่นซ้ำหากพบการระบาดอีก ได้แก่ อามีทราซ 20% EC อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กำมะถันผง อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>วัชพืชที่พบในสวนมังคุดสามารถจำแนกได้ 3 ประเภท คือ</p>
<p>1. วัชพืชประเภทใบแคบ มีลักษณะที่สำคัญ คือ ลำต้นเป็นข้อปล้องชัดเจน ใบรูปเรียวยาว เส้นใบขนานกัน เช่น หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หญ้าคา และหญ้าโขย่ง</p>
<p>2. วัชพืชประเภทใบกว้าง มีลักษณะใบที่แผ่กว้างและขนาดใหญ่กว่าวัชพืชใบแคบและกก เช่น กระดุมใบใหญ่ สาบม่วง และสาบแร้งสาบกา</p>
<p>3. วัชพืชประเภทกก ลักษณะใบคล้ายวัชพืชใบแคบ ลำต้นอาจกลมหรือเป็นสามเหลี่ยม แต่ไม่มีข้อปล้อง เช่น แห้วหมู และกกตุ้มหู</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. แปลงปลูกใหม่ ก่อนปลูกไถพลิกหน้าดินปรับพื้นที่ กำจัดวัชพืชในพื้นที่ออกให้หมด แล้วจึงกำหนดหลุมปลูก ขุดหลุมกว้าง ตากดิน เก็บชิ้นส่วนวัชพืช เช่น หัว เหง้า ไหลของวัชพืช และตอไม้ยืนต้นออกให้หมด หลังปลูกคลุมโคนต้นมังคุดด้วยฟางข้าว หรือเศษใบไม้แห้ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืช และรักษาความชื้นให้ต้นมังคุด</p>
<p>2. ระยะที่ต้นมังคุดยังเล็ก (ช่วง 4 &#8211; 5 ปีแรก) เนื่องจากต้นมังคุดโตช้าและระยะปลูกห่าง ทำให้มีพื้นที่ว่างมาก วัชพืชจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแข่งขันกับต้นมังคุด จึงต้องเลือกวิธีการควบคุมวัชพืชที่เหมาะสม เช่น ปลูกพืชแซม ปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วพร้า ถั่วขอ ถั่วซิรูเลี่ยม โดยต้องมีการดูแลไม่ให้ต้น? ถั่วเหล่านี้ขึ้นพันต้นมังคุด ใช้วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าว ใบหญ้าคา หญ้าแฝก แกลบ เศษซากวัชพืช ?ใช้แรงงานตัดหรือถาก หรือใช้เครื่องตัดหญ้า ระหว่างแถวและระหว่างต้นมังคุด โดยต้องกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชออกดอก การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช พ่นก่อนวัชพืชออกดอกและความสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร และขณะพ่นควรมีลมสงบ ใส่หัวหลอบเพื่อป้องกันละอองสารปลิวไปสัมผัสใบและต้นมังคุด ได้แก่ ไกลโฟเสต 48% SL อัตรา 150?200 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร กลูโฟสิเนต-แอมโมเนียม 15% SL อัตรา 200 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร พาราควอต 27.6% SL อัตรา 150 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตรโดยพ่นคลุมต้นวัชพืชให้ทั่วในพื้นที่ 1 งาน</p>
<p>3. ระยะที่ต้นมังคุดมีทรงพุ่มแผ่กว้างแล้ว ปัญหาวัชพืชจะลดน้อยลง แต่สำหรับวัชพืชที่เหลืออยู่ในรัศมีทรงพุ่มมังคุด ใช้วิธีการตัดหรือถาก 1-2 ครั้ง ช่วยลดปัญหาวัชพืชได้ นอกจากนี้ การคลุมโคนต้นด้วยเศษซากวัชพืช แกลบ หรือฟางข้าว ช่วยลดปัญหาวัชพืชได้</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span>ดัชนีการเก็บเกี่ยว อายุการเก็บเกี่ยวของผลมังคุด คือ ช่วง 11-13 สัปดาห์ (77-91 วัน) หลังดอกบาน หรือการเปลี่ยนแปลงสีผิว</span></p>
<p><span>ระดับ 1 ผล<span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">สีเขียวตองอ่อนทั้งผล เป็นผลอ่อนเกินไป ห้ามเก็บเกี่ยวโดยเด็ดขาด เพราะคุณภาพด้อยมาก ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับการบริโภค</span></span></p>
<p><span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ระดับ 2 ?ผลมีสายเลือด (เกิดจุด แต้ม หรือประสีม่วงแดง)?</span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">เหมาะต่อการเก็บเกี่ยว แต่ยังไม่เหมาะต่อการบริโภค เพราะเนื้อยังติดเปลือก แต่เหมาะต่อการส่งไปจำหน่ายยังตลาดห่างไกล ผลมังคุดในวัยนี้ใช้บริโภคได้ภายใน 4 วัน หลังการเก็บเกี่ยว (ณ อุณหภูมิเขตร้อน)</span></span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ระดับ 3 ผลมีสีน้ำตาลแดงเรื่อๆ เกือบทั้งผล ผลในระยะนี้จะต้องทำการเก็บเกี่ยวให้หมด ไม่ควรปล่อยให้ผลติดกับต้นเกินวัยมากกว่านี้</span></p>
<p><span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ระดับ 4 ผลมีสีน้ำตาลแดง</span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ผลระยะนี้อาจจะใช้บริโภคได้ แต่เปลือกยังมียางสีเหลืองอยู่บ้าง</span></span></p>
<p><span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ระดับ 5 ผลมีสีม่วงแดง?</span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ระยะนี้ใช้บริโภคได้</span></span></p>
<p><span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">ระดับ 6 ผลมีสีม่วงเข้มหรือม่วงดำ?</span><span style="color: #000000; font-size: 11px; line-height: normal;">เป็นระยะที่เหมาะต่อการรับประทานให้อร่อยได้มากที่สุด ผลมังคุดวัยนี้จะมีสภาพที่เหมาะต่อการรับประทาน อยู่ได้ประมาณ 10 วัน ถ้ามีการเก็บรักษาไว้ ณ อุณหภูมิห้องอย่างถูกต้อง</span></span></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<div>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การแบ่งเกรดมังคุด</strong></span></p>
<p>ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรมังคุดของสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกษ. 2-2556) แบ่งชั้นคุณภาพมังคุดเป็น 3 ชั้นคุณภาพ<br />
1. ชั้นพิเศษ (Extra class) ผลมังคุดชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดีที่สุด มีกลีบเลี้ยงและขั้วผลสมบูรณ์ ตำหนิที่ผิวโดยรวมต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ผิวของผล มีเนื้อแก้ว และ/หรือเนื้อมียางสีเหลืองในผลได้ไม่เกิน 5% ของจำนวนผลหรือน้ำหนัก ความคลาดเคลื่อนยอมให้มีได้ไม่เกิน 5% โดยจำนวนหรือน้ำหนัก</p>
<p>2. ชั้นหนึ่ง (Class I ) ผลมังคุดชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดี อาจมีความผิดปกติหรือตำหนิได้เล็กน้อย โดยตำหนิที่ผิวผลโดยรวมต้องไม่เกิน 30% ของพื้นที่ผิวผล มีเนื้อแก้ว และ/หรือเนื้อมียางเหลืองในผลได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนผลหรือน้ำหนัก ความคลาดเคลื่อนยอมให้มีได้ไม่เกิน 10% โดยจำนวนหรือน้ำหนัก</p>
<p>3. ชั้นสอง (Class II) ผลมังคุดในชั้นนี้รวมผลมังคุดที่มีคุณภาพ แต่มีคุณภาพตามข้อกำหนดขั้นต่ำ? มีตำหนิที่ผิวผลโดยรวมต้องไม่เกิน 50% ของพื้นที่ผิวผล และมีเนื้อแก้ว และ/หรือเนื้อมียางเหลืองในผลได้ไม่เกิน 20% ของจำนวนผลหรือน้ำหนัก ความคลาดเคลื่อนยอมให้มีได้ไม่เกิน 10% โดยจำนวนหรือน้ำหนัก</p>
<p>การเก็บรักษา</p>
<p>ที่อุณหภูมิน้อยกว่า 5 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 5 วัน ที่อุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 8-10 วัน ที่อุณหภูมิ 13-15 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 14-28 วัน ที่อุณหภูมิมากกว่า 20 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 10-14 วัน</p>
<p>การรม ด้วยสารเมทธิลโบรไมด์จะมีผลกระทบทำให้อายุการเก็บรักษาของมังคุดสั้นลงได้ สำหรับการบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยให้มังคุดคงความสดได้ดี คือ การบุกล่องด้วยถุงหรือ ฟิล์มพลาสติก</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211; </span></p>
</div>
<p>คุณค่าอาหารและสรรพคุณ : เนื้อมังคุดมีคาร์โบไฮเดตร เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอะชิน และวิตามินซี เนื้อมังคุดให้พลังงานต่ำมีเส้นใยอาหารมากกว่า ถ้ารับประทานมังคุดหลังจากรับประทานทุเรียน ฤทธิ์เย็นจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย ทำให้ไม่เป็นแผลร้อนใน เปลือกผลสุกตากแห้งมีรสฝาด สามารถช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดินได้ เพราะเปลือกมังคุดแห้งมีสารแทนนิน (tannin) ออกฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ดาวน์โหลด<a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/06/mango52.pdf" target="_blank"> คู่มือการดูแลมังคุด 52 สัปดาห์</a></strong></span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong>GAP มังคุด</strong></span></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพมังคุด.pdf" rel="attachment wp-att-3039" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3039" title="mangosteen4" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen4.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนมังคุด.pdf" rel="attachment wp-att-3040" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3040" title="mangosteen5" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen5.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรมังคุด.pdf" rel="attachment wp-att-3036" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3036" title="mangosteen1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen1.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองมังคุด.pdf" rel="attachment wp-att-3038" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3038" title="mangosteen3" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen3.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3037" rel="attachment wp-att-3037"><img class="aligncenter size-full wp-image-3037" title="mangosteen2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/mangosteen2.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: left;">การสร้างมูลค่าเพิ่ม</p>
<p style="text-align: left;">- การแปรรูปขั้นต้น น้ำมังคุด 100% ส่วนผสมน้ำผลไม้ มังคุดลอยแก้ว มังคุดกวน</p>
<p style="text-align: left;">-การแปรรูปขั้นกลาง แกะเนื้อแช่แข็ง ฟรีซดราย  น้ำสกัดมังคุด ไวน์มังคุด</p>
<p style="text-align: left;">-ส่งเสริมกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้ยกระดับมาตรฐานการผลิต</p>
<p style="text-align: left;">ปัจจุบันนำเปลือกมังคุดมาทำเป็นเครื่องสำอาง สบู่ โลชั่น ยาสระผม ผสมอาหารและยา ใบใช้ทำสีย้อมผ้า เมล็ดใช้ผสมในอาหาร ผสมในมังคุดกวน น้ำมังคุดผสมเมล็ด น้ำมังคุด น้ำเปลือกมังคุดหมัก เบเกอรี่ไส้มังคุด น้ำส้มสายชูหมักจากมังคุด ที่มีการพัฒนาเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และตลาดเข้าด้วยกันจนสามารถจำหน่ายเป็นสินค้าในตลาด และบางผลิตภัณฑ์กำลังพัฒนารูปแบบ รูปลักษณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในยุควิถีใหม่</p>
<p style="text-align: left;">การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในดินปลูกมังคุด ช่วงตุลาคมชักนำดอก ใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 ทำให้ฟอสฟอรัสตกค้างในดิน ใช้เชื้อราไมโคไรซ่า ลดการตรึงฟอสฟอรัสในดิน เชื้อเอ็คโตไมคอร์ไรซาที่ละลายฟอสเฟต นำเชื้อเห็ดมาแยก ทดสอบเชื้อในจาน pdb หาการละลายฟอสฟอรัส 3 5 7 9 11 วัน ทำในกล้ามังคุด เก็บที่ 3  6 9 เดือน พบ เห็ดโคนขาว เห็ดเสม็ด เห็ดระโงกเหลืองสร้างเคลียร์โซนดี เห็ดหนอนขาว <em>clavaria vermicularis</em> มีประสิทธิภาพดีสุด  ที่ระยะ 6 เดือนทำให้ฟอสฟอรัสหลุดออกมาได้ดีที่มีประโยชน์</p>
<p style="text-align: left;">การพัฒนาเม็ดดินเผาจากเปลือกมังคุด และการทำวัสดุปลูกจากเปลือกมังคุด</p>
<p style="text-align: left;">สารสกัดจากเปลือกมังคุดในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเสริมสุขภาพ</p>
</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2745">มังคุด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2745</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
