<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชไม้ผล ก-ณ</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=56&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Wed, 20 May 2026 08:04:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>กระท้อน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11276</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11276#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 May 2024 06:56:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11276</guid>
		<description><![CDATA[<p>กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sandoricum indicum Cav ชื่ออื่นๆ : หมากต้อง บักต้อง (อีสาน) มะติ่น (เหนือ) ล่อน เตียน สะเตียง สะตู (ใต้)    ถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีอายุยาวนานนับ 100 ปี ผลกระท้อนมีรูปทรงค่อนข้างกลม กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผิวเกลี้ยง ผลสุกสีเหลืองทอง หรือสีน้ำตาลอ่อน ผิวหยาบมีรอยย่นตาวแนวยาวของผล (ขนาดของผลโดยประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง10 – 15 เซนติเมตร) การห่อผลจะช่วยให้สีผิวของกระท้อนสวยขึ้น แหล่งปลูก : กระท้อนปลูกมากในจังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พิษณุโลกสุราษฎร์ธานี ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : กระท้อนมีเปลือกหนาประมาณ 0.5 – 1.5 เซนติเมตร เนื้อติดเมล็ด สีขาวเป็นปุย เนื้อแบ่งเป็นพู ในแต่ละผลมีประมาณ 3-5 พู แต่ละพูมี [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11276">กระท้อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>กระท้อน</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ :</strong> <em>Sandoricum indicum</em> Cav<span id="more-11276"></span></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ :</strong> หมากต้อง บักต้อง (อีสาน) มะติ่น (เหนือ) ล่อน เตียน สะเตียง สะตู (ใต้)</p>
<p style="text-align: left;">   ถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีอายุยาวนานนับ 100 ปี ผลกระท้อนมีรูปทรงค่อนข้างกลม กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผิวเกลี้ยง ผลสุกสีเหลืองทอง หรือสีน้ำตาลอ่อน ผิวหยาบมีรอยย่นตาวแนวยาวของผล (ขนาดของผลโดยประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง10 – 15 เซนติเมตร) การห่อผลจะช่วยให้สีผิวของกระท้อนสวยขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">แหล่งปลูก : กระท้อนปลูกมากในจังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พิษณุโลกสุราษฎร์ธานี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :</strong> กระท้อนมีเปลือกหนาประมาณ 0.5 – 1.5 เซนติเมตร เนื้อติดเมล็ด สีขาวเป็นปุย เนื้อแบ่งเป็นพู ในแต่ละผลมีประมาณ 3-5 พู แต่ละพูมี 1 เม็ด เนื้อกระท้อนมีรสเปี้ยว บางพันธุ์หวาน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การขยายพันธุ์  :</strong> เมล็ด การตอนกิ่ง การเสียบยอด</p>
<p style="text-align: left;">การเสียบยอด ตอนกิ่ง จะได้ผลที่มีลักษณะ และมีรสตามต้นเดิม และต้นไม่สูงมาก ต้นแตกกิ่งที่ระดับต่ำ ที่สำคัญจะให้ผลหลังการปลูกเพียง 2-3 ปี ส่วนวิธีดั้งเดิม คือ การปลูกด้วยการเพาะเมล็ด จะได้ต้นสูงใหญ่ และกว่าจะติดผลได้ก็ประมาณ 5-7 ปี หลังปลูก</p>
<p style="text-align: left;"><strong>พันธ์ุ</strong></p>
<p>1. กระท้อนพันธุ์ทับทิม<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมเป็นกระท้อนพันธุ์เบา ต้นปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว มีทรงสูง ออกดอกติดผลง่าย เก็บเกี่ยวได้ผลก่อนพันธุ์อื่นๆ ราวเดือน พฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ให้ผลดก ขั้วผลใหญ่และยาว ห่อผลง่าย ผลไม่ร่วง ผลทรงกลมแป้น ค่อนข้างเล็ก น้ำหนักประมาณ 200 กรัม/ผล  มีขั้วผลยาวทำให้ห่อสะดวกเปลือกมีผิวเรียบบาง สีเหลืองนวล เนื้อหนานิ่ม มีปุยแทรกเนื้อ รสหวานอมเปรี้ยว ปุยหุ้มเมล็ดหนา รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโตปานกลาง การขยายพันธุ์โดยวิธีตอนกิ่ง จะออกรากง่าย เมื่อปลูกแล้วโตเร็ว เป็นพันธุ์ที่ถูกบันทึกว่าได้นำมาปลูกที่ จังหวัดนนทบุรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486  ปลูกแล้วให้รสชาติดีแม้ผลจะเล็กในสภาพดินทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์  ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมจะมีผลขนาดลูกเล็ก ถ้าแก่จัดแล้วไม่เก็บ ผลจะแตกง่าย ร่วงง่าย และถ้าฝนตกชุกจะทำให้ไส้แดงเป็นน้ำหมาก</p>
<p>2. กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ปุยฝ้ายเป็นพันธุ์หนัก ผลมีอายุการเก็บเกี่ยวช้าจะเก็บผลได้ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม  ผลมีขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่น้ำหนักผลประมาณ 400-800 กรัมต่อผล ทรงผลกลม สูงเล็กน้อย ด้านก้นผลเรียบ ขั้วสั้นที่ผิวมีขนอ่อนนุ่มมือ ผิวเปลือกมีสีเหลืองอมน้ำตาล  เปลือกบาง ด้านขั้วจะนูนขึ้น บางผลจะมีรอยขรุขระเล็กน้อย เนื้อหนานุ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อจนถึงเปลือก รสชาติหวานอมเปรี้ยว (รสกลมกล่อม) ไม่ฝาด มีปุยหุ้มเมล็ดหนาฟูสีขาวสวย รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต แบน แก่จัดไส้ไม่เป็นน้ำหมาก จุดอ่อนคือให้ผลผลิตไม่ค่อยดก</p>
<p>3. กระท้อนพันธุ์นิ่มนวล ลักษณะกระท้อนพันธุ์นิ่มนวลเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกพอประมาณ  มีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม  ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักผลประมาณ 300-600 กรัมต่อผล ทรงผลกลมแป้น มีขั้วสั้น ผิวเปลือกเรียบมีสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกบาง มีผิวเรียบสีเหลืองอมน้ำตาล  เนื้อหนา นิ่ม ไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนปุยที่หุ้มเมล็ดหนาฟู สีขาว รสหวานจัด  เนื้อนิ่มกวาพันธุ์ “ทับทิม” เมล็ดมีขนาดปานกลาง  เป็นพันธุ์ที่ได้จากการนำเมล็ดพันธุ์ทับทิมไปเพาะ</p>
<p>4. กระท้อนพันธุ์เทพรส<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์เทพรสเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง จะแก่ช้ากว่าพันธุ์ ”ทับทิม”เล็กน้อย จะเก็บผลประมาณเดือน มิถุนายน ผลมีขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 250-500 กรัมต่อผล ทรงผลกลมสูงเล็กน้อย มีขนาดกลาง มีขั้วสั้น มีผิวเปลือกเรียบ สีน้ำตาลเข้ม มีขนอ่อนที่ผิวนุ่มมือ ด้านข้างผลจะมองเห็นสันนูนขึ้นมาตรงพูของเมล็ดชัดเจนกว่าพันธุ์อื่น ๆ เปลือกมีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ มีรสหวานอมเปรี้ยวแต่ที่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม</p>
<p>5. กระท้อนพันธุ์ทับทิมสยาม ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมสยามเป็นพันธุ์เบาให้ผลดกและแก่เร็ว  ระยะการเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤษภาคม ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่มีขนาดผลค่อนข้างเล็ก  น้ำหนักผลประมาณ  200  กรัม/ผล  ทรงผลกลมแป้น  มีขั้วยาว  ผิวเปลือกเรียบบาง  มีสีเหลืองนวล<strong>  </strong>เนื้อบางนิ่ม  ปุยหนา  มีปุยแทรกเนื้อ  เมล็ดมีขนาดโตปานกลาง  เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยว  แต่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด<strong>  </strong>ถ้าผลแก่แล้วไม่ทำการเก็บเกี่ยวผลจะแตกง่าย  ถ้ามีฝนตกชุกจะทำให้ไส้แดงเป็นน้ำหมาก</p>
<p>6. กระท้อนพันธุ์อีล่า ประวัติความเป็นมา<strong>  </strong>ยายกุล  แย้มนพ  ได้นำเมล็ดกระท้อนพันธุ์อีไหวมาปลูกตั้งแต่    ปี  พ.ศ.  2471  หลังจากออกดอกและติดผลแล้วปรากฏว่าให้ผลผลิตดีกว่าเดิมแต่ออกผลได้ช้ากว่าพันธุ์อื่น ๆ  จึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า  “พันธุ์อีล่า”ลักษณะกระท้อนพันธุ์อีล่าเป็นกระท้อนพันธุ์หนัก ออกดอกติดผลดี แต่จะเก็บเกี่ยวผลได้ช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ คือราวต้นเดือน สิงหาคมถึงเดือนกันยายน  ลักษณะต้นมีทรงพุ่มกว้าง ใบและผล  มีขนาดค่อนข้างใหญ่  จึงติดผลได้มาก ขั้วผลใหญ่ ร่วงยาก ผลใหญ่   ในต้นที่มีอายุ  4  ปี  ให้ผลผลิตประมาณ  150-200 กิโลกรัม/ต้น เฉลี่ยต่อผล 1.3  กก./ผล  เมื่อผลแก่ใกล้สุกพร้อมเก็บเกี่ยวผิวเปลือกจะเป็นสีเหลืองเข้มออกน้ำตาลอ่อน ๆ  เปลือกบางมาก  ต้นที่ให้ผลในปีแรก  ผลจะมีลักษณะมีหัวนูนขึ้นเมื่อให้ผลครั้งต่อไป  ส่วนนูนก็จะลดน้อยลงจนคล้ายพันธุ์ปุยฝ้าย  เนื้อในนิ่ม  รสหวาน  ปุยยาวฟูสีขาว  และเมล็ดมีขนาดเล็กมาก ลักษณะพันธุ์อีล่ามักจะออกผลได้ช้ากว่าพันธุ์กระท้อนพันธุ์อื่น ๆ จึงไดชื่อว่า “พันธุ์อีล่า”</p>
<p>7. กระท้อนพันธุ์นิ่มนวล<strong>  </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์นิ่มนวลเป็นพันธุ์ให้ผลดก  อายุเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมิถุนายน  ขนาดผลปานกลางน้ำหนักประมาณ  300-600  กรัม/ผล  ทรงผลกลมแป้น  ขั้วสั้น  ผิวเปลือกเรียบสีเหลืองอมน้ำตาล  เปลือกบาง<strong>   </strong>เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง  มีปุยแทรกเนื้อ<strong>  </strong>รสชาติหวานอมเปรี้ยว  ปุยหุ้มเมล็ด หนาฟู  รสหวานจัด  เมล็ดมีขนาดปานกลาง</p>
<p>8. กระท้อนพันธุ์ขันทอง <strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ขันทองเป็นกระท้อนพันธุ์หนัก ให้ผลผลิต 300-500 ผล/ต้น/ปี ผลขนาดใหญ่ บางผลหนักเปลือกมีผิวเรียบ เนื้อเป็นปุยหนาสีขาว หนากว่าพันธุ์ “อีเมฆ” รสหวาน เนื้อที่ติดกับเปลือกจะมีรสค่อนข้างฝาด จุดเด่นคือ ผลขนาดใหญ่ ต้นพันธุ์เดิมเป็นของ นายผูก อ่ำแดงได้มาจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ “อีเมฆ”</p>
<p>9. กระท้อนพันธุ์คานหาม<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์คานหามเดิมคือพันธุ์ “อีจาน” เป็นกระท้อนพันธุ์ที่มีขั้วเหนียวและแข็งแรง ไม่ร่วงง่าย</p>
<p><strong>การปลูก </strong></p>
<p>1. การเตรียมแปลงในพื้นที่ดอนจำต้องไถให้เรียบเสมอ และกำจัดวัชพืชออกก่อน หลังจากนั้น ทำการขุดหลุมปลูก ขนาดหลุมลึก กว้างที่ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมหรือระยะปลูกที่ 6-8 x 6-8 เมตร</p>
<p>2. การปลูกจะต้องปลูกในช่วงต้นฝนจะดีที่สุด เริ่มด้วยการหว่านโรยก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/หลุม ร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 1 ถังเล็ก/หลุม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 2 กำมือ/หลุม แล้วเกลี่ยดินบนคลุกผสมให้เข้ากัน ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูกตรงกลาง พร้อมเกลี่ยดินกลบให้พูนเล็กน้อย จากนั้น ใช้ฟางข้าวหรือเศษใบไม้โรยรอบโคนต้น ก่อนจะรดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p>3. หลังการปลูก หากฝนไม่ตกหรืออยู่ในช่วงแล้งจะต้องให้น้ำช่วย 3-5 ครั้ง/เดือน และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอหากเริ่มออกดอก และติดผล</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<p>1. การใส่ปุ๋ยในระยะ 1-2 ปีแรก หรือ ขณะที่ต้นยังไม่เริ่มติดผล ควรเน้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยที่ได้จากวัสดุอินทรีย์เป็นหลัก โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง/ปี แต่ละครั้งใส่ประมาณ 5 กำ/ต้น และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-6-6 ร่วมด้วย ประมาณ 2 ครั้ง/ปี ในอัตรา 1-2 กำมือ/ต้น 2. เมื่อต้นเริ่มออกดอกครั้งแรกให้ใส่ปุ๋ยคอกตามเดิม แต่ปุ๋ยเคมีให้เปลี่ยนมาใช้สูตร 12-12-24 แทน ในอัตราเท่ากันในช่วงแรก แต่ต้องกะระยะการให้ คือ ต้องให้ก่อนหรืออยู่ในระยะออกดอก</p>
<p><strong>โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ : </strong>ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น แมลงวันทอง</p>
<p style="text-align: left;">ฤดูเก็บเกี่ยว : กระท้อนให้ผลผลิตมากช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การใช้ประโยชน์ :</strong> กระท้อนกินได้ทั้งเนื้อที่เป็นปุยสีขาวและเนื้อใต้เปลือก นิยมกินเป็นผลไม้ทำกระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนดอง กระท้อนในน้ำเชื่อม กระท้อนแช่อิ่ม แยมกระท้อน กระท้อนกวน เยลลี่กระท้อน สรรพคุณของกระท้อน มีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างช่วยบำรุงร่างกาย</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11276">กระท้อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11276</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก้วมังกร</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5631</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5631#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2016 02:50:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5631</guid>
		<description><![CDATA[<p>แก้วมังกร ลักษณะของต้นแก้วมังกรลำต้นเป็นแฉก 3 แฉก สีเขียว อวบน้ำ มีความยาวประมาณ 5 เมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นส่วนของใบที่เปลี่ยนรูปร่างไป ส่วนลำต้นที่แท้จริงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของแฉกทั้ง 3 บริเวณตาข้างจะมีหนาม 1 5 หนาม มีรากทั้งในดินและรากอากาศ ดอกมีขนาดใหญ่ เกิดบริเวณปลายกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เมื่อบานมีลักษณะคล้ายปากแตร โดยจะบานในช่วงหัวค่ำจนถึงเช้า มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกจะมีความยาวประมาณเกือบหนึ่งฟุต ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เป็นช่วงที่แก้วมังกรให้ผลผลิต ผลมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมทู่ๆ เรียงรายอยู่ทั่วไปบนผิวเปลือก เปลือกหนา มีสีชมพูอมส้ม ภายในผลเมื่อผ่าออกจะมีเนื้อสีขาวขุ่น หรือสีชมพู ในเนื้อจะมีเมล็ดเล็กๆ สีดำ คล้ายกับเมล็ดงาฝังตัวอยู่ - พันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง (Hylocercus undatus (Haw) Brit. &#38; Rose.) เปลือกสีชมพูสด ปลายกลีบสีเขียว รสหวานอมเปรี้ยวหรือหวานจัด - พันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง (Hylocercus megalanthus) เปลือกสีเหลือง ผลเล็กกว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื้อสีขาว [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5631">แก้วมังกร</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>แก้วมังกร</strong></p>
<p><span id="more-5631"></span></p>
<p>ลักษณะของต้นแก้วมังกรลำต้นเป็นแฉก 3 แฉก สีเขียว อวบน้ำ มีความยาวประมาณ 5 เมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นส่วนของใบที่เปลี่ยนรูปร่างไป ส่วนลำต้นที่แท้จริงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของแฉกทั้ง 3 บริเวณตาข้างจะมีหนาม 1 5 หนาม มีรากทั้งในดินและรากอากาศ ดอกมีขนาดใหญ่ เกิดบริเวณปลายกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เมื่อบานมีลักษณะคล้ายปากแตร โดยจะบานในช่วงหัวค่ำจนถึงเช้า มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกจะมีความยาวประมาณเกือบหนึ่งฟุต ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เป็นช่วงที่แก้วมังกรให้ผลผลิต ผลมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมทู่ๆ เรียงรายอยู่ทั่วไปบนผิวเปลือก เปลือกหนา มีสีชมพูอมส้ม ภายในผลเมื่อผ่าออกจะมีเนื้อสีขาวขุ่น หรือสีชมพู ในเนื้อจะมีเมล็ดเล็กๆ สีดำ คล้ายกับเมล็ดงาฝังตัวอยู่</p>
<p>- พันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง (Hylocercus undatus (Haw) Brit. &amp; Rose.) เปลือกสีชมพูสด ปลายกลีบสีเขียว รสหวานอมเปรี้ยวหรือหวานจัด</p>
<p align="left">- พันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง (Hylocercus megalanthus) เปลือกสีเหลือง ผลเล็กกว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื้อสีขาว เมล็ดขนาดใหญ่และมีน้อยกว่าพันธุ์อื่น รสหวาน</p>
<p align="left">- พันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดง (Hylocercus costaricensis) หรือพันธุ์คอสตาริกา เปลือกสีแดงจัด ผลเล็กกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง แต่รสหวานกว่า</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9026" rel="attachment wp-att-9026"><img class="aligncenter size-full wp-image-9026" title="แก้วมังกร014" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/11/แก้วมังกร014.jpg" alt="" width="404" height="271" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การขยายพันธุ์แก้วมังกรด้วยการปักชำ โดยเกษตรกรต้องเลือกเฉพาะกิ่งที่แก่เท่านั้น ไม่ควรใช้กิ่งอ่อนเพราะจะทำให้กิ่งเน่า กิ่งแก่ในแต่ละกิ่งสามารถตัดเป็นท่อนได้หลายท่อน ซึ่งจะต้องตัดให้มีความยาวประมาณ 12 ฟุต นำโคนกิ่งแก่ (ด้านโคนหนามจะตั้งขึ้น) นำไปจุ่มในน้ำที่ผสมน้ำยาเร่งรากในอัตราเข้มข้นจุ่มโคนให้ลึก 10 เซนติเมตร แล้วนำมาวางไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 7 10 วัน จนกิ่งเริ่มเหี่ยว</p>
<p><strong>การใส่ปุ๋ย</strong></p>
<p>ครั้งที่ 1 ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสูตรเสมอ 15 15 &#8211; 15 ระหว่างเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสูตรเสมอ 15 15 &#8211; 15 ในช่วงเดือนมกราคม เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้สมบูรณ์ ครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ยที่มีค่าตัวหลังมากๆ เช่น 15 17 &#8211; 18 หรือ 10 10 &#8211; 40 เพื่อเป็นการเตรียมและเร่งให้ต้นแก้วมังกรออกดอก</p>
<p><strong>ศัตรูพืช</strong></p>
<p>ก. โรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า</p>
<p>ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรกที่กิ่งและผลเป็นจุดสีเหลือง จากนั้นจะพัฒนาเป็นตุ่มนูนเล็กๆ สีน้ำตาลคล้ายสีสนิมเหล็ก บางครั้งพบแผลสีเหลืองฉ่ำน้ำ เมื่ออาการรุนแรงแผลจะเน่า โดยถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เนื้อเยื่อตรงแผลหลุดเห็นเป็นรู หรือเว้าแหว่ง สำหรับที่ผล ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้กลีบผลไหม้แห้งเป็นสีดำ และผลเน่าในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค</p>
<p>2. ลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เนื่องจากเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่ายขึ้น</p>
<p>3. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้น</p>
<p>4. งดให้น้ำช่วงบ่ายหรือเย็น ให้เฉพาะช่วงเช้า เพื่อลดความชื้นสะสมในทรงพุ่ม</p>
<p>5. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคอย่างระมัดระวังให้มีแผลน้อยที่สุด การตัดแต่งกิ่งควรตัดตรงส่วนที่เป็นรอยต่อของข้อระหว่างกิ่ง แล้วนำส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>6. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรค ไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง</p>
<p>7. ในกรณีพบโรคเพียงเล็กน้อย ป้องกันการระบาดของโรค โดยตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ทุก 5-7 วัน จำนวน 2 ครั้ง และพ่นอีกครั้งในระยะติดดอก โดยพ่นให้ทั่วต้น ทุก 7 วัน จำนวน 2 ครั้ง ในกรณีโรคระบาดรุนแรง หลังตัดแต่งกิ่งพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชดังกล่าวทันที โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งสลับกัน ให้ทั่วต้น ทุก 3-5 วัน และหยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยว อย่างน้อย 15 วัน</p>
<p>ข. แมลงศัตรูพืช</p>
<p>1. เพลี้ยแป้งสับปะรดสีเทา ใช้สารไทอะมีทอกแซม 25% WG 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อิมิดาโคลพริด 70% WG 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูแรน 10% WP  10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไวต์ออยล์ 67% EC  50 มล./น้ำ 20 ลิตร พ่นสารฆ่าแมลงเมื่อพบการระบาดของเพลี้ยแป้ง (ผลแก้วมังกรอายุ 1 สัปดาห์)อย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกันทุก 7 วัน พ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด</p>
<p>2. หนอนแมลงวันผลไม้ ทำการห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงพลาสติก หรือ ถุงเคลือบสารเคมี หรือถุงใยสังเคราะห์หรือ ถุงห่อผลไม้สำเร็จรูป หรือ ถุงกระดาษสีน้ำตาลเมื่อผลแก้วมังกรอายุ 2 สัปดาห์</p>
<p><strong>การเก็บเกี่ยว</strong> อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของแก้วมังกรพันธุ์เปลือกสีแดงเนื้อขาว คือ ประมาณ 25-30 วันหลังดอกบาน หรือเมื่อผิวเริ่มเปลี่ยนสีได้ 3-4 วัน หรือสังเกตจากผลที่จะต้องมีสีแดงทั่วทั้งผล จากนั้นใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดผลแก้วมังกรออกจากกิ่ง  ทั้งนี้ขึ้นกับ ตลาดที่รับซื้อ แก้วมังกรที่มีรสชาติดีควรมีความหวานไม่น้อยกว่า 13 บริกซ์</p>
<p>การเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 14 วัน หากเก็บรักษานานขึ้นผลแก้วมังกรจะเกิดอาการสะท้านหนาว และผลที่เก็บเกี่ยวอ่อน จะเกิดอาการผิดปกติได้ภายใน 7 วัน</p>
<p>ที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 15-20 วัน</p>
<p>ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 7-14 วัน</p>
<p>การเก็บรักษาแก้วมังกรในสภาพบรรยากาศดัดแปลงหรือถุงพลาสติกชนิด โพลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride) ถุงโพลีเอทธิลีน (polyethylene) จะช่วย ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลได้นานขึ้น เพราะสภาพบรรยากาศดัดแปลงจะช่วย รักษาความชื้นและลดความเสียหายจากการสูญเสียน้ำ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5631">แก้วมังกร</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5631</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4759</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4759#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Dec 2015 10:03:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไข่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4759</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่ ปัจจุบันกล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ จีน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยในปี 2555 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 74,000 ไร่ผลผลิต 172,587 ตัน ส่งออก 15,502 ตัน จากผลการศึกษาของ Sangudom (2013) เรื่องการจัดการการผลิตและการจัดการคุณภาพในโซ่อุปทานการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกในแหล่งผลิตที่สำคัญ 2 แหล่งคือภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี และภาคเหนือจังหวัดสุโขทัย พบว่าในโซ่อุปทานของกล้วยไข่จังหวัดจันทบุรีประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เกษตรกร ผู้รวบรวม(ล้ง) และผู้ส่งออก ส่วนของจังหวัดสุโขทัยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ เกษตรกร และผู้ส่งออก และทั้ง 2 แหล่ง เกษตรกรได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ผลผลิตตกเกรด 30-40% และจำนวนเกษตรกรเข้าระบบ GAP น้อย สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตไม่ได้มาตรฐานมีทั้งตำหนิที่ผิว(15-30%) โรคและแมลง(5-20%) ขนาดหวีเล็ก(10-30%) อายุเก็บเกี่ยวอ่อนหรือแก่เกินไป(5-10%) การชอกช้ำหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง(5-10%) นอกจากนี้ขั้นตอนการปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยวบางประการและการจัดการของโรงคัดบรรจุไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตตกเกรดต่ำกว่าราคาผลผลิตที่ได้มาตรฐาน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันกล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ จีน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยในปี 2555 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 74,000 ไร่ผลผลิต 172,587 ตัน ส่งออก 15,502 ตัน <span id="more-4759"></span> จากผลการศึกษาของ Sangudom (2013) เรื่องการจัดการการผลิตและการจัดการคุณภาพในโซ่อุปทานการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกในแหล่งผลิตที่สำคัญ 2 แหล่งคือภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี และภาคเหนือจังหวัดสุโขทัย พบว่าในโซ่อุปทานของกล้วยไข่จังหวัดจันทบุรีประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เกษตรกร ผู้รวบรวม(ล้ง) และผู้ส่งออก ส่วนของจังหวัดสุโขทัยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ เกษตรกร และผู้ส่งออก และทั้ง 2 แหล่ง เกษตรกรได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ผลผลิตตกเกรด 30-40% และจำนวนเกษตรกรเข้าระบบ GAP น้อย สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตไม่ได้มาตรฐานมีทั้งตำหนิที่ผิว(15-30%) โรคและแมลง(5-20%) ขนาดหวีเล็ก(10-30%) อายุเก็บเกี่ยวอ่อนหรือแก่เกินไป(5-10%) การชอกช้ำหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง(5-10%) นอกจากนี้ขั้นตอนการปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยวบางประการและการจัดการของโรงคัดบรรจุไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตตกเกรดต่ำกว่าราคาผลผลิตที่ได้มาตรฐาน 8-10 เท่า นอกจากนี้พบว่าในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการสูงมีปริมาณผลผลิตน้อย และพบว่าต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง โดยเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีและสุโขทัย มีต้นทุนการผลิต 19,100 และ 21,720 บาท/ไร่ ตามลำดับ โดยเป็นต้นทุนด้านปัจจัยการผลิต 9,100 และ 10,700 บาท/ไร่ ด้านแรงงาน 6,500 และ 9,020 บาท/ไร่ และต้นทุนด้านอื่นๆ 3,500 และ 2,000 บาท/ไร่</p>
<p><strong>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</strong></p>
<p><strong> ด้านการผลิต</strong> ปัจจุบันการผลิตกล้วยไข่ของประเทศไทยมี 2 ระบบคือการปลูกเป็นพืชเดี่ยว และการปลูกเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล ทั้งสวนเดิมและสวนปลูกใหม่ปรือปลูกแซมในระยะเริ่มแรกของการปลูกปาล์มหรือ ยางพารา ซึ่งในช่วงที่ตลาด(จีน) มีความต้องการสูงจะอยู่ในช่วงตั้งแต่เดือน ธันวาคม-เมษายน ช่วงดังกล่าวเกษตรกรมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทั้งจากสภาพอากาศร้อน ปริมาณน้ำจำกัด รวมทั้งต้นที่ปลูกมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ นอนว่าหน่อที่ปลูกจะให้ผลผลิตเมื่อไร ซึ่งความสม่ำเสมอของหน่อพันธุ์และหรือต้นพันธุ์ พบว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออายุการให้ผลผลิต ซึ่งในการปลูกกล้วยไข่ปัจจุบันเกษตรกรนิยมขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ ประเด็นปัญหาคือความสมบูรณ์และขนาดหน่อไม่สม่ำเสมอ ทำให้การเจริญเติบโตและการออกเครือไม่พร้อมกัน ทำให้การกระจายการผลิต การจัดการคุณภาพ การปฎิบัติงานในแปลงต้องทำหลายครั้ง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และไม่สามารถจัดการให้ผลผลิตออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับในต่างประเทศที่ปลูกกล้วยเป็นการค้านิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อ ซึ่งทำได้ปริมาณมากและเวลารวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้ต้นพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรค สำหรับประเทศไทย เบญจมาศ และคณะ(2551) ได้ปรับปรุงพันธุ์กล้วยไข่โดยการฉายรังสีและได้กล้วยไข่พันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 และได้ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งในช่วงแรกต้นพันธุ์จะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหน่อพันธุ์ กล้วยไข่กำแพงเพชร อีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ได้ปริมาณมากกว่าการใช้หน่อ พันธุ์และได้ต้นสม่ำเสมอคือการขยายพันธุ์โดยการผ่าหน่อ ประนอม(2552) ทดลองขยายพันธุ์กล้วยไข่โดยการผ่าหน่อออกเป็นสี่ส่วน(ไม่ให้โดนตาที่เป็นจุด เจริญ) แล้วนำไปจุ่มสารป้องกันเชื้อราแล้วนำไปชำในถุง หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน สามารถนำไปปลูกในแปลงได้ ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและกระจายการผลิตในช่วงที่ตลาดต้องการ โดยใช้หน่อพันธุ์แบบต่างๆจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่มีความจำเป็นในการเพิ่ม ศักยภาพการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออก ด้านการหักล้มของกล้วยโดยเฉพาะในช่วงที่กล้วยออกเครือมีการศึกษาทั้งด้าน ความลึกในการปลูก การตัดต้นที่ระดับต่างๆ การปลูกแซมในสวนซึ่งสามารถลดการหักล้มได้ นอกจากนี้การใช้สารชะลอการเจริญเติบโตให้ต้นกล้วยเตี้ยลง Padhye และ Graninger (2009) ใช้สารพาโคลบิวทราโวล (30-90 ppm.)และยูนิโคลนาโซล(3-9 ppm.) กับกล้ากล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หลังลงปลูก 4 สัปดาห์สารทั้ง 2 ชนิดสามารถลดความสูงของกล้วยโดยสูงน้อยกว่า control 38-50 และ 31-32% ตามลำดับ โดยอัตราความเข้มข้นสูงจะลดความสูงกล้วยได้ดีกว่าอัตราความเข้มข้นต่ำ ดังนั้นการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วย ป้องกันการหักล้มของกล้วยไข่ในแปลงปลูกได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านเทคโนโลยีการผลิต</strong> จากการศึกษาของ Sangudom (2013) พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าระบบ GAP ไม่มีการวิเคราะห์ดินและจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสม โดยพบว่าต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกประมาณ 66 75% ของต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตโดยเป็นค่าปุ๋ยคอก 19-33% ปุ๋ยเคมี 33-57% รวมทั้งมีการใส่ปุ๋ยค่อนข้างถี่โดยเฉพาะเกษตรกร จ.สุโขทัยใส่ปุ๋ย 15-25 ครั้ง/รอบการผลิต ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและ/หรือลดจำนวนครั้งและปริมาณการใส่ ปุ๋ย ซึ่ง อิทธิสุนทร(2552) การให้ปุ๋ยในระบบน้ำเป็นการให้ปุ๋ยที่มีความสม่ำเสมอและเพิ่มประสิทธิภาพการ ใช้ปุ๋ยของพืช ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ทางดิน 10-50% ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งด้านปริมาณ คุณภาพและช่วยลดต้นทุนการผลิต ชูชาติ(2552) ศึกษาความต้องการกล้วยไข่ตลอดฤดูปลูกพบว่ามีความต้องการธาตุไนโตรเจนไม่น้อย กว่า 60 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 15 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 190 กรัม/ต้น และเพื่อชดเชยธาตุอาหารบางส่วนที่สูญเสียไปหรือไม่เป็นประโยชน์เนื่องจากถูก ตรึงไว้ในดิน ถูกชะล้าง จึงควรให้ไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น โดย 70-75% ของปริมาณธาตุอาหารถูกใช้ในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น และ 25-30% ถูกใช้ในระยะการให้ผลผลิตและแนะนำการใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วนคือครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้ง 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้ง 3 หลังปลูก 5-6 เดือนและครั้งสุดท้ายระยะการให้ผลผลิตคือประมาณ 7 เดือนหลังปลูก อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของกล้วยคือปัจจัย ด้านน้ำ Hallu et al. (2013) กล้วยที่ขาดน้ำส่งผลต่อการเจริญเติบโต การออกเครือช้าและอายุเก็บเกี่ยวช้ารวมทั้งลดขนาดของเครือและขนาดของผล ซึ่งการให้น้ำส่วนมากจะให้ในฤดูแล้งหรือหมดฝน เบญจมาศและคณะ(2551) การให้น้ำของกล้วยไข่โดยใช้สูตร= K Epan Area โดย K =สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของกล้วยไข่ (= 1 ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย) Epan = ค่าระเหยน้ำจากถาดระเหย class A-plan โดยทั่วไปการระเหยของน้ำจะอยู่ในช่วงเฉลี่ย 3.5-6 มิลลิเมตร/วัน Area= พื้นที่ดินใต้ทรงพุ่มกล้วย(3.14 0.25 0.25 ตารางเมตร) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำและจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ให้น้ำโดยใช้ระบบให้น้ำตามร่อง(furrow) เช่นที่สุโขทัย ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงและสิ้นเปลืองน้ำมาก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากการศึกษาการให้น้ำแบบ mini sprinkle ร่วมกับ mist spray ในช่วงแล้งจะช่วยให้กล้วยไข่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี (ทวีศักดิ์และคณะ, 2556) นอกจากนี้การเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและกักเก็บน้ำของดินจะช่วยส่งเสริม การเจริญเติบโตของกล้วย ซึ่งการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินทำได้หลายวิธีทั้งการคลุมโคน การใช้พลาสติกคลุมดิน และในปัจจุบันมีการนำสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่หรือเรียกสารอุ้มน้ำมาใช้ในทางการเกษตร เพื่อเพิ่มการดูดซับและกักเก็บน้ำของดินโดยการดูดน้ำจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 นาทีจะดูดซับน้ำได้ 200-400 เท่า เช่นการใช้ผสมกับดินในอัตรา 5 กรัม/ดิน 1 ลิตร ทำให้ดินสามารถดูดซับน้ำได้เพิ่มขึ้น27-38%โดยขึ้นกับชนิดของดินและช่วย เพิ่มขีดความสามารถในการดูดยึดธาตุอาหาร มีผลทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดี ลดการให้น้ำรวมถึงแรงงาน ทดลองใช้สารนี้ร่วมกับการปลูกข้าวโพดในสภาวะแล้งขาดน้ำโดยใช้ 30 kg/ha ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ดังนั้นจึงควรนำมาศึกษากับการปลูกกล้วยร่วมกับวิธีการอื่นๆซึงจำเป็นอย่าง มากโดยในฤดูแล้งที่กล้วยต้องการน้ำมาก ปริมาณน้ำมีจำกัด แต่ช่วงดังกล่าวผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ตลาดมีความต้องการมาก จึงมีผลทำให้ราคาผลผลิตสูง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการศัตรูพืช </strong>การ ปลูกกล้วยไข่เพื่อส่งออก จำเป็นต้องมีการดูแลแปลงอย่างดีเพื่อให้ต้นสมบูรณ์ปราศจากการทำลายของโรคและ แมลง และเมื่อกล้วยออกเครือ การควบคุมไม่ให้ผิวผลกล้วยถูกทำลายจากโรคและแมลงนับว่ามีความสำคัญยิ่ง โรคที่สำคัญในระยะการเจริญเติบโตของกล้วยได้แก่โรคใบจุดซิกาโตก้าสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา <em>Pseudocerospora musae </em>การป้องกันโดยการตัดใบที่เป็นโรคออกนำไปเผาทำลายและพ่นสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนโรคที่เกิดกับผลคือโรคโคนหวีเน่า เกิดจากเชื้อรา <em>Colletotrichum musae</em> และ <em>Fusarium </em>spp. มักพบในช่วงที่เก็บเกี่ยวและกล้วยอยู่ในระยะสุกแก่ การป้องกันกำจัดเริ่มตั้งแต่ดูแลสวนให้สะอาด โรงคัดบรรจุและกล่องบรรจุต้องสะอาด หลังการเก็บเกี่ยวจุ่มผลในสารละลายไธอะเบนดาโซลหรืออิมาซาริล อีกโรคที่สำคัญคือโรคแอนแทรคโนสบนผล เกิดจากเชื้อรา <em>Colletotrichum musae</em> การป้องกันพ่นสารเคมีในช่วงออกปลี รวมทั้งดูแลแปลงให้สะอาด(ชาตรีและคณะ, 2552) ส่วนแมลงที่สำคัญที่ทำลายผิวผลคือเพลี้ยไฟ เข้าทำลายตั้งแต่ระยะออกปลี ดูดกินบริเวณกาบปลี ทำให้เกิดอาการด่างลาย ดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อนทำให้ผิวผลเสียหายโดยอาการจะปรากฏชัดเมื่อผลโตขึ้น มีอาการเป็นจุดนูนสีน้ำตาล ทำให้ผลผลิตตกเกรด สภาพอากาศร้อนชื้นและมีร่มเงาเหมาะกับการแพร่ระบาด การป้องกันพ่นด้วยฟอสร์ หรืออิมิดาคลอพริค 3 ครั้งตั้งแต่ระยะเริ่มแทงปลีห่างกัน 7 กัน(จริยา, 2552) และจากผลการศึกษาการจัดการแปลงกล้วยไข่ของเกษตรกรจังหวัดสุโขทัยและจันทบุรี ของ Sangudom (2013) พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่พ่นสารเคมีในการป้องกันการทำลายของแมลง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายจากโรคและแมลง 5-20% ดังนั้นการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสียหายดังกล่าวและเพิ่ม เปอร์เซ็นต์ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว </strong>จาก ผลการศึกษาของ Sangudom (2013) พบว่าในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของจังหวัดสุโขทัย ผู้ส่งออกจะมารับซื้อผลผลิตจากสวนเกษตรกร และดำเนินการในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวที่สวนของเกษตรกร พบว่าในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยววัสดุอุปกรณ์บางอย่างไม่เหมาะสมและขาด สิ่งอำนวยความสะดวกในการปฎิบัติ เกิดความสูญเสียต่อผลผลิต ส่วนจังหวัดจันทบุรี เกษตรกรจะนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาขายที่ล้งรับซื้อ และล้งรับซื้อจะดำเนินการในขั้นตอนของหลังการเก็บเกี่ยวจนกระทั่งบรรจุกล่อง และขนส่งไปส่งบริษัท/ตู้คอนเทรนเนอร์ของผู้รับซื้อ ซึ่งก็พบว่าการจัดการบางประการไม่เหมาะสมเช่นกัน เช่นภาชนะที่ใช้ล้างขนาดเล็ก ทำให้เกิดการชอกช้ำที่ผิวผลิตผลได้ วิธีการปฎิบัติของล้ง/บริษัทฯไม่เหมือนกัน เช่นการใช้สารป้องกันเชื้อราจุ่มหวีผลในน้ำสุดท้ายของการทำความสะอาด รวมทั้งชนิดและอัตราก็แตกต่าง จากข้อมูลของ สวพ. 6 พบปัญหาสารตกค้างในกล้วยไข่เนื่องจากการใช้คาร์เบนดาซิมในอัตราที่มากเกินไป ซึ่งโรคที่สำคัญหลังการเก็บเกี่ยวคือโคนหวีเน่า(crown rot) เชื้อนี้จะเข้าในระยะที่ผลอ่อนในแปลงปลูกและจะแสดงเมื่อสุก(Gonzale-Aguilar et al., 2003) ส่วนใหญ่จะจุ่มด้วยสารเคมี โปรคลอราซและ อิมาซาริส(Aked et al., 2001) ปัจจุบันบางประเทศผู้นำเข้าเข้มงวดขึ้น บางประเทศไม่อนุญาตการใช้สารเคมีในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว(Maobool et al., 2010) ซึ่งมีการทดลองใช้ hot water treatment(HWT) โดยจุ่มในน้ำร้อน ที่ 50 องศาเซลเซียสแล้วจุ่มในน้ำที่ 25 องศาเซลเซียส 30 นาที ช่วยยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่(Srilaong and Photchanachai, 2011) นอกจากนี้การใช้กรรมวิธีร่วมระหว่างสารเคมีโดยลดอัตราการใช้สารเคมี + HWT (Schina et al., 2000) นอกจากนี้มีการใช้ cinnamon oil 0.3-0.4% สามารถชะลอการเกิดโรคแอนแทรคโนสของกล้วย(Maqbool et al., 2010) บุญญวดี(2557) ใช้ potassium sorbate 500 มล/ก จุ่มนาน 5นาที สามารถช่วยควบคุมโรคหวีเน่าของกล้วยหอม นอกจากนี้ปัจจุบันมีการนำโอโซนซึ่งคุณสมบัติในการเป็นตัวออกซิไดซ์อย่าง แรง มีความว่องไวในการทำปฎิกริยาเคมีและสลายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารพิษตกค้าง มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่เหนือกว่าสารเคมีจำพวกคลอรีน คลอรีนไดออกไซด์ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หลายประเทศในยุโรปได้มีการเลือกใช้ก๊าซโอโซนแทนสารเคมีดังกล่าว กลไกในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์เกิดได้ 2 ลักษณะคือ โมเลกุลของโอโซนเข้าทำปฎิกริยาโดยตรงกับสารเคมีที่มีอยู่ในเซลล์จุลินทรีย์ และอนุมูลตัวกลางอิสระที่เกิดขึ้นเป็นตัวเข้าทำลาย โดยสามารถเข้าทำลายเซลล์เมมเบรน ไซโตพลาสซึม โปรตีน และชั้นของไขมันในเซลล์จุลินทรีย์และเกิดการจับตัวเป็นก้อนของโปรตีนทำให้ เซลล์แตก หรือเข้าทำลายระบบหายใจของเซลล์จุลินทรีย์ ลักษณะที่ 2 โอโซนสามารถทำลายเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับ DNAและ RNA ของเซลล์จุลินทรีย์(จารุณี, 2547) Whangchai <em>et al.</em> (2006) พบว่าการให้ก๊าซโอโซนร่วมกับกรดออกซาลิก สามารถลดการเกิดโรคของผลลำไยหลังการเก็บเกี่ยวได้ ดวงธิดา และคณะ(2549) การจุ่มผลเงาะในน้ำโอโซนความเข้มข้น 0.5 ppm นาน 15 นาทีสามารถลดปริมาณเชื้อราที่ผิวผลได้ 74.6% การรมลำไยด้วยโอโซนความเข้มข้น 200 ppm ร่วมกับการแช่ในกรดออกซาลิกหรือกรดซิตริกความเข้มข้น 5% ให้ผลดีในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสีน้ำตาลและกิจกรรมของเอนไซม์ PPO และสามารถควบคุมการเกิดโรคได้ดี(กานดา, 2006) ดวงธิดาและคณะ(2549) การจุ่มผลเงาะในน้ำโอโซนความเข้มข้น 0.3 ppm นาน 15 นาทีสามารถลดปริมาณเชื้อราที่ผิว 79.2%</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ด้านการเก็บรักษา</strong>พบ ว่า การเก็บรักษากล้วยไข่ในถุงพลาสติก PE(poly-ethylene)และ LDPE(low-density poly-ethylene)ร่วมกับการใช้สารดูดซับเอทธิลีน สามารถเก็บรักษาได้นาน 8 และ6 สัปดาห์ตามลำดับ แต่พบปัญหาด้านโรคหลังการเก็บเกี่ยวและมีผลบางส่วนสุกเล็กน้อย(Sangudom, 2013)นอกจากนี้ในขั้นตอนการล้างทำความสะอาดภาชนะที่ใช้ไม่เหมาะสม ไม่มีวิธีการทำให้ผลิตผลแห้งก่อนการบรรจุและไม่มีการลดความร้อนในผลิตผล หลังเสร็จสิ้นการบรรจุ(cold chain) ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษา เนื่องจากผลกล้วยต้องอยู่ในสภาพไม่สุกเมื่อถึงตลาดปลายทาง สิ่งต่างๆเหล่านี้ถ้าได้รับการพัฒนาจะช่วยลดการสูญเสียของผลผลิต และช่วยรักษาคุณภาพผลผลิตได้ นอกจากนี้ไม่มีระบบการทำสัญญาการซื้อขาย ทำให้ไม่สามารถวางแผนการจัดการได้ ทำให้ต้องเสียเวลานานในการรวบรวมผลิตผล-ขนส่งไปยังจุดรับของบริษัทฯ ทำให้ต้นทุนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวสูง เกรียงไกรและคณะ(2554) ศึกษาเวลาและต้นทุนในกระบวนการเก็บเกี่ยว-คัดบรรจุ-ขนส่งไปยังจุดรับของ บริษัทฯ พบว่าใช้เวลาประมาณ 11.10 นาที/กล่อง และถ้าบรรจุกล่อง/วันได้น้อยจะมีต้นทุนสูงเช่นบรรจุ 50 กล่อง/วัน มีต้นทุนดำเนินการ/กล่อง 40.20 บาท ถ้าบรรจุ 400 กล่อง/วัน ต้นทุน 5.03 บาท/กล่อง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน</strong> นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการช่วยให้สินค้าออกจากมือผู้ผลิตจนไป ถึงมือผู้บริโภคให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ธนัญญา (2554) ศึกษาระบบโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสับปะรด ซึ่งในระบบต้องอาศัยการเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ คือเกษตรกร แผงผู้รวบรวม และโรงงานแปรรูป โดยแต่ละหน่วยต้องรู้จักคำว่า SCOR model คือ การวางแผน(plan) การจัดหาแหล่ง(Source) การผลิต(Make) การจัดส่ง(Delivery) และการส่งคืนสินค้า(Return) ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ การสั่งซื้อ การวางแผน การผลิต การจัดลำดับการผลิต การจัดสรรกำลังคน กำลังการผลิต การจัดการโกดังสินค้า จนกระทั่งการจัดการขนส่งไปถึงมือลูกค้า การจัดการขายและบริการลูกค้า ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรบน Supply chain ที่ทำให้วัตถุดิบทั้งหมดกลายเป็นสินค้า(finished product) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหากสามารถจัดการระบบโซ่อุปทานให้เกิดประสิทธิภาพ จะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำ กรณีของกล้วย พบว่าประเทศผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ของโลกเช่นเอควาดอร์ คอสตราริก้า ฟิลลิบปินส์ มีการดำเนินการโดยบริษัทฯส่งออกรายใหญ่ของโลกซึ่งมีระบบการจัดการโลจิสตกส์ และโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มีการวางแผนการผลิต การควบคุมการผลิต การทำ contract farming การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการขนส่งไปตลาดปลายทาง ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ลดการสูญเสีย และได้รับผลตอบแทนอย่างดี ส่วนตัวอย่างที่ดีของไทยคือ การส่งออกกล้วยหอมทองไปประเทศญี่ปุ่น ของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า 20 ปีเช่นกัน(Chanadee et al., 2011)</p>
<p><strong> </strong>จากการวิเคราะห์ SWOT พบว่า</p>
<p>1.กล้วยไข่มีจุดแข็ง(strengths)</p>
<p>- รสชาติดี มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p>- สามารถจัดการให้มีผลผลิตออกในช่วงเวลาความต้องการของตลาด</p>
<p>- ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>2.จุดอ่อน(weakness)</p>
<p>- บางช่วงผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด</p>
<p>- สายพันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้ามีเพียง1สายพันธุ์</p>
<p>- เปลือกบาง อายุการเก็บรักษาสั้นไม่ทนทานการขนส่ง โดยเฉพาะตลาดไกลที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งนานมีผลต่อคุณภาพ</p>
<p>- ผลผลิตต่ำ ต้นหักล้มง่าย</p>
<p>3.โอกาส(opportunities)</p>
<p>- ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการอยู่มาก</p>
<p>- สภาพภูมิประเทศเหมาะสมและสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้เพิ่มขึ้น</p>
<p>- กล้วยไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ตลาดมีความต้องการจึงควรมีการส่งเสริมการบริโภคและสร้าง band ของกล้วยไทย</p>
<p>4.อุปสรรค(threats)</p>
<p>- ผลผลิตออกกระจุกตัว</p>
<p>- ผลผลิตเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น วาตภัย แล้ง</p>
<p>- การคัดเกรดตามมาตรฐานของผู้รับซื้อ</p>
<p>- ราคาไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูง</p>
<p>- ขาดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง</p>
<p>- ขาดวางแผนการผลิตที่สอดคล้องความต้องการตลาด</p>
<p>- ขาดข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด รวมทั้งขาดความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายในโซ่อุปทานการผลิต</p>
<p>กล้วยไข่ มาตรฐานน้ำหนักหวี 700-800 กรัม ผลผลิตต่อไร่ 86 กก</p>
<p>- การใช้จุ่มกล้วยไข่ proclorax 125 ppm บวกโอโซน 0.5 ppm นาน 15 นาที เก็บ 2 สัปดาห์ควบคุมโรคหวีเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้</p>
<p>- สารพาโคลบิวทราซอล 90-150 ppm 5 ลิตรต่อต้น หลังปลูก 4 เดือน ก่อนการออกปลี ป้องกันการหักล้มกล้วยไข่ กล้วยไข่ไม่ค้ำเนื่องจากน้ำหนัก 7-8 กิโลกรัม กล้วยหอมน้ำหนัก 15 กิโลกรัมจะค้ำ กล้วยน้ำว้าไม่ค้ำ จะค้ำต้นที่เอน รากจะลอยปลูกตลอดชีวิต ต้นแม่ตัดแล้วจะเป็นโพรง การปลูกกล้วยควรมี wind break สารทำให้ลำต้นใหญ่ ต้นเตี้ยลง</p>
<p>- การผลิตกล้วยไข่ฤดูแล้ง การใช้สารอุ้มน้ำ การให้ระบบน้ำหยด การใช้พลาสติกคลุมดินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี การให้น้ำช่วงแล้วสู้ช่วงฝนไม่ได้</p>
<p>- การใช้ระบบ cold chain ช่วงแพ็คกิ้งก่อนเข้าตู้คอนเทรนเนอร์ ใช้น้ำเย็น ลดความร้อน 32-35 องศามาที่ 14-16 องศา 30 นาที หรือใช้ bus air ลมเย็น 2.45 ชั่วโมง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>by : Satja Prasongsap<br />
Research Scientist<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4759</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วยหอม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4541</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4541#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2015 08:54:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4541</guid>
		<description><![CDATA[<p>กล้วยหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AAA Group) “Kluai hom” วงศ์  : Musaceae กลุ่มย่อย : Gross Micheal ชื่อท้องถิ่น : กล้วยหอม กล้วยหอมทอง แหล่งที่ปลูก ได้แก่ ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ภาคกลาง ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี นนทบุรี จันทบุรี ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย สกลนคร พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ พันธุ์หอมทอง และพันธุ์หอมเขียว การผลิตปี 2558 1. เนื้อที่ให้ผลผลิต 34,018 ไร่ ผลผลิต 113,936 ตัน ผลผลิตต่อไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4541">กล้วยหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กล้วยหอม<span id="more-4541"></span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AAA Group) “Kluai hom”<br />
วงศ์  : Musaceae<br />
กลุ่มย่อย : Gross Micheal<br />
ชื่อท้องถิ่น : กล้วยหอม กล้วยหอมทอง</p>
<p>แหล่งที่ปลูก ได้แก่</p>
<p>ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่</p>
<p>ภาคกลาง ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี นนทบุรี จันทบุรี</p>
<p>ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์</p>
<p>ภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย สกลนคร</p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ พันธุ์หอมทอง และพันธุ์หอมเขียว</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">การผลิตปี 2558</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">1. เนื้อที่ให้ผลผลิต 34,018 ไร่ ผลผลิต 113,936 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,349 กิโลกรัม ต้นทุนการผลิต 4.99 บาทต่อกิโลกรัม</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">2. ราคาเฉลี่ย 9.92 บาทต่อกิโลกรัม? ผลตอบแทนสุทธิ 4.93 บาทต่อกิโลกรัม</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">3. พื้นที่เพาะปลูก ปทุมธานี เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี เครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย สกลนคร ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ กำลังขยายการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังจีน และเกาหลีใต้</span></p>
<p>การค้า-การส่งออกปี 2558</p>
<p>1. ใช้ในประเทศ 111,185 ตัน</p>
<p>2. ส่งออกกล้วยหอมสด 2,741 ตัน มูลค่า 82.17 ล้านบาท</p>
<p>3. ราคาส่งออก 29.98 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p>5.ประเทศที่ส่งออก ญี่ปุ่น มาเลเซีย เยอรมัน จีน เกาหลีใต้</p>
<p>6.คู่แข่งที่สำคัญ ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์</p>
<p>มาตรฐานการส่งออก : ความแก่ 70% เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร น้ำหนัก 110 กรัม ความยาวผล 15 เซนติเมตร รอยตำหนิไม่เกิน 2 เซนติเมตร</p>
<p><strong>สหกรณ์ท่ายาง </strong>รายงานว่า กล้วยหอมทอง ส่งออกญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และตลาดภายในประเทศ เช่น 7-11 โลตัส Big C Top กำลังการผลิต 1,200-1800 ตัน มีสมาชิก 2,500 ราย และส่งให้สหกรณ์ 400 ราย ผลิตได้เดือนละ 30 ตัน ปัจจุบันเดือนละ 15 ตัน ขายที่ราคา 18-20 บาทต่อกิโลกรัม สหกรณ์รับซื้อ 15-17 บาทต่อกิโลกรัม การปลูกใช้เวลา 9 เดือนจึงเริ่มผลิตลูก 1 ไร่ใช้ 400 ต้น ใน 1 เครือ 120-140 ลูก รายได้ 50,000 บาท ต้นทุน 20,000 บาท ฤดูปลูกหน้าฝน ปลูกฤดูหนาวไม่ดีได้ลูกเล็ก สุกง่าย ปล่อยหน่อไว้ขยาย 5-6 หน่อ ออกผลผลิตได้ดีช่วง กพ.-เมย. ให้น้ำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น :ลำต้นแท้เป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง&gt; 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวปนเหลือง มีประดำหนา กาบด้านในสีเขียวอ่อนและมีเส้นลายสีชมพู ใบเดี่ยว เป็นแบบขนาน ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว ใบอาจยาวได้ถึง 3 เมตร ดอกรวม เรียก “ปลี”  มีขนอ่อนปกคลุมที่ก้านช่อดอก (ก้านเครือ) ใบประดับรูปไข่ บนใบสีแดงอมม่วงมีไข ใต้ใบมีสีแดงซีด ผลเรียก “เครือ” มี 4 – 6 หวีต่อเครือ 12 &#8211; 16 ผลต่อหวี ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียวเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีขาวขุ่น  รสหวาน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">สายพันธุ์</span> กล้วยหอมแบ่งเป็น 3 กลุ่มเล็ก คือ</p>
<p>1. กรอสมิเชล : หอมทอง ต้นไม่สูงมากเหมือนกล้วยหอมอื่นๆ ผลผลิต 4 &#8211; 6 หวีต่อเครือ เมื่อสุกผิวผลเป็นสีเหลืองทองปลายผลจุกเปลี่ยนทีหลังเนื้อสีส้มอ่อนๆ กลิ่นหอม รสหวาน กล้วยหอมทองไต้หวัน นำเข้าจากไต้หวัน เมื่อสุกผิวผลเป็นสีเหลืองส้ม เปลือกหนา เนื้อสีครีม-ส้มอ่อนๆ รสหวานน้อยกว่าหอมทอง</p>
<p>2. คาเวนดิช : หอมเขียวค่อม ไจแอ้นคาเวนดิช แกรนดเนน หอมเขียว จำนวนหวีต่อเครือ ผลต่อหวี มากกว่าหอมทอง ปลายผลทู่ไม่มีจุก เมื่อสุกผิวเป็นสีเขียวอมเหลือง เนื้อสีขาว รสหวาน แต่เละเร็ว กลิ่นฉุน</p>
<p>3. กล้วยครั่ง : กล้วยนาก กล้วยกุ้ง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การขยายพันธุ์</span> : 1)หน่อใบแคบ สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช หน่อยาว 25 &#8211; 35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ 2)ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการผ่าหน่อ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การปลูก</span> นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ระยะปลูก: 2-2.5&#215;2.5-3 เมตร 250-300 ต้นต่อไร่ เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัม+ปุ๋ยร็อคฟอสเฟส 50 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดินใส่ลงในหลุมให้สูง 2/3 หลุม วางหน่อ หรือต้นกล้วย ในหลุม ใช้มีดคมกรีดจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้งซ้ายและขวา ดึงถุงพลาสติกออกโดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น คลุมดินด้วยฟางข้าว หรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การใส่ปุ๋ย</span> ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 4 ครั้งๆ ละ 250 กรัม ดังนี้</p>
<div>ครั้งที่ 1 ใส่หลังปลูก 1 สัปดาห์ ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 4 ใส่หลังจากครั้งที่ 3 ประมาณ 2-3 เดือน ใช้สูตร 13-13-21</div>
<div>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดแต่งหน่อ:</span>  หลังปลูก 3-4 เดือน จะมีหน่อขึ้นรอบๆ โคน ตัดไปเรื่อย หลังปลูก 6 เดือน เลือกไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ ให้หน่อที่ 1 และที่ 2 มีอายุห่างกัน 4 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดแต่งใบ:</span> เลือกตัดใบแก่ ใบที่เป็นโรคหรือถูกทำลายออก ไม่ควรตัดจนเหลือใบ≤7-12 ใบ เพราะใบใช้ปรุงอาหารเพิ่มความเจริญเติบโตของผลกล้วย ใบน้อยส่งผลให้ก้านเครือ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดปลี:</span> ตัดปลีทิ้งเมื่อเห็นหวีสุดท้าย  หากทิ้งไว้นาน ทำให้ผลของหวีอื่น ๆ  มีขนาดเล็กแกรน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การห่อเครือ:</span> ผลกล้วยมีสีสวยสม่ำเสมอ ไม่มีแผลที่เกิดจากแมลงและโรคทำลาย การเสียดสีจากภายนอก เมื่อกล้วยสุกผลมีสีสวยน่าบริโภคกว่ากล้วยที่ไม่คลุมถุง วัสดุที่ใช้ : ถุงพลาสติก/โพลีเอททิลีน กระดาษ ถุงปุ๋ย นิยมห่อเครือหลังตัดปลี</p>
<p>การค้ำเครือ: ป้องกันลำต้นหักล้ม เครือกล้วยไข่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การจัดการศัตรูพืช</span></p>
<p>1.โรคใบจุดเฟโอเซปทอเรีย เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีน้ำตาลดํา ขยายเป็นแผลรูปยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบแผลเป็นสีเหลือง การป้องกันกำจัด: ตัดแต่งใบกล้วย เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดหรือสะสมโรค ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกเผาทําลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกําจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร โพรคลอราซ 50% WP อัตรา30ก/น้ำ 20 ลิตร  ทีบูโคนาโซล 43% SC  อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  แมนโคเซบ80% WP อัตรา 30ก/น้ำ 20ลิตร    พ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค</p>
<div>2. โรคใบจุดซิกาโตกา เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีเหลือง ขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ ขยายใหญ่ขึ้น กลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตามีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบเหลืองขอบใบแห้งและฉีกขาด ทําให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกําหนด การป้องกันกำจัด ตัดแต่งใบกล้วย เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดหรือสะสมโรค ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกเผาทําลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกําจัดโรคพืช เช่น -คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร โพรคลอราซ 50% WP อัตรา30ก/น้ำ 20 ลิตร  ทีบูโคนาโซล 43% SC  อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  แมนโคเซบ80% WP อัตรา 30ก/น้ำ 20ลิตร</div>
<div>
<div>3. หนอนม้วนใบกล้วย หนอนวัยแรกกัดกินอยู่ใต้ใบ เริ่มจากขอบใบและขยายเป็นแถบกว้างเพื่อใช้ม้วนห่อตัว เมื่อหนอนโตขึ้นการม้วนใบมีลักษณะเป็นหลอดยาวและใหญ่ขึ้นตามตัว ระยะตัวหนอน 23-25 วัน เข้าดักแด้ภายในหลอด 10 วัน แล้วกลายเป็นผีเสื้อ ใบที่ทำลายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ การป้องกันกำจัด เก็บทําลายตัวหนอนที่พบตามใบกล้วย นำไปทำลายนอกแปลงปลูก</div>
</div>
<div>
<div>4. ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนเจาะไชชอนอยู่ในเหง้ากล้วย ใต้ระดับดินโคนต้น ส่งผลให้ระบบส่งน้ำอาหารเลี้ยงลําต้นขาดตอน/ชะงัก หนอนเพียง 5 ตัวในเหง้า ทำให้กล้วยตายได้ หากติดไปกับหน่อปลูกใหม่ ทําให้หน่อใหม่ตาย การป้องกันกำจัด ป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย และกําจัดหนอน ตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยโดยราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 ซม.และรอบโคนต้นรัศมี 30 ซม. ด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10มม./ น้ำ 20 ลิตร</div>
<div>5. ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่บริเวณกาบส่วนของลําต้นที่เหนือพื้นดินจนถึงประมาณกลางต้น ตัวหนอนเจาะกัดกินจนถึงไส้กลางของต้น ต้นเป็นรูพรุนทั่วไป ทําให้ต้นกล้วยตาย หากเข้าทําลายในระยะใกล้ออกปลีจนถึงตกเครือ กล้วยหักพับกลางต้น ต้นเหี่ยวเฉายืนต้นตาย การป้องกันกำจัด ป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย และกําจัดหนอน ตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยโดยราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 ซม.และรอบโคนต้นรัศมี 30 ซม. ด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10มม./ น้ำ 20 ลิตร</div>
</div>
<div></div>
<div>
<div><span style="color: #ff6600;">การเก็บเกี่ยว :</span> ความอ่อนแก่ของกล้วย อาจดูจากลักษณะผล เช่น ขนาดผล เหลี่ยมกล้วย หรือนับอายุจากวันแทงปลี หรือวันตัดปลี ระยะเก็บเกี่ยวกล้วยขึ้นกับระยะเวลาในการขนส่ง กล้วยหอมเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 90 วันหลังการตัดปลี นานกว่านี้  ผลกล้วยอาจแตก สุกคาต้น (กล้วยสุกลม) รสชาติไม่อร่อย สีของผิวกระด้างไม่นวลสวยเหมือนที่นำไปบ่ม หากขนส่งไปขายไกลๆ สามารถตัดกล้วยที่ความแก่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์</div>
<div>การคัดแยกผลผลิต ดูลักษณะ ขนาดผล การเรียงตัวของหวี และการเกิดโรค/แมลง การชำแหละหวีและเช็คสีเนื้อ ตัดหวีออกจากก้านเครือกล้วย  ใช้มีดปาดผลของกล้วยลูกใดลูกหนึ่งเพื่อดูสีเนื้อ เนื้อกล้วยที่สุกได้ประมาณ 75% จึงจะสามารถส่งออกได้ เนื้อกล้วยที่มีสีขาว หรือเหลืองเกินไปทำการคัดออก การตัดแต่งหวีกล้วย: สะดวกในการทำความสะอาด และสวยงาม การทำความสะอาด: ขจัดสิ่งสกปรกที่ติดมากับกล้วย</div>
</div>
</div>
<p style="text-align: left;"><strong>การวิเคราะห์ SWOT</strong></p>
<p><strong>1.จุดแข็ง (</strong><strong>Strengths)</strong></p>
<p>- รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p>- สภาพภูมิประเทศเหมาะสมและสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้เพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>2.จุดอ่อน (</strong><strong>Weaknesses)</strong></p>
<p>- ขั้วหลุดง่าย(กล้วยหอมทอง) เปลือกบาง อายุการเก็บรักษาสั้นไม่ทนทานการขนส่ง โดยเฉพาะตลาดไกลที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งนานมีผลต่อคุณภาพ</p>
<p>- ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตกล้วยส่งออกหลักอย่างฟิลิปปินส์</p>
<p>การผลิตส่วนใหญ่ผลิตโดยเกษตรกรรายย่อย? มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ดีพอและไม่เป็นระบบเหมือนประเทศผู้ผลิตหลัก</p>
<p><strong>3.โอกาส </strong><strong>(Opportunities)</strong></p>
<p>- กล้วยไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ตลาดมีความต้องการจึงควรมีการส่งเสริมการบริโภคและสร้าง band ของกล้วยไทย</p>
<p><strong>4.อุปสรรค </strong><strong>(Threats)</strong></p>
<p>- ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางอย่างต้องนำเข้าไม่สามารถควบคุมราคาได้</p>
<p>ต้นทุนในการขนส่งสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก</p>
<p>กล้วยหอมคาเวนดิช TC7 กล้วยหอมวิลเลี่ยม 17-20 กิโลกรัม ผลผลิตมากกว่า 2-3 เท่า กล้วยหอมทอง กล้วยหอมไต้หวัน 10-15 กิโลกรัม</p>
<p>ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำกลัวยหอมทอง รุ่นแม่ Kc =1 รุ่นหน่อ Kc = 0.5</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4541">กล้วยหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4541</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โกโก้</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3991</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3991#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Dec 2014 07:20:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3991</guid>
		<description><![CDATA[<p>โกโก้ ชื่อวิทยาศาสตร์:Theobroma cacaoL. วงศ์:Sterculiaceae ชื่อสามัญ:ChocolateTree, Cacao, Cocoa ชื่ออื่น:- โกโก้ เป็นพืชที่ได้รับความนิยมปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดย 3 ปีที่ผ่านมา ด้านการผลิต มีการส่งเสริมการปลูกโกโก้โดยภาคเอกชนในรูปแบบการทำเกษตรพันธสัญญา ทำให้พื้นที่ปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นจากเดิม และมีการขยายพื้นที่ปลูกไปภาคอื่น ซึ่งเดิมมีการปลูกโกโก้ในเชิงเศรษฐกิจในภาคใต้และภาคตะวันออกเท่านั้น ปี 2566 พื้นที่ปลูก 15,669 ไร่ / ผลผลิตต่อไร่ 1,025 กิโลกรัม แหล่งผลิตสำคัญ : ภาคเหนือ เช่น เชียงราย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ตราด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ขอนแก่น อำนาจเจริญ ภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,318 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 998 ราย แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่มากนัก (ประมาณ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3991">โกโก้</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>โกโก้</strong></span></p>
<p><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: small;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์:</strong></span><span style="color: #003300; font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: small;"><em>Theobroma cacao</em>L.<span id="more-3991"></span></span><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: small;"><br />
<strong>วงศ์</strong>:Sterculiaceae</span><br />
<span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: small;"><strong>ชื่อสามัญ</strong>:ChocolateTree, Cacao, Cocoa<br />
<strong>ชื่ออื่น</strong>:-</span></p>
<p><strong>โกโก้</strong> เป็นพืชที่ได้รับความนิยมปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดย 3 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>ด้าน<strong>การผลิต</strong> มีการส่งเสริมการปลูกโกโก้โดยภาคเอกชนในรูปแบบการทำเกษตรพันธสัญญา ทำให้พื้นที่ปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นจากเดิม และมีการขยายพื้นที่ปลูกไปภาคอื่น ซึ่งเดิมมีการปลูกโกโก้ในเชิงเศรษฐกิจในภาคใต้และภาคตะวันออกเท่านั้น</p>
<p><strong>ปี </strong><strong>2566 </strong>พื้นที่ปลูก 15,669 ไร่ / ผลผลิตต่อไร่ 1,025 กิโลกรัม แหล่งผลิตสำคัญ : ภาคเหนือ เช่น เชียงราย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ตราด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ขอนแก่น อำนาจเจริญ ภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี</p>
<p>ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,318 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 998 ราย แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่มากนัก (ประมาณ 700 ตัน) เนื่องจากโกโก้ที่ปลูกยังไม่ได้ให้ผลผลิต โดยพื้นที่ปลูกหลัก ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และเชียงราย ตามลำดับ</p>
<p>การเพิ่ม<strong>มูลค่า</strong> เมล็ดโกโก้แห้ง นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ โกโก้เหลว (cocoa liquor) โกโก้บัตเตอร์ (cocoa butter) และ โกโก้ผง (cocoa powder) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงต่อไป</p>
<p>ด้าน<strong>การส่งออก</strong></p>
<p>ปี 2566 ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าเมล็ดโกโก้และผลิตภัณฑ์ รวม 48,602 ตัน และ 9,097 ล้านบาท ตามลำดับ และปริมาณและมูลค่าการส่งออก เมล็ดโกโก้และผลิตภัณฑ์ รวม 25,465 ตัน และ 3,004 ล้านบาท ตามลำดับ<br />
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) ส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้ ลดลงร้อยละ 11 โดยลดจาก 32,862 ตัน ในปี 2558 เหลือ 19,063 ตัน ในปี 2562 เนื่องจากมีการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น โดยส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นมากถึง 78.85% ในขณะที่การ<strong>นำเข้า</strong>ผลิตภัณฑ์โกโก้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5  ปี โดย 2558 นำเข้า 32,718.28 ตัน และเพิ่มเป็น 44,277.96 ตัน ในปี 2562 ปี 2563 นำเข้า 19,767,765 กิโลกรัม มูลค่า 4,105,472,429 บาท ปี 2564 นำเข้า 21,388,288 กิโลกรัม มูลค่า 4,486,382,789 บาท</p>
<p>ประเทศคู่ค้า : ญี่ปุ่น จีน เมียนมา มาเลเซีย ลาว</p>
<p>ลักษณะทางธรรมชาติเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดใหญ่ อายุยืนนับร้อยปีกำเนิดในป่าชื้นเขตอเมริกาใต้ ให้ผลผลิตตลอดปี เจริญเติบโตได้ดีในเขตภาคใต้ของประเทศไทย ชอบแสงแดดรำไรหรือมีร่มเงาบ้าง ฝนชุก การปลูกโกโก้แซมแทรกในสวนมะพร้าวโดยมีมะพร้าว (อายุต้นมากกว่า 10 ปี) ช่วยบังแดด และมีกล้วยแซมแทรกบ้างเพื่อสร้างความชื้นในดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะช่วยให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตดี</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><img class="aligncenter  wp-image-3996" title="cocoa05" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/cocoa05.jpg" alt="" width="247" height="323" /></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3993" rel="attachment wp-att-3993"><img class="aligncenter  wp-image-3993" title="cocoa02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/cocoa02.jpg" alt="" width="233" height="346" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3994" rel="attachment wp-att-3994"><img class="aligncenter size-full wp-image-3994" title="cocoa03" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/cocoa03.jpg" alt="" width="335" height="252" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3992" rel="attachment wp-att-3992"><img class="aligncenter  wp-image-3992" title="cocoa01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/cocoa01.jpg" alt="" width="262" height="346" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div style="text-align: center;"></div>
<div style="text-align: left;"><strong style="text-align: center;">อายุต้นหลังปลูก 3 ปี</strong>เริ่มให้ผลผลิตและให้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 ปีออกดอกติดผลตามลำต้นและใต้ท้องกิ่งแก่ ทุก 2-3 สัปดาห์อายุผลตั้งแต่ออกดอก ถึง เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลืองอมส้ม ผลแก่จัดสีเหลืองอมแสด</div>
<p><strong>การเก็บเกี่ยว</strong>ให้เลือกเก็บเฉพาะผลที่แก่สุกพอเหมาะ ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป เปลือกผลสีเหลือง วิธีเก็บเกี่ยวให้ใช้กรรไกคมๆตัดขั้วผล หลังจากเก็บเกี่ยวผลชุดแรกไปแล้ว อีก 2-3 สัปดาห์โกโก้จะออกดอก ณ บริเวณใกล้เคียงอีก ถ้าใช้วิธีดึงผลจนเปลือกฉีกเป็นแผลบริเวณนั้นจะไม่ออกดอกหรือต้องใช้ระยะเวลานาน</p>
<p><strong>สายพันธุ์</strong></p>
<p>1. เวสแอฟริกัน อมิโลนาโด :เป็นพันธุ์นิยมปลูกมากที่สุดเพราะผสมเกสรในตัวเองได้ดีและคุณภาพเมล็ดเป็นที่ต้องการของตลาด</p>
<p>2. ครีโอโล : ป็นพันธุ์ผลค่อนข้างใหญ่ กลิ่นจัด เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมโกโก้</p>
<p>3. อั๊พเปอร์ อเมซอน : เป็นพันธุ์ให้ผลผลิตสูงและเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ</p>
<p>4. ทรินิ ตาริโอ : เป็นพันธุ์ต้านทานโรคดีที่สุดแต่ให้ผลผลิตต่ำ</p>
<div><strong>การขยายพันธุ์</strong> เพาะเมล็ด</div>
<div><strong>ระยะปลูก</strong>เลือกพื้นที่ปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าวจึงให้พิจารณาตามความเหมาะสม 3 X 3 ม. หรือ 3 X 2.5 ม. กรณีปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าว ให้ห่างจากต้นมะพร้าว 3-4 ม. อยู่ด้านร่มเงาของมะพร้าว</div>
<div></div>
<div>1. โกโก้พันธุ์ชุมพร 1 ผลผลิต 8.30 กก/ต้น มีจำนวนลูก 18 ลูกต่อต้น น้ำหนักผล 460 กรัมต่อผล ความกว้าง 8.40 ซม. ความยาว 16.25 ซม. เปลือกโกโก้ 345 กรัมต่อผล ความหนาเปลือก 0.95 ซม. จำนวน 44 เมล็ดต่อผล น้ำหนักเมล็ดสดต่อผล 113 กรัม น้ำหนักเมล็ดแห้ง 43.5 กรัม ค่า pod index เท่ากับ 23 สีเมล็ดแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม ปริมาณไขมันปานกลาง รสเปรี้ยวเล็กน้อย มีความฝาดปานกลาง กลิ่นโกโก้ ควันเล็กน้อย รสถั่ว กล้วย สับปะรด มีรสฝาดตอนปลาย</div>
<div></div>
<div>ผลผลิตเชิงปริมาณ และคุณภาพของโกโก้ในการปลูกแบบเพาะเมล็ด และการเสียบยอด</div>
<div>  1.การปลูกโกโก้ชุมพร 1 โดยเพาะเมล็ด แบบเดี่ยวได้ 5 ผลต่อต้น ผลผลิตต่อไร่ 800 ผล ปลูกแบบร่วม 3 ผลต่อต้น ผลผลิตต่อไร่ 482 ผล</div>
<div>  2.การปลูกโกโก้ชุมพร 1 โดยเสียบยอด แบบเดี่ยวได้ 2 ผลต่อต้น ผลผลิตต่อไร่ 300 ผล ปลูกแบบร่วม 2 ผลต่อต้น ผลผลิตต่อไร่ 265 ผล</div>
<div></div>
<div>2. โกโก้ พันธุ์ ics40 ผลผลิตเมล็ดแห้ง 250 กก/ไร่  ผลสด 644 กรัมต่อผล เมล็ดแห้ง 1.58 กรัมต่อเมล็ด ใน 100 กรัมมี จำนวน 63 เมล็ด  จำนวน 17 ผลได้เมล็ดแห้ง 1 กก.</div>
<div>3. โกโก้ พันธุ์ ics6 ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลือง น้ำหนักผลสด 644 กรัมต่อผล เมล็ดแห้ง 1.46 กรัม ใน 100 กรัมมี 68.5 เมล็ด จำนวน 17 ผลได้เมล็ดแห้ง 1 กก</div>
<div></div>
<div><strong>แมลงศัตรูโกโก้ที่สำคัญ</strong></div>
<div>1. มวนยุงโกโก้ (Cocoa mired, Mosquito bug) ลักษณะผลที่ถูกมวนโกโก้ทำลายจะมีสีดำแห้งติดคาต้น หรือร่วงหล่นไป ไม่สามารถเจริญเป็นผลสุกได้ มวนโกโกใช้ปากที่มีลักษณะแหลมแทงเขา ไปในเนื้อเยื่อพืชแลวปล่อยสารพิษเขาไปกอนที่จะดูดกินน้ำเลี้ยงพืช ซึ่งสารพิษนี้อาจจะเป็นพิษตอพืช ทําใหเกิดรอยแผลเปน จุดสีดํา บางครั้งลักษณะนูน ขรุขระ หรือมียางเหนียวๆ ไหลออกมา รอยแผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นทางเขาของเชื้อรา <em>Botryodiplodia theobromae</em> (สาเหตุโรคผลเน่าสีน้ำตาล) ขึ้นมาภายหลัง นอกจากนี้ยังพบทําลาย สวนยอดออนในชวงที่ผลโกโกมีนอยหรือในขณะที่โกโกมีการออกดอก แผลที่ถูกเจาะดูดน้ำเลี้ยงเปนรูปวง สีดํา เมื่อถูกทําลายมากๆ จะทําใหยอดออนเหี่ยวแหงคลายๆ อาการขาดน้ำ</div>
<div>
<div></div>
<div>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5295" rel="attachment wp-att-5295"><img class="alignnone size-medium wp-image-5295" title="koko02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/koko02-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5294" rel="attachment wp-att-5294"><img class="alignnone size-medium wp-image-5294" title="koko01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/koko01-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5296" rel="attachment wp-att-5296"><img class="alignnone size-medium wp-image-5296" title="koko03" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/koko03-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div></div>
<div><strong>การป้องกันกำจัด</strong></div>
<div>
<p>1. ลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของมวนโกโก้ โดยการตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีสภาพโปร่ง มีการระบายอากาศดี ลดความชื้นที่อยู่ในแปลง</p>
<p>2. ทำลายผลโกโก้ที่ตกค้างอยู่ในแปลงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ และแหล่งที่อยู่อาศัยข้ามฤดูกาลต่อไป</p>
<p>3. ไม่ควรปลูกพืชที่เป็นพืชอาหารของมวนโกโก้ในบริเวณใกล้ๆ กับแปลงปลูก เพราะจะเป็นที่หลบซ่อนของมวนโกโก้ได้</p>
</div>
<div>4. พ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซีเฟต 75% เอสพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไบเฟนทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบการระบาด และพ่นซ้ำตามความจำเป็น</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</div>
<div>2. ด้วงงวงโกโก้</div>
<div>3. เพลี้ยกระโดด (Planthoppers)</div>
<div>4. เพลี้ยกระโดดปีกหุบสีขาว (White moth cicada)</div>
<div>5. จักจั่นเขา (Treehopper)</div>
<div>6. จักจั่นเขาสกุล Tricentrus</div>
<div>7. เพลี้ยอ่อนสีดำ (Black aphid)</div>
<div>8. เพลี้ยแป้งสำลี (Icerya mealybug)</div>
<div>10. เพลี้ยจักจั่นแดง (Red leafhopper)</div>
</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</div>
<div><strong>สัตว์ศัตรู</strong>เช่น กระรอก หนู ทั้งกระรอกและหนูจะกัดผลโกโก้อ่อนจนถึงผลแก่และสุก โดยจะกัดผลเป็นรูกลมแล้วกินเนื้อและเมล็ดภายในผล</div>
<div><strong><span style="text-decoration: underline;">กระรอก</span></strong>กัดบริเวณกลางจนถึงก้นผลเป็นรูขนาดใหญ่ จะพบกระรอกตอนเช้าตรู่และกลางวันหมั่นตรวจแปลงโกโก้ว่าพบกระรอกวิ่งบนต้นการป้องกันกำจัด : กระรอกจะอาศัยอยู่บนต้นไม้ไม่ค่อยลงพื้นดิน แปลงโกโก้ด้านที่ติดกับป่าจะต้องตัดต้นไม้ให้โล่งป้องกันกระรอกเข้ามาในแปลง การกำจัด ใช้กรงดักหรือ ใช้กับดัก หรือ ใช้สารออกฤทธิ์ช้า เช่น โฟลคูมาเฟน ๐.๐๐5% Wax block bait (สารกำจัดหนูสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง) โดยใช้ลวดผูกเป็นพวง 3 ก้อนต่อต้น นำไปผูกบนต้นโกโก้เป็นการลดประชากร</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</div>
<div>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หนู</span></strong> จะกัดส่วนหัวใกล้ขั้วถึงกลางผล หนูพบรอยทางเดินบริเวณโคนต้นและในแปลง หมั่นตรวจแปลงโกโก้ว่าพบรอยทางเดินของหนูบริเวณโคนต้นและภายในแปลง และมีผลโกโก้ถูกกัดทำลายเป็นรูหรือไม่ ถ้าพบให้ทำการป้องกันกำจัดใช้ซิงค์ฟอสไฟด์ 8๐% Powder อัตรา 1% ผสมปลายข้าววางโคนต้น และทางเดินหนูให้ทั่ว หรือใช้ โฟลคูมาเฟน ๐.๐๐5% Wax block bait (สารกำจัดหนูสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง) อัตรา 5๐ ก้อนต่อไร่ โดยเริ่มวางเหยื่อพิษครั้งแรกเมื่อผลโกโก้เริ่มมีขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ หรือมากกว่า 5๐ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งสวน โดยวางต้นละ 1 ก้อน บริเวณคาคบหรือผูกตามกิ่งของต้นโกโก้ทุกๆ 3-4 สัปดาห์ จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผล หรือใช้โปรโตซัวกำจัดหนูวางที่โคนต้นและทางเดินให้ทั่วแปลงและตรวจนับความเสียหายทุกเดือน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
</div>
<div><strong>ประโยชน์</strong>:นำเมล็ดโกโก้มาคั่ว เอาเปลือกหุ้มเมล็ดออก บดละเอียด บีบน้ำมันออก เนื้อโกโก้จะเกาะกันเป็น แท่ง ๆนำมาบดให้แตกเป็นผงอีกครั้ง ใส่รวมกับแป้งนำไปแต่งรสแต่งสีอาหาร แต่ที่เราใช้นั้นใช้โกโก้ผงที่ชงเครื่องดื่มนำมาผสมกับแป้งทำขนม เมล็ดโกโก้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริมอย่างดีในชื่อ Food of the gods โดยนำผลโกโก้มาหมักแล้วแยกเมล็ดออกมา ทำความสะอาด ย่างไฟแล้วกระเทาะเปลือกออก จะได้เนื้อในเมล็ดที่นำไปใช้ได้ ในทางยาใช้น้ำต้มจากรากเป็นยาขับระดู ส่วนเนื้อในเมล็ดในรูปของผงโกโก้ใช้เป็นอาหารเสริม, ผสมช็อกโกแลต ส่วนน้ำมันโกโก้ใช้เป็นสารแต่งกลิ่นและรสในอาหาร ยาและเครื่องดื่มหลายชนิด สารสำคัญคือ alkaloid Theobromine จากโกโก้มีโครงสร้างคล้าย Caffeine มาก แต่จะมีฤทธิ์อ่อนกว่า จะมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง, กระตุ้นหัวใจ, ขับปัสสาวะ, ขยายเส้นเลือด คลายกล้ามเนื้อเรียบ และแก้หืดหอบคล้ายกับฤทธิ์ของ Theophylline และถ้ากินเมล็ดมาก ๆ ใช้เป็นสารเสพติดได้</div>
<div></div>
<div>ด้านเศรษฐกิจ</div>
<div>
<p><strong><strong>ปี </strong><strong>2566 </strong></strong><strong>ไทย</strong> : ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ผลสด)เฉลี่ย 9.48 บาท/กิโลกรัม <strong>ตลาดต่างประเทศ</strong> : ราคาเมล็ดโกโก้ : ตลาดนิวยอร์ก 95.11 บาท/กิโลกรัม และตลาดลอนดอน 118.36 บาท/กิโลกรัม</p>
</div>
<div>ถาม-ตอบโกโก้</div>
<div>เกษตรกรปลูกปาล์มจากอำเภอวารินทร์ชำราบ จ.อุบลราชธานี ถาม. โกโก้ปลูกได้ไหมในสวนปาล์ม ?<br />
ตอบ. มีข้อมูลให้ท่านพิจารณา 2 ข้อ ดังนี้<br />
1.เรื่องปริมาณแสง โกโก้ต้องการแสงน้อย (30%) เมื่อแรกปลูก หรือ ต้องการร่มเงาในช่วงแรกของการเจริญเติบโต แต่เมื่อโตขึ้นเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ควรได้รับแสง 70%<br />
2. เรื่องระบบราก โกโก้ มีรากแก้วลึกประมาณ 1.5 เมตร รากย่อยอยู่ลึกจากผิวดิน ประมาณ 20 เซนติเมตร แพร่กระจายไปรอบ ๆ โคน และสามารถขยายออกไปได้กว้างถึง 6 เมตร<br />
ดังนั้น สวนปาล์มของท่านคงไม่เหมาะจะปลูกโกโก้<br />
ตัวอย่าง การปลูกโกโก้ร่วมกับมะพร้าวต้นสูง จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เมื่อปลูกโกโก้พันธุ์ลูกผสมชุมพร1 จะได้รับผลผลิต 127 กก.ต่อต้นต่อปี (ตัวเลขเฉลี่ย 8 ปี) และเมล็ดโกโก้แห้ง 1 กิโลกรัม ได้จากผลผลิตโกโก้ฝักสด 25-28 ฝัก มะพร้าวระยะปลูก 9&#215;9 เมตร ปลูกโกโก้ระหว่างแถวมะพร้าวใน ระยะ 3&#215;3 ม. ได้ 2 แถวคู่ หรือ 100 ต้น</div>
<div></div>
<div><a title="การพัฒนาโกโก้ในประเทศไทย" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2020/02/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.pdf" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8520" title="à¸à¸ à¹à¸à¹à¸à¹" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/โกโก้-2-211x300.jpg" alt="" width="211" height="300" /></a></div>
<div></div>
<div>นโยบายเนื่องจากพื้นที่ปลูกโกโก้และปริมาณผลผลิตโกโก้ในประเทศไทยมีน้อย ในขณะที่ยังมีการนำเข้าเมล็ดโกโก้แห้งและผลผลิตภัณฑ์โกโก้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โกโก้จึงเป็นพืชหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาว่าจะเป็นพืชที่มีอนาคต (Future crop) นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการผลักดันให้โกโก้ เป็นพืชอนาคต และต้องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovative Center; AIC)  ปริมาณความต้องการต้นกล้าจากภาครัฐมีปริมาณเพิ่มขึ้น กรมฯจึงอนุมัติให้ผลิตต้นกล้าโกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ปีละ 150,000 ต้น อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยังมีความกังวลหากทิศทางการตลาดยังไม่แน่นอน เนื่องจากปริมาณความต้องการในประเทศซึ่งใช้เมล็ดโกโก้แห้งเป็นวัตถุดิบยังมีจำกัด  ดังนั้น การส่งเสริมการปลูกในเบื้องต้น โดยภาคเอกชน รัฐเห็นว่าควรทำในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ระหว่างบริษัทที่ส่งเสริมการปลูกและเกษตรกร เพื่อให้มีความเชื่อมั่นว่าเมื่อมีผลผลิตแล้ว มีตลาดรับซื้อแน่นอน การเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม  ด้วยมีการส่งเสริมการปลูกโกโก้แซมสวนยางพารา ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากพืชทั้งสองมีระบบรากที่เท่ากัน และเกิดการแย่งธาตุอาหาร  แม้ว่าโกโก้ปลูกได้ทั้งเป็นพืชเดี่ยว และพืชร่วมหรือพืชแซม แต่ควรเลือกพืชที่เหมาะสม  และกรมฯ ไม่เห็นด้วยกับการปลูกโกโก้ร่วมกับยางพารา เพราะต้องมีการจัดการที่ยุ่งยากและลงทุนมากขึ้น  ส่วนการปลูกในพื้นที่ใหม่ เกษตรกรควรมีความรู้เรื่องระบบปลูก และการตัดแต่งกิ่ง การให้ปัจจัยการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะการวางแผนเตรียมแปลงปลูกในระยะแรก ควรมีพืชร่วมที่ให้ร่มเงา เพราะหากต้นโกโก้ได้รับแสงมากแต่ขาดน้ำและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ จะส่งผลกระทบต่อต้นได้ เช่น ใบไหม้ ผลไหม้ แดดเผา การส่งเสริมการปลูกโกโก้แบบเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่ จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรเข้ารวมกลุ่มปลูกโกโก้หลายไร่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีผลผลิต</div>
<div></div>
<div>นวัตกรรม<strong>โกโก้ </strong>ปัจจุบันมีคู่มือการผลิตโกโก้ดีที่เหมาะสม (GAP Cocoa) ของกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ส่วน GMP นั้น ผู้ประกอบการที่แปรรูปโกโก้และผลิตช็อกโกแลต จะต้องได้รับรองสถานที่ผลิต (GMP) ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตช็อกโกแลต ได้แก่ บริษัทแกลโลไทย จำกัด ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ และบริษัทมาร์ค-ริน จำกัด ตั้งอยู่จังหวัดเชียงใหม่ และยังมีบริษัทที่ใช้โกโก้ในการเพิ่มมูลค่าอีกหลายแห่ง เช่น โรงงานผลิตเมล็ดธัญพืชเคลือบช็อกโกแลต ช็อกโกแลตผงพร้อมดื่ม เป็นต้น และเมื่อ 23 ต.ค. 2563 มีการเปิดโรงงานแปรรูปผลผลิตโกโก้แห่งใหม่ของไทย คือ บริษัทโกโก้ไทยโปรดักส์ จำกัด เปิดโรงงานที่จังหวัดสระบุรี  ส่วนเทคโนโลยีการผลิต มีเทคโนโลยีการขยายพันธุ์ (เสียบยอด และติดตา) ซึ่งสามารถผลิตต้นกล้าพร้อมปลูกได้จำนวนมากขึ้น และตรงตามพันธุ์ ดีกว่าการเพาะเมล็ด และมีเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต เช่น การเสียบยอดพันธุ์ใหม่ในต้นเดิม ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนพันธุ์ในต้นเดียวกัน ทำให้โอกาสในการผสมติดและเพิ่มผลผลิตมากขึ้น อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีด้านเขตกรรม เช่น การให้น้ำและตัดแต่งกิ่งเพื่อจัดทรงต้น การป้องกันการทำลายผลจากมวนโกโก้ โดยการห่อผลด้วยถุงพลาสติก ตลอดจนการใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อปรับปรุงดิน</div>
<div>
<p><strong>ปัญหาของเกษตรกรปลูกโกโก้</strong> ได้แก่</p>
<p>1) เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ และตระหนักในเรื่องการป้องกันกำจัด โรค Cocoa pod borer (มีอาการไส้ดำเมล็ดดำแข็ง) ซึ่งโรคนี้สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ปลูกโกโก้ของโลก ดังนั้น จึงควรให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันกำจัดโรคนี้แก่เกษตรกรที่เพิ่งเริ่มปลูกโกโก้ รวมถึงเข้มงวดในการนำเข้าเมล็ดพันธุ์โกโก้ โดยไม่ผ่านกระบวนการกักกันพืช</p>
<p>2) ปัจจุบันเกษตรปลูกโกโก้นอกพื้นที่เขตความเหมาะสม (ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 1,500 มม.ต่อปี) ย่อมหมายถึงต้นทุนการผลิตสูงกว่าในเขตพื้นที่ที่เหมาะสมเพราะต้องมีการจัดการเพิ่มขึ้น หากราคาขายผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เกษตรกรอาจล้มเลิกการปลูก  จึงควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ และขยายผลในเรื่องการแปรรูปเป็นเมล็ดโกโก้แห้งให้ได้คุณภาพตามที่โรงงานต้องการ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรมากกว่าการขายผลโกโก้สด</p>
<p>3) ยังไม่มีการสร้าง training center ของภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การผลิตโกโก้ โดยเฉพาะเรื่องการผลิตเมล็ดโกโก้แห้งที่มีคุณภาพ และการแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม</p>
<p><strong>ผลกระทบที่ตามมาคือ</strong> เกษตรกรอาจล้มเลิกการปลูก หากราคาขายผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผู้ประกอบการยังต้องนำเข้าโกโก้ต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><iframe src="https://www.youtube.com/embed/yYWZsGSwaIs" frameborder="0" width="560" height="315"></iframe></p>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3991">โกโก้</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3991</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาแฟ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3197</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3197#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2014 03:43:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3197</guid>
		<description><![CDATA[<p>กาแฟ กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ที่ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ในอดีตเกษตรกรชาวสวนกาแฟนิยมเพาะเมล็ดสำหรับใช้ปลูกต่อเนื่องกันมาทั้งกาแฟอะราบิกา (Coffea arabica) และโรบัสตา (Coffea robusta) ด้านการผลิต ปี 2566 พื้นที่ปลูก 236,377 ไร่ ผลผลิตรวม 16,575 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 81 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2565 เนื้อที่ให้ผล 202,812 ไร่ ผลผลิตรวม 18,659 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 92 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2564 เนื้อที่ให้ผล 228,705 ไร่ ผลผลิตรวม 21,775 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 95 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกกาแฟรวมประมาณ 361,713 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 43,020 ราย โดยเนื้อที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ร้อยละ58.47 ภาคเหนือร้อยละ 39.82 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.86 และภาคกลางร้อยละ0.85 เนื้อที่ให้ผล ปี 2563 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3197">กาแฟ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">กาแฟ</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3222" rel="attachment wp-att-3222"><img class="aligncenter  wp-image-3222" title="coffee" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/coffee.jpg" alt="" width="400" height="300" /><span id="more-3197"></span></a></p>
<p><strong>กาแฟ </strong>เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ที่ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ในอดีตเกษตรกรชาวสวนกาแฟนิยมเพาะเมล็ดสำหรับใช้ปลูกต่อเนื่องกันมาทั้งกาแฟอะราบิกา (<em>Coffea arabica</em>) และโรบัสตา (<em>Coffea robusta</em>)</p>
<p>ด้าน<strong>การผลิต</strong></p>
<p>ปี 2566 พื้นที่ปลูก 236,377 ไร่ ผลผลิตรวม 16,575 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 81 กิโลกรัมต่อไร่<br />
ปี 2565 เนื้อที่ให้ผล 202,812 ไร่ ผลผลิตรวม 18,659 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 92 กิโลกรัมต่อไร่<br />
ปี 2564 เนื้อที่ให้ผล 228,705 ไร่ ผลผลิตรวม 21,775 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 95 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p>ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกกาแฟรวมประมาณ 361,713 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 43,020 ราย โดยเนื้อที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ร้อยละ58.47 ภาคเหนือร้อยละ 39.82 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.86 และภาคกลางร้อยละ0.85 เนื้อที่ให้ผล ปี 2563 รวมทั้งประเทศ 218,301 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 24,045 ตัน ผลผลิตต่อไร่ ทั้งประเทศ 110 กิโลกรัมต่อไร่มีการส่งออกกาแฟทั้งในรูปแบบเมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยในปี 2562 มีปริมาณการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ 383.33 ตัน มูลค่า 84.33 ล้านบาท ส่วนการส่งออกเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 145.48 ตัน มูลค่า 40.17 ล้านบาท สำหรับกาแฟสำเร็จรูป มีปริมาณการส่งออก 2,666.70 ตัน มูลค่า 574.40 ล้านบาท</p>
<p><strong>การส่งออก</strong> การส่งออกเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ของปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ 282.35 ตัน มูลค่า 58.16 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.34 และร้อยละ 20.85 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 86.94 ตัน มูลค่า 23.34 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 47.15 และ 24.61 ตามลำดับ สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีปริมาณการส่งออก 6,196.17 ตัน มูลค่า 522.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.99 และ 20.86 ตามลำดับ และกาแฟสำเร็จรูปผสม มีปริมาณการส่งออก 5,582.53 ตัน มูลค่า 1,724.29 ล้านบาท โดยปริมาณลดลงร้อยละ 0.86 ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.91 ตามลำดับ</p>
<p><strong>การนำเข้า</strong> การนำเข้าเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ปี 2565 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ 61,982 ตัน มูลค่า 5,424 ล้านบาท ส่วนการนำเข้าเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 1,671 ตัน มูลค่า 884 ล้านบาท สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีปริมาณนำเข้า 9,411 ตัน มูลค่า 3,230 ล้านบาท กาแฟสำเร็จรูปอื่นๆ มีปริมาณการนำเข้า 6,890 ตัน มูลค่า 1,169 ล้านบาท</p>
<p>ผลผลิตกาแฟโลก ปี 2566  ประมาณ 10.29 ล้านตันต่อปี ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุด ได้แก่ บราซิล เวียตนาม โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และฮอนดูรัส ราคาผลกาแฟอะราบิก้า 24.82 บาท ราคาสารกาแฟโรบัสต้า 66.75 บาท ประเทศที่นำเข้ากาแฟมากที่สุด ได้แก่ สหภาพยุโรป  สหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น  ฟิลิปปินส์  และรัสเซีย</p>
<p>สถานการณ์ ปี 2561 : กาแฟทำรายได้ให้กับเษตรกรปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท การขยายตัวของเมล็ดกาแฟจากปี 2557 ประมาณ 75,000 ตันมาปี 2561 ประมาณ 95,000 ตัน</p>
<p>กาแฟ ปี 2561 ให้ผลผลิต 257,761 ไร่ ผลผลิต 23,617 ตัน แหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร  ระนอง ประจวบฯ และกระบี่ แหล่งปลูกอะราบิก้าที่ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก</p>
<p>1.พันธุ์อะราบิก้า 75,547 ไร่ ผลผลิต 9,772 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 129 กก.</p>
<p>2.พันธุ์โรบัสต้า 182,214 ไร่ ผลผลิต 13,845 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 76 กก.</p>
<p>ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่เกษตรกรขายได้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 64.94 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 69.74 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.37 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูป ประกอบกับเมล็ดกาแฟของไทยมีคุณภาพดี ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดโลก ราคาเมล็ดกาแฟที่เกษตรกรขายได้เดือนมกราคม 2563 เฉลี่ย กิโลกรัมละ 62.87 บาท</p>
<p>การนำเข้า-ส่งออกกาแฟของไทย ปี 2562</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2"><strong>รายการ</strong></td>
<td style="text-align: center;" colspan="2"><strong>การนำเข้า</strong></td>
<td style="text-align: center;" colspan="2"><strong>การส่งออก</strong></td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ปริมาณ(ตัน)</strong></td>
<td><strong>มูลค่า (ล้านบาท)</strong></td>
<td><strong>ปริมาณ(ตัน)</strong></td>
<td><strong>มูลค่า (ล้านบาท)</strong></td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟดิบยังไม่ได้คั่ว</strong></td>
<td style="text-align: center;">44,831</td>
<td style="text-align: center;">2,523</td>
<td style="text-align: center;">383</td>
<td style="text-align: center;">84</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟคั่วรวมทั้งที่บดแล้ว</strong></td>
<td style="text-align: center;">3,238</td>
<td style="text-align: center;">822</td>
<td style="text-align: center;">146</td>
<td style="text-align: center;">40</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟผงสำเร็จรูป</strong></td>
<td style="text-align: center;">7,212</td>
<td style="text-align: center;">1,837</td>
<td style="text-align: center;">2,666</td>
<td style="text-align: center;">574</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟสังเคราะห์และของปรุงแต่งจากกาแฟ</strong></td>
<td style="text-align: center;">6,873</td>
<td style="text-align: center;">1,054</td>
<td style="text-align: center;">24,521</td>
<td style="text-align: center;">2,532</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>กาแฟ </strong>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง เมล็ดกาแฟอะราบิกา (มกษ.5701-2561) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดกาแฟอะราบิกาให้ได้มาตรฐาน และได้มีแผนพัฒนากาแฟที่มุ่งเน้นส่งเสริมการปลูกกาแฟคุณภาพตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices)</p>
<p>วิสัยทัศน์ : เป็นผู้นำการผลิต การแปรรูป และการค้ากาแฟคุณภาพในระดับเอเซียที่แข่งขันได้ในตลาดโลกภายใต้อัตลักษณ์กาแฟไทย</p>
<p>พันธกิจ : วิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลิตที่ทันสมัย พัฒนาเครือข่าย อัตลักษณ์กาแฟไทยให้มีมาตรฐานสากล</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>พันธุ์กาแฟ</strong></p>
<p>1.กาแฟอะราบิกา ได้แก่ เชียงใหม่ 80 (พันธุ์ Catimor CIFC7963-13-28)</p>
<p>2.กาแฟโรบัสตา ได้แก่ พันธุ์ชุมพร 2 (พันธุ์ FRT 65), พันธุ์ชุมพร 3 (พันธุ์ FRT 17), พันธุ์ชุมพร 4 (พันธุ์ FRT 09), พันธุ์ชุมพร 5 (พันธุ์ FRT 68)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong> เพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเสียบยอด  การเพาะเมล็ดต้องใช้ถึง 2 ปี แต่ถ้าเสียบยอดจะเร็วกว่า</p>
<p><strong>การปลูกกาแฟอะราบิกา</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1. พื้นที่ปลูก </strong>ระยะห่างระหว่างต้น-แถว 2&#215;2 เมตร หรือ 400 ต้นต่อไร่ ขนาดหลุมปลูก ดินดี 30x30x30 เซนติเมตร ดินเลว 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100-200 กรัม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัมต่อหลุม ต้นกล้ามีใบจริง 4-5 คู่ อายุไม่น้อยกว่า 8-12 เดือน ปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน</p>
<p><strong>2. การปลูก </strong>หากปลูกที่ลาดชัน ควรวางแนวปลูกขวางความลาดชัน หรือปลูกบนขั้นบันไดที่ทำขึ้นเพื่อขวางความลาดชันของพื้นที่ เพื่อชะลอการพังทลายของหน้าดิน ความกว้างของขั้นบันไดควรกว้างเท่ากับความกว้างของทรงพุ่มเมื่อต้นกาแฟโตเต็มที่แล้ว การทำพื้นที่ปลูกเป็นขั้นบันไดนอกจากจะช่วยชะลอการพังทลายของหน้าดิน ยังช่วยให้การให้ปูน ปุ๋ย และน้ำมีประสิทธิภาพดีขึ้น และการปลูกพืชหมุนเวียนบนขั้นบันไดจะช่วยยึดหน้าดินไว้ด้วย กาแฟพันธุ์เชียงใหม่ 80 เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองต่อแสงแดดและปุ๋ยสูงจึงไม่ควรปลูกกลางแจ้ง โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 เมตร ควรปลูกไม้บังร่มเงาก่อนการปลูกกาแฟอะราบิกาจะช่วยให้การเจริญเติบโตได้ดี แนะนำให้ปลูกใต้ร่มไม้ยืนต้น ได้แก่ 1. ไม้บังร่มชั่วคราว ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ทองหลางไร้หนาม แคฝรั่ง ขี้เหล็กอเมริกัน ควรใช้ในระยะปลูก 4&#215;6 หรือ 6&#215;6 เมตร และปลูกหลายชนิดสลับกัน 2. ไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและให้ร่มเงาในระดับสูง เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค พฤกษ์ ถ่อน กางหลวง ถั่วหูช้าง สะตอ เหรียง เป็นต้น ระยะปลูก 8&#215;10 เมตร และควรปลูกหลายชนิดสลับกันกับไม้บังร่มชั่วคราว</p>
<p><strong>3. การให้น้ำ</strong> ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกกาแฟอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ พื้นที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอย่างน้อย 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี มีการกระจายน้ำฝนอย่างน้อย 5-8 เดือน ควรให้น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีพื้นที่ปลูกไม่มีแหล่งน้ำให้ใช้เศษวัชพืชหรือฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นตั้งแต่หมดฤดูฝนโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟกลางแจ้ง</p>
<p>การเก็บข้อมูล การเจริญเติบโตของกาแฟ</p>
<p>ด้านเชิงปริมาณ ขนาดเส้นรอบวง ผลผลิต</p>
<p>ด้านเชิงคุณภาพ เช็คปริมาณความหวานผลกาแฟอะราบิกาสุก โดยทั่วไปผลมีสีน้ำตาล 22 บริกซ์ สีชมพู 18 บริกซ์  สีเหลือง 20 บริกซ์ สีแดง 20 บริกซ์ มาตรฐานต้องมีความหวานมากกว่า 17 บริกซ์ คุณภาพกาแฟ cup test การต้านทานโรคราสนิม</p>
<p>การผสมพันธุ์ใช้ถึงชั่วที่ 6</p>
<p>ปัจจัยของแสงมีอิทธิผลต่อการเจริญเติบโตของกาแฟ ผลผลิต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>การปลูกกาแฟโรบัสตา</strong></p>
<p><strong>1. พื้นที่ปลูก </strong>ปรับพื้นที่ให้เรียบ ขุดถอนรากไม้ หากเป็นพื้นที่ลาดเอียงต้องเตรียมพื้นที่ปลูกลักษณะเป็นขั้นบันได และปลูกหญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดิน ระยะปลูก 3.0&#215;3.0, 3.0&#215;4.0 หรือ 3.5&#215;3.5 เมตร ตามสภาพพื้นที่ หลุมปลูกขนาด 50x50x50 หรือ 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 3-5 กิโลกรัม หรือหินฟอสเฟต 200-300 กรัม ถ้าดินมี pH ต่ำกว่า 5 ควรใส่ปูนขาวรองก้นหลุม<strong> </strong>กล้าปลูกต้องแข็งแรง มีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร มีใบจริง 5-7 คู่ เป็นพันธุ์แนะนำ หรือพันธุ์ที่เกษตรกรเสียบยอดจากต้นที่คัดเลือกไว้</p>
<ul>
<li><strong>การเตรียมเมล็ดพันธุ์<br />
</strong>การขยายพันธุ์กาแฟโรบัสต้าส่วนใหญ่จะใช้วิธีเพาะเมล็ด โดยการเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นพันธุ์ที่มีอายุประมาณ 8-10 ปี<strong> </strong>โดยเป็นต้นที่ให้ผลผลิตผลสดกาแฟเฉลี่ย 10 กก./ปี<strong> </strong>(สารกาแฟ 2 กก./ต้น/ปี)<strong> </strong>เมล็ดกาแฟสารเฉลี่ย 2 กก./ปี ขึ้นไป ทุกปีอย่างสม่ำเสมอ ข้อถี่,ก้านยาว, เมล็ดมีขนาดใหญ่ประมาณ 100 เมล็ดแห้งต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 15 กรัม ปราศจากโรคและแมลง โดยเลือกผลที่สุกเต็มที่ คือ ผลจะต้องมีเปลือกสีแดงจนถึงแดงคล้ำเก็บบริเวณกิ่งตรงกลางลำต้น ผลหนึ่งจะมีเมล็ดภายใน 2 เมล็ด นำเมล็ดสดมาแช่น้ำ ให้นำเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไป ส่วนเมล็ดที่จมน้ำให้ใช้มือนวด เอาเปลือกออก จะได้กาแฟที่มีเมือกเหนียวติดอยู่<strong> </strong>และมีเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแข็งปานกลาง การใช้เมล็ดเพาะใช้เพาะทั้งที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดหรือแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อน แต่การเพาะที่มีเยื่อหุ้มอยู่ใช้เวลางอกนานกว่า เนื่องจากน้ำซึมจากเยื่อผ่านได้ยากในช่วงแรกของการเพาะ เพราะฉะนั้นการเพาะต้องใช้เวลานานกว่ารากและต้นอ่อนจะงอกออกจากเยื้อหุ้ม ทำให้การดูแลรักษาต้นพันธุ์ที่จะนำไปปลูกใช้เวลานาน สำหรับที่แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกจะงอกเร็วกว่า แต่ก็ต้องเสียเวลาในการแกะเยื่อหุ้ม เมล็ดกาแฟไม่มีการพักตัว และเมล็ดจะมีอายุสั้นตลอดจนความมีชีวิตจะลดลงภายหลัง 2 เดือน สำหรับกาแฟโรบัสต้า <strong>(</strong>Chin, 1980)<strong></strong></li>
<li><strong>การเตรียมแปลงเพาะและการเพาะ<br />
</strong>ทำการเพาะภายในเรือนเพาะชำที่มีหลังคาให้แสงสว่างเล็กน้อย เช่น ซาแลนขนาด 50% ทางมะพร้าว กระบะใช้ซีแพคหรือวัสดุอื่นๆ กั้นทำเป็นกระบะเพาะแปลงตามขนาดที่ต้องการเมล็ด 1 กก.<strong> </strong>มีเมล็ดดีอยู่ประมาณ 1,600 – 2,200 เมล็ด วัสดุที่ใช้เพาะมี่ทราย 2 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน นำมาผสมเทลงกระบะเพาะ เกลี่ยให้เสมอกัน เหลือขอบกระบะไว้ประมาณ 5 ซม. ขึ้นไป รดน้ำเพื่อให้เสมอกันทั้งแปลง แบ่งแปลงเป็นแปลงย่อยๆ แต่ละแปลงย่อยกว้างประมาณ 1.2-1.5 ม. และเว้นช่องทางเดินประมาณ 0.5 ม. เมื่อเตรียมแปลงเรียบร้อยแล้วเอาเมล็ดพันธุ์ที่แช่น้ำประมาณ 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดผึ่งลมไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดแห้ง ไม่ติดกัน ง่ายต่อการเพาะ นำไปโรยในแปลงเพาะให้ทั่วทุกแปลงย่อยที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้สม่ำเสมอใช้วัสดุเพาะโรยด้านบนบางๆ อีกชั้นหนึ่งแล้วรดน้ำให้ชุ่มๆ ทุกวัน สำหรับการงอกถ้าเป็นเมล็ดที่แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ และจะงอกออกมาในช่วง 3-8 อาทิตย์ และจะงอกมากในช่วง 5-11 อาทิตย์ กาแฟเริ่มงอกพ้นดิน (หมายถึงเมล็ดจะเริ่มงอกรากแล้วค่อยๆ ยืดส่วนที่เป็นต้นอ่อนขึ้นมาบนดินโดยเมล็ดยังคงนอนราบอยู่บนดิน จะมีลักษณะโค้งงออยู่ และค่อยยืดตรง ระยะที่เมล็ดตั้งตรงถือเป็นระยะวัดความงอก) เมล็ดเมื่อเริ่มงอกส่วนที่ยังเป็นเมล็ดจะค่อยพองโตขยายออกเรื่อยๆ จนปริแตกออกเป็นใบสีเขียวโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยแตกออกจนสลัดเยื่อบางๆ ที่หุ้มออก จะเห็นใบมีลักษณะกลมๆ 2 ใบ คลี่ออกมาหมด เรียกว่า ใบเลี้ยง ใช้เวลาประมาณ 39-44 วัน หลังเพาะ (แกะเยื่อหุ้ม) 53-55 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม) หลังจากนั้น ส่วนยอดระหว่างใบเลี้ยงทั้ง 2 จะมีลักษณะแหลมๆ ขึ้นมาเรียกว่าใบจริง ใช้เวลา 59-60 วัน (แกะเยื่อหุ้ม) 71-75 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม) เพราะฉะนั้น จากเพาะถึงย้ายชำลงถุงได้ก็ประมาณ 90 วัน (แกะเยื่อหุ้ม) 100 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม)<strong></strong></li>
<li><strong>การเตรียมถุง<br />
</strong>ใช้ถุงขนาด 2.5”× 7”<strong> </strong>วัสดุที่ใช้บรรจุถุงสำหรับชำต้นกาแฟมีส่วนผสม 1:2:3<strong> </strong>คือ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 2 ส่วน ดิน 3 ส่วน ผสมเข้าด้วยกัน นำบรรจุถุง เตรียมไว้สำหรับใส่ต้นกล้าที่มีใบจริงประมาณ 1 คู่ เมื่อบรรจุถุงเสร็จนำมาเรียงไว้ในเรือนเพาะชำที่มีแสงสว่างส่องถึงเพียงเล็กน้อย นำต้นกล้ามาชำลงในถุง รดน้ำให้ชุ่ม ตั้งไว้จนเห็นต้นแข็งแรงดีแล้วจึงตั้งไว้ในที่มีหลังคาเรือนเพาะชำแสงแดดส่องถึงประมาณ 50%<strong></strong></li>
<li><strong>การดูแลรักษา<br />
</strong>เมื่อขยายพันธุ์เสร็จเก็บไว้ในเรือนเพาะชำที่แดดส่องถึง หรือใช้ซาแลน 50% ทำหลังคา รดน้ำทุกวัน หลังจากชำลงถุง 1 เดือน เริ่มฉีดพ่นปุ๋ยยูเรีย อัตรา 2 ช้อนแกง (20 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือปุ๋ยน้ำสูตร 11-8-6 120-150 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร 2 อาทิตย์ ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดยาป้องกันโรคแมลงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อายุประมาณ6 เดือน หลังจากนำต้นกล้าชำในถุง ก็สามารถนำไปปลูกได้</li>
</ul>
<p><strong>2. การปลูก </strong>ปลูกในช่วงต้นฝน โดยปลูกเสมอปากหลุมปลูก ปักหลักไม้ผูกต้นกล้าป้องกันลมพัด ต้นกาแฟโยก ควรให้น้ำต่อเนื่องหลังจากปลูก 2-3 สัปดาห์หากไม่มีฝนตก ทำร่มเงาชั่วคราวให้ต้นกล้า กรณีปลูกเป็นพืชเดี่ยว ปลูก 170 ต้น/ไร่ หากปลูกแซมมะพร้าว ทุเรียน ปลูกประมาณ 100 ต้น/ไร่ กรณีปลูกร่วมทุเรียนควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสมเนื่องจากกระทบต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัวอย่างการปลูกร่วมกับทุเรียน ระยะ 8&#215;8 เมตร ควรปลูกห่างจากต้นทุเรียน 3 เมตร เนื่องจากต้นกาแฟมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ จะเหลือพื้นที่ระหว่างแถวน้อยไม่สะดวกในการเก็บเกี่ยว การขนย้ายผลผลิต และดูแลรักษา ดังนั้นควรปลูกให้ห่างต้นทุเรียนมากขึ้น หรือลดจำนวนแถวปลูกลง กรณีปลูกแซมพืชอื่น ควรปลูกพืชให้ร่มเงาก่อนปลูกกาแฟ   6-12 เดือน เช่น สะตอ ใช้ระยะปลูก 15&#215;15 เมตร, แค ใช้ระยะปลูก 12&#215;12 เมตร, กระถิน ใช้ระยะปลูก 9&#215;9 เมตร เป็นต้น</p>
<p><strong>3. การให้น้ำ</strong> กาแฟส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ พื้นที่ปลูกกาแฟควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี เกษตรกรควรดูแลให้ดินชื้นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงหลังปลูกใหม่ ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ต้นกาแฟยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งให้ผลผลิตใน 1 รอบการผลิต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>4. ศัตรูพืชกาแฟโรบัสต้าและการป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. มอดเจาะผลกาแฟ (coffee berry borer) เมล็ดกาแฟมีลักษณะเป็นรอยเจาะทำให้เมล็ดเสียหายเวลาลอยน้ำจัดเป็นเมล็ดเสีย พ่นสารไตรอะโซฟอส 40% อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเชื้อราบูเวเรีย บัสเซียน่า อัตรา 75 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นทุก 7 วัน เมื่อพบการระบาดเกิน 5%</p>
<p>การป้องกันกำจัด : การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น</p>
<p>2. เชื้อราที่เกิดในลานตากกาแฟ <em>Aspergillus</em>sp. จะเกิดเชื้อราในระหว่างการตากกาแฟเนื่องจากกาแฟโดนฝนและความชื้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>- ทำความสะอาดเก็บกวาดเศษซากพืชหรือเศษเมล็ดกาแฟที่ตกค้างบนลานตากเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อ</p>
<p>- เมื่อพบเมล็ดกาแฟติดเชื้อรา รีบเก็บออกนำไปทิ้ง เผาทำลาย</p>
<p>- หลีกเลี่ยงการตากกาแฟไม่ให้โดนฝน ควรมีหลังคาหรือผ้ากันความชื้นในเวลากลางคืนเพื่อป้องกันน้ำค้าง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ศัตรูพืชกาแฟอะราบิก้าและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p>ในระยะสุกแก่</p>
<p><span style="color: #993366;">1. โรคราสนิม</span> เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ เริ่มแรกใบเป็นจุดสีเหลืองเล็กๆ จุดสีเหลืองจะขยายใหญ่และเปลี่ยนเป็นสีส้ม ต่อมาจะมีผงสีส้มคล้ายสีสนิมกระจาย ทำให้ใบเป็นโรคถูกทำลายและร่วงในที่สุด ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. หมั่นเก็บกวาดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>ข. เกษตรกรควรปลูกพันธุ์ที่ต้านทานโรค ได้แก่ สายพันธุ์ คาติมอร์ CIFC 7963</p>
<p>ค. ในฤดูถัดไป พ่นด้วยสารไตรอะดิมีฟอน 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ออกซีคาร์บอกซิน อัตรา 12 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 3-4 ครั้งต่อปีในฤดูฝน โดยเริ่มครั้งแรกเดือนมิถุนายน และครั้งต่อไปควรห่างกัน 5 สัปดาห์</p>
<p><span style="color: #993366;">2. โรคแอนแทรคโนส (โรคใบไหม้สีน้ำตาล/โรคกิ่งแห้ง/โรคผลแห้ง)</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่ใบ</span>: พบได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางแผลตาย เมื่อรุนแรงจะเป็นแผลขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่กิ่ง</span>: ทำให้เกิดการไหม้บนกิ่งเขียวทำให้กิ่งแห้งทั้งกิ่ง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่ผล</span>: พบได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่ เริ่มแรกผลเป็นจุดสีน้ำตาล เมื่อรุนแรงแผลจะมีรูปร่างไม่แน่นอน ยุบตัว หากพบที่ผลอ่อนจะทำให้ผลไม่พัฒนาเป็นเมล็ด เปลี่ยนเป็นสีดำ หากพบที่ผลแก่ทำให้สุกแก่เร็วขึ้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. ตัดกิ่ง ใบ และเก็บผลทีเป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>ข. ตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ให้โล่ง โปร่ง ให้มีแสงแดดลอดผ่านได้</p>
<p>ค. ให้ปุ๋ยบำรุงต้นเพื่อให้ต้นกาแฟมีความแข็งแรง</p>
<p>3. การเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ จะเข้าทำลายช่วงผลดิบ ทำให้เมล็ดถูกทำลายเสียหาย</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น</p>
<p>ข. ถ้าการระบาดรุนแรงให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80-95 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>นโยบายกาแฟ การส่งเสริมการค้า ได้มีการเปิดตลาดตามข้อตกลง WTO จัดสรรปริมาณนำเข้าเมล็ดกาแฟในโควตา 5.25 ตัน อัตราภาษี ร้อยละ 30 และ ผลิตภัณฑ์กาแฟ ในโควตาปริมาณ 134 ตัน อัตราภาษี ร้อยละ 40 และการนำเข้าภายใต้กรอบความตกลง AFTA อัตราภาษีนำเข้า เมล็ดกาแฟ ร้อยละ 5 ส่วนเมล็ดกาแฟคั่ว และผลิตภัณฑ์กาแฟอัตราภาษี ร้อยละ 0  จากการเปิดตลาดฯ และปริมาณผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อเกษตรกร ดังนั้นการนำเข้ากาแฟภายในกรอบ AFTA จึงอยู่ในความดูแลของคณะอนุกรรมการพืชสวน (ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นผู้พิจารณาอนุญาตนำเข้า โดยยื่นขอการนำเข้าที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ด้านการพัฒนากาแฟไทย ยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560 &#8211; 2564 เน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ บนพื้นฐานของศักยภาพ และอัตลักษณ์ของกาแฟไทย พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตรฐานสากล การผลิตกาแฟเฉพาะถิ่น และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแปรรูปกาแฟของอาเซียน (Coffee Processing Hub of ASEAN) และเป็นผู้นำสินค้ากาแฟในอาเซียน<strong>  </strong>ปัจจุบันกรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เป็นการกำหนดจุดยืนใหม่ของการพัฒนายุทธศาสตร์กาแฟและกำหนดทิศทางการพัฒนากาแฟไทยแบบเชิงรุก เป็นแนวทางขับเคลื่อนทั้งภาคการผลิต การแปรรูป และการตลาดของกาแฟไทย เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์กาแฟมีแผนปฏิบัติเป็นตัวขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามทิศาทางการพัฒนายุทธศาสตร์กาแฟ 4.0</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปัญหาของอุตสาหกรรมกาแฟ</p>
<p>ต้นน้ำ (เกษตรกร)</p>
<p>1. ขั้นตอนการผลิตที่มีรายละเอียด ต้นทุนการผลิตที่สูงและหนี้ครัวเรือนทำให้เกษตรกรไม่กล้าเปลี่ยน</p>
<p>2. ขาดความรู้ในการเพิ่มมูลค่าหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ขายได้ราคาต่ำ</p>
<p>3. พื้นที่ส่วนใหญ่ในการปลูกกาแฟอะราบิกาไม่มีเอกสารสิทธิ์</p>
<p>กลางน้ำ (โรงคั่ว)</p>
<p>1. โรงคั่วกาแฟวิสาหกิจชุมชนบางแห่งยังขาดมาตรฐานและความรู้การคั่วกาแฟแต่ละชนิด</p>
<p>2. เกษตรกรที่ต้องการลงทุนทำกาแฟคั่วบดยังขาดความเชี่ยวชาญ และเงินทุนดำเนินการ</p>
<p>ปลายน้ำ (ร้านกาแฟ)</p>
<p>1. ผู้บริโภคยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับกาแฟโรบัสตา ทำให้ร้านกาแฟส่วนใหญ่ยังไม่กล้านำมาขาย</p>
<p><strong>ปัญหาของการปลูกกาแฟ ได้แก่</strong><strong></strong></p>
<p>1) เกษตรกรไม่ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธุ์ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุน มีแรงจูงใจที่เพียงพอ รวมทั้งการเข้าถึงพันธุ์ดีที่เหมาะสมมีน้อย ทำให้ผลผลิตต่ำไม่ต้านทานโรค ไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>2) พื้นที่ปลูกกาแฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ทุเรียน ทำให้เกษตรกรโค่นกาแฟทิ้ง</p>
<p>3) พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธ์ทำให้ไม่ได้รับการ การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น การรับรองแปลง GAP เพื่อเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานของกาแฟ</p>
<p>4) ระบบการปลูกกาแฟแบบเดิม เป็นแบบต่างคนต่างทำ ไม่มีการรวมกลุ่มกัน</p>
<p>5) เกษตรกรไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่เหมาะสม การจัดการดิน การเกษตรกรรม เครื่องมือ เครื่องจักรกล</p>
<p>6) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้โรคและแมลงเกิดการปรับตัวสร้างความหลากหลาย และความรุนแรงมากขึ้นทุกปี เช่น โรคราสนิม โรคแอนแทรกโนส และการระบาดของมอดเจาะผลกาแฟ ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของกาแฟเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong>         ผลกระทบที่ตามมาคือ </strong>ปริมาณกาแฟที่ผลิตในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a title="ยุทธศาสตร์กาแฟ" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2560-2564.pdf" rel="attachment wp-att-8532" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8532" title="ปก_ยุทธศาสตร์กาแฟ-980x1386" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/ปก_ยุทธศาสตร์กาแฟ-980x1386-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
<td><a title="การจัดการความรู้เทคโนโลยีการผลิตกาแฟครบวงจร" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2020/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A31.pdf" rel="attachment wp-att-8533" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8533" title="0125-scaled-1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/0125-scaled-1-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
<td><a title="การผลิตกาแฟอะราบิก้า" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2-1.pdf" rel="attachment wp-att-8534" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-8534" title="การผลิตกาแฟอะราบิกา-1-1-214x300-1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/การผลิตกาแฟอะราบิกา-1-1-214x300-1.jpg" alt="" width="214" height="300" /></a></td>
<td><a title="การผลิตกาแฟโรบัสต้า" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2-1.pdf" rel="attachment wp-att-8535" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8535" title="การผลิตกาแฟโรบัสตา-1-980x1386" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/การผลิตกาแฟโรบัสตา-1-980x1386-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>มุมมองของกาแฟ</p>
<p>สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐสร้างความเข้มแข็งในมาตรฐานของ GAP, GMP และมาตรฐานอื่น ๆ หรือมีองค์กรกลางในการพัฒนาส่งเสริมมาตรฐาน เช่น CCQ – Certified Coffee Quality laboratory และสร้างเกษตรกรต้นแบบ (smart farmer) ส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟให้มีความหลากหลายและได้มาตรฐาน โดยใช้วัตถุดิบจากกาแฟแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และปลอดวัสดุเหลือใช้ (Zero Waste) และส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/ เครือข่าย โดยการยกระดับอัตลักษณ์ของกาแฟอะราบิกาชุมชน ให้มีความแปลกใหม่มีเอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ แปรรูปกาแฟให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น หรือชุมชนนั้นๆ มีเรื่องราว (story) โดยสร้างแบรนด์เฉพาะของประเทศไทย เช่น กาแฟอะราบิกา Thailand Only การจัดกิจกรรมประกวดกาแฟ เพื่อค้นหาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดี และรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้ปลูกกาแฟตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพและแสดงถึงอัตลักษณ์กาแฟไทยตลอดจนส่งเสริมและพัฒนากาแฟไทยให้มีคุณภาพดีสู่ระดับโลก เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้และความยั่งยืนแก่เกษตรกร</p>
<p>การชิมทดสอบรสชำติเมล็ดกำแฟ (Cupping Standard)</p>
<p>1 อัตราส่วนกาแฟต่อน้ำ  8.25 กรัม (เต็มเมล็ด) (± 0.25 กรัม) ต่อ น้้ำ 5.07 ออนซ์ของเหลว (150 มิลลิลิตร) เมื่อปรับจากขนาดของภาชนะจะต้องใช้อัตราส่วนกาแฟ 1.63 กรัม (เต็มเมล็ด) ต่อน้ำ 1 ออนซ์ของเหลว (หรือ 0.055 กรัมกาแฟต่อน้ า 1 มิลลิลิตร)</p>
<p>2 ภาชนะสำหรับการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Vessel)</p>
<p>-ภาชนะบรรจุจะต้องเป็นแก้วหรือวัสดุเซรามิกขนาดจะอยู่ระหว่าง 7 และ 9 ออนซ์ของเหลว (207 มล. ถึง 266 มล.) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 3 และ 3.5 นิ้ว (76 &#8211; 89 มม.) ถ้วยทั้งหมดที่ใช้ จะต้องมีปริมาตรขนาดและวัสดุการผลิตที่เหมือนกันและมีฝาปิด</p>
<p>-อุณหภูมิการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Water Temperature) ระหว่าง 92.2 &#8211; 94.4 องศาเซลเซียส</p>
<p>-น้้ำที่ใช้ในการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Water) สะอาด ไม่มีกลิ่นคลอรีน ตะกอนแคลเซียมไม่เกิน 50-175 ppm CaCO3 ปริมาณ Alkalinity ไม่เกิน 40 ppm ค่า pH 6-8 เช่น น้ำ select</p>
<p>-ขนาดการบดเมล็ดกาแฟจะต้องบดเพื่อให้ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของการบด ผ่านตะแกรงตาข่ายเบอร์ 20 (0.841 mm)</p>
<p>-การคั่วเมล็ด(Roast for Cupping) ใช้เวลาระหว่าง 8 และ 12 นาที และจะต้องนำมาใช้  8 และ 24 ชั่วโมงหลังจากการคั่ว</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=12105" rel="attachment wp-att-12105"><img class="aligncenter size-large wp-image-12105" title="กาแฟ" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/กาแฟ-1024x571.png" alt="" width="1024" height="571" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)</p>
<p>Horticultural Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3197">กาแฟ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3197</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เงาะ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2747</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2747#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:36:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2747</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : เงาะ ชื่อสามัญ : rambutan สถานการณ์การผลิต พื้นที่เพาะปลูก จันทบุรี ระยอง ชุมพร นราธิวาส ปี 2565 พื้นที่ปลูกให้ผลผลิต 207,134 ไร่  ผลผลิต 280,420 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,355  กิโลกรัม ปี 2563 พื้นที่ปลูก 230,775 ไร่ เนื่อที่ให้ผลผลิต 211,377 ไร่ ผลผลิต 270,053 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,278  กิโลกรัม ปี 2562 พื้นที่ปลูก 232,511 ไร่ เนื่อที่ให้ผลผลิต 213,609 ไร่ ผลผลิต 279,980 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,311  กิโลกรัม ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 270,966 ไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2747">เงาะ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : เงาะ<br />
ชื่อสามัญ : rambutan</div>
</div>
</div>
<div>
<p><span id="more-2747"></span>สถานการณ์การผลิต พื้นที่เพาะปลูก จันทบุรี ระยอง ชุมพร นราธิวาส</p>
<p>ปี 2565 พื้นที่ปลูกให้ผลผลิต 207,134 ไร่  ผลผลิต 280,420 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,355  กิโลกรัม<br />
ปี 2563 พื้นที่ปลูก 230,775 ไร่ เนื่อที่ให้ผลผลิต 211,377 ไร่ ผลผลิต 270,053 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,278  กิโลกรัม<br />
ปี 2562 พื้นที่ปลูก 232,511 ไร่ เนื่อที่ให้ผลผลิต 213,609 ไร่ ผลผลิต 279,980 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,311  กิโลกรัม<br />
ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 270,966 ไร่ ผลผลิต 215,598 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 796 กิโลกรัม</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>วิธีการปลูก</strong></span> : เงาะนิยมขยายพันธุ์โดยการติดตา การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ระยะปลูกที่เหมาสมสมคือ 8&#215;8 หรือ 8&#215;10 เมตร เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3-4 ปีหลังปลูก</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การดูแลรักษา :</span></strong> หลังการปลูกใหม่ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นควรใส่ปุ๋ยทางเคมีสูตร 15-15-15 ,16-16-16 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้น 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) หว่านให้ทั่วทรงพุ่ม หรือ 20-20-20 พ่นทางใบ จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน และให้ปุ๋ยทางดินสูตร 13-13-21 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้น 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) หว่านให้ทั่วทรงพุ่ม หลังติดผล 3-4 สัปดาห์</p>
<div>
<p>การเตรียมต้นก่อนการออกดอก เมื่อต้นเงาะมีใบแก่สมบูรณ์ทั้งต้น</p>
<p>1. การจัดการน้ำ/งดการให้น้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอก</p>
<p>- ต้นที่พร้อมกับการออกดอก ใบแก่ที่ปลายจะตั้งชันและแสดงอาการห่อตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน สีตายอดเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลทอง</p>
<p>- ต้นที่ยังไม่พร้อมกับการออกดอก ตายอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเขียวหรือสีเขียวน้ำตาล เมื่อได้รับน้ำมากเกินไปหรือมีฝนตกส่งผลให้เงาะแตกใบอ่อน</p>
<p>2. มีฝนตกระหว่างการงดน้ำ ต้นเงาะที่ยังไม่พร้อมออกดอกหากได้รับน้ำมากเกินไปหรือมีฝนตกระหว่างการกระทบแล้งต้องหยุดการให้น้ำและปล่อยให้ต้นเงาะกระทบแล้งอีกครั้งหรือพ่นปลิดใบอ่อนด้วยกำมะถันผง 80-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นสารเอทธีฟอน 100-200 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
</div>
<div><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3126" rel="attachment wp-att-3126"><img class="aligncenter size-full wp-image-3126" title="rambutan" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></div>
<div>
<p><strong><span style="color: #339966;">โรคศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด</span></strong></p>
<p>1. โรคราสีชมพู พบเส้นใยสีขาวแกมชมพูปกคลุมผิวกิ่ง การป้องกันกำจัด ถ้าพบกิ่งเป็นโรคเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ให้ทั่วต้น โดยเฉพาะบริเวณกิ่งในทรงพุ่ม</p>
<p>2. โรคราแป้ง powdery mildew จากเชื้อ oidium sp. พบผงสีขาวคล้ายผงแป้งเกาะอยู่บนหน้าใบและหลังใบอ่อนและช่อดอกกับผลอ่อน ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยกำมะถันผงละลายน้ำ หรือใช้สารเคมีเช่น สารคาร์เบนดาซิม หรือใช้ flutriafol 12.5 % W/V SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ค่า PHI 7 วัน ใช้เฮกซะโคนาโซล hexaconazole 5% W/V SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ค่า PHI 7 วัน</p>
<p>3. โรคช่อดอกแห้ง พบช่อดอกในระยะก่อนดอกบานแห้งดำ มีราสีเทาขึ้นปกคลุม ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไอโพรไดโอน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>แมลงศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p>1. หนอนคืบ ทำลายในระยะใบอ่อนถึงใบเพสลาด ป้องกันกำจัดโดยจับตัวหนอนทำลาย ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วยสารคาร์บาริล แมลงค่อมทอง กัดกินใบระยะใบอ่อนถึงใบเพสลาด ป้องกันกำจัดโดยใช้ผ้าพลาสติกปูรองใต้ต้นแล้วเขย่าต้นให้แมลงตัวเต็มวัยหล่น แล้วเก็บไปทำลายหรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคาร์บาริล</p>
<p>2. เพลี้ยไฟ พบเพลี้ยไฟเข้าทำลายในระยะดอกและผลอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกทำให้ดอกแห้งและร่วง ส่วนผลอ่อนขนจะเป็นรอยตกสะเก็ดแห้งสีน้ำตาล ปลายขนม้วนหงิกงอและแห้ง ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่นสารแลมป์ดาไซฮาโลทริน</p>
<p>3. เพลี้ยแป้ง สำรวจพบช่อผลถูกทำลายเกิน 10 % ของช่อที่สำรวจ  เพลี้ยแป้งบางชนิดอาจอาศัยอยู่ในดินบริเวณโคนต้นพืชหรือรากวัชพืช และมีมดเป็นตัวพาไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืชอาหาร ควรตัดแต่งกิ่งเงาะ เพื่อลดการเป็นพาหะของมดพาไปยังต้นอื่น ๆ และควรใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่อง ผูกรอบต้น เพื่อป้องกันมดและเพลี้ยแป้งที่อาศัยอยู่ในดินไต่ขึ้นมาบนต้น ป้องกันกำจัดโดยถ้าพบอยู่เป็นกลุ่มตามส่วนต่างๆ ของต้น ควรตัดทิ้งและเผาทำลาย ถ้าระบาดรุนแรง พ่นด้วยสารฆ่าแมลง เช่นคาร์บาริล 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 หลังจากนั้นให้ใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องผูกรอบโคนต้น ป้องกันมด และเพลี้ยแป้งไต่ขึ้นมาบนต้น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การใช้ฮอร์โมน</span></strong></p>
<p>1. การเปลี่ยนเพศดอกให้เป็นเพศผู้ สาร NAA ความเข้มข้น 80 &#8211; 160 มก./ล. พ่นเป็นจุดให้ถูกเฉพาะช่อดอกบางช่อ เมื่อดอกบาน 5 &#8211; 10% จำนวน 10 จุด กระจายทั่วทรงพุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ดัชนีการเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<p>อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของเงาะดูได้จากสีผิวของผล สำหรับเงาะพันธุ์โรงเรียนซึ่งเป็นพันธุ์หลักทางการค้าจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อสีผิว เปลี่ยนเป็นสีส้มแดง หรือพันธุ์สีชมพูควรเก็บเกี่ยวเมื่อสีของผลเปลี่ยนเป็นสีชมพู เรื่อๆทั้งผล ที่สำคัญคือ ไม่ควรเก็บเกี่ยวผลเงาะช่วงที่มีแดดจัด เพราะจะทำให้เงาะ สูญเสียน้ำและเหี่ยวเร็ว</p>
<p>การเก็บรักษาที่อุณหภูมิน้อยกว่า 10 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 14 วัน การเก็บรักษานานขึ้นผลเงาะจะเกิดอาการสะท้านหนาว ผิวจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในอาการ รุนแรงผิวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นผิด ปกติและเน่าเสีย ที่อุณหภูมิ 10-13 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 14-16 วัน เงาะที่ฉายรังสีแกมมาประมาณ 300 เกรย์ จะเก็บได้ 9 วัน ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 3-7 วัน ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 %</p>
<p>การเ็ก็บรักษาเงาะในสภาพควบคุมหรือดัดแปลงบรรยากาศสามารถยืดอายุการเก็บรักษาเงาะ ได้ เช่น เมื่อเก็บที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ในสภาพที่มีก๊าซออกซิเจนความ เข้มข้น 3-5% และคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้น 7-12% จะช่วยรักษาคุณภาพ เงาะได้นาน 28 วัน การบรรจุในถุงโลวเดนซิตี้โพลีเอทธิลีน (low density polyethylene) ที่มีค่าอัตราการซึมผ่านของออกซิเจน 10,000-12,000 มิลลิลิตร/ ตารางเมตร/วัน อัตราการซึมผ่านของคาร์บอนไดออกไซด์ 30,000-36,000 มิลลิลิตร/ตารางเมตร/วัน และอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ 5.74 มิลลิลิตร/ตาราง เมตร/วัน และถุงลิเนียร์โลวเดนซิตี้โพลีเอทธิลีน (linear low density polyethylene) ช่วยชะลอการเกิดสีน้ำตาลของเงาะและรักษาคุณภาพเงาะได้นาน 14-18 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>คุณค่าอาหารและสรรพคุ</strong></span><span style="color: #339966;"><strong>ณ </strong></span>: เงาะมีวิตามินซีสูงถึง 47 มิลลิกรัมตอน้ำหนัก 100 กรัม และมีสารอาหารอื่นๆ อีกมากเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นต้น เงาะจัดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน จึงช่วยแก้อาการท้องร่วงชนิดรุนแรงได้ดี เปลือกเงาะนำมาต้มดื่มเป็นยาแก้อักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการอักเสบในช่องปาก มีวิตามินซีช่วยป้องกันไข้หวัด และโรคเลือดออกตามไรฟัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><strong>GAP ?เงาะ</strong></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพเงาะ.pdf" rel="attachment wp-att-3134" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3134" title="rambutan4" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan4.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนเงาะ.pdf" rel="attachment wp-att-3135" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3135" title="rambutan5" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan5.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองเงาะ.pdf" rel="attachment wp-att-3133" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3133" title="rambutan3" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan3.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรเงาะ.pdf" rel="attachment wp-att-3131" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3131" title="rambutan1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan1.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3132" rel="attachment wp-att-3132"><img class="aligncenter size-full wp-image-3132" title="rambutan2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rambutan2.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2747">เงาะ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2747</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชำมะเลียง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=279</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=279#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Nov 2012 20:49:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชำมะเลียง ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepisanthes fruticosa Leenh ชื่อวงศ์: SAPINDACEAE ชื่อท้องถิ่น: ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน โคมเรียง ผักเต้า มะเถ้า หวดข้าใหญ่ ลักษณะทั่วไป: ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบยาวเรียว ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง ผลอัดกันเป็นช่อแน่น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสำดำ เนื้อนุ่ม มีรสหวานหอมฝาด ผลแก่ในช่วงกุมภาพันธุ์ นิยมปลูกแซมตามสวนผลไม้ทั่วไป ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 4-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง ใบ : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย ออกเยื้องกันเล็กน้อย ใบรูปหอกเรียงยาวมีสีเขียวเข้ม หนามมัน ปลายใบแหลม ฐานใบมนสอบเข้า ขอบใบเรียบ ดอก : ดอกช่อบริเวณกิ่ง ลำต้น มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ และไม่สมบูรณ์เพศปนกันช่อดอกยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีม่วงแดง ขนาด 20-30 ผล ผล [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=279">ชำมะเลียง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ชำมะเลียง</span><span id="more-279"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span>:</strong><strong> </strong>Lepisanthes fruticosa Leenh<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์</span>:</strong><strong> </strong>SAPINDACEAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อท้องถิ่น</span>:</strong><strong> </strong>ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน โคมเรียง<strong> </strong>ผักเต้า มะเถ้า หวดข้าใหญ่</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ลักษณะทั่วไป</span>:</strong> ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบยาวเรียว ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง ผลอัดกันเป็นช่อแน่น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสำดำ เนื้อนุ่ม<strong> </strong>มีรสหวานหอมฝาด ผลแก่ในช่วงกุมภาพันธุ์ นิยมปลูกแซมตามสวนผลไม้ทั่วไป</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7726" rel="attachment wp-att-7726"><img class="aligncenter size-full wp-image-7726" title="ชำมะเรียง" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/ชำมะเรียง.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ต้น</span> :</strong><strong> </strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 4-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ใบ</strong></span><strong> : </strong>ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย ออกเยื้องกันเล็กน้อย ใบรูปหอกเรียงยาวมีสีเขียวเข้ม หนามมัน ปลายใบแหลม ฐานใบมนสอบเข้า ขอบใบเรียบ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ดอก</span> :</strong><strong> </strong>ดอกช่อบริเวณกิ่ง ลำต้น มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ และไม่สมบูรณ์เพศปนกันช่อดอกยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีม่วงแดง ขนาด 20-30 ผล<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ผล</strong></span><strong> : </strong>ผลสดรูปกลม หรือรูปไข่ ผลสีดำแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร แต่ละผลมี 1-2 ้เมล็ด รูปไข่ปนขอบขนาด 1 ช่อ มีผลเป็นพวง 20-30เมล็ด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ประโยชน์</span> :</strong><strong> </strong>ผลสุกสีดำแก้ท้องเสีย รากแก้ไข้ แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต ไข้สัน แก้ท้องผูก กระสับกระส่าย<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> :</strong><strong> </strong>การเพาะเมล็ด<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การกระจายพันธุ์</span> :</strong><strong> </strong>เอเชียตะวันออกเฉียงใต้<strong></strong></p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=279">ชำมะเลียง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=279</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขนุน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=217</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=217#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 02:17:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=217</guid>
		<description><![CDATA[<p>ขนุน ชื่ออื่นๆ : ซีคึย ปะหน่อย ล้าง ปอหล่อปิค หมักหมี้ มะหนุน ชะพู ขะเนอ เนน นะยวย ซะ ชื่อวงศ์ : MORACEAE ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มียางขาวทั้งต้น ใบมันและหนาเหมือนแผ่นหนัง ใบรู ปลียาวออกสลับกัน ปลายใบแหลมและสั้น ช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่งเป็นแท่งยาว มีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ(ช่อดอกตัวผู้) ผลใหญ่มีหลายขนาด เป็นผลรวม รอบผลมีหนามสั้นๆ เรือหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองเวลาสุกมีกลิ่นหอม มีหลายพันธุ์ ปลูกกันทั่วไป สถานการณ์ ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกขนุนทั่วประเทศจำนวน 55,942 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตจำนวน 38,026 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=217">ขนุน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;">ขนุน</span><span id="more-217"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: </strong>ซีคึย ปะหน่อย ล้าง ปอหล่อปิค หมักหมี้ มะหนุน ชะพู ขะเนอ เนน นะยวย ซะ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>MORACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>:</strong> Jack Fruit Tree</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>:</strong> <em>Artocarpus heterophyllus</em> Lam.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong> : </strong><strong></strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มียางขาวทั้งต้น ใบมันและหนาเหมือนแผ่นหนัง ใบรู ปลียาวออกสลับกัน ปลายใบแหลมและสั้น ช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่งเป็นแท่งยาว มีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ(ช่อดอกตัวผู้) ผลใหญ่มีหลายขนาด เป็นผลรวม รอบผลมีหนามสั้นๆ เรือหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองเวลาสุกมีกลิ่นหอม มีหลายพันธุ์ ปลูกกันทั่วไป</p>
<p><strong><span style="color: #008000;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7609" rel="attachment wp-att-7609"><img class="aligncenter size-full wp-image-7609" title="kanon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/kanon.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></span></strong></p>
<p><strong>สถานการณ์</strong></p>
<p>ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกขนุนทั่วประเทศจำนวน 55,942 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตจำนวน 38,026 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จำนวน 15,659 ไร่ แยกเป็นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 33,703,406 กิโลกรัม คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่ให้ผลผลิต 2,152 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเท่ากับ 11.61 บาท/กิโลกรัม จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกขนุนมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 17,268 ไร่ จังหวัดระยอง 10,417 ไร่ จังหวัดชลบุรี 9,427 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี 3,802 ไร่ และจังหวัดจันทบุรี 2,618 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 77.82 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ</p>
<p>ปริมาณและมูลค่าการส่งออกขนุนสด จำนวน 49,006 ตัน คิดเป็นมูลค่า 629 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 45,319 ตัน มูลค่า 566 ล้านบาท ถือเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม เมียนมา และ.ลาว</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">พันธุ์ขนุน</span></strong></p>
<div>1. พันธุ์ฟ้าถล่ม  ให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4 ปีหลังการปลูก ผลกลมยาวรีและยาวรีคล้ายรูปไข่ค่อนข้างไปทางทรงกระบอก ผลใหญ่ ขนาดตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ยวงใหญ่ หนาสม่ำเสมอ ยวงสีเหลืองทอง รสหวานสนิท เปอร์เซ็นต์น้ำตาลมาก น้ำหนักยวงที่แกะเมล็ดออกแล้วเฉลี่ย 15 ยวงต่อกิโลกรัม เนื้อยวงเหมาะแก่การทำขนุนแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ซังสีขาว มีซังปานกลาง</div>
<div>2. พันธุ์ทองสุดใจ ผลมีรูปไข่ค่อนข้างกลม ผิวเรียบ มีเบี้ยวน้อย ติดผลง่าย มีซังน้อย ผลขนาดใหญ่ เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อผล เปลือกผลค่อนข้างบาง ปลายหนามแหลม ใต้ผิวของผลถึงยวงมีสีเหลืองคล้ายเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อยวงใหญ่ หนา แต่น้อยกว่ายวงของขนุนพันธุ์ฟ้าถล่ม สีเหลืองทองเข้ม รสหวานปานกลาง ซังน้อย ซังสีเหลืองเข้ม รสหวานเล็กน้อยรับประทานได้ เมล็ดเล็ก เมล็ดไม่งอกในผลเมื่อผลสุกเต็มที่<br />
3. พันธุ์จำปากรอบ มีผลดกปานกลาง จัดเป็นขนุนพันธุ์เบา ทรงผลไม่สวย ผลไม่กลม ผิวขรุขระ ผลมีขนาดปานกลาง ผลสั้น น้ำหนักผลเฉลี่ยราว 12-25 กิโลกรัม เนื้อยวงไม่หนา แต่ก็ไม่บาง เนื้อยวงเมื่อผลอ่อนมีสีขาว แต่พอผลแก่ยวงจะเป็นสีจำปา เนื้อแข็งกรอบ เนื้อไม่เละแม้สุกจัด สามารถเก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์อื่น เนื้อมีรสกล่อมกล่อมอมเปรี้ยวเล็กน้อย รสหวานปานกลาง ยวงเหมาะแก่การแกะเนื้อขายหรือแช่แข็ง<br />
4. พันธุ์ทองประเสริฐ เป็นขนุนพันธุ์เบา สามารถให้ผลผลิตได้เมื่อปลูกแล้ว 2 ปี และสามารถให้ผลผลิตทะวายได้ด้วย เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนมิถุนายน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัมต่อผล ผิวสวย เนื้อยวงมีสีเหลืองทอง เนื้อหนา รสชาติหวานกรอบอร่อย มีเนื้อ 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล<br />
5. พันธุ์ไพศาลทักษิณ เป็นพันธุ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีต้นพันธุ์เดิมอยู่ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ลักษณะเด่นของพันธุ์ไพศาลทักษิณคือ มีลักษณะการติดผลเป็นกลุ่มหรือติดเป็นพวง ลูกขนาดกลางไม่ใหญ่มากนักน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม/ผล หนามเล็ก เปลือกบาง เนื้อสีเหลือง หวานจัด ไส้เล็ก ซังน้อยซ้อนห่าง เมล็ดมีขนาดเล็ก</div>
<div>
<p>6. พันธุ์ตาบ๊วย ลำต้นขนาดใหญ่ พุ่มเตี้ย ใบค่อนข้างกลมหนาเป็นมัน ผลคล้ายไหกระเทียมดอง ติดผลดก ให้ผลผลผลิต 20-80 ผล/ต้น/ปี ผิวผลไม่มีแป้ว หนามค่อนข้างใหญ่ เนื้อสีเหลือง ยวงแห้งกรอบ เมล็ดเล็ก ทนต่อสภาพดินกรดได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ</p>
</div>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> </strong><strong>: </strong>เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง ขนุนนิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งจะให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 3-4 ปี แต่ถ้าเพาะจากเมล็ดจะให้ผลช้าประมาณ 5-6 ปี</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูก</span> </strong><strong>: </strong>ขนุนชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อินทรียวัตถุ ชอบแสงแดดจัดไม่ทนน้ำท่วมขังนาน เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกในที่ดอนใช้ระยะปลูก 8&#215;8 หรือ 10&#215;10 เมตร  ปลูกในที่ลุ่มที่ต้องยกร่อง และปลูกในระยะที่แคบ 6&#215;6 หรือ 5&#215;5 เมตร</p>
<p><span style="color: #008000;">การใส่ปุ๋ย</span>ในระยะต้นยังไม่ให้ผลผลิต จะเน้นที่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี 15-15-15 หรือ 16-16-16 หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากไปทำให้เฝือใบและออกดอกช้า ปริมาณปุ๋ยที่ใส่แต่ละครั้งมักจะให้เอาอายุต้นหารด้วย 2 เช่น อายุต้น 2 ปีให้ใส่ครั้งละ 1 กิโลกรัม/ต้น และเมื่อให้ผลผลิตแล้วควรใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือ 12-24-12ใส่ก่อนการออกดอก 40-60 วัน และช่วงหลังเกี่ยวเกี่ยวผลผลิตควรใส่ปุ๋ยคอกทุกปี</p>
<p><span style="color: #008000;">การดูแลรักษา</span> เมื่อติดผลมากควรปลิดผลอ่อนทิ้งบ้าง เพราะจะทำให้ผลเล็กและมีเนื้อน้อย ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ จะตัดแต่งผลอ่อนหลังจากติดผล 1-2 เดือน เพื่อใช้ผลอ่อนนำมารับประทานเป็นผักได้ ตัดแต่งผลตามอายุต้น เช่น อายุ 3-5 ปี ไว้ผลประมาณ 5 ผล/ต้น อายุ 5-10 ปีไว้ผล 20 ผล/ต้น อายุ 10-15 ปี ไว้ผล 30 ผล/ต้น และอายุ 15-20 ปีไว้ผล 35 ผล/ต้น ผลที่ไว้บนต้นควรให้อยู่กระจายทั่วต้น หลังติดผล 40-50 วัน ห่อผลด้วยถุงปูนหรือถุงปุ๋ย โดยเปิดท้ายถุงไว้ระบายอากาศ และเปลี่ยนวัสดุห่ออีกครั้ง เมื่ออายุ 3 เดือน เพราะขนุนจะขยายขนาดอย่างรวดเร็ว</p>
<p><span style="color: #008000;">การควบคุมการออกดอกและการติดผล</span> ขนุนไม่มีปัญหาเรื่องการออกดอก โดยจะออกดอกปีละประมาณ 2 ครั้ง ครั้งแรกในเดือน ธันวาคม – มกราคม และครั้งที่ 2 ในเดือน เมษายน – พฤษภาคม แต่บางพันธุ์และบางต้นก็สามารถทยอยออกดอกได้ตลอดปี เรียกว่าเป็นขนุนทะวาย การผสมเกสรของขนุนต้องการแมลงช่วย ถ้าดอกได้รับการผสมเกสรไม่พอจะทำให้รูปทรงผลจะเสียหรือบิดเบี้ยวได้ การบานของดอกตัวผู้หรือที่เรียกว่า ส่า จะบานก่อนดอกตัวเมียประมาณ 2-3 วัน แล้วดอกตัวเมียจึงจะบาน</p>
<p><span style="color: #008000;">โรคทึ่สำคัญ</span><br />
1. โรคยางไหล กิ่งและลำต้นเป็นแผลยางไหล ทำให้กิ่งแห้งและต้นตายในที่สุด เป็นโรคที่มีการระบาดรุนแรงและทำความเสียหายให้กับขนุนแถบ จังหวัดระยอง จันทบุรี ยังไม่มีวิธีการแก้ไข ควรหลีกเลี่ยงการปลูกขนุนในแหล่งที่ระบาด และใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค<br />
2. โรคกิ่งแห้ง กิ่งอ่อนเกิดจุดสีน้ำตาลดำ ขยายเป็นแผลใหญ่ลามไปทั่วกิ่งจนแห้ง ป้องกันกำจัดโดยหมั่นตัดแต่งกิ่งที่แห้งตายทิ้งและเผาทำลาย แล้วทารอยตัดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม<br />
3. โรคขั้วผลเน่า เกิดอาการเน่าเป็นสีดำ ดอกและผลอ่อนจะร่วง ป้องกันกำจัดโดยตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง<br />
4. โรคจุดสนิม อาการที่ผลเป็นจุดสีสนิมเล็กๆ จุดสีน้ำตาลไหม้ของเนื้อยวงและส่วนซังด้วย  บางครั้งเกิดเพียงเล็กน้อย แต่ก็พบมีอาการที่รุนแรงในบางครั้งที่พบปริมาณของจุดนี้กระจายค่อนข้างมาก ขนุนเป็นดอกรวมประกอบกันเป็นช่อ เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่พืชทางปลายเกสรตัวเมียแล้วเจริญลงไปในรังไข่ คือยวงขนุน ทำให้เกิดโรคที่ยวงทำให้เจริญไม่สมบูรณ์เป็นจุดสนิม เป้นเชื้อแบคทีเรียไปอาศัยอยู่ แต่ไม่ทำให้ผลเน่า จึงเห็นเป็นจุดเล็กๆ สภาพอากาศที่เหมาะคือร้อนสลับกับมีฝนตกหนัก ดอกขนุนเริ่มบาน อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ปลายเกสรเหี่ยวเชื้อแบคทีเรียเข้าทางปลายเกสรลงไป การป้องกันให้ใช้สารคอบเปอร์ซัลเฟตพ่นช่วงระยะติดดอก มักจะพบในขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเนื่องจากมีการปลูกเป็นการค้า</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>แมลงศัตรูที่สำคัญ</strong></span><br />
1. หนอนเจาะลำต้นและกิ่ง ผีเสื้อกลางคืนวางไข่บนเปลือกของลำต้นและกิ่ง เมื่อฟักเป็นตัวก็เจาะเข้าทำลาย เกิดอาการแห้ง ป้องกันกำจัดโดยตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง ถ้าพบหนอนให้พ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไซเพอร์เมทริน<br />
2. เพลี้ยแป้ง <em>Exallomochlus hispidus</em>(Morrison) เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงที่กิ่ง ใบ และผล ขับถ่ายมูลหวานออกมาเปรอะเปื้อนและราดำเข้าทำลายซ้ำ เพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายจากพื้นดินขึ้นบนต้น โดยมีมดเป็นพาหะพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้นช่วยทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรงขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">การป้องกันกำจัด : กำจัดมด โดยพ่นสารคาร์บาริล 80 % ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องใช้แล้วผูกรอบต้น ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมีโทแซม 25% ดับบลิวพี อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับบลิวพี อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% ดับบลิวจี อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>3. เพลี้ยหอย ดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบหงิก บิดเบี้ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมีคาร์บาริลในช่วงตัวอ่อนและกำจัดมดตัวการเคลื่อนย้ายเพลี้ยแป้งด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การเก็บเกี่ยว</span></strong></p>
<div>- ดัชนีการเก็บเกี่ยวของขนุนที่สำคัญคือ นับอายุแก่เมื่อ 120 &#8211; 160 วันหลังจากผสมติด</div>
<div>- ดัชนีการเก็บเกี่ยวอื่นๆ ได้แก่ เคาะฟังเสียงผล ดูสีผิว กรีดขั้วผลเพื่อดูยาง ดูใบที่ติดกับขั้วผล ดูหนามผล ดมกลิ่นขนุนบางพันธุ์เมื่อแก่ใกล้สุกจะมีกลิ่นหอม</div>
<div>- ตามปกติจะเก็บเกี่ยวขนุนก่อนผลแก่ 7 &#8211; 10 วัน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาหรือเก็บขนุนเมื่อแก่เต็มที่หรือสุกคาต้น เพื่อใช้รับประทานสด</div>
<div>- การเก็บมักจะเหลือขั้วผลติดไว้ด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการสุกได้โดยถ้าเหลือขั้วไว้ยาวมากจะทำให้สุกช้ากว่าขั้วที่เหลือสั้นกว่า</div>
<div>
<div>- หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องนำมาบ่มให้สุก ในสภาพอุณหภูมิห้องซึ่งจะสุกภายใน 3-4 วันโดยไม่ต้องใช้เอธิลีน</div>
<div>- ถ้าต้องการให้สุกเร็วขึ้น ให้ใช้ไม้ปลายแหลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร แทงเข้าที่ขั้วผลลึก 5-10 เซนติเมตร ผลขนุนจะสุกเร็วกว่าปกติ 1-2  วัน ซึ่งการสุกที่เร็วขึ้นจากการปฏิบัติดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะเกิดจากอิทธิพลของเอธิลีนที่สร้างขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อพืชได้รับความเครียด (wounded ethylene) เช่น จากการที่ขนุนเกิดรอยแผลบนขั้วผล เป็นต้น</p>
<div>- การเก็บรักษาขนุน  ถ้าเป็นผลสดควรเก็บที่อุณหภูมิประมาณ 13 องศาเซลเซียส ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 85 &#8211; 90 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บไว้ได้ 2 &#8211; 6 สัปดาห์ แต่ถ้าต้องการเก็บเฉพาะยวงผลที่แกะเมล็ดแล้ว  สามารถใส่ถุงพลาสติกและเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง (freezer) ได้ จะอยู่ได้นานกว่า 2 เดือน แต่ถ้าเป็นช่องธรรมดาจะอยู่ได้นาน 3 &#8211; 5 วัน เท่านั้น</div>
</div>
</div>
<p><strong style="color: #008000;">สรรพคุณ</strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- เมล็ด</strong></span> ให้ใช้รับประทาน 60-240 กรัม ต้มสุกกิน จะมีรสชุ่ม ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนมช่วยบำรุงร่างกาย</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- เนื้อหุ้มเมล็ด </strong></span>ให้ใช้สด ผสมกับน้ำหวานกินบำรุงกำลัง หรือจะกินเป็นขนมก็ได้</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ใบ </strong>ใช้สด</span> นำมาตำให้ละเอียด อุ่นแล้วพอกแผล ใบแห้งให้บดเป็นผงโรย หรือใช้ผสมทาตรงที่เป็นแผล ใช้สำหรับภายนอก รักษาแผลมีหนองเรื้อรัง</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ยาง</strong> </span>จะมีรสจืด ฝาดเล็กน้อย ให้ใช้ยางสด ทาบริเวณที่บวมอักเสบ แผลมีหนองเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเกิดจากแผลมีหนองที่ผิวหนัง</p>
<p><strong><span style="color: #cc99ff;">- แกนและราก</span> </strong>ใช้แห้งประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำรับประทาน จะมีรสหวานชุ่ม รักษากามโรค และบำรุงเลือด<strong></strong></p>
<p>เป้าหมาย ได้ขนุนพันธุ์ใหม่ที่มีศักยภาพทางการค้า ปริมาณผลผลิต คุณภาพดี</p>
<p>การปรับปรุงพันธุ์ รวบรวม คัดเลือกสายต้น เปรียบเทียบพันธุ์ จีนนิยมทานขนุน</p>
<p>การใช้ประโยชน์ ทำโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ ไส้กรอก ทำพลาสติกชีวภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=217">ขนุน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=217</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=175</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=175#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 01:41:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[<p>กล้วย กล้วยเป็นพืชอาหารของโลกที่มีปลูกอยู่มากกว่า 135 ประเทศทั้งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน จากข้อมูลทางสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Stat, 2014) ปี 2555 ทั่วโลกมีพื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วยประมาณ 31 ล้านไร่ ผลผลิตกล้วยประมาณ 96 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 7.69 แสนล้านบาท แนวโน้มการผลิตตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วย ผลผลิตกล้วย และมูลค่าผลผลิตกล้วยของโลก มีอัตราเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.19, 0.54 และ 2.49 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยแหล่งผลิตกล้วยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียคิดเป็น 42.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาอยู่ในทวีปแอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลียโอเซียเนีย และยุโรป คิดเป็น 31.4, 24.1, 1.9 และ 0.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย บราซิล ฟิลิปปินส์ แทนนซาเนีย จีน เอกวาดอร์ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=175">กล้วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">กล้วย</span><span id="more-175"></span></strong><strong></strong></p>
<p style="text-align: justify;">กล้วยเป็นพืชอาหารของโลกที่มีปลูกอยู่มากกว่า 135 ประเทศทั้งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน จากข้อมูลทางสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Stat, 2014) ปี 2555 ทั่วโลกมีพื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วยประมาณ 31 ล้านไร่ ผลผลิตกล้วยประมาณ 96 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 7.69 แสนล้านบาท แนวโน้มการผลิตตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วย ผลผลิตกล้วย และมูลค่าผลผลิตกล้วยของโลก มีอัตราเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.19, 0.54 และ 2.49 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยแหล่งผลิตกล้วยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียคิดเป็น 42.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาอยู่ในทวีปแอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลียโอเซียเนีย และยุโรป คิดเป็น 31.4, 24.1, 1.9 และ 0.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย บราซิล ฟิลิปปินส์ แทนนซาเนีย จีน เอกวาดอร์ บรุนดี ไทย อูกันดา แองโกลา อินโดนีเซีย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong></span><strong> : </strong>กล้วยมะลิอ่อง กล้วยใต้ กล้วยตาปีอ่อง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์ </span> </strong><strong>: </strong>MUSACEAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ</span> </strong> <strong>:</strong> Banana</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span> </strong> <strong>:</strong> <em>Musa spientum</em> Linn.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong><span style="color: #008000;"> :</span> </strong>เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นใต้ดินอายุหลายปี เป็นลำต้นปลอมรูปทรงกระบอก เกิดจากกาบใบห่อหุ้มซ้อนกัน ใบออกเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดใหญ่ ขอบเรียบ เส้นกลางใบแข็ง เส้นใบมีจำนวนมากโดยออกจากเส้นกลางใบทั้งสองข้าง ขนานกันไปจรดขอบใบ ก้านใบยาวด้านล่างกลม ด้านบนเป็นร่อง ส่วนโคนแผ่เป็นกาบ ดอกออกเป็นช่อห้อยบงด้านช่อดอกแข็ง ดอกย่อยแยกเป็นดอกเพศผู้และเพศเมีย เมื่ออยู่ตอนล่างของช่อ ดอกย่อยอยู่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มรองรับด้วยใบประดับขนาดใหญ่สีม่วงแดง ติดบนแกนกลางช่อดอกเรียงเวียนสลับกัน ดอกย่อยรูปทรงกระบอก กลีบดอกแยก 3-5 แฉก ผลสดรูปทรงกระบอกหรือสี่เหลี่ยมอยู่ติดกันคล้ายหวี มีเปลือกหนา เมื่อสุกมีรสหวานรับประทานได้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7570" rel="attachment wp-att-7570"><img class="aligncenter size-full wp-image-7570" title="banana" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/banana.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></p>
<p><strong>พันธุ์และการขยายพันธุ์</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>กล้วยกล้าย</strong></span>หรือกล้าย บางแห่งเรียกว่า กล้วยโกก กล้วยโคก กล้วยหมอนทอง ปลูกไม่แพร่หลาย มีที่จังหวัดจันทบุรี ตราด ที่บางกอกน้อย (กรุงเทพฯ) ต้นสูง 3.5-4 เมตร กาบลำต้นด้านนอกสีชมพูแดง มีประดำค่อนข้างมาก ด้านในสีเขียวอ่อนมีเส้นสีชมพู ก้านใบมีประดำเล็กน้อย มีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ช่อดอกประกอบด้วยดอก ตัวเมียที่ดอกตัวผู้เป็นหมัน ไม่มีดอกตัวผู้หรือดอกกะเทย เมื่อดอกเป็นผลจึงไม่มีปลีเหลืออยู่ ช่อดอกย่อยมี 2-3 ช่อ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยเล็กๆ 6-7 ดอก เครือหนึ่งมี 10-20 ผล ผลยาว 20 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผล 4.5 เซนติเมตร เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ก้านผลสั้น ผลยาวโค้งงอ เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีเหลืองคล้ายกล้วยน้ำว้า เนื้อสีส้ม รสหวานอ่อน มีกลิ่นหอมไส้เนื้อกล้วยแข็งเล็กน้อย เนื้อเหนียวอร่อยเมื่อสุก ผลไม่มีเมล็ด เพราะดอกกล้วยไม่มีการผสมพันธุ์</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยขม หรือกล้วยขมเบา ขมหนัก</span> </strong>กล้วยขมพบมากในภาคใต้ของประเทศไทย ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ ก้านใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันร่องใบเปิด เครือหนึ่งมีประมาณ 5 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10 ผล ลักษณะผลอ้วนกลม ผิวสีสดใสปลายผลมีจุก เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เนื้อสีีเหลืองอ่อน นิ่มฟู รสหวานหอม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่</span> </strong>เป็นกล้วยที่ปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี ตาก และสุรินทร์ เครือกล้วยไข่มีขนาดเล็ก แต่ละหวีมีลูกดก ขนาดผลเล็ก ผิวสีเหลืองไข่ ผิวเปลือกบาง เนื้อสีเหลืองสวย รสหวานหอม เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 40 &#8211; 45 วันหลังตัดปลี ในช่วงฤดูหนาวผลจะแก่ช้า อายุการเก็บเกี่ยว 50-55 วัน หลังตัดปลี กล้วยไข่ตกเครือให้ลูกสุกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงเข้าพรรษา ที่มีการทำข้าวกระยาสารทถวายพระ กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานคู่กับกระยาสารทจะได้รสชาติที่อร่อยลงตัวพอดี กล้วยไข่ที่ขึ้นชื่อคือ กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยไข่สายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยไข่พระตะบอง กล้วยไข่โบราณ เเละกล้วยไข่เล็กยโสธร มีเปลือกบางสีเหลือง รสหวานอร่อย เนื้อสีเหลืองไข่ เหนียวหวานหอม รับประทานสุกเป็นผลไม้ ทำเป็นขนมหวาน กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี และแปรรูปเป็นกล้วยตาก  ปี 2566  <strong>มูลค่าการส่งออกที่ </strong><strong>86.9 ล้านบาท</strong> มีปริมาณส่งออก 5,040 ตัน  เป็นกล้วยที่รสชาติหวานเนื้อแน่นพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 72,000 ไร่ ปลูกมากที่ จันทบุรี กำแพงเพชร ตราด ตาก เพชรบุรี สุโขทัย ตลาดต่างประเทศที่สำคัญคือ จีน รองลงมาคือ กัมพูชา</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่ทองขี้แมว</span> </strong>ลักษณะกล้วยไข่ทองขี้แมว ลำต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร ลำต้นเทียมด้านนอก สีเขียวเข้มมีจุดประสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก และมีนวลมาก ด้านในสีออกชมพู ปลีมีใบประดับรูป ไข่ยาว ปลายแหลม และม้วนขึ้น ใบประดับมีสีแดงเทาไม่มีไข กลีบรวมใหญ่สีขาว ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวใสไม่มีสี มีดอกตัวผู้และตัวเมีย ใบประดับมีรูปร่างเรียวยาวปลายแหลม ด้านในสีซีด เครือกล้วยชี้ไปทางด้านข้างรวมทั้งปลี เครือหนึ่ง มีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเมล็ดด้านใน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่พระตะบอง</span> </strong>หรือกล้วยไข่บอง เจ็กบอง ปลูกมากในแถบภาคกลาง เช่น จังหวัดตราด สุรินทร์ ชัยภูมิ นนทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 14-16ผล ผลโตกว่ากล้วยไข่ทั่วไป ก้านผลค่อนข้างสั้น ผลไม่มีเหลี่ยมปลายผลมนโค้งขึ้นเล็กน้อย เปลือกค่อนข้างหนา เนื้อด้านในสีเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย หากไม่ชอบรสเปรี้ยวของกล้วยควรนำไปต้มทั้งเปลือกหรือนำไปทำกล้วยบวชชี จะช่วยให้ความเปรี้ยวลดลง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยเงิน</span> </strong>มีลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวมีประดำเล็กน้อย ก้านใบและเส้นกลางใบสีเขียว ก้านใบมีปีก ก้านเครือไม่มีขน ปลีมีรูปไข่ป้อมสีม่วงเข้มปลายแหลม มีไขเล็กน้อย เครือหนึ่งมีน้อยกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลเมื่อสุกมีสีเหลือง มีขนาดใหญ่เกือบเท่ากล้วยเทพรส รูปร่างคล้ายกล้วยไข่ขนาดใหญ่มาก เนื้อสีเหลือง</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยจีน </strong></span>มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กล้วยนมสวรรค์ บ้างก็เรียกว่า กล้วยน้ำนมราชสีห์ กล้วยลังกากล้วยไข่ฝรั่ง ชาวพัทลุงเรียกว่า กล้วยจีน ปลูกกันมากที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง จังหวัดทางภาคใต้ปลูกที่พัทลุงและที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกว่า กล้วยส้ม เป็นต้นกล้วยที่แข็งแรงต้นสูงใหญ่ กาบด้านนอกสีเขียวมะกอก เส้นกลางใบสีชมพูอมม่วงชัดเจน เครือเป็นรูปกรวย การเรียงตัวของหวีแน่น เครือหนึ่งมี 8-10 หวี ผลมีจุกเหมือนจุกขวด ผลเล็ก ก้านสั้น เมื่อดิบสีเขียวสด เมื่อสุกสีเหลืองสด ผลไม่หลุดจากเครือ รสหวานอมเปรี้ยว</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยช้าง</span> </strong>รูปร่าง ลักษณะต้น ใบ และปลี คล้ายกล้วยเทพรส ลักษณะที่ต่างกันคือ ปลีจะหลุดหายไปเมื่อติดผลหวีสุดท้าย แต่เครือกลับชี้ลงดิน เหมือนกล้วยเทพรสชนิดปลีปกติ ช่วงระหว่างหวีห่างจากกันการเรียงตัวของผลแผ่และเรียงตัวไปในทางเดียวกันคล้ายกล้วยน้ำว้า รอยต่อของขั้วหวีกับก้านเครือมีรอยตะเข็บนูนชัดเจน ขนาดของผลและรสชาติคล้ายกล้วยเทพรส</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยตานี</span> </strong>เป็นกล้วยป่าที่มาจากประเทศอินเดีย ปลูกเพื่อนำใบมาใช้เป็นใบตอง ผลกล้วยมีเมล็ด กล้วยตานีดิบใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ส้มตำกล้วยดิบ กล้วยดิบกินกับแหนมเนือง นำไปดองหรือแกง เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยตีบ</span> </strong>หรือกล้วยตีบคำ อีตีบ เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี ลำต้นสูง 3-4 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวมีประสีน้ำตาล ต้นอ่อนสีชมพู ก้านใบสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ใบอ่อนด้านล่างมีสีชมพู ท้องใบมีนวลสีขาว กาบใบยาวและเรียงตัวกันแน่นคล้ายเป็นลำต้น ลักษณะผลงอเล็กน้อย ปลายผลมีจุกใหญ่ ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยหอม แต่ขนาดผลเท่ากล้วยไข่ หวีหนึ่งมีประมาณ 16-18 ผล ผล มีเหลี่ยมเห็นชัดเจน ผลสุกมีสีเหลืองทองสวย รสหอมหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยทองร่วง</span> </strong>หรือกล้วยไข่ทองร่วง ค่อมเบา พบมากในภาคใต้ ลักษณะกล้วยทองร่วงมีลำต้นเทียมความสูงไม่เกิน 2.5-3.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำปานกลาง เครือชี้ออกด้านข้าง เครือหนึ่งมีมากกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10-16 ผล น้ำหนักผลหนักประมาณ 87 กรัมต่อผล ขนาดผลเล็กใกล้เคียงกับกล้วยไข่แต่ผลใหญ่กว่า เปลือกสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกมีผิวสีเหลืองสดใส เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อสุกเต็มที่ผลมักร่วงออกจากเครือ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยเทพรส</span> </strong>หรือที่เรียกกันว่า กล้วยสิ้นปลี หรือกล้วย ปลีหาย เพราะเวลาตกเครือปลีจะหดหายไป กล้วยเทพรสในหนึ่งเครือมี 5-7 หวี แต่ละหวีมีราว 11 ผล ลักษณะผลมีขนาดใหญ่ มีสันเหลี่ยมตามเปลือกผลชัดเจน ปลายผลทู่ ก้านผลยาว ผลดิบสีเขียวหม่น เมื่อแก่จัดมีสีเขียวอมเทา ผลสุกเปลือกสีเหลืองส้ม เนื้อในสีครีม นำไปฉาบ เชื่อม ต้ม หรือเผารับประทาน เนื้อจะเหนียวและหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยนมสาว</span> </strong>พบมากในแถบภาคใต้ ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ ก้านใบค่อนข้างสั้น มีประดำ ร่องก้านใบเปิด ปลีเป็นทรง ดอกบัว ปลายแหลม สีแดงอมม่วง เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-12 ผล ลักษณะผลอ้วนกลม ผิวสีสดใส ปลายผลมีจุกใหญ่งอนขึ้น เมื่อผลสุกเปลือกจะหนา รสชาติหอมหวาน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>กล้วยนมหมี </strong></span>พบมากแถบภาคกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร ผลมีขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เครือหนึ่งมีประมาณ 4-7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10-16 ผล ผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยหักมุก ปลายผลชี้ไม่เป็นระเบียบ มีจุกใหญ่ปลายมน ผลกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-13 เซนติเมตร มักพบแถบปลายผลแตกเป็นสีน้ำตาล ผลดิบมีสีเขียวแตกลายงาสีน้ำตาล เมื่อสุกสีจะออกเหลืองอมส้ม เนื้อสีขาวแน่น รสชาติหวาน เปลือกบาง เวลารับประทานควรนำผลไปทำให้สุกด้วยความร้อน จะช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยนาก</span> </strong>เปลือกกล้วยสีออกสีนาก สีอมเเดงค่อนข้างคล้ำ (สีนากเป็นสีผสมระหว่างทองคำกับทองเเดง คนโบราณใช้ทำเข็มขัดนาก กำไลนาก) พันธุ์กล้วยนากมีกล้วยนากแดง กล้วยน้ำครั่ง กล้วยครั่ง กล้วยกุ้งแดง ผลดิบผิวเขียวอมเเดงหม่น ผลสุกผิวสีนากเเดง มีกลิ่นหอม รสหวาน กึ่งกล้วยไข่กึ่งกล้วยหอม เนื้อออกสีเหลืองส้ม ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงนำมาบดป้อนลูกเด็กเล็กเเดง เป็นกล้วยที่รับประทานกันมากในประเทศพม่า</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำ</span> </strong>หรือกล้วยกระเจาะเนิก มีลำต้นเทียมสูง 2.5 เมตร ปลีรูปไข่ออกยาว ปลายปลีแหลม ปลีมีสีม่วงเข้มไม่มีไข ด้านในสีแดง ปลายปลีม้วนขึ้น เครือของกล้วยน้ำห้อยลง เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 14 ผล ผลสุกสีเหลืองอมส้มมีรสหวานมาก</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำไท</span> </strong>เป็นกล้วยที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ในการเซ่นบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ไหว้ครู ร่วมกับขนมต้มแดงขนมต้มขาว หัวหมู ส้มสุกลูกไม้อื่น ๆ แต่ความที่เป็นกล้วยหายากในปัจจุบันจึงใช้กล้วยน้ำว้าแทน กล้วยน้ำไทผลสั้นกว่ากล้วยหอม ผลสุกผิวสีเหลืองอร่าม เนื้อกล้วยเหนียวคล้ายกล้วยน้ำว้า รสหวานเข้มคล้ายกล้วยหอม บางท้องถิ่นเรียกว่า กล้วยหอมน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำนม</span> </strong>พบในแถบภาคเหนือ ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร ปลีสีม่วงอมแดง ก้านเครือสีเขียวมีขน เครือหนึ่งมี 7-12 หวี หวีหนึ่งมี 16-20 ผล ผลกลมเล็ก ปลายจุกงอนขึ้น เมื่อสุกจะมีสีเหลือง เปลือกหนา สีขาวนวล กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม รสชาติหวานแหลม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำว้า</span> </strong>เป็นกล้วยพื้นบ้านของคนไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ำว้ากาบขาว กล้วยน้ำว้าค่อม กล้วยน้ำว้าแดง กล้วยน้ำว้าเขียว เเละกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง กล้วยน้ำว้ายังมีแบบไส้ดำ ไส้เหลือง ไส้แดง กล้วยน้ำว้าเมื่อดิบเปลือกสีเขียว (นอกจากเป็นกล้วยน้ำว้าเปลือกดำที่พบที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี) เนื้อเเน่น มีรสฝาด เมื่อสุกเปลือกเหลืองบาง เนื้อเเน่นนิ่ม มีรสหวาน กลิ่นหอม รับประทานทั้งแบบดิบด้วยการนำไปปรุงสุกเป็น เเกงกล้วย ทำตำกล้วย ผัดผลกล้วย กล้วยปิ้ง กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยฉาบ กล้วยตาก กล้วยกวน และรับประทานสุกเป็นผลไม้ ระยะเก็บเกี่ยว ลักษณะผลเหลี่ยมกล้วยขนาด 3 ใน 4 ส่วน อายุจากวันตัดปลี อายุ 90-100 วัน ตัดกล้วยเมื่อความแก่ประมาณ 75% หากขนส่งไปขายไกลๆ เป็นกล้วยที่ปลูกง่าย แปรรูปได้หลากหลาย มีตลาดรองรับในประเทศมาก พื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 380,000 ไร่ โดยมีการปลูกกระจายทั่วทั้งประเทศ เช่น จันทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ เลย เพชรบุรี</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ากาบขาว</span> </strong>มีลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน โคนกาบมีสีน้ำตาลปนแดง มีประดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบมีสีเขียว ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 7-12 หวี ผลดิบมีสีเขียวนวล มีเหลี่ยมเห็นชัด เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อผลสุกเหลี่ยมจะลบและผลมีสีเหลืองกระดังงา เนื้อสีขาวเหนียว ไส้กลางมีสีเหลือง รสหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ากาบดำ</span> </strong>พบที่จังหวัดจันทบุรี ลักษณะกล้วยน้ำว้ากาบดำมีลำต้นสูง 3.5-4.5 เมตร กาบด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีลายดำเล็กน้อย กาบด้านในมีสีเขียวอ่อน ลักษณะก้านใบสีเขียวอ่อน ร่องใบเปิด ดอกสีม่วงอมแดง ลักษณะเรียวยาว เครือหนึ่งมีประมาณ 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-17 ผล ผลมีลักษณะยาวเรียว</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าเขียว</span> </strong>ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวมะกอก ผลดิบสีเขียวสดไม่มีนวล เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อสุกเหลี่ยมลบหมดมีสีเหลืองอมเขียว ที่สันเหลี่ยมยังคงทิ้งสีเขียวไว้จางๆ เนื้อมีสีขาว ไส้กลางสีเหลือง เนื้อเหนียว รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ นิยมนำมาทำให้สุกก่อนรับประทาน เช่น กล้วยฉาบ กล้วยทอด</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าค่อม</span> </strong>พบได้ทั่วทุกภาค บางท้องถิ่นเรียกน้ำว้าเตี้ย หรืออีเตี้ย เป็นต้นที่กลายพันธุ์มาจากกล้วยน้ำว้า กาบขาว ลำต้นสูงเพียง 2 เมตร ใบค่อนข้างใหญ่และเปราะ เครือหนึ่งมี 7-10 หวี หวีหนึ่งมี 14-18 ผล ก้านผลยาว ช่องว่างระหว่างหวีน้อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป จึงค่อนข้างแน่น บางครั้งเบียดกันมากจนทำให้บางผลมีลักษณะเรียวแหลม เมื่อสุกมีสีเหลืองอมขาว ไส้กลางมีสีเหลือง รสหวานอร่อย ให้เนื้อเยอะ ผลใช้รับประทานสด และแปรรูป</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยน้ำว้าแดง </strong></span>หรือกล้วยน้ำว้าในออกหรือกล้วยสุกไส้แดง หรือกล้วยอ่อง เป็นกล้วยที่กลายพันธุ์มาจากกล้วยน้ำว้า ลักษณะต้นโดยทั่วไปคล้ายกล้วยน้ำว้ากาบขาว กาบลำต้นนอกมีสีเขียวอ่อนปนแดง มีประดำเล็กน้อย หน่อมีสีแดงจัดกว่าพันธุ์กาบขาว ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียวหม่น ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 7-12 หวี เมื่อสุกเนื้อในเป็นสีขาวปนชมพู ไส้กลางมีสีชมพูแดง รสหวาน เนื้อเหนียว จึงไม่นิยมใช้เลี้ยงทารก เพราะย่อยยาก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าดำ</span> </strong>พบได้ทั่วไปในแถบภาคกลาง ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-15 ผลผลอ่อนมีลายตามผิว ผลเป็นเหมือนสนิม เมื่อผลแก่จะมีลายเกือบเต็มผล และมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผลสุกส่วนที่เป็นสีเขียวจะกลายเป็นสีเหลือง ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลสีจะซีดลง ผิวเปลือกบาง เนื้อผลสีขาว รสหวานมีกลิ่นเล็กน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง</span> </strong>บ้างเรียกกล้วยน้ำว้าสวน หรือทองมาเอง พบที่บางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี มีลำต้นเทียมสูงไม่เกิน 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวปนแดง มีประดำค่อนข้างมาก ก้านใบสีเขียวสด ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 5-7 หวี ลักษณะผลภายนอกเหมือนกล้วยน้ำว้ากาบขาว ผลสุกมีสีเหลืองปนน้ำตาล เปลือกบาง บางครั้งมีกระที่ผิว เนื้อในมีสีขาวเหลือง รสหวานจัดกว่าทุกพันธุ์ เป็นกล้วยที่นิยมปลูกในสวนแถบบางกอกน้อย และสวนทุเรียนที่จังหวัดนนทบุรี</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำ</span> </strong>พบที่จังหวัดกำแพงเพชร ลักษณะกล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำมีลำต้นสูง 3 เมตร กาบด้านนอกเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอ่อน ฐานใบโค้งงอ ปลีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ทรงเรียวปลายแหลม ด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีหม่น เมื่อกาบปลีเปิดจะม้วนงอขึ้น เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-15 ผล ปลายผลจะมีเกสรตัวเมียติดอยู่ เมื่อผ่าดูจะเห็นไข่ที่ไม่ได้รับการผสมเรียงกันเป็นเส้นสีดำ นิยมรับประทานผลสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยนิ้วมือนาง</span> </strong>หรือกล้วยหวาน พบที่จังหวัดนครสวรรค์ ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร กาบด้านนอกเขียว ด้านในสีเหลืองอมเขียว ก้านใบสีเขียว ร่องใบเปิด ปลีมีสีแดงรูปไข่เรียวแหลม ปลายแหลม ก้านเครือมีขนเครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลยาว 12-16 เซนติเมตร กว้าง 3-4 เซนติเมตร เมื่อสุกจะมีสีเหลือง รสหวานเล็กน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยบัวสีชมพู</span> </strong>หรือกล้วยบัว พบได้ทั่วไป ลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบเส้นกลางใบสีเขียว ใบมีลักษณะเรียวเล็กรูปใบพาย ช่อดอกไม่มีขน ก้านช่อดอกตั้งขึ้น ใบประดับรูปไข่ค่อนข้างยาวสีชมพูคล้ายกลีบดอกบัว ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ผลมีรูปรีแกมขอบขนาน เมื่อผลสุกจะมีสีเหลือง แต่ละหวีมี 1 แถว ผลจะเรียงตัวกันไม่เป็นระเบียบ</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยบัวสีส้ม</span> </strong>พบได้ทั่วไป พบมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำต้นสูง 1.5-2 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ต่างจากกล้วยบัวสีชมพูที่การแตกกอ โดยกล้วยบัวสีส้มจะแตกตัวกระจัดกระจาย ก้านใบมีสีเขียว ใบสีเขียว ช่อดอกชูตั้งขึ้น ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับ รูปร่างคล้ายกลีบดอกบัว สีส้ม ผลมีสีเขียว ผิวเรียบ ขนาดเล็ก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยผา</span> </strong>หรือกล้วยครก กล้วยโทน กล้วยป่า พบในป่าแถบภาคเหนือและภาคอีสาน ลักษณะกล้วยผา มีลำต้นเทียมเตี้ย สูงต่ำกว่า 0.5 เมตร กาบใบมีนวลหนาและเรียงตัวหลวมๆ ลำต้นเทียมขยายใหญ่ ก้านใบสั้นสีเขียว เส้นใบสีเขียว ช่อดอกใหญ่ ชูตั้งและโน้มลงตรงขนานกับพื้นดิน ใบประดับและดอกอยู่สลับกัน และชิดติดกันมาก ใบประดับมีขนาดใหญ่สีแดงอมม่วง รูปค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ดอกที่อยู่โคนช่อดอกเป็นดอกกะเทยผลใหญ่ เรียงกันไม่เป็นระเบียบ รูปป้อม ปลายแหลม มีเมล็ดมาก เมล็ดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร หรือมากกว่า เมล็ดพักตัวได้เป็นเวลานานและสามารถงอกได้เองในฤดูฝน ต่อมาเป็นกล้วยที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ขึ้นตามซอกหน้าผาที่เป็นหินได้</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยพม่าแหกคุก</span> </strong>พบได้ทั่วไปตามแถบภาคกลาง ลักษณะกล้วยพม่าแหกคุก มีลำต้นเทียมสูงไม่เกิน 3.5-4 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประสีดำมาก ด้านในซีดขาว ก้านใบมีร่องแคบมาก ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับมีรูปร่างป้อม ปลายมน ด้านนอกสีม่วงแดง มีไขมาก ด้านในสีแดงไม่ซีด กลีบรวมใหญ่สีม่วง ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีม่วงใส ที่ปลายสีเหลืองมีหยักเล็กน้อย ก้านของเกสรตัวเมียมีหยักที่โคนซึ่งมีลักษณะเหมือนกล้วยซาบาของฟิลิปปินส์ มีรังไข่ตรงสีม่วง เกสรตัวเมียและเกสรตัวผู้สีครีม ก้านเกสรตัวเมียสั้นกว่าเกสรตัวผู้เล็กน้อย เครือหนึ่งมี 8-12 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 14-20 ผล ผลมีสีเขียวเข้มเป็นเงา เมื่อสุกมีสีเหลืองจำปา เปลือกหนาเป็นเงา มีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยหักมุก รูปร่างของผลใกล้เคียงกับกล้วยหักมุกเช่นกัน เนื้อแน่น มีลักษณะเหนียวๆ เนื้อผลสีขาว รสหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อนำไปย่าง</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยร้อยหวี</span> </strong>มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินโดนีเซีย เรียกชื่อว่า ปิซัง เซเรบู (pisang serebu) บางทีก็เรียกว่า กล้วยงาช้าง ลำต้นเหมือนกล้วยทั่วไปแต่ต้นเล็กกว่าต้นกล้วยน้ำว้า ใบสีเขียวเข้ม สูงราว 1.5-2 เมตร อายุการออกดอกใช้เวลา 6 เดือน เมื่อออกดอกแล้วก็จะเริ่มตกปลี ระยะตกปลีจนสุดปลายเครือใช้เวลาทยอยเป็นหวีกล้วยเล็กๆ ยาวนาน 9-12 เดือน จึงจะสุดเครือ ช่อดอกมีดอกแน่นมาก เป็นดอกตัวเมียส่วนใหญ่ ออกเป็นเครือห้อยย้อยลง ยาวเฟื้อยเหมือนงวงช้าง บางครั้งจึงเรียกว่ากล้วยงวงช้าง ในเครือที่สมบูรณ์ เครือหนึ่งมี 200-300 หวี มีผลกว่า 3,000 ผล เครือยาวถึง 6 ฟุต ปลายปลีเล็กเรียว เมื่อสุกรสหวานอ่อน เนื้อน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเล็บช้างกุด</span> </strong>กล้วยเล็บช้างกุด หรือกล้วยโก๊ะ อีเต่า พบมากทางภาคใต้ ลำต้นสูง 3.5-4 เมตร กาบลำต้น ด้านนอกมีสีเขียว ก้านใบสีเขียว เส้นกลางใบสีเขียว ช่อดอกไม่มีขน ปลีค่อนข้างป้อม มีความกว้างมาก ปลายมน ด้านนอกมีสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านในสีแดงสดใส เมื่อกาบปลีกางออกจะตั้งฉากกับช่อดอก กาบปลีแต่ละใบจะซ้อนกันลึก เครือหนึ่งมีประมาณ 8 หวีขึ้นไป หวีหนึ่งมี 14-18 ผล ลักษณะผลป้อมคล้ายกล้วยตานี ปลายผลมน ก้านผลยาว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง รสหวาน เนื้อมีแป้งมาก บางผลมี เมล็ด ถ้าต้มแล้วเนื้อจะแน่นเหนียว นิยมรับประทานผลสดเมื่อสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเล็บมือนาง</span> </strong>เป็นกล้วยกลายพันธุ์มาจากกล้วยป่า ปลูกกันมากทางภาคใต้โดยเฉพาะที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร นับเป็นกล้วยที่แพร่หลายมากชนิดหนึ่ง (คนนครศรีธรรมราชเรียกว่า กล้วยหมาก พัทลุงเรียกว่า กล้วยทองหมาก นครสวรรค์เรียกว่า กล้วยเล็บมือ เลยเรียกว่า กล้วยหอม) มีลำต้นผอมสูง กาบด้านนอกสีชมพูอมแดง ผลมีขนาดเล็กเท่านิ้วมือ ปลายยาวเรียว โค้งงอ ปลายผลมีสีดำเล็กแหลมเป็นก้านเกสรเรียกว่า “เล็บ” ในหนึ่งหวีมีผลเเน่นมาก ขนาด 30-40 ผล ผลสุกสีเหลืองทอง เนื้อในสีเหลือง กลิ่นหอมแรง รสหวาน เนื้อนุ่ม รับประทานสุกเป็นผลไม้ เเปรรูปเป็นกล้วยตาก เเละกล้วยฉาบอบใบเตย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเลือด</span> </strong>หรือเรียกว่า กล้วยเสือพราน กล้วยทหารพราน กล้วยใบลาย เป็นกล้วยป่าชนิดใบประ ต้นเดี่ยว กอเล็ก ต้นเทียมสูงเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร กาบลำต้นเทียมสีเขียวอมเหลือง มีปื้นดำเป็นประใหญ่อยู่ทั่วไป ด้านในกาบใบสีเขียวอ่อนตลอดลำต้น ใบมีประสีแดงอมม่วง โดดเด่นสวยงาม เมื่อต้นโตขึ้นประก็จะจางลง จึงนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกช่อสั้น ก้านเครือลูกกล้วยมีขน ปลีเล็กเรียวปลายแหลม สีแดงอมม่วง ผลเล็กเกาะกันแน่นในแต่ละหวี เมื่อผลโตขึ้นกลายเป็นสีเขียว เครือหนึ่งมี 7-8 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลสุกสีเหลือง มีรสหวาน แต่มีเมล็ดมาก พบที่จังหวัดแพร่และบริเวณภาคเหนือของไทย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยส้ม</span> </strong>จันทบุรีเรียก กล้วยหักมุก ราชบุรีเรียก กล้วยหักมุกเหลือง นนทบุรีเรียก กล้วยหักมุกสีทอง พบทั้งทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก ลักษณะกล้วยส้มมีลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวเข้ม ด้านในมีสีชมพูอ่อน มีไขปานกลาง ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ไม่มีปีก ก้านใบเอนลงมีสีเขียว เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับ มีสีม่วงเข้ม มีนวล ด้านในสีแดงเข้มไม่ซีด โคนทั้งสองข้างของใบประดับหรือกาบปลีมีสีเหลือง ปลายมนและมีสีเหลือง ค่อนข้างป้อม มีไขมาก เมื่อบานเต็มที่จะม้วนขึ้น ก้านดอกตัวเมียสีแดงเรื่อๆ กลีบรวมใหญ่สีครีมส้ม ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีครีมใส รูปร่างของผลเหมือนกล้วยหักมุกขาว มีจุกใหญ่ หวีแรกจะแตกลายงา เครือห้อยลง เครือหนึ่งมีประมาณ 7-8 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 16-18 ผล ผลมีเหลี่ยมคล้ายกล้วยหักมุก เปลือกหนาสีเขียว ก้านผลยาว ปลายผลมีจุกใหญ่ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองทอง เนื้อผลสีเหลืองอมส้ม รสหวานอมเปรี้ยว นิยมรับประทานผลสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยสา</span> </strong>พบมากในภาคใต้ ลำต้นสูง 2-2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร กาบด้านนอกมีสีเขียวอ่อนมีลายประดำ กาบด้านในมีสีเขียวอ่อน ก้านใบยาว โคนก้านใบมีปื้นดำเล็กน้อย ตัวใบมีสีเขียวอ่อน รูปทรงใบยาวปลายเรียว ปลีสีม่วงอมแดงเข้ม ปลีเป็นรูปทรงกระบอก ยาว 15-17 เซนติเมตร เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งประมาณ 10 ผล ขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ลักษณะผลคล้ายกล้วยไข่ ผลเหยียดยาวตรง เนื้อผลสีครีม รสหวาน หอม</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยสามเดือน</span> </strong>พบได้ทั่วไป มีลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 18 เซนติเมตร มีประสีดำปานกลาง กาบลำต้นด้านในมีสีเขียวอ่อนปนชมพูมีไขปานกลาง ก้านใบและเส้นกลางใบสีเขียว ร่องใบปิด ไม่มีปีก เครือและปลีห้อยลง ก้านเครือมีขนปลีมีใบประดับรูปไข่ ปลายแหลมและม้วนขึ้น มีไขปานกลาง ปลีสีม่วงแดง เครือหนึ่งมีประมาณ 7-8 หวี หวีหนึ่งมี 15-20 ผล ผลมีเหลี่ยมชัดเจน เปลือกหนา เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองอมส้ม รสหวานเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยหก</strong></span>หรือกล้วยป่าอ่างขาง กล้วยแดง เป็นกล้วยตานีป่า พบมากตามภูเขาสูงแถบภาคเหนือ ลำต้นสูงประมาณ 2.5-4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวอมเหลือง มีประดำเล็กน้อย ด้านในสีเหลืองอ่อน ก้านใบสีเขียวอมเหลือง และมีประเล็กน้อย ก้านดอกมีขน ปลีรูปไข่ ปลายมน ด้านบนสีเหลืองอมม่วงเข้ม ไม่มีนวล ด้านล่างมีสีครีม แต่ละใบเรียงซ้อนกันลึก และเมื่อกาบปลีหลุดมีสันตื้น เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 9-13 ผล ลักษณะผลป้อมปลายทู่ ก้านผลยาวเกือบเท่าความยาวของผล เนื้อสีเหลือง มีเมล็ด นิยมนำปลีมาปรุงอาหาร</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมจันทน์</span> </strong>หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กล้วยน้ำ กล้วยขนุน ลำต้นขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เซนติเมตร สูง 3-3.5 เมตร กาบนอกสีชมพูอมแดงเล็กน้อย กาบใบสีชมพูอมแดง ร่องใบกว้าง เครือหนึ่งมี 7-11 หวี หวีหนึ่งมี 12-14 ผล ผลเล็กเรียว ก้านผลสั้น ปลายผลเป็นจุกสั้น เปลือกหนาปรากฏเหลี่ยมบนผลชัดเจนเรียงตัวเป็นระเบียบไปทางเดียวกัน ผลดิบสีเขียวสด ผลสุกสีเหลืองเข้ม รสหวานเย็นรสชาติดีมาก มีกลิ่นหอมจัดจนฉุน ปลูกที่จังหวัดนครนายกเรียก กล้วยหอมนางนวล นครศรีธรรมราชเรียก กล้วยแก้ว สกลนครและชัยภูมิเรียก กล้วยหอม ยโสธรเรียก กล้วยหอมเล็ก ส่วนที่กาฬสินธุ์เรียก กล้วยหอมจันทน์</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมทอง</span> </strong>เป็นพันธุ์กล้วยเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ลำต้นขนาดใหญ่ แข็งแรง ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้างและมีปีก ก้านช่อดอกมีขน ผลยาวรี ปลายคอดมีจุก เปลือกบาง เมื่อดิบเปลือกสีเขียว สุกเปลือกกลายเป็นสีเหลืองทอง เนื้อสีส้มอ่อน กลิ่นหอม รสหวาน เนื้อนุ่มเนียน อายุการเก็บเกี่ยวไม่ควรเกิน 90 วันหลังตัดปลี กรณีส่งออกตัดกล้วยเมื่ออายุ 50-55 วันหลังตัดปลี (ความแก่ 75 เปอร์เซ็นต์) กล้วยที่ค้าขายกันในโลกส่วนใหญ่เป็นกล้วยหอมพันธุ์คาเวนดิช (Cavendish) และกรอสไมเคิล(Gros Michael) ซึ่งมีรสหวาน เปลือกสีเหลืองหนา และขั้วเหนียว อันเป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับการ ขนส่งทางไกล  พันธุ์กล้วยหอมที่ปลูกเป็นการค้าทั่วโลกเป็นกล้วยในกลุ่มคาเวนดิช  95 % พันธ์ที่ปลูกทั้งหมดของประเทศ ประมาณ 8,100 ไร่ โดยปลูกกระจายตัวทั่วทุกภาคของประเทศ ชุมพร ปทุมธานี เพชรบุรี สกลนคร สระบุรี ปี 2566 <strong>มูลค่าการส่งออกที่ </strong><strong>53.4 ล้านบาท</strong> ไทยส่งออกกล้วยมูลค่า 6.9 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 18 ของโลก แต่ประเทศไทยผลิตกล้วยหอมในกลุ่ม Gros Michel คือกล้วยหอมทอง กล้วยหอมไต้หวัน (หอมปทุม) มีปริมาณส่งออก 1,521 ตัน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมสั้น</span> </strong>ลำต้นเทียมมีความสูงน้อยกว่า 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 15 เซนติเมตร ลำต้นมีประดำและไขปานกลาง กาบลำต้นด้านในมีสีชมพู ก้านใบมีปีกเป็นสีชมพู เส้นกลางใบสีเขียว เครือออกทางด้านข้างขนานกับดินรวมทั้งปลีด้วย ก้านช่อดอกมีขนเล็กน้อย ปลีมีใบประดับรูปไข่ยาว ปลายแหลม สีม่วงเข้ม ปลายม้วนขึ้น เครือหนึ่งมีน้อยกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยน้ำว้าแต่รูปร่างเหมือนกล้วยไข่ รสหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหักมุก</span> </strong>เป็นกล้วยที่นิยมนำมาปิ้งรับประทาน ตามแผงปิ้งกล้วยก็มักจะมีกล้วยหักมุกปิ้งทั้งเปลือกขายร่วมอยู่ด้วยเสมอ กล้วยหักมุกสุกเนื้อจะหยาบและแน่นขึ้น มีสีเหลืองอร่ามน่ารับประทาน รสหวานอ่อนอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังนำมาทำกล้วยหักมุกฉาบ ที่พม่ารับประทานกล้วยหักมุกสุกเป็นผลไม้ กล้วยส้มเป็นกล้วยหักมุกชนิดหนึ่ง ปลูกที่จังหวัดจันทบุรี</p>
<p><strong>กล้วยหิน</strong>เป็นกล้วยคู่แม่น้ำปัตตานี ปลูกตามควน (ตามเนินแนวลาดของภูเขาหรือเนินเขา) แถวบันนังสตาจังหวัดยะลา เป็นกล้วยที่ช่วยเสริมรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมาก เพราะเมื่อนำไปแปรรูปแล้วจะอร่อยมากกล้วยหินต้มที่สามแยกบ้านเนียง อำเภอบันนังสตา มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าอร่อยมาก กล้วยฉาบหินจากตำบลถ้ำทะลุก็ดังไม่แพ้กัน</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การขยายพันธุ์ </span> </strong><strong>: </strong>โดยการแยกหน่อหรือแยกเหง้า</p>
<p style="text-align: left;" align="center"><strong>การเลือกซื้อหน่อพันธุ์กล้วย (น้ำว้า, ไข่ และหอมทอง)</strong><strong><br />
</strong>1.เป็นหน่อที่ได้จากแปลงผลิตพันธุ์ดี และตรงตามพันธุ์ มีการจัดการตามมาตรฐาน GAP<br />
2.หน่อเป็นลักษณะหน่อใบแคบ (หน่อใบดาบ) หน่อมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรงไม่ปรากฏอาการของการขาดธาตุอาหาร หรือการทำลายของโรคและแมลง<br />
3.อายุหน่อไม่เกิน 3-4 เดือน เส้นผ่าศูนย์กลางโคนหน่อระหว่าง 8-12 เซนติเมตร ความสูงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร พร้อมปลูกได้ทันที<br />
4.ต้องมีป้ายตามมาตรฐานติดกับหน่อพันธุ์หรือภาชนะบรรจุ สามารถตรวจสอบได้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การปลูกและการดูแล </strong></span><strong>: </strong>เตรียมดินโดยกำจัดวัชพืชให้หมดตากดินไว้ 5-7 วัน จากนั้นขุดหลุมให้กว้างยาวและลึกด้านละ 50 ซม. ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกคลุกเคล้าดินรองก้นหลุม วางหน่อกล้วยลงกลางหลุมให้ยอดสูงกว่าระดับดินประมาณ 5 นิ้ว ส่วนตาจะอยู่ลึกประมาณ 1 ฟุต กลบดินให้เต็มหลุมและเหยียบให้แน่น การดูแล หมั่นพรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยให้ตกผลเร็ว ลำต้นอวบแข็งแรงผลโต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การให้ปุ๋ย</span> :</strong> การใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วนคือครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้ง 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้ง 3 หลังปลูก 5-6 เดือนและครั้งสุดท้ายระยะการให้ผลผลิตคือประมาณ 7 เดือนหลังปลูก การเจริญเติบโตทางลำต้นจะใช้ 70-75% ของปริมาณธาตุอาหาร และระยะการให้ผลผลิตจะใช้ 25-30% ของปริมาณธาตุอาหาร</p>
<p>- การปลูกในวัสดุเพาะ : กล้วยไข่ต้องการธาตุไนโตรเจนไม่น้อยกว่า 60 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 15 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 190 กรัม/ต้น</p>
<p>- การปลูกบนดิน : กล้วยไข่ต้องการไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การให้น้ำ :</span> </strong>การให้น้ำของกล้วยไข่โดยใช้สูตร= K Epan Area</p>
<p>โดย K =สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของกล้วยไข่ (= 1 ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย) Epan = ค่าระเหยน้ำจากถาดระเหย class A-plan โดยทั่วไปการระเหยของน้ำจะอยู่ในช่วงเฉลี่ย 3.5-6 มิลลิเมตร/วัน Area= พื้นที่ดินใต้ทรงพุ่มกล้วย(3.14 0.25 0.25 ตารางเมตร)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</span></strong></p>
<p>ก. <span style="text-decoration: underline;">ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย </span>ตัวหนอนเจาะกัดกินไชชอนอยู่ในเหง้ากล้วย ซึ่งโดยมากกินอยู่ใต้ระดับดินโคนต้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นการทำลายหรือร่องรอยได้ชัด การทำลายของหนอนทำให้ระบบการส่งน้ำ และอาหารจากพื้นดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้นขาดตอนชะงักไป เมื่อเป็นมากๆ หรือแม้มีหนอนเพียง 5 ตัวในเหง้าหนึ่งๆ เท่านั้น ก็สามารถไชชอนทำให้กล้วยตายได้ หากมีแมลงติดไปกับหน่อกล้วยที่ปลูกใหม่ก็จะทำให้หน่อใหม่ตายก่อนที่จะให้เครือ <span style="text-decoration: underline;">ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย </span>ตัวเต็มวัยวางไข่ตามบริเวณกาบกล้วย ส่วนของลำต้นที่เหนือพื้นดินขึ้นไปจนถึงประมาณกลางต้น ตัวหนอนค่อยๆ เจาะกัดกินเข้าไปทีละน้อยจนถึงไส้กลางของต้น มองเห็นข้างนอกรอบต้นเป็นรูพรุนทั่วไป ทำให้ต้นกล้วยตาย หากเข้าทำลายในระยะใกล้ออกปลีจนถึงตกเครือ จะทำให้เครือหักพับกลางต้น หรือเหี่ยวเฉายืนต้นตาย</p>
<p><span style="color: #3366ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. รักษาความสะอาดของแปลงปลูก กำจัดเศษและวัสดุต้นกล้วยที่อยู่ในแปลงปลูก ถ้าเป็นต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้วให้ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ วางกระจายให้รอยตัดหงายขึ้น เพื่อให้แห้งเร็ว ไม่เป็นที่หลบซ่อนและแหล่งอาหารของตัวเต็มวัย</p>
<p>2. หน่อกล้วยที่ใช้ปลูกต้องปราศจากแมลง ถ้าหากไม่แน่ใจให้จุ่มใน คลอร์ไพริฟอส 4๐% อีซี อัตรา 4๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร การขุดหน่อกล้วยต้องนำออกจากแปลงปลูกในทันที ห้ามทิ้งคาหลุมไว้ หรือทิ้งไว้ในแปลงข้ามคืนเพื่อป้องกันการวางไข่ เมื่อขุดหน่อหรือตัดต้นแล้ว ควรจะใช้ดินกลบด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเข้าวางไข่ในต้นหรือเหง้าเดิมตรงรอบแผล</p>
<p>3. การใช้กับดักเพื่อป้องกันและลดความความเสียหาย โดยใช้ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว นำมาตัดเป็นท่อนยาว 3๐ เซนติเมตร แล้วผ่าครึ่งตามยาว นำต้นกล้วยนั้นไปวางคว่ำให้รอยผ่าหันลงดินในบริเวณใกล้โคนต้นกล้วย วางในสวน กับดักละ 1 ท่อน แต่ละกับดักห่างกัน 1๐ เมตร เพื่อล่อตัวเต็มวัยให้เข้ามาในกับดัก แล้วหมั่นตรวจจับตัวเต็มวัยที่มาหลบซ่อนใต้ท่อนกล้วยนั้นมาทำลาย และควรเปลี่ยนท่อนกล้วยที่ใช้เป็นกับดักบ่อยๆ เพราะว่าท่อนกล้วยเก่าจะเหี่ยว ประสิทธิภาพการล่อจะลดลง</p>
<p>4. ใช้สารฆ่าแมลง คลอร์ไพริฟอส 4๐% อีซี อัตรา 4๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 1๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร ราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 3๐ เซนติเมตร และรอบโคนต้น รัศมี 3๐ เซนติเมตร โดยรอบ วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย ขณะเดียวกันจะช่วยกำจัดหนอนและตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยได้</p>
<p>ข. หนอนม้วนใบกล้วย หนอนวัยแรกจะกัดกินอยู่ใต้ใบ โดยเริ่มจากขอบใบก่อน และขยายเป็นแถบกว้างเพื่อใช้ม้วนห่อตัว เมื่อหนอนโตขึ้น การม้วนใบมีลักษณะเป็นหลอดยาวและใหญ่ขึ้นตามตัว ระยะหนอน 23-25 วัน เข้าดักแด้ภายในหลอดประมาณ 1๐ วัน และเป็นผีเสื้อ ใบกล้วยที่ถูกหนอนกัดกินมาทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากใบกล้วยได้ การป้องกันกำจัด เก็บทำลายตัวหนอนม้วนใบที่พบตามใบกล้วย</p>
<p>โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ก. โรคใบจุดเฟโอเซปทอเรีย</span>เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็ก สีน้ำตาลดำ ต่อมาขยายเป็นแผลรูปยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้มและรอบแผลเป็นสีเหลือง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข. โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง</span></p>
<p>เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็ก สีเหลือง ต่อมาขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ จากนั้นจะใหญ่ขึ้น ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบจะเหลือง ขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกำหนด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. ตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้น หรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดความชื้นในกอกล้วย ที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือสะสมโรค<br />
2. ตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช คาร์เบนดาซิม 5o% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตร ต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ โพรคลอราซ 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 3๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 3๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ แมนโคเซบ 8o % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 3๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค</p>
<p>ค. โรคตายพราย หรือ โรคปานามา หรือโรคเหี่ยว ใบกล้วยบริเวณใบล่างหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเฉา ต่อมาใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้น ใบที่หักพับจะเหี่ยวแห้ง ต้นกล้วยจะชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด **โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกเชื้อสาเหตุโรคนี้ทำลายหมด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. ควรเลือกแปลงปลูกที่ดินไม่เป็นกรดจัด หรือ ปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัด โดยใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ และแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี</p>
<p>2. คัดเลือกหน่อกล้วยจากแหล่งปลูกที่ไม่เคยมีโรคตายพรายระบาดมาก่อน หรือไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูกขยาย และใช้หน่อพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ</p>
<p>3. หมั่นตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหี่ยวเฉา ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช อีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน 6% + 24% อีซี อัตรา 3๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 5o% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43 % เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร ราดบริเวณโคนต้นหรือกอกล้วยที่เป็นโรค หรือขุดต้นที่เป็นโรคออก แล้วโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วบริเวณกอที่เป็นโรคประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม</p>
<p>4. หากอาการโรคเกิดขึ้นรุนแรงจนใบเหลืองและเหี่ยวตายทั้งต้น ให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกพื้นที่ปลูก แล้วโรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดต้นเป็นโรคออกไป</p>
<p>5. ในแปลงที่มีการระบาดของโรค ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>- โรคโคนหวีเน่า จุ่มด้วยสารเคมี โปรคลอราซและ อิมาซาริส หรือใช้ potassium sorbate 500 ml/g จุ่มนาน 5นาที</p>
<p>- การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ใช้ hot water treatment(HWT) โดยจุ่มในน้ำร้อน ที่ 50 องศาเซลเซียสแล้วจุ่มในน้ำที่ 25 องศาเซลเซียส 30 นาที ช่วย</p>
<p>- การใช้ cinnamon oil 0.3-0.4% สามารถชะลอการเกิดโรคแอนแทรคโนสของกล้วย</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การใช้ฮอร์โมน : </span></strong>การทำให้ต้นกล้วยเตี้ยลงใช้สารพาโคลบิวทราโซลอัตรา 30-90 ppm. ช่วยลดความสูงได้ 38-50% และสารยูนิโคลนาโซลอัตรา 3-9 ppm. ลดความสูงได้ 31-32% กับกล้ากล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหลังลงปลูก 4 สัปดาห์ โดยอัตราความเข้มข้นสูงจะลดความสูงกล้วยได้ดีกว่าอัตราความเข้มข้นต่ำ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ดัชนีการเก็บเกี่ยว</span></strong></p>
<p>กล้วยไข่ 35-45 วัน หลังตัดปลี ลักษณะผลยังเป็นเหลี่ยม และเนื้อมีสีครีม กล้วยหอม 50 วัน ขึ้นไปหลัง ตัดปลี ลักษณะผลกล้วยเป็นเหลี่ยม และเนื้อมีสีขาว กล้วยที่มีเนื้อเหลืองแสดง ว่าแก่จัดและเริ่มสุก  ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า เครือกล้วยหุ้มด้วยแผ่นฟองน้ำหรือแผ่นโฟมป้องกันการช้ำระหว่างเคลื่อนย้าย การเก็บรักษากล้วยไข่ 2 องศาเซลเซียสได้ 1 วัน ที่ 5 c  ได้ 2 วัน ที่ 10  c ได้ 5 วัน ที่ 13-15 c  ได้ 14-21 วัน ที่มากกว่า 20 องศาเซลเซียสได้ 10 วัน  การเก็บรักษาที่ 2-10 c นานเกินไปจากที่กล่าว กล้วยจะเกิดอาการสะท้านหนาว เปลือกกล้วยเป็นสีน้ำตาล ไม่สุก และเน่าเสีย</p>
<p>การบรรจุภัณฑ์สำหรับกล้วยไข่ดิบเพื่อการส่งออก จะใช้กล่องกระดาษ ลูกฟูกความจุ 12-18 กิโลกรัม บุภายในกล่องด้วยถุงโลวเดนซิตี้โพลีเอทธิลีน (low density polyethylene) โดยรองก้นถุงด้วยโฟมอ่อน เรียงหวีกล้วยชั้นเดียว แล้ว คั่นระหว่างหวีด้วยแผ่นโฟม แผ่นพลาสติกหรือกระดาษเพื่อป้องกันการเสียดสี ระหว่างหวีขณะบรรจุและขนย้าย จากนั้นปิดถุงแล้วปิดกล่องแล้วขนส่งในอุณหภูมิ ที่เหมาะสม คือ 13-15 องศาเซลเซียส เมื่อกล้วยถึงปลายทางจะถูกบ่มด้วย เอทธิลีน ที่อุณหภูมิ 16-20 องศาเซลเซียส เพื่อให้กล้วยสุกสม่ำเสมอ พร้อมจำหน่าย หรือบริโภค</p>
<p><strong>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
</strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การนำไปใช้ประโยชน์</span> </strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ทางอาหาร</strong> </span> ไส้ในกล้วยที่ยังไม่ออกเครือ (หยวกกล้วย) ใช้แกงส้ม แกงกะทิ กินสดๆ หรือต้มกินกับขนมจีน ลูกดิบนำมาแกงป่า แกงกะทิ ผลสุกกินเป็นผลไม้ ทำขนม หัวปลีกินสดหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก ผัดหัวปลี ผลกล้วยดิบแกง ใส่ปลาหลดปลาไหล<br />
<span style="color: #cc99ff;">- <strong>ทางยา </strong></span>ยางสมานแผลห้ามเลือด ผลดิบแก้ท้องเสีย ผลสุก เป็นยาระบายสำหรับผู้เป็นโรคริดสีดวงทวาร หัวปลีแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจางลดน้ำตาลในเส้นเลือด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">สรรพคุณ</span> </strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;">- <strong>ราก </strong></span>แก้โรคขัดเบา</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ใบ</strong> </span> รักษาบาดแผลสุนัขกัด</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ผล</strong> </span> บำรุงเลือดเนื้อ ทำให้อุจาระถ่ายสะดวก แก้บิดมุกเลือด</p>
<p><strong><span style="color: #cc99ff;">- หัวปลี </span> </strong>แก้ร้อนใน โรคโลหิตจาง บำรุงน้ำนม</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><strong>GAP กล้วย</strong></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7575" rel="attachment wp-att-7575"><img class="aligncenter size-full wp-image-7575" title="bananasys" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananasys.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7574" rel="attachment wp-att-7574"><img class="aligncenter size-full wp-image-7574" title="bananasup" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananasup.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7573" rel="attachment wp-att-7573"><img class="aligncenter size-full wp-image-7573" title="bananaf" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananaf.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7572" rel="attachment wp-att-7572"><img class="aligncenter size-full wp-image-7572" title="bananacon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananacon.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7571" rel="attachment wp-att-7571"><img class="aligncenter size-full wp-image-7571" title="bananac" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananac.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><a title="บทสรุปกล้วยไข่" href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">by : Satja Prasongsap<br />
Research Scientist<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=175">กล้วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=175</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
