<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; GAP</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=36&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Apr 2026 08:49:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>Protected: GAP กระชาย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2262</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2262#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Oct 2013 09:06:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2262</guid>
		<description><![CDATA[<p>There is no excerpt because this is a protected post.</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2262">Protected: GAP กระชาย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<form action="http://hort.ezathai.org/wp-login.php?action=postpass" method="post">
<p>This post is password protected. To view it please enter your password below:</p>
<p><label for="pwbox-2262">Password: <input name="post_password" id="pwbox-2262" type="password" size="20" /></label> <input type="submit" name="Submit" value="Submit" /></p>
</form>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2262">Protected: GAP กระชาย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2262</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP กระชายดำ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2268</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2268#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Oct 2013 09:13:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2268</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP กระชายดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อสามัญ Belamcanda chimensis ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่อสามัญ กระชายดำ, ว่านกระชายดำ, กระชายม่วง, ว่านเพชรดำ 1. ลักษณะของพืช ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรเหง้าใต้ดินเป็นอ้วนป้อมและแตกแขนงเป็นหัวด้านข้างค่อนข้างถี่เจริญเติบโตต่อเนื่องกัน เนื้อใบมีสีม่วงเข้มเกือบดำใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียว มีน้ำมันหอมระเหย กาบใบสั้นอวบหนา 2 อัน ขนาด 2?3 เซนติเมตร สีแดงเรื่ออัดกันไม่แน่น แผ่นใบรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 7-12 เซนติเมตรยาว 7-20 เซนติเมตรปลายใบติ่งแหลม ฐานใบสองข้างไม่เท่ากันค่อนข้างตัด ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีข้าว เข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเทามีขนกลุ่มระหว่างกาบใบและแผ่นใบมีก้านใบเทียม ยาว 5-8 เซนติเมตร. ลิ้มใบรูปสามเหลี่ยมยาว4 มิลลิเมตร ช่อดอกเป็นเชิงลดเกิดที่ปลายยอดลำต้นเทียม ใบประดับช่อดอกเป็นกาบหุ้มโดนก้านช่อดอก กว้าง1.2 เซนติเมตร. ยาว 1.8-2.3 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2268">GAP กระชายดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">GAP </span><span style="color: #008000;">กระชายดำ</span><span id="more-2268"></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์ </span> </strong><em>Kaempferia parviflora</em> Wall. ex Baker</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ </span> </strong>Belamcanda chimensis</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์ </span> </strong>ZINGIBERACEAE</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ </span> </strong>กระชายดำ, ว่านกระชายดำ, กระชายม่วง, ว่านเพชรดำ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1. ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p>ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรเหง้าใต้ดินเป็นอ้วนป้อมและแตกแขนงเป็นหัวด้านข้างค่อนข้างถี่เจริญเติบโตต่อเนื่องกัน เนื้อใบมีสีม่วงเข้มเกือบดำใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียว มีน้ำมันหอมระเหย กาบใบสั้นอวบหนา 2 อัน ขนาด 2?3 เซนติเมตร สีแดงเรื่ออัดกันไม่แน่น แผ่นใบรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 7-12 เซนติเมตรยาว 7-20 เซนติเมตรปลายใบติ่งแหลม ฐานใบสองข้างไม่เท่ากันค่อนข้างตัด ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีข้าว เข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเทามีขนกลุ่มระหว่างกาบใบและแผ่นใบมีก้านใบเทียม ยาว 5-8 เซนติเมตร. ลิ้มใบรูปสามเหลี่ยมยาว4 มิลลิเมตร</p>
<p>ช่อดอกเป็นเชิงลดเกิดที่ปลายยอดลำต้นเทียม ใบประดับช่อดอกเป็นกาบหุ้มโดนก้านช่อดอก กว้าง1.2 เซนติเมตร. ยาว 1.8-2.3 เซนติเมตรใบประดับดอกรูปแถบกว้าง 1-2 มิลลิเมตรยาว 0.6-1.2 เซนติเมตรดอกสมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้างกลีบเกลี้ยงยาว4 เซนติเมตรแฉกกลีบรูปแถบยาว 1.2-1.4 เซนติเมตรกลีบของดอกที่มีขนาดใหญ่ด้านล่างเป็นกลีบข้าง 2 กลีบ มีขนาดเล็กกว่ากลีบปาก สีขาว เกสรเพศผู้สมบูรณ์ 1 อัน อับเรณูมีติ่งด้านบนรูปสามเหลี่ยมกลีบยาว1 มิลลิเมตรขาวใสอับเรณูสีเหลืองยาว2 มิลลิเมตรก้านชูอับเรณูสั้นมาก เกสรเพศเมียประกอบมี 3 คาร์เพล เชื่อมกันมีออวุลจำนวนมากติดที่แกนรังไข่ร่วม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก</strong></span></p>
<p>- เป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><strong>- </strong>พบบริเวณในป่าภูเขาของประเทศไทย ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 630 เมตร หรือมากกว่า</p>
<p>- ชอบดินปนทราย อากาศร้อน หรือเป็นป่าฝนชื้น</p>
<p>- มีแสงแดดรำไร</p>
<p>- แหล่งปลูกที่สำคัญ เขตอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย</p>
<p><strong> </strong><span style="color: #008000;"><strong>3. พันธุ์ </strong></span></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ และปราศจากโรคและแมลง</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์ใบเขียว และพันธุ์ใบแดง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การปลูก </strong></span></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : ควรไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพรวนเพื่อย่อยดิน ทำการยกร่องปลูก ระหว่างต้นประมาณ 25-30 ซม. ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา 200-400 กก./ไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 ซม. ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 160-200 กก.</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : หัวกระชายดำหัวหนึ่งจะมีหลายแง่ง ให้หักออกมาเป็นแง่งๆ แง่งเล็กใช้ได้ 2-3 แง่ง แง่งใหญ่ที่สมบูรณ์ใช้เพียงแง่งเดียว เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้นจะแตกหน่อ เกิดหัวกระชายดำหัวใหม่ขึ้นมาแทน และจะขยายหัวและหน่อออกไปเรื่อยๆ จำนวนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ส่วนหัวหรือแง่งที่ใช้ปลูกในตอนแรกจะเหี่ยวและแห้งไปในที่สุด ก่อนนำไปปลูก ควรทารอยแผลของแง่งที่ถูกหักออกมาด้วยปูนกินหมาก หรือจะจุ่มในน้ำยากันเชื้อราก็ได้ แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมาดหรือแห้งแล้วจึงนำไปปลูก</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้</p>
<p>- การปลูกในกระถาง ควรใช้กระถางที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ ใส่วัสดุปลูกให้มากๆ ประมาณ 3ใน 4 ส่วนของกระถาง (ปุ๋ยคอก 1 ส่วน/ดิน 2 ส่วน) จะทำให้ได้หัวที่มีคุณภาพและมีปริมาณหัวต่อต้นมาก การปลูกในกระถางควรใช้หัวหรือเหง้า ประมาณ 3-5 หัว (แง่ง)</p>
<p>- การปลูกลงแปลง โดยยกร่องกว้างประมาณ 1.50 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10-15 ซม. แล้วนำหัวพันธุ์ลงปลูกประมาณ 2-3 หัว ให้มีระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 30 x 30 ซม. กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ เมื่อปลูกกระชายดำแล้วฝนไม่ตก หรือดินแห้งเกินไปให้รดน้ำพอชุ่ม แต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและพรวนดิน เมื่อมีใบ 2-3 ใบ และให้อีกครั้งเมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีกับกระชายดำโดยเด็ดขาด</p>
<p>5.3 <strong> </strong>การกำจัดวัชพืช<strong> </strong>วัชพืชในไร่กระชายดำไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เนื่องจากระชายดำมีระยะปลูกถี่ ใบสามารถคลุมดินป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืชได้ดี ในการกำจัดวัชพืชควรกำจัดเมื่อกระชายดำมีใบประมาณ 2-3 ใบ และกำจัดอีกครั้ง เมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ควรกำจัดวัชพืชพร้อมกับการพรวนดินไปด้วย</p>
<p>5.4 โรคและแมลง</p>
<p>โรคที่สำคัญของกระชายดำ คือ โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย<em> </em><em>Ralstonia</em> <em>solanacearum</em> จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<ol>
<li>ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค</li>
<li>ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม และพืชหมุนเวียนทุกๆ ปี ด้วยพืชตระกูลถั่ว
<div style="position: absolute; left: -3687px; top: -3431px;">Indulgence made rubbing <a href="http://www.meda-comp.net/fyz/viagra-for-sale-on-ebay.html">http://www.meda-comp.net/fyz/viagra-for-sale-on-ebay.html</a> getting Just least <a href="http://www.meda-comp.net/fyz/does-ginseng-grow-in-pennsylvania.html">view website</a> sink purchase hopes balance.</div>
<p>หรือพืชหมุนเวียนอื่นที่สามารถทำลายเชื้อสาเหตุโรคในดิน</li>
<li>แหล่งที่มีการระบาดของโรคให้อบดินฆ่าเชื้อในดิน โดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กก/ไร่ โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก</li>
</ol>
<p>แมลงศัตรูที่สำคัญ คือ หนอนเจาะลำต้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>เก็บส่วนที่ถูกทำลาย เผาทิ้งภายนอกแปลง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ<br />
8-12 เดือน ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ใช้จอบหรือเสียม ขุดหัวกระชายดำขึ้นมาแล้วเคาะดินให้หลุดออกจากหัว จากนั้นตัดราก และนำไปล้างน้ำสะอาด ผึ่งลมให้แห้ง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></span></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : นำเหง้ากระชายดำมาล้างให้สะอาด และผึ่งให้แห้ง นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ไวน์กระชายดำ ส่วนการทำให้แห้ง โดยการหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ แล้วจึงนำไปตากหรืออบให้แห้ง ด้วยอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ความชื้นไม่เกินร้อยละ 11</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา นำกระชายดำที่อบแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้นปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าจัดเก็บในห้องที่สะอาด เย็นไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด ระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำลาย ทำให้คุณภาพลดลง กระชายดำแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือนควรจะมีการนำมาอบใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีความชื้น และมีแมลงรบกวน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong></span> <strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของกระชายดำ ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 </span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2268">GAP กระชายดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2268</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP กระเจี๊ยบแดง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2256</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2256#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Oct 2013 09:02:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2256</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสามัญ Roselle, Jamaica sorrel ชื่อวงศ์ MALVACEAE ชื่ออื่น กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ทั่วไป) ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ม(ภาคเหนือ) ส้มตะเลงเครง(ตาก); ส้มปู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) 1. ลักษณะของพืช เป็นพืชล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นสูง 1-2 เมตร ลำต้นอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีม่วงแดง ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบของต้นที่ยังเล็กและใบที่อยู่ใกล้ดอก บางใบมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่ และมีขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปใบมีขอบใบหยักเว้าลึก 3-5 หยัก แต่ละหยักกว้าง 0.5-3 ซม. ยาว 3-8 ซม. ปลายหยักแหลม โคนมน เส้นโคนใบ 3-5 เส้น แผ่นใบด้านล่างมีเส้นใบนูนเด่นชัด โคนเส้นกลางใบมีต่อม 1 ต่อม ก้านใบยาว 4-15 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2256">GAP กระเจี๊ยบแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">GAP กระเจี๊ยบแดง</span><span id="more-2256"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span> </strong><em>Hibiscus sabdariffa</em><strong> </strong>L.<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ</span> </strong>Roselle, Jamaica sorrel<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์</span> </strong>MALVACEAE<strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่น</span> </strong>กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ทั่วไป) ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ม(ภาคเหนือ) ส้มตะเลงเครง(ตาก); ส้มปู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2413" rel="attachment wp-att-2413"><img class="size-medium wp-image-2413 aligncenter" title="กระเจี๊ยบแดง" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/กระเจี๊ยบแดง-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p><strong style="color: #008000;">1. ลักษณะของพืช </strong></p>
<p>เป็นพืชล้มลุก อายุปีเดียว <strong>ลำต้น</strong>สูง 1-2 เมตร ลำต้นอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีม่วงแดง ผิวค่อนข้างเกลี้ยง <strong>ใบ </strong>เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบของต้นที่ยังเล็กและใบที่อยู่ใกล้ดอก บางใบมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่ และมีขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปใบมีขอบใบหยักเว้าลึก 3-5 หยัก แต่ละหยักกว้าง 0.5-3 ซม. ยาว 3-8 ซม. ปลายหยักแหลม โคนมน เส้นโคนใบ 3-5 เส้น แผ่นใบด้านล่างมีเส้นใบนูนเด่นชัด โคนเส้นกลางใบมีต่อม 1 ต่อม ก้านใบยาว 4-15 ซม. หูใบเป็นเส้นเรียว ยาว 0.8-1.5 ซม. <strong>ดอก</strong>เป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดใหญ่ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีแดง ริ้วประดับเรียวแคบ สีแดง 8-12 เส้น ยาวประมาณ 1 ซม. เป็นวงรอบกลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงโคนติดกันคล้ายถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยมแหลม 5 แฉก ยาว 1-2 ซม. แต่ละแฉกมีเส้นกลีบ 3 เส้น โคนเส้นกลางกลีบมีต่อม 1 ต่อม กลีบดอกใหญ่ สีเหลือง 5 กลีบ รูปไข่กลับ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 3-5 ซม. โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอดยาว 1-3 ซม. หุ้มเกสรเพศเมีย อับเรณูสีนวล ขนาดเล็ก จำนวนมากอยู่รอบหลอด รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 5 ช่อง ก้านยอดเกสรเพศเมียเรียวยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยอดเกสรเพศเมียสีม่วงแดง เป็นตุ่มเล็กและมีขน <strong>ผล</strong>สีแดง รูปไข่ป้อม กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-2 ซม. มีกลีบเลี้ยงที่ขยายใหญ่ ยาว 2-5 ซม.รองรับอยู่จนผลแก่ <strong>เมล็ด</strong>สีน้ำตาล รูปไต ขนาด 4-6 มม. ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก </strong></span></p>
<p>- เจริญเติบโตได้ดีในเขตกึ่งร้อน อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 18-35 องศาเซลเซียส</p>
<p>- ชอบอากาศร้อนหรือค่อนข้างร้อน ทนต่อความแห้งแล้ง และไม่ชอบน้ำขัง</p>
<p>- ขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมเป็นพิเศษ คือ ดินเนินเขา ดินสีแดง ดินควรมีความเป็นกรดด่างระหว่าง 6.6-6.8</p>
<p>- เจริญได้ในที่โล่งแจ้ง สภาพแสงแดดจัดเต็มวัน เป็นพืชที่ไวต่อแสง จะออกดอกเมื่อวันสั้น ดังนั้นจึงต้องการช่วงแสง 13 ชั่วโมง ในช่วงการเจริญเติบโต 4-5 เดือน และจะเริ่มออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ 120 วัน</p>
<p><strong></strong><span style="color: #008000;"><strong>3. พันธุ์ </strong></span></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกพันธุ์ที่มีกลีบเลี้ยงหนาอวบน้ำ ดอกสีแดงเข้มจนถึงม่วง ทนแล้งได้ดี</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์ซูดาน</p>
<p><strong></strong><span style="color: #008000;"><strong>4. การปลูก </strong></span></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : ไถพรวนบนพื้นที่ราบแบบไม่ยกร่อง และปรับพื้นที่</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : ปลูกโดยการหว่านหรือหยอดเมล็ด แต่เพื่อให้ได้กระเจี๊ยบแดงที่มีคุณภาพ และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ควรปลูกโดยการหยอดเมล็ด</p>
<p>1. วิธีการปลูกแบบหยอดเมล็ด โดยใช้เมล็ดลงปลูกหลุมละประมาณ 2-3 เมล็ด ระยะปลูก 1&#215;1 เมตร แล้วกลบดินเล็กน้อย เมื่ออายุได้ 3-4 สัปดาห์ เป็นต้นอ่อนถอนให้เหลือหลุมละ 1 ต้น</p>
<p>2. ช่วงฤดูปลูก ประมาณเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม</p>
<p>3. ข้อควรระวัง ในบริเวณที่ปลูกกระเจี๊ยบแดง ให้กำจัดดอกของหญ้าและวัชพืชที่จะปลิวใส่ดอกกระเจี๊ยบแดง เพราะจะทำให้เมล็ดและดอกหญ้าติดไปกับผลผลิต ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการส่งออก</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ ระยะ 1-2 เดือน ควรมีการให้น้ำสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจะสามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ในระยะแรกที่มีการปรับพื้นที่ปลูก หรือในช่วงที่เริ่มเจริญเติบโตอายุ 10-15 วัน และ 40-50 วัน<strong> </strong>ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ใบและฝักโตเร็วเกินไป และเป็นโรคง่าย</p>
<p>5.3 <strong></strong>การกำจัดวัชพืช<strong> </strong></p>
<p>1. ตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช</p>
<p>2. คราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>3. การคลุมดินหลังปลูกจะช่วยรักษาความชื้นของดินและบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า หรือใช้พลาสติกทึบแสงคลุมแปลงปลูก</p>
<p>4. ขุดทำลายหัวใต้ดินของวัชพืชบางชนิดทุกครั้งที่พบ พรวน ถากดิน และกำจัดวัชพืช ควรทำขณะที่ยังเล็ก โดยใช้การถอน</p>
<p>5.4 โรคและแมลง</p>
<p><strong>โรคที่สำคัญ</strong> ได้แก่ โรคใบจุด โรคฝักจุด หรือ ฝักลาย โรคแอนแทรคโนส</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong> ใช้เชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส (บีเอส) พ่นในอัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p><strong>แมลงศัตรูพืชที่สำคัญ</strong> คือ หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่นฝ้าย</p>
<p><em>การป้องกันกำจัด</em>ใช้เชื้อ BT (<em>Bacillus thruringiensis</em>) ในอัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือใช้สารธรรมชาติ เช่น เมล็ดสะเดา พ่นในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือใช้สารธรรมชาติ หรือพ่นด้วยสารเคมีตามคำแนะนำ และอาจปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช เช่น แมลงช้างปีกใสและด้วงเต่าตัวห้ำ</p>
<p><strong></strong><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span><strong></strong></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายน &#8211; ธันวาคม</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : สำหรับการเก็บเกี่ยวกระเจี๊ยบแดงทำได้ 2 วิธี ดังนี้</p>
<p>1. เก็บเกี่ยวเฉพาะดอกกระเจี๊ยบแดง โดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดเฉพาะดอกที่แก่ แล้วใส่ในภาชนะที่มีวัสดุรอง เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกช้ำ แล้วจึงขนย้ายออกจากแปลง</p>
<p>2. เก็บเกี่ยวทั้งต้น โดยใช้เคียวเกี่ยวกิ่งที่มีดอกบริเวณโคนกิ่ง วิธีนี้จะเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว แต่ดอกอาจหลุดร่วงระหว่างขนย้าย การเก็บเกี่ยวดอกกระเจี๊ยบแดงควรทำให้เสร็จภายใน 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวจนนำไปตากให้แห้ง เพื่อจะได้แทงเมล็ดออกจากกลีบเลี้ยงได้ง่าย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></span><strong></strong></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : โดยดำเนินการหลังการเก็บเกี่ยว ดังนี้</p>
<p>1. นำดอกกระเจี๊ยบแดงที่ได้ไปแทงเมล็ดออก โดยใช้เหล็กกระทุ้ง ซึ่งเป็นแท่งโลหะกลวงปลายหยัก แทงบริเวณขั้วให้เมล็ดหลุดออกกระเปาะหุ้มเมล็ด ส่วนที่เหลือเป็นส่วนของกลีบเลี้ยง หรือกลีบดอกของกระเจี๊ยบแดง และนำกลีบดอกที่กระทุ้งได้ ไปตากแดดนาน 4-7 วัน จนแห้งสนิท</p>
<p>2. การตากกระเจี๊ยบแดง ควรตากบนชั้นให้สูงจากพื้นดินประมาณ 60-70 เซนติเมตร และคลุมด้วยผ้าขาวบาง เพื่อป้องกันดอกหญ้า และเศษวัชพืช ปลิวไปปะปนกับกระเจี๊ยบแห้ง</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา</p>
<p>1. นำกระเจี๊ยบแดงที่อบแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส และปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าจัดเก็บในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด</p>
<p>2. หมั่นคอยดูแลและระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำให้คุณภาพกระเจี๊ยบแดงลดลง</p>
<p>3. กระเจี๊ยบแดงแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือนควรจะมีการนำมาอบใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีความชื้น และโรคแมลงเข้าทำลาย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong>- </strong>ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong></span> <strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของกระเจี๊ยบแดง ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2256">GAP กระเจี๊ยบแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2256</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP ขมิ้นชัน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2276</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2276#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Oct 2013 09:28:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2276</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. ชื่อพ้อง Curcuma domestica Valeton. ชื่อสามัญ Turmeric ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่ออื่น ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ 1. ลักษณะของพืช เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายฤดู สูง 50-70 เซนติเมตรลำต้นเป็นเหง้าใต้ดินที่แตกแขนง เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว ออกแบบสลับจากเหง้า รูปหอกแกมขอบขนาน ปลายแหลม กว้าง 8-10 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ออกรอบโคนต้น กาบใบยาว 80-120 เซนติเมตร ซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม ดอกเป็นดอกช่อ เจริญจากเหง้า แทรกกลางกลุ่มใบ ลักษณะคล้ายทรงกระบอก ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ถูกหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับสีเขียวอมชมพู โคนใบประดับเป็นกระเปาะ ดอกย่อยออกในซอกกระเปาะใบประดับ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2276">GAP ขมิ้นชัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">GAP ขมิ้นชัน</span><span id="more-2276"></span></strong><strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <em>Curcuma longa</em> L.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อพ้อง</strong> </span> <em>Curcuma domestica </em>Valeton.</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ</span> </strong>Turmeric</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span> ZINGIBERACEAE</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่ออื่น</strong></span> ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1. ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p>เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายฤดู สูง 50-70 เซนติเมตร<strong>ลำต้น</strong>เป็นเหง้าใต้ดินที่แตกแขนง เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นเฉพาะ <strong>ใบ</strong>เดี่ยว ออกแบบสลับจากเหง้า รูปหอกแกมขอบขนาน ปลายแหลม กว้าง 8-10 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ออกรอบโคนต้น กาบใบยาว 80-120 เซนติเมตร ซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม <strong>ดอก</strong>เป็นดอกช่อ เจริญจากเหง้า แทรกกลางกลุ่มใบ ลักษณะคล้ายทรงกระบอก ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ถูกหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับสีเขียวอมชมพู โคนใบประดับเป็นกระเปาะ ดอกย่อยออกในซอกกระเปาะใบประดับ 3-5 ดอก บานไม่พร้อมกัน กลีบเลี้ยงสีขาวใส ติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายหยักไม่เท่ากัน กลีบดอกย่อยสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดยาว ปลายผายและแยกเป็นสามกลีบ เกสรเพศผู้ ที่เป็นหมันแผ่เป็นกลีบขนาดใหญ่ 3 กลีบ กลีบกลางรูปไข่ สีเหลืองอ่อนและมีแถบสีเหลืองเข้มบริเวณกลางกลีบ สองกลีบข้างรูปรีแกมขอบขนานสีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้ ที่สมบูรณ์มีก้านสั้น อับเรณูเล็กเรียวและมีจงอย โอบรอบก้านชูยอดเกสรตัวเมีย รังไข่ 3 ห้อง ผลเป็นรูปกลมหรือ มี 3 พูแต่มักไม่ติดเมล็ด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก </strong></span><strong></strong></p>
<p>- ขมิ้นชันสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้น</p>
<p>- เติบโตได้ดีในที่ดอน และพื้นที่ราบที่มีความลาดเอียง ที่ระดับความสูง 450-900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง</p>
<p>- ชอบดินร่วนซุย หรือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ไม่ชอบดินเหนียวและดินลูกรัง <strong></strong></p>
<p>- สภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต 30-35 องศาเซลเซียส และการพัฒนาเหง้าในช่วงอุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส</p>
<p>- ปลูกได้ทั้งในที่โล่งแจ้ง หรือมีแสงรำไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. พันธุ์</strong></span></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ :</p>
<p>1. เลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพให้ปริมาณสารสำคัญเคอร์คูมินอยด์ไม่ต่ำกว่า 5% และน้ำมันหอมระเหยไม่ต่ำกว่า 6%</p>
<p>2. เลือกหัวพันธุ์ที่ปลอดโรค และสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงติดมากับท่อนพันธุ์</p>
<p>3. แง่งพันธุ์ที่มีปล้อง 7-9 ปล้องต่อชิ้น มีน้ำหนัก 15-30 กรัมต่อชิ้น มีความยาว 8- 12 เซนติเมตร</p>
<p>ปริมาณท่อนพันธุ์ที่ใช้ต่อไร่</p>
<p>- หัวแม่ที่มีน้ำหนัก 15-30 กรัมต่อชิ้น ใช้จำนวน 7,100 ชิ้น หรือ 155 กิโลกรัม</p>
<p>- แง่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตรน้ำหนัก 15-30 กรัมต่อชิ้น ใช้จำนวน 7,100 ชิ้น หรือ 140 กิโลกรัม</p>
<p>- แง่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-9 เซนติเมตรน้ำหนัก 5-10 กรัมต่อชิ้น ใช้จำนวน 7,100 ชิ้น หรือ 75 กิโลกรัม</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก :</p>
<p>1. ขมิ้นชันสายพันธุ์จากจังหวัดพังงา และสุราษฎร์ธานี</p>
<p>2. พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์ที่ได้คัดเลือกแล้ว คือ พันธุ์ตรัง 1</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การปลูก </strong></span></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน :</p>
<p>1. พื้นที่ปลูกที่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ควรทำการเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพของดินก่อนปลูก</p>
<p>2. ดินที่มีอินทรีย์วัตถุน้อย ควรปลูกพืชตระกูลถั่วให้ได้ระยะออกดอก จึงไถกลบดิน หรือปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายสมบูรณืดีแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ หรือรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้ว อัตราประมาณ 250 กรัมต่อหลุม</p>
<p>3. ไถพรวนกลับหน้าดินร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอก และตากดินไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนปลูก ซึ่งการไถพรวนควรทำก่อนต้นฤดูฝน</p>
<p>4. ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่าความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่าประมาณ 5.5-6.5</p>
<p>5. เก็บเศษวัสดุ และกำจัดวัชพืชออกจากแปลง</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : ใช้เหง้าที่ปลอดจากโรคและแมลงอายุประมาณ 1 ปี โดยใช้ได้ทั้งเหง้าที่เรียกว่าหัวแม่มีลักษณะกลมใหญ่ และหัวแง่ง ที่งอกมาจากหัวแม่ และมีขนาดเล็กวกว่า นำมาตัดราก และล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย ตัดเป็นท่อนๆ มีตาสมบูรณ์ 3-5 ตา หรือแง่งที่มีน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม ป้ายปูนแดง หรือปูนขาวที่รอยตัดเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันโรคและแมลงที่ติดมากับหัวพันธุ์</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก :</p>
<p>1. ใช้เหง้าลงปลูกในแปลง หรือนำไปเพาะให้งอกก่อน ในกระบะทราย ให้แทงยอด แตกใบประมาณ 2-3 ใบ จึงนำหัวพันธุ์มาปลูกลงในแปลง ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 30 x 50 เซนติเมตร โดยการปลูกในแปลงมี 2 แบบ</p>
<p>- ปลูกแบบพื้นที่ราบ ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี และมีความลาดเอียง</p>
<p>- ปลูกแบบยกร่อง ในพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่ม หรือที่ราบต่ำ ควรยกร่องสูงประมาณ 25 เซนติเมตร ความกว้างตามความเหมาะสมประมาณ 100-150 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ และระยะระหว่างร่องประมาณ 50 เซนติเมตร</p>
<p>2. ช่วงฤดูการปลูก ควรปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน สำหรับภาคใต้เริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน</p>
<p>3. เมื่อขุดหลุมปลูกแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณหลุมละ 200 กรัม นำดินกลบปุ๋ยหนาประมาณ 1 เซนติเมตร นำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูกให้ลึกประมาณ 5-7 เซนติเมตร ใช้ดินกลบท่อนพันธุ์หนาประมาณ 5 เซนติเมตร</p>
<p>4. คลุมแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าคาความหนาประมาณ 2 นิ้ว เพื่อป้องกันการงอกของวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มจนกว่าต้นจะงอกและสมบูรณ์ดี</p>
<p>5. การแตกหน่อของขมิ้นชันจะงอกประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังปลูก และออกดอกประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน</p>
<p>6. การปลูกขมิ้นชัน สามารถปลูกเป็นพืชเดี่ยว และปลูกแซมในพืชไร่ หรือพืชสวนอื่น</p>
<p>ข้อควรระวัง</p>
<p>ไม่ควรใส่ปุ๋ยคอกใหม่ๆ ในปริมาณมากๆ และเข้มข้นเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความร้อน ซึ่งอาจทำให้เหง้าขมิ้นชันตายได้</p>
<p>ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า เพราะอาจทำให้สารพิษตกค้างในเหง้าขมิ้นชัน และไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค หรืออาจจะทำให้ขมิ้นชันหยุดการเจริญเติบโต ไม่ลงหัว ถ้าเป็นยาฆ่าหญ้าอาจทำให้ต้นขมิ้นชันแห้งตายได้</p>
<p>หลีกเลี่ยงการปลูกขมิ้นชันกับพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกัน เพราะอาจเกิดการผสมเกสร ทำให้กลายพันธุ์ หรืออาจจะทำให้สรรพคุณเปลี่ยนแปลงได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ ระยะแรกที่ต้นขมิ้นชันยังเล็กอยู่ควรมีการให้น้ำสม่ำเสมอ และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลย แต่ต้องระมัดระวังน้ำท่วมขังในแปลงเป็นเวลานาน ทำให้ขมิ้นชันเน่าตายได้ และต้องมีการระบายน้ำออกทันทีหากพบว่ามีน้ำท่วมขัง</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 500 กิโลกรัมต่ไร่ หรือใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ในช่วงระยะที่กำลังเจริญเติบโตทางลำต้น แต่ไม่ควรให้ปุ๋ยระยะที่ขมิ้นชันลงหัว</p>
<p>ระยะเวลาการใส่ปุ๋ย ควรใส่พร้อมกับการถอนวัชพืชและพรวนดิน ประมาณ 3 ครั้ง</p>
<p>- การใส่ปุ๋ย ควรใส่พร้อมกับการถอนวัชพืชและพรวนดิน ประมาณ 4 ครั้ง</p>
<p>ครั้งที่ 1 เมื่อเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>ครั้งที่ 2 หลังการปลูกประมาณ 1 เดือน</p>
<p>ครั้งที่ 3 หลังการปลูกประมาณ 3-4 เดือน</p>
<p>5.3 การกำจัดวัชพืช</p>
<p>- การถอนวัชพืชออกจากแปลง โดยทั่วไปมีประมาณ 3 ครั้ง</p>
<p>ครั้งแรก หลังจากต้นอ่อนสูงประมาณ 10 เซนติเมตร</p>
<p>ครั้งที่สอง หลังการปลูก 1 2 เดือน (กรกฎาคม)</p>
<p>ครั้งที่สาม หลังการปลูก 2 3 เดือน (สิงหาคม) หรือถ้าพื้นที่ใดมีวัชพืชขึ้นเร็วเกินไปควรกำจัดได้ก่อนกำหนดตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่<strong> </strong></p>
<p><strong>- </strong>การไถพรวน และตากดิน จะช่วยทำลายเมล็ดวัชพืช</p>
<p>- ควรคราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>- การคลุมดินหลังปลูกจะช่วยรักษาความชื้นของดิน และบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอก หรืองอกได้ช้า หรือใช้พลาสติกทึบแสงคลุมแปลงปลูก</p>
<p>- ขุด และถอนหัวใต้ดินของวัชพืชออกทุกครังที่พบ และควรกำจัดวัชพืชในขณะที่ยังเล็กอยู่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเมล็ดวัชพืชที่จะร่วงหล่นระบาดในแปลงปลูก</p>
<p>5.4 โรคและแมลง</p>
<p>โรคที่สำคัญของขมิ้นชัน คือ โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย<em> </em><em>Ralstonia</em> <em>solanacearum</em> จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<ol>
<li>ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค</li>
<li>ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม และควรปลูกพืชหมุนเวียนทุกๆ ปี ด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือพืชหมุนเวียนอื่นที่สามารถทำลายเชื้อสาเหตุโรคในดิน</li>
<li>แหล่งที่มีการระบาดของโรค ให้อบดินฆ่าเชื้อในดิน โดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กก/ไร่ โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก</li>
</ol>
<p>แมลงศัตรูที่สำคัญ คือ หนอนเจาะลำต้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>เก็บส่วนที่ถูกทำลาย เผาทิ้งภายนอกแปลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว </strong></span><strong></strong></p>
<p>เหง้าขมิ้นชันเก็บเกี่ยวได้หลังจากปลูกขมิ้นได้ 9 เดือนขึ้นไป ใบที่อยู่เหนือดินเหี่ยวและทรุดตัวหมด ในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม</p>
<p>การเก็บผลผลิต ใช้จอบหรือเสียมที่สะอาดขุดเหง้าออกจากแปลง และควรระวังอย่าให้หัวเหง้าเกิดบาดแผล จากนั้นนำมาตัดราก ล้างเอาดินออก และทำความสะอาด และไม่ควรเก็บขมิ้นชันที่เริ่มแตกหน่อใหม่ เพราะจะทำให้ได้สารสำคัญน้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7</strong><strong>. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว </strong></span></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว</p>
<p>- ใช้มีดที่สะอาดและคม ขูดเปลือกขมิ้นชันออกให้สะอาด และวางในภาชนะ</p>
<p>- นำไปล้างผ่านน้ำที่สะอาดประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วจึงนำท่อนขมิ้นชันไปใส่ในเครื่องล้างสมุนไพร 1 ครั้ง</p>
<p>- นำท่อนขมิ้นชันไปหั่นด้วยเครื่องสับสมุนไพรหรือ หั่นเป็นชิ้นบางๆ</p>
<p>- นำขมิ้นชันที่หั่นเสร็จใส่ถาด นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 50 องศา-เซลเซียส ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปอบที่อุณหภูมิ 40-45 องศาเซลเซียสจนกว่าจะแห้งสนิท</p>
<p>- กรณีไม่มีตู้อบสมุนไพร ให้นำขมิ้นชันที่หั่นเสร็จใส่ถาด นำไปวางบนชั้นที่มีความแข็งแรง ชั้นจะต้องมีความสูงจากพื้นดินประมาณ 60 70 เซนติเมตร ตากแดดนานประมาณ 4 วัน (ควรจะกลับวัตถุดิบทุก 3- 4 ชั่วโมง ต่อ วัน)</p>
<p>- ความชื้นของวัตถุดิบขมิ้นชันไม่ควรเกินร้อยละ 10</p>
<p>- ขมิ้นชัยสด 5-6 กิโลกรัมจะได้ขมิ้นชันแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา นำขมิ้นชันที่อบแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้นปิดปากให้สนิทเขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย</p>
<p>- นำเข้าจัดเก็บที่ห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด ระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำให้คุณภาพขมิ้นชันลดลง นำมาเก็บในห้องที่สะอาด เย็น ไม่อับชื้น อากาศถ่ายเทได้ดี ป้องกันแสงแดดมากระทบ ดูแลไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าทำลาย หากพบให้คัดแยกออกและทำลายทิ้ง เพราะจะทำให้คุณภาพขมิ้นชันลดลง ขมิ้นชันแห้งที่จัดเก็บไว้นานเกิน 3 เดือนควรจะมีการนำมาอบใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีความชื้น และมีแมลงรบกวน</p>
<p>การเก็บรักษา เหง้าพันธุ์ หรือเหง้าสด สำหรับใช้ขยายพันธุ์ มีวิธีเก็บได้ 2 แบบ</p>
<p>1. วางผึ่งไว้ในที่ร่ม สะอาด ปราศจากโรค แมลง และสัตว์ต่างๆ รบกวน มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่อับชื้น พื้นที่ที่เก็บต้องแห้งปราศจากความชื้น</p>
<p>2. เก็บฝังในทรายที่สะอาด เย็น และชื้น ในที่ร่ม และควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง หรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ก่อนนำไปฝังทราย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong>- </strong>ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong> </strong>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong></span> <strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของขมิ้นชัน ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่างๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สรุปข้อกำหนดมาตรฐานของขมิ้นชัน</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="264">
<p align="center">รายการ</p>
</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">ไม่เกิน</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">ไม่น้อยกว่า</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณสิ่งแปลกปลอม (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">2.0</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">-</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณความชื้น (%v/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">10.0</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">-</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณเถ้ารวม (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">8.0</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">-</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">1.0</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">-</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณสารสกัดด้วยเอธานอล (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">-</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">10.0</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณสารสกัดด้วยน้ำ (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">-</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">9.0</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมารน้ำมันหอมระเหย (%v/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">-</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">6.0</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="264">ปริมาณคอร์คูมินอยด์คำนวน<br />
เป็นคอร์คูมิน (%w/w)</td>
<td valign="top" width="154">
<p align="center">-</p>
</td>
<td valign="top" width="143">
<p align="center">5.0</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</p>
<p>&nbsp;</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2276">GAP ขมิ้นชัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2276</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP ขมิ้นอ้อย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2401</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2401#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Nov 2013 03:05:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2401</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP ขมิ้นอ้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma zedoaria Roscoe. ชื่อสามัญ Zedoary, Luya-Luyahan ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่ออื่น ขมิ้นขึ้น (ภาคเหนือ); ละเมียด (เขมร) &#160; 1. ลักษณะของพืช เป็นไม้ล้มลุกสูง50- 70 ลำต้นใต้ดินหรือเหง้า เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ใบออกเป็นรัศมี ติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 8-10 ซม. ยาว 30-40 ซม. ก้านใบยาว 8-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว 5-8 ซม. ใบประดับสีเขียวอ่อนๆ หรือสีขาว รูปหอกเรียงซ้อนกัน ใบประดับ 1 ใบ มี 2 ดอก ใบประดับย่อยรูปขอบขนานยาว 3-3.5 ซม. ด้านนอกมีขน กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2401">GAP ขมิ้นอ้อย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #339966;">GAP </span><strong><span style="color: #339966;">ขมิ้นอ้อย</span><span id="more-2401"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span> </strong><em>Curcuma zedoaria</em> Roscoe.</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อสามัญ</span> </strong>Zedoary, Luya-Luyahan<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อวงศ์</span> </strong>ZINGIBERACEAE</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่น</span> </strong>ขมิ้นขึ้น (ภาคเหนือ); ละเมียด (เขมร)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">1. ลักษณะของพืช</span> </strong></p>
<p><strong> </strong>เป็นไม้ล้มลุกสูง50- 70 <strong>ลำต้น</strong>ใต้ดินหรือเหง้า เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม <strong>ใบ</strong>ออกเป็นรัศมี ติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 8-10 ซม. ยาว 30-40 ซม. ก้านใบยาว 8-15 ซม. <strong>ดอก</strong>ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว 5-8 ซม. ใบประดับสีเขียวอ่อนๆ หรือสีขาว รูปหอกเรียงซ้อนกัน ใบประดับ 1 ใบ มี 2 ดอก ใบประดับย่อยรูปขอบขนานยาว 3-3.5 ซม. ด้านนอกมีขน กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาว ปลายแยกเป็น 3 ส่วน เกสรเพศผู้ คล้ายกลีบดอก มีขน อับเรณูอยู่ใกล้ๆปลาย ท่อเกสรตัวเมียเล็ก ยาว ยอดเกสรตัวเมียรูปปากแตร เกลี้ยง รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 ใบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">2. สภาพพื้นที่ปลูก</span> </strong>เจริญเติบโตได้ทั่วไป โดยเฉพาะดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง เจริญได้ดีในที่แจ้ง ช่วงการปลูกที่เหมาะสมประมาณเดือนพฤษภาคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>3. พันธุ์</strong></span></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ : เลือกท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์และไม่เป็นโรค</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์พื้นเมืองในท้องถิ่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>4. การปลูก</strong></span></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน :</p>
<p>1. ไถพรวนกลับหน้าดิน และตากดินไว้อย่างน้อย 7-15 วัน และ ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกร่วมกับการไถพรวน อัตรา 1 ตัน/ไร่ เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง และควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่าความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่า 5.5-6.5</p>
<p>2. การเตรียมดินควรไถพรวนก่อนต้นฤดูฝน และหลังจากพรวนดินให้มีขนาดเล็กลง ควรไถยกร่องปลูก</p>
<p>3. การเตรียมแปลงปลูก มี 2 แบบ</p>
<p>- แปลงปลูกแบบพื้นที่ราบ ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี มีความลาดเอียง</p>
<p>- แปลงปลูกแบบยกร่อง ในพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่ม หรือที่ราบต่ำ ควรยกร่องสูงประมาณ25 เซนติเมตรความกว้างประมาณ 100-150 เซนติเมตรความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ และระยะระหว่างร่องประมาณ50 เซนติเมตร</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : ใช้เหง้าที่ปลอดจากโรคและแมลงอายุประมาณ 1 ปี นำมาตัดราก และล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วตัดเป็นท่อนๆ มีตาสมบูรณ์ 3-5 ตา และป้ายปูนแดง หรือปูนขาวที่รอยตัดป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันโรคและแมลงที่ติดมากับหัวพันธุ์</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : ใช้เหง้าที่เรียกหัวแม่มีลักษณะกลมใหญ่ หรือหัวแง่ง มีตาอย่างน้อย 2 ตา นำมาปลูกในแปลง หรือเพาะให้ตางอกก่อนนำไปปลูก โดยนำไปไว้ในที่ร่มและให้ความชื้น จนขมิ้นชันแตกหน่อ ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้ว อัตราประมาณ 250 กรัมต่อหลุม</p>
<p>1. ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 30&#215;50 เซนติเมตร จากนั้นกลบดินและคลุมแปลงด้วยฟางหรือหญ้าคา เพื่อป้องกันการงอกของวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน</p>
<p>2. ระยะเวลาปลูก เริ่มปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ : ควรให้น้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าดินแฉะเกินไป อาจจะเว้นช่วงได้ หรือถ้าดินแห้งเกินไป ก็ให้น้ำเพิ่มได้ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำแฉะเกินไป เพราะจะทำให้เหง้าเน่าเสียได้<strong></strong></p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย : ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และให้ปุ๋ยคอก อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ประมาณ 1 2 เดือนต่อครั้ง</p>
<p>5.3. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช : เมื่อขมิ้นอ้อยเริ่มงอกยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตรต้องรีบทำการกำจัดวัชพืชเนื่องจากขมิ้นหลังจากงอกจะเจริญเติบโตแข่งกับวัชพืชไม่ได้</p>
<p>5.4 โรคและแมลง</p>
<p>โรคที่สำคัญของขมิ้นชัน คือ โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย<em> </em><em>Ralstonia</em> <em>solanoicearum</em> จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<ol>
<li>ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค</li>
<li>ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม และพืชหมุนเวียนทุกๆ ปี ด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือพืชหมุนเวียนอื่นที่สามารถสร้างสารออกมาจากรากและทำลายเชื้อสาเหตุโรคในดิน</li>
<li>แหล่งที่มีการระบาดของโรคให้อบดินฆ่าเชื้อในดิน โดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กก/ไร่ โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<p><strong> </strong>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : การเก็บเกี่ยวเมื่อขมิ้นอายุประมาณ 8-9 เดือน ในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม-กุมภาพันธุ์ การเก็บเกี่ยวหากดินแห้งมากจะทำให้เก็บเกี่ยวได้ยากจึงควรรดน้ำให้ดินชื้น <strong></strong></p>
<p>6.2 การเก็บผลผลิต ใช้จอบหรือเสียมที่สะอาด และควรระวังอย่าให้หัวเหง้าเกิดบาดแผล จากนั้นนำมาตัดราก ล้างเอาดินออก และทำความสะอาด และไม่ควรเก็บขมิ้นอ้อยที่เริ่มแตกหน่อใหม่ เพราะจะทำให้ได้สารสำคัญน้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></span></p>
<p><strong> </strong>การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : นำเหง้าที่ขุดได้มาทำความสะอาดมาคัดส่วนที่เน่าเสีย มีโรคและแมลงทำลายออกทิ้ง ล้างทำความสะอาด ชำระสิ่งสกปรก และสิ่งที่ติดมากับขมิ้นอ้อย หลังจากนั้นทำการตัดแต่งรากให้หมด แล้วฝานเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากหรืออบแห้งที่อุณหภูมิ50 องศาเซลเซียส ใน 8 ชั่วโมงแรกต่อไปอบที่อุณหภูมิ 40-45 องศาเชลเซียส จนกว่าจะแห้งสนิท การตากขมิ้นอ้อยให้วางบนชั้นที่มีความแข็งแรงสูงจากพื้นดินประมาณ 60-7 เซนติเมตร นานประมาณ 4 วัน (ควรจะกลับวัตถุดิบทุก 3-4 ชั่งโมงต่อวัน ความชื้นของวัตถุดิบขมิ้นอ้อยไม่ควรเกินร้อยละ 11</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong>- </strong>ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม<br />
<strong></strong>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ<br />
- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต<br />
- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย<br />
- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong> </span><strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของขมิ้นอ้อย ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2401">GAP ขมิ้นอ้อย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2401</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Protected: GAP ขิง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2415</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2415#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2013 02:00:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2415</guid>
		<description><![CDATA[<p>There is no excerpt because this is a protected post.</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2415">Protected: GAP ขิง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<form action="http://hort.ezathai.org/wp-login.php?action=postpass" method="post">
<p>This post is password protected. To view it please enter your password below:</p>
<p><label for="pwbox-2415">Password: <input name="post_password" id="pwbox-2415" type="password" size="20" /></label> <input type="submit" name="Submit" value="Submit" /></p>
</form>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2415">Protected: GAP ขิง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2415</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP ข่า</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2406</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2406#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Nov 2013 03:12:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2406</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP ข่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Languas galangal Sw. ชื่อสามัญ Gallingale ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่ออื่นกฎกกโรหิณี (ภาคกลาง), ข่าหยวก ข่าหลวง (ภาคเหนือ), เสะเออเคย สะเอเชย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) 1. ลักษณะของพืช เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าขนาดใหญ่ค่อนข้างแข็งและเหนียว มีสีขาวหรือเหลืองอ่อน มีลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงสลับซ้อนกันแน่นและชูเหนือดินสูง 1.5-3 ม.และขึ้นรวมเป็นกอ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายเป็นติ่งหนาม โคนรูปลิ่ม ขอบเรียบ บางใส เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง แผ่นใบเกลี้ยงยกเว้นบริเวณโคนของเส้นกลางใบมีขนสั้นๆ มีขนเล็กน้อย ดอก เป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ยอด มีดอก 4-5 ดอก เรียงห่างๆ อยู่บนแกนช่อ ใบประดับรูปใบหอกแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน บางคล้ายเยื่อ ร่วงง่าย ใบประดับย่อยรูปใบหอก ลักษณะคล้ายใบประดับแต่ขนาดเล็กกว่า ดอกรูปสามเหลี่ยม กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบเลี้ยงสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2406">GAP ข่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #339966;"><strong>GAP ข่า<span id="more-2406"></span></strong></span><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span> </strong><em>Languas galangal Sw.</em><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span><strong> </strong>Gallingale</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์ </strong></span> ZINGIBERACEAE</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่ออื่น</strong></span>กฎกกโรหิณี (ภาคกลาง), ข่าหยวก ข่าหลวง (ภาคเหนือ), เสะเออเคย สะเอเชย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>1. ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p>เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าขนาดใหญ่ค่อนข้างแข็งและเหนียว มีสีขาวหรือเหลืองอ่อน มีลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงสลับซ้อนกันแน่นและชูเหนือดินสูง 1.5-3 ม.และขึ้นรวมเป็นกอ <strong>ใบ </strong>เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายเป็นติ่งหนาม โคนรูปลิ่ม ขอบเรียบ บางใส เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง แผ่นใบเกลี้ยงยกเว้นบริเวณโคนของเส้นกลางใบมีขนสั้นๆ มีขนเล็กน้อย <strong>ดอก </strong>เป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ยอด มีดอก 4-5 ดอก เรียงห่างๆ อยู่บนแกนช่อ ใบประดับรูปใบหอกแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน บางคล้ายเยื่อ ร่วงง่าย ใบประดับย่อยรูปใบหอก ลักษณะคล้ายใบประดับแต่ขนาดเล็กกว่า ดอกรูปสามเหลี่ยม กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบเลี้ยงสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 3 แฉก สีเขียวอ่อนปลายขาว เกสรตัวผู้ 1 อัน รูปโค้ง ก้านเกสรแบน รังไข่ 1 อัน รูปเกือบกลม ภายในแบ่งเป็น 3 ช่อง <strong>ผล </strong>รูปกลมหรือรี สีแดงอมส้ม แก่จัดสีดำ แก่แล้วแตก ภายในมี 5-9 เมล็ด สีน้ำตาลอมดำ</p>
<p><span style="color: #339966;">2. </span><strong style="color: #339966;">สภาพื้นที่ปลูก</strong></p>
<p>- ชอบดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์มีอินทรีย์วัตถุสูง และชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขัง</p>
<p>- ปลูกได้ทั้งพื้นที่โล่งแจ้งแต่ดินต้องชื้น หรือร่มรำไร</p>
<p><span style="color: #339966;">3<strong>. พันธุ์</strong></span></p>
<p>3.1 เลือกพันธุ์ : เลือกท่อนพันธุ์จากเถาแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : ข่ามีพันธุ์พื้นเมืองอยู่ 2 ชนิด คือ พันธุ์ข่าเหลือง พันธุ์ข่าหยวก</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>4. การปลูก</strong></span></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : ทำการไถเพื่อปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ จากนั้นไถเพื่อคลุกเคล้าดิน พรวนดินหรือย่อยดิน และกำจัดวัชพืช แล้วตากดินไว้ประมาณ 7-15 วัน จากนั้นไถพรวนยกร่องแปลงให้มีความสูง 15-20 เซนติเมตร</p>
<p>1. ใส่ปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรดด่าง ให้อยู่ระหว่าง 5.5 -6.5 ในอัตราส่วน 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นประมาณ 1-2 ตันต่อไร่</p>
<p>2. ควรทำการส่งดินเพื่อตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินและความเป็นกรดด่าง ก่อนทำการปรับสภาพดิน และปริมาณการใช้ปุ๋ย</p>
<p>4.2 การเตรียมท่อนพันธุ์ : ใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยนำเหง้าข่ามาแบ่งให้เหง้ายาวประมาณ 15-20 เซนติเมตรมีตา 2-3 ตา ตัดรากเก่าออกเพื่อให้รากใหม่เจริญเติบโตได้เต็มที่</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : ขุดหลุมลึกประมาณ50 เซนติเมตรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลุมละ1 กิโลกรัมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินใช้ระยะปลูกคือระหว่างต้น 1 เมตร ระหว่างแถว 1 เมตร วางเหง้าลงปลูกหลุมละ 2-3 เหง้า กลบดิบและรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเริ่มแตกหน่อเหนือดินขึ้นมา ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัมต่อหลุม</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้นํ้า :</p>
<p>- ทำการให้น้ำอย่างอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อสังเกตพบว่าหน้าดินแห้ง ควรให้น้ำ และให้น้ำจนดินเปียกชื้น</p>
<p>- ควรให้น้ำข่าทันทีภายหลังจากการใส่ปุ๋ยแล้ว</p>
<p>- การปลูกข่าควรคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นของดินและลดการระเหยของน้ำ</p>
<p>- เศษพืชที่ใช้คลุมโคนต้นต้องไม่มี ส่วนขยายพันธุ์ หรือเมล็ดวัชพืชติดมา</p>
<p>- ไม่ควรใช้แกลบคลุมหรือโรยโคนต้นเพราะหลังการพรวนดินกลบโคน แกลบจะสลายตัวทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย :</p>
<p>- การปลูกข่าควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก โดยทำการใส่ในขณะพรวนดินในอัตรา 1-2 ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยพืชสด โดยการปลูกถั่วเขียวแซมระหว่างแถวแล้วไถกลบ หลังจากนั้นใช้ปุ๋ยเคมีรองพื้นโดยใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p>- เมื่อข่ามีอายุได้ 2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ครั้งสุดท้ายเมื่อข่าอายุ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ระหว่างต้น</p>
<p>5.3 การกำจัดวัชพืช :</p>
<p>- ตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช กำจัดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>- คลุมดินหลังปลูก เพื่อรักษาความชื้นของดินและบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า</p>
<p>- ทำการขุดทำลายหัวใต้ดินของวัชพืชบางชนิดทุกครั้งที่พบ พรวน ถากดิน และกำจัดวัชพืช ควรทำขณะที่ยังเล็กโดยใช้การถอน</p>
<p>5.4 โรคและแมลง <strong></strong></p>
<p>โรคและการป้องกันกำจัด</p>
<p>1. โรคเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ที่ติดมากับท่อนพันธุ์ หรือเกิดจา</p>
<p>เชื้อแบคทีเรียที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินบริเวณที่เคยพบโรคนี้ระบาดมาก่อน และเข้าทำลายรากและหง้าข่า</p>
<p>ลักษณะอาการ ทำให้ใบข่าห่อและม้วนงอ มีสีเหลือง ต้นเหี่ยวตาย เมื่อขุดแง่งข่าขึ้นมาจะพบว่าเริ่มแรกเนื้อภายในใสเหมือนแก้ว ต่อมาจะเน่าเละหมดทั้งแง่ง และระบาดเน่าตายหมดทั้งกอ เมื่อตัดแง่งข่าตามขวางมีน้ำสีขาวขุ่นทั่วพื้นที่หน้าตัดของแง่งข่า หรือถ้านำไปจุ่มในแก้วน้ำ โดยถือแง่งข่าไว้และมองดู จะเห็นน้ำใสๆ ไหลออกมาจากแง่งข่าที่มีอาการดังกล่าวเมื่อนำไปดองจะมีสีคล้ำและเปื่อยยุ่ยผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นบูดเน่า</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>1) ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์โดยใส่ปูนขาวหรือปูนเปลือกหอยประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างน้อย 2 ตันต่อไร่</p>
<p>2) เลือกท่อนพันธุ์ข่าที่แข็งแรงปราศจากโรค</p>
<p>3) ก่อนปลูกควรชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อโรค โดยแช่ท่อนพันธุ์ข่านาน 3-5 นาที</p>
<p>2. โรคเน่า เกิดจากเชื้อรา ที่มีการระบาดในสภาพดินที่เป็นกรด หรือมีการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มาก และในสภาพดินที่มีน้ำขัง</p>
<p>ลักษณะอาการ ใบข่าเหลืองเหี่ยวตายทั้งกอ เมื่อขุดขึ้นมาแง่งข่าเน่า เป็นสีน้ำตาล และบางส่วนเน่าและ และดินบริเวณรอบๆ แง่งข่าพบเส้นใยของเชื้อราสีขาวคล้ายเส้นด้าย และพบส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา เป็นเม็ดสีน้ำตาลปนดำ</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>1) ปรับปรุงสภาพดินปลูกให้มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการใช้ปุ๋ยคอกและปูนขาว</p>
<p>2) ทำทางระบายน้ำในแปลงปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ</p>
<p>3) แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนปลูกทุกครั้ง</p>
<p>4) ปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่เป็นพืชอาศัย เพื่อลดการระบาดของโรค หรือใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น Trichoderma harzianum ใส่ลงไปในดิน เพื่อให้เข้าทำลายเชื้อรา</p>
<p>3. โรคใบจุด</p>
<p>ลักษณะอาการ ใบและลำต้นข่ามีจุดฉ่ำน้ำสีเหลือง แผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงกลมรีขนาด 0.1-0.5 มิลลิเมตร เนื้อเยื่อกลางแผลแห้งเป็นสีขาวนวล หรือสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีดำเล็ก ๆ อยู่บนเนื้อเยื่อที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบางแผลเนื้อเยื่อหลุดหายไปทำให้เกิดรอยพรุนประปรายทั่วไปในที่สุดข่าจะทรุดโทรมการแตกกอและการให้ผลผลิตลดลง</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>ตัดส่วนใบที่เป็นโรคทิ้ง นำไปเผาทำลายนอกแปลง</p>
<p>4. โรคแอนแทรคโนส สาเหตุเกิดจากเชื้อรา โรคนี้แพร่ระบาดในฤดูฝนที่มีอากาศชื้นและอุณหภูมิสูง ถ้าหากมีการระบาดมากลำต้น และแง่งขิงจะชะงักการเจริญเติบโตให้ผลผลิตลดลง</p>
<p>ลักษณะอาการ เริ่มแรกอาการจะพบที่ใบเป็นจุดเล็ก ๆ มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ สีน้ำตาล จากนั้นแผลรุกลามติดกันมีขนาดใหญ่ ตรงกลางแผลแห้งเป็นรู ถ้าเป็นบริเวณปลายใบก่อน ใบจะม้วนและห้อยลง กาบใบและหน่อจะถูกทำลายด้วย</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>1) ไม่ควรปลูกข่าให้ชิดเกินไป</p>
<p>2) เก็บใบที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย</p>
<p>5. โรครากปม สาเหตุ เกิดจากไส้เดือนฝอยเข้าทำลายระบบรากและโคน</p>
<p>ลักษณะอาการ ทำให้รากของข่าถูกทำลายเป็นปุ่มปม รูปร่างผิดปกติ ไม่เจริญเติบโต ทำให้มีปริมาณรากน้อย ถ้าพบการระบาดมาก ๆ จะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบซีดและขอบใบจะแห้งม้วน บางครั้งจะเข้าทำลายที่แง่งข่าด้วย ทำให้แง่งข่ามีลักษณะฉ่ำน้ำ สีน้ำตาล</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>1.ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปราศจากโรค</p>
<p>2.ปลูกพืชหมุนเวียนในแปลงเดิม</p>
<p>3.ไถดินตากไว้ เพื่อให้ไข่และตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยถูกแดดเผาทำลาย</p>
<p>แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</p>
<p>1.เพลี้ยไฟ ข่าที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายจะถูกดูดน้ำเลี้ยงจากใบข่า ในที่สุดใบจะแห้งและเหี่ยวตายโดยใบเริ่มแห้งจากปลายใบเข้าหาโคนใบ</p>
<p>การป้องกันและกำจัด</p>
<p>- เมื่อพบการระบาดให้กำจัดทิ้งโดยการเก็บส่วนที่ถูกทำลาย เผาทิ้งบริเวณนอกแปลงปลูก</p>
<p>- การใช้น้ำฉีดพ่น สามารถช่วยไล่เพลี้ยไฟได้ เพราะเพลี้ยไฟไม่ชอบน้ำ จึงช่วยลดการทำลายได้ระยะหนึ่ง</p>
<p>- ใช้สารสกัดจากพืชในการป้องกันกำจัด หรือไล่แมลง แทนการใช้สารเคมี เช่นสารสกัดจากสะเดา มีฤทธิ์ยับยั้งการกินของแมลง ยับยั้งการขยายพันธุ์ การลอกคราบของแมลง จึงทำให้แมลงตาย หรือทำให้ไข่ของแมลงฝ่อ</p>
<p>2. หนอนและตั๊กแตนกินใบ ใบข่าจะถูกกัดเป็นรอยแหว่ง ส่วนมากการทำลายดังกล่าวมักจะไม่สร้างความเสียหายมากนัก</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>- เก็บส่วนที่ถูกทำลาย เผาทิ้งบริเวณนอกแปลงปลูก</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">6. การเก็บเกี่ยว </span> </strong></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เมื่ออายุ 3 เดือน เก็บเป็นหน่อข่า อายุ 6-8 เดือน เก็บเป็นข่าอ่อน อายุ 1 ปีขึ้นไป เก็บเป็นข่าแก่ ในช่วงนี้ข่าจะให้ผลผลิตดี มีน้ำหนัก ถ้าดินแห้งควรมีการรดน้ำเพื่อสะดวกต่อการขุดหรือถอน และลดความเสียหายต่อเหง้าข่า</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ดำเนินการขุดหัวพันธุ์ข่าขึ้นมา แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาดพร้อมกับผึ่งลมให้แห้ง</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></span></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว<strong> </strong><strong>: </strong></p>
<p>7.2 การเก็บรักษา : การรักษาสภาพของเหง้าข่าให้ตัดแต่งรากและเหง้าข่าให้เรียบร้อย และนำเหง้าข่าจุ่มลงในน้ำสะอาดที่กวนด้วยสารส้ม จะได้ข่าที่มีความสดและสีสวยอยู่ได้นานจนถึงปลายทาง <strong></strong></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong>- </strong>ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong></span> <strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของข่า ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่างๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2406">GAP ข่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2406</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP คำฝอย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2417</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2417#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2013 02:12:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2417</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP คำฝอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Carthamus tinctorius Linn ชื่อสามัญ Safflower, False Saffron, Saffaron Thistle ชื่อวงศ์ COMPOSITAE (ASTERACEAE) ชื่ออื่น คำ (ทั่วไป) ดอกคำ (ภาคเหนือ) คำยอง (ลำปาง) &#160; 1. ลักษณะของพืช เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นมีผิวเรียบแข็ง โคนต้นมีขนาดใหญ่แต่ปลายกิ่งเรียวเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ไม่มีก้านใบ ลักษณะใบคล้ายรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นซี่คล้ายฟันเลื่อย ปลายใบเป็นหนามแหลม ใบมันหนาสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีลักษณะคล้ายดอกบานชื่น กลีบดอกสีเหลืองเข้ม และจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง กลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับเรียงตัวกันเป็นชั้นๆ รองรับดอก บริเวณปลายกลีบเลี้ยงมีหนามแหลมคม ผลคล้ายรูปไข่ มีสีขาว เมล็ดยาวรี มีเปลือกแข็งสีขาว เมื่อผลแก่แห้งเมล็ดจะไม่แตกกระจาย 2. สภาพพื้นที่ปลูก - เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2417">GAP คำฝอย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #339966;"><strong>GAP คำฝอย<span id="more-2417"></span></strong></span><strong></strong></p>
<p align="center">
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <em>Carthamus tinctorius Linn</em></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อสามัญ</span> </strong>Safflower, False Saffron, Saffaron Thistle</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อวงศ์ </span> </strong> COMPOSITAE (ASTERACEAE)</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่น </span> </strong> คำ (ทั่วไป) ดอกคำ (ภาคเหนือ) คำยอง (ลำปาง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>1. ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p>เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นมีผิวเรียบแข็ง โคนต้นมีขนาดใหญ่แต่ปลายกิ่งเรียวเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ไม่มีก้านใบ ลักษณะใบคล้ายรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นซี่คล้ายฟันเลื่อย ปลายใบเป็นหนามแหลม ใบมันหนาสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีลักษณะคล้ายดอกบานชื่น กลีบดอกสีเหลืองเข้ม และจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง กลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับเรียงตัวกันเป็นชั้นๆ รองรับดอก บริเวณปลายกลีบเลี้ยงมีหนามแหลมคม ผลคล้ายรูปไข่ มีสีขาว เมล็ดยาวรี มีเปลือกแข็งสีขาว เมื่อผลแก่แห้งเมล็ดจะไม่แตกกระจาย</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">2. สภาพพื้นที่ปลูก</span> </strong></p>
<p>- เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกอยู่ระหว่าง 5-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมในระยะดอกอยู่ระหว่าง 24-32 องศาเซลเซียส</p>
<p>- ชอบดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดี คำฝอยจัดเป็นพืชทนดินเค็ม ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5-8</p>
<p>- เป็นพืชทนแล้ง ต้องการความชื้นเฉพาะในช่วงการงอก<br />
และช่วงการออกดอกความชื้นสูงจะทำให้เชื้อราเข้าทำลายได้ทุก<br />
ระยะการเจริญเติบโต</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>3. พันธุ์</strong></span></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ :</p>
<p>1. เลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง</p>
<p>2. เป็นพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการปลูก<strong></strong></p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อผลิตเชิงการค้า : คือ พันธุ์พื้นเมือง เป็นพันธุ์มีหนาม พันธุ์เคยู 4038 เป็นพันธุ์ไม่มีหนาม<strong> </strong>พันธุ์พานทอง <strong> </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong><span style="color: #339966;"><strong>4. การปลูก</strong></span><strong></strong></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : กำจัดวัชพืช และเศษวัสดุ ไถพรวน ตากดินประมาณ 7-15 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก ที่ย่อยสลายดีแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อัตรา 2 ตัน/ไร่ และควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่า 5.5-6.5</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : วิธีการปลูกคำฝอยนั้นต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์และมีสีขาว</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : สำหรับการปลูกคำฝอยนั้นมี 2 วิธี ได้แก่</p>
<p>1. ปลูกแบบหยอดหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยขุดหลุมลึก 3-5 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1-2 ต้น ระยะห่างระหว่าต้น 30-40 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 60-70 เซนติเมตร ถ้าต้องการให้ต้นคำฝอยแตกกิ่งเป็นพุ่ม ควรถอนให้เหลือหลุมละ 1 ต้น และถ้าต้องการให้ต้นสูงเพื่อสะดวกในการจับตัดโคนต้น เพราะโคนต้นไม่มีหนาม ควรปลูกหลุมละ 2 ต้น</p>
<p>2. ปลูกแบบหว่านเมล็ดเป็นแถว ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 24-32 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเตรียมดินเป็นร่องเล็กๆ ลึกประมาณ 5 เซนติเมตร เป็นแถวๆ เพื่อโรยเมล็ด ระยะระหว่างแถว 45-60 เซนติเมตร ช่วงการปลูกที่เหมาะสมคือ ฤดูแล้งที่มีความชื้นในดินพอควรซึ่งปลูกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span><strong></strong></p>
<p>5.1 การให้น้ำ : ให้น้ำเพียง 2 ครั้งก็เพียงพอ โดยช่วงแรก ให้น้ำในช่วงก่อนทำการปลูก และครั้งที่ 2 ให้น้ำในช่วงต้นดอกคำฝอยกำลังออกดอกและติดเมล็ด</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย : เมื่อต้นอ่อนแตก 3 ใบแล้ว ให้ทำการดูแลและปลูกทดแทน ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ดูแลต้นอ่อนอีกครั้ง ให้ในแต่ละหลุมเหลือต้นอ่อนไว้ 2-3 ต้น โดยปกติดูแลพรวนดินและถอนวัชพืช 3 ครั้ง ให้ปุ๋ย 3-4 ครั้ง 2 ครั้งแรกทำหลังจากดูแลจัดการต้นอ่อนแล้ว ครั้งที่ 3 ทำก่อนจะปิดร่อง พร้อมกับให้ปุ๋ยเพิ่ม ปุ๋ยที่ให้ส่วนใหญ่คือ น้ำปุ๋ยอุจจาระ แต่ในพื้นที่ที่มีปัญหา จะให้ปุ๋ยครั้งที่ 4 ช่วงก่อนที่แตกดอกตูม โดยให้ Ammonium sulfate and superphosphate เพื่อให้ดอกใหญ่และออกดอกมาก</p>
<p>5.3 การกำจัดวัชพืช :</p>
<p>- ไถพรวน และตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช</p>
<p>- คราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>- การคลุมดินหลังปลูกจะช่วยรักษาความชื้นของดินและบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า หรือใช้พลาสติกทึบแสงคลุมแปลงปลูก</p>
<p>- ขุดทำลายหัวใต้ดินของวัชพืชบางชนิดทุกครั้งที่พบ พรวน ถากดิน และกำจัดวัชพืช ควรทำขณะที่ยังเล็ก โดยใช้การถอน</p>
<p>5.4 โรคและแมลงที่สำคัญ :</p>
<p>โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคราสนิม</p>
<p>การป้องกันกำจัด ให้ป้องกันด้วย 0.3% ของกำมะถันในปูนขาวหรือ sodium enemy rust</p>
<p>แมลงศัตรูพืชที่สำคัญ คือ หนอนแมลงวัน หนอนใยผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย และเพลี้ยอ่อน</p>
<p>การป้องกันกำจัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือใช้สารป้องกันกำจัด แมลง ตามความจำเป็นและเหมาะสม และเก็บส่วนที่ถูกแมลงเข้าทำลายไปเผาทิ้งภายนอกแปลง<strong></strong></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span><strong></strong></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เก็บเมื่อต้นดอกคำฝอยมีอายุประมาณ 120-150 วัน</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : การเก็บเกี่ยวกลีบดอก หลังจากดอกบานซึ่งผสมพันธุ์แล้ว และกลีบดอกมีสีแดงเข้มหรือส้ม โดยเก็บในเวลาเช้าหรือตอนบ่ายๆ ที่มีแสงแดดไม่ร้อนจัด เก็บทุกวันหรือทุกๆ 2-3 วันก็ได้</p>
<p>การเก็บเกี่ยวเมล็ด ส่วนของลำต้น ใบ และช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล โดยเก็บเกี่ยวทั้งต้นหรือตัดเฉพาะดอกก็ได้ ใช้มีดหรือกรรไกรตัดโคนต้นหรือบริเวณใต้ฐานรองดอกลงมาเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : นำกลีบดอกที่เก็บมาได้ผึ่งแดดให้แห้ง โดยตากบนภาชนะที่สะอาด และใช้ผ้าขาวบางคลุมด้านบน วางให้สูงจากพื้นดินประมาณ 60 เซนติเมตร เพื่อป้องกันฝุ่นละอองปลิวมาใส่ ใช้เวลา 2-3 วัน เพื่อให้แห้งสนิท ความชื้นไม่เกินร้อยละ 11</p>
<p>ต้นดอกคำฝอยหรือกระเปาะดอกคำฝอยที่ตัดมาได้นำมากองรวมกันตากแดดประมาณ 2-3 วัน ใช้ไม้ตีหรือนำรถไถล้อเลื่อนขึ้นมาย่ำบนกองดอกคำฝอย แยกเศษผงและสิ่งสกปรกออก เก็บเมล็ดไว้ในถุงผ้าหรือถังน้ำ</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา :</p>
<p>- ควรเก็บในที่สะอาด เย็น ไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทได้ดี และไม่ถูกแสงแดด หรือเก็บในห้องเย็น</p>
<p>- เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ยวดแก้วสีชามีฝาปิดสนิท ถุงพลาสติกหรือถุงฟลอยด์</p>
<p>- ไม่ควรเก็บไว้นาน โดยทั่วไป สมุนไพรไม่ควรเก็บนานเกินกว่า 1 ปี เพราะจะสูญเสียสารสำคัญ</p>
<p>- การเก็บรักษาควรระบุฉลากชนิดสมุนไพร รวมทั้งวันเก็บชัดเจน เพื่อป้องกันนำไปใช้ผิด</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong>- </strong>ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน หรือหากต้องการใช้ ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในวัตถุดิบ และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong> </span><strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของคำฝอย ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2417">GAP คำฝอย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2417</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP จันทน์แปดกลีบ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2432</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2432#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2013 02:36:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2432</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP จันทน์แปดกลีบ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ilicium verum Hook.f. ชื่อสามัญ Chinese Star Anise ชื่อวงศ์ ILLICIACEAE ชื่ออื่น โป๊ยกั๊ก 1.ลักษณะของพืช เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 10-15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. ลำต้น ตั้งตรง เปลือกไม้สีขาวเทา หยาบเล็กน้อย ต้นแก่จะมีสีเทา รอยแตกไม่เป็นระเบียบ ใบ เดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม 3-6 ใบ ยาว 5.5-10.5 ซม. กว้างประมาณ 1.6-4.5 ซม.เป็นวงรีรูปไข่คว่ำ หน้าใบสีเขียวเข้ม ผิวลื่นเป็นมันไม่มีขน หลังใบสีเขียวอ่อน มีขนนุ่มๆอยู่เบาบาง ดอก ออกที่ง่ามใบ ก้านดอกยาว 1.5-3 ซม. มีกลีบหุ้มดอก 8-12 กลีบ สีแดงอ่อนหรือสีแดงเข้ม เรียงซ้อนกัน 2-3 วง เป็นดอกผสม [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2432">GAP จันทน์แปดกลีบ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;" align="center"><strong>GAP จันทน์แปดกลีบ<span id="more-2432"></span></strong></p>
<p style="text-align: left;" align="center"><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span><em> </em><em>Ilicium verum </em>Hook.f.<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span><strong> </strong>Chinese Star Anise<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span> ILLICIACEAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่น</span> </strong>โป๊ยกั๊ก<strong></strong></p>
<p><strong></strong><span style="color: #008000;"><strong>1.ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p><strong> </strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 10-15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. <strong>ลำต้น</strong> ตั้งตรง เปลือกไม้สีขาวเทา หยาบเล็กน้อย ต้นแก่จะมีสีเทา รอยแตกไม่เป็นระเบียบ <strong>ใบ </strong>เดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม 3-6 ใบ ยาว 5.5-10.5 ซม. กว้างประมาณ 1.6-4.5 ซม.เป็นวงรีรูปไข่คว่ำ หน้าใบสีเขียวเข้ม ผิวลื่นเป็นมันไม่มีขน หลังใบสีเขียวอ่อน มีขนนุ่มๆอยู่เบาบาง <strong>ดอก</strong> ออกที่ง่ามใบ ก้านดอกยาว 1.5-3 ซม. มีกลีบหุ้มดอก 8-12 กลีบ สีแดงอ่อนหรือสีแดงเข้ม เรียงซ้อนกัน 2-3 วง เป็นดอกผสม มีเกสรเพศผู้ 15-19 อัน เกสรตัวเมีย 8 อัน โตแยกกัน เรียงตัดกันที่จุดเดียว <strong>ผล</strong>ม แยกเป็นแปดกลีบ เมื่อสดมีสีเขียว เมื่อนำไปตากแห้งแล้วมีสีน้ำตาลแดง เส้นผ่าศูนย์กลางผลยาว 3.5 ซม. เมื่อสุกแล้วจะแตกออก <strong>เมล็ด</strong> มีลักษณะกลมรี มีความเงามันสีน้ำตาล</p>
<p><strong></strong><span style="color: #008000;"><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก</strong></span><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>จันทน์แปดกลีบต้องการดินที่ร่วนซุย และมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ ดินที่มีปริมาณฮิวมัสที่เป็นกรด ผิวดินที่บาง หรือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การเจริญเติบโตของจันทน์แปดกลีบจะไม่ดีเท่าที่ควร ผลิตดอกออกผลน้อย ปริมาณและคุณภาพต่ำ</p>
<p>สภาพภูมิอากาศ จันทน์แปดกลีบเป็นพืชเมืองร้อน เป็นต้นไม้ที่ใช้เป็นยาแถบตอนเอเชียใต้ที่มีอากาศร้อน บริเวณที่ราบสูงทางใต้ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 19-23 องศาเซลเซียส จันทน์แปดกลีบชอบอากาศร้อนชื้น โดยทั่วไปในพื้นที่เพาะปลูก ในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำฝน 1,300 มิลลิเมตรขึ้นไป และมีความชื้นสัมพันธ์ 78% ขึ้นไป แม้ว่าปริมาณน้ำฝน ไม่เพียงพอ แต่บริเวณภูเขาที่ปลูกมีต้นไม้หลากพันธุขึ้นหนาทึบ มีอากาศมืดครึ้ม มีเมฆมาก แสงแดดส่องเป็นระยะสั้นๆ ปริมาณน้ำในดินและความชื่อในอากาศสูง ก็เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของจันทน์แปดกลีบ</p>
<p>ต้นอ่อนของจันทน์แปดกลีบต้องการร่มเงาจึงจะเจริญเติบโตได้ดี การได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่จะทำให้ใบเหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนอาจแห้งตายในที่สุด แต่ว่าต้นที่เจริญเติบโตแล้ว กลับต้องการแสงแดดที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่จะผลิตดอกออกผล ต้องการแสงแดดค่อนข้างมากเพื่อทำให้ผลิตดอกออกเป็นผลได้ดี</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">3. พันธุ์</span> </strong></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ : คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่โตเต็มที่ มีความอุดมสมบูรณ์สูง ไม่มีโรคหรือหนอนกัดทำลาย เลือกเก็บที่กลีบผลยังไม่แตกออก ผิวของเมล็ดจะมันเงา และมีความงอกดี</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">4. การปลูก</span> </strong></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : ไถพรวน กำจัดวัชพืช เก็บกรวดหินออก ให้พรวนดินและทำให้ผิวเสมอกัน ใส่ปุ๋ยเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบรูณ์ ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เพาะในถุงเพาะชำ ให้ได้ต้นกล้าอายุ ประมาณ 3 ปี</p>
<p>1. การเพาะกล้า ยกแปลงสูง 20 เซนติเมตรกว้าง 1-1.2 เมตร ความยาวตามความเหมาะสม เว้นระยะห่างระหว่างแปลง30 เซนติเมตรรอบๆ แปลงเพาะให้มีที่ระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมขัง ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเพาะคือ เดือนพฤศจิกายน- ธันวาคม</p>
<p>2. การโรยเมล็ด ให้โรยเป็นแถวๆ ห่างกัน 15-20 เซนติเมตรฝังเมล็ดลึกลงไปประมาณ4 เซนติเมตรแต่ละเมล็ดห่างกันประมาณ 3-4 เซนติเมตรกลบเมล็ดด้วยดินผสมแกลบดำ หนาประมาณ3 เซนติเมตรและคลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางข้าว เพื่อเก็บกักความชื้น</p>
<p>4.3 การปลูก : สามารถทำได้3 วิธี ดังนี้</p>
<p>1 เลือกและปรับปรุงดิน การจะปลูกป่าจันทร์แปดกลีบนั้น ให้เลือกดินที่มีชั้นดินหนา ดินร่วนซุย มีความชื้นมาก ดินที่มีปริมาณฮิวมัสที่เป็นกรด บริเวณที่เหมาะต่อการเพาะปลูก เช่น ที่ราบเนินเขาฝั่งตะวันออก ที่ราบเนินเขาต่ำบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณภูเขาลูกเล็กๆ กลางป่า หรือว่าบริเวณชายเขา บริเวณเนินเขาภาคตะวันตกและภาคตะวันตกเฉียงใต้ แสงแดดค่อนข้างแรง อีกทั้งผิวดินที่ความแห้งแล้งมากไม่เหมาะกับการเพาะปลูก</p>
<p>2 การปรับปรุงที่ดินขึ้นอยู่กับสภาพความลาดเอียงของเนินดินนั้นๆ หากลาดเอียงไม่เกิน 15 องศา สามารถนำมาใช้เพาะปลูกได้ทั้งหมด เนินเขาที่ลาดเอียงตั้งแต่ 15-25 องศา ให้ปลูกเป็นแปลงยาวคล้ายริบบิ้น หากพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 25 องศา ให้ปลูกเป็นแปลงเล็กๆหรือว่าขุดคันร่องให้ลึกเป็นแนวโดยตลอด การปรังปรุงดินและขุดหลุมควรทำก่อนปลูกป่า 6 เดือน ปลูกเพื่อเก็บลูก หลุมขนาด 50&#215;50 เซนติเมตร ลึก40 เซนติเมตรแต่ละต้นห่างกัน 5&#215;5 เมตร เมื่อขุดหลุมแล้วให้กลับหน้าดินด้วย เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในดินและช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตเป็นป่าได้มากขึ้น</p>
<p>3 การลงต้นปลูกเป็นป่า ฤดูการปลูกป่า โดยปกติเริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่หน่ออ่อนเริ่มแตก ป่าที่ปลูกเพื่อเอาผล ใช้ต้นอ่อนที่มีอายุ 2 ปี จะเหมาะสมกว่า ส่วนป่าที่ปลูกเพื่อใช้ใบ ใช้ต้นอ่อนอายุ 3 ปีจะสะดวกกว่า ก่อนนำต้นอ่อนลงปลูก ควรตัดกิ่งก้านและใบทั้งหมดออกประมาณ 3 .ใน 4 ของต้น เพื่อให้สะดวกต่อการปลูก การปลูกป่าจันทน์แปดกลีบที่มีพื้นที่มาก ภาระจะหนัก เพื่อให้อัตราการเจริญเติบโตมีมาก ก่อนปลูกป่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับป่าที่ปลูกเพื่อเก็บผล เลือกต้นอ่อนที่ลำต้นสูง10 เซนติเมตรสำหรับต้นอ่อนที่จะปลูกไว้เก็บใบ ให้เลือกต้นที่สูง130 เซนติเมตรตัดใบออกให้หมด นำโคลนพอกไว้ที่รากและเลือกปลูกในวันที่มีฝน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเข้าฤดูฝนควรดูจากความชื้นของดิน หากดินยังมีความชื้นอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย ช่วงแรกให้ปุ๋ยไนโตรเจนเป็นหลักเพื่อเร่งราก ช่วงหลังให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโปรแตสเซียมเป็นหลักเพื่อให้ต้นอ่อนโตอย่างแข็งแรง</p>
<p>5.3 <strong></strong>การกำจัดวัชพืช<strong> </strong>ขณะที่ต้นอ่อนสูง 3-4 เซนติเมตร ก็ให้กำจัดหญ้าที่อยู่รอบๆ โดยการใช้มือถอน หรือเสียบแซะออก</p>
<p>5.4 โรคและแมลง</p>
<p>โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคเชื้อรา ป้องกันกำจัดโดยเลือกสถานที่เพาะต้นอ่อนและพื้นที่ปลูกป่าที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก การระบายน้ำดี ฤดูฝนต้องทำรางระบายน้ำ อย่างทันเวลา เมล็ดพันธุ์ต้องอบฆ่าเชื้อ เมื่อเกิดอาการแล้วให้ใช้Bordeauxmixture ในอัตราส่วน 1:1:200 รักษา</p>
<p>แมลงศัตรูพืชที่สำคัญ คือ หนอนดอกไม้ทอง ผีเสื้อจันทน์แปดกลีบ ตัวอ่อนแมลง</p>
<p>การป้องกันกำจัด ให้ใช้ triphorfon 90% ผสมน้ำละลาย 500-800 เท่า นำไปฉีดพ่น Dichlorvos concentrates 80% ผสมน้ำละลาย 800-1,000 เท่า หรือMarathon80% ใช้แรงงานคนเก็บและทำลาย หนอนดอกไม้ทองสามารถใช้ผงฆ่าแมลงสีขาวก็ได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span><strong></strong></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : เก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ให้ใช้แรงงานคนขึ้นไปเก็บลูกที่สุกลงมา ปล่อยลูกอ่อนและดอกที่บานไว้ และยังเป็นการรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตในปีถัดๆ ไป ลูกที่ออกช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะให้ปริมาณน้อย จะสุกงอมในเดือนเมษายน ไม่คุ้มค่ากับการเก็บเกี่ยว ปล่อยให้ลูกแก่จัดและร่วงตกจึงเก็บไปขายดีกว่า</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></span><strong></strong></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : เก็บใบเพื่อมาทำน้ำมันหอมระเหย เก็บจากต้นที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป หลังฤดูใบไม้ร่วง ควรกลั่นจากแหล่งเก็บ จะได้น้ำมันมากที่สุด</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา : หลังจากเก็บผลมาแล้วให้นำมาต้มในน้ำเดือด 5-10 นาที ในขณะที่ต้มและคนอยู่นั้น ให้ช้อนขึ้นมาตากผึ่งแดดไว้หรือใช้ถ่านอบให้แห้ง จันทน์แปดกลีบที่ใช้วิธีอบแห้งนั้นจะมีกลิ่นหอมฉุน คุณภาพดีมาก ขั้นตอนการทำน้ำมันหอมระเหยนั้น ปกติใบสด 100 กิโลกรัม ทำน้ำมันระเหยได้ 0.7-0.9</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p><strong> </strong>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong> </span><strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของจันทน์ปดกลีบ ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2432">GAP จันทน์แปดกลีบ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2432</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GAP ชุมเห็ดเทศ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2442</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2442#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Nov 2013 02:57:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2442</guid>
		<description><![CDATA[<p>GAP ชุมเห็ดเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna alata (L.) Roxb ชื่อพ้อง Cassia alata L.,Cassia bracteata L.f, Herpetica alata (L.) Raf. ชื่อสามัญ Ringworm Bush ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE ชื่ออื่น ขี้คาก ลับมืนหลวง หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ชุมเห็ดเทศใหญ่ (ภาคกลาง); ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) 1. ลักษณะของพืช เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นแข็ง ใบประกอบยาว 30-60 เซนติเมตร มีใบย่อย 5-12 คู่ ใบย่อยลักษณะรูปไข่ปลายมน ยาว 5-15 เซนติเมตร กว้าง 5-7 เซนติเมตร ฐานในมนไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง ก้านใบย่อยสั้นมาก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2442">GAP ชุมเห็ดเทศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #339966;">GAP ชุมเห็ดเทศ</span><span id="more-2442"></span></strong><strong></strong></p>
<p style="text-align: left;" align="center"><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <em>Senna alata </em>(L.) Roxb</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อพ้อง</span> </strong> <em>Cassia alata</em> L.,<em>Cassia bracteata</em> L.f, <em>Herpetica alata</em> (L.) Raf.</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่อสามัญ</span> </strong>Ringworm Bush</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span> LEGUMINOSAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่น</span> </strong> ขี้คาก ลับมืนหลวง หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ชุมเห็ดเทศใหญ่ (ภาคกลาง); ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>1. ลักษณะของพืช</strong></span></p>
<p>เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นแข็ง ใบประกอบยาว 30-60 เซนติเมตร มีใบย่อย 5-12 คู่ ใบย่อยลักษณะรูปไข่ปลายมน ยาว 5-15 เซนติเมตร กว้าง 5-7 เซนติเมตร ฐานในมนไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง ก้านใบย่อยสั้นมาก ดอกออกเป็นช่อจากปลายกิ่ง ยาว 15-30 เซนติเมตร ดอกย่อยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ก้านดอกสั้น ใบประดับเป็นแผ่นบางๆ กลีบเลี้ยงสีเขียวปลายแหลมมี 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง ปลายมนมี 5 กลีบ ลายเส้นที่กลีบดอกเห็นได้ชัด เกสรตัวผู้ไม่เท่ากัน เกสรตัวเมียมี 1 อัน ผลเป็นฝักไม่มีขน กว้าง 1.2-1.5 เซนติเมตร ยาว 10-12 เซนติเมตร มีปีก 4 ปีก ตามความยาวของฝัก ฝักแก่สีดำ แตกตามยาวแนวปีกอันหนึ่ง ฝักหนึ่งมีเมล็ด 50-60 เม็ด เมล็ดแบนรูปสามเหลี่ยม ผิวนอกขรุขระสีดำ <strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก</strong></span><strong></strong></p>
<p>- พบกระจายทั่วไปในภูมิภาคที่มีอากาศร้อน และร้อนชื้น</p>
<p>- ขึ้นบนที่ราบลุ่ม จนถึงพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,100 เมตร</p>
<p>- ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย 600-4,300 มิลลิเมตรต่อปี</p>
<p>- อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 15-30 องศาเซลเซียสต่อปี</p>
<p>- เจริญเติบโตได้บนดินทั่วไปเกือบทุกชนิดที่มีความชื้นในดินดี ทนต่อน้ำท่วมขัง</p>
<p>- ชอบขึ้นในที่ที่ชุ่มชื้น ริมน้ำต่างๆ แต่ไม่ทนต่อสภาพแล้งจัด</p>
<p>- เจริญได้ในที่โล่งแจ้ง</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">3. พันธุ์</span><br />
</strong>3.1 การเลือกพันธุ์</p>
<p>1. เลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง</p>
<p>2. เป็นพันธุ์ที่ถูกต้องตรงตามความต้องการของตลาด</p>
<p>3. เลือกเมล็ดและท่อนพันธุ์ ที่ไม่เล็กลีบ ไม่มีเชื้อโรค และแมลงเข้าทำลาย</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อผลิตเชิงการค้า ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>4. การปลูก</strong></span><strong></strong></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : กำจัดวัชพืช และเศษวัสดุ ไถพรวน ตากดินประมาณ 7-15 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก ที่ย่อยสลายดีแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อัตรา 2 ตัน/ไร่ และควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่า 5.5-6.5</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์: โดยใช้เมล็ดหรือกิ่งปักชำ แต่นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด</p>
<p>- การคัดเลือกเมล็ด ใช้เมล็ดที่แก่จัด และฝักควรเก็บก่อนที่ฝักจะแตกอ้า หรือหลุดร่วงลงพื้นดิน</p>
<p>- การแก้การพักตัวของเมล็ด นำเมล็ดพันธุ์มาแช่น้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน หรือแช่น้ำในร้อน 80-100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที จากนั้นคลุกกับทราย อัตรา 1:1-2 และหุ้มด้วยผ้าขาวบาง รดน้ำให้ชุ่ม เก็บในที่ร่ม 1-2 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก:</p>
<p>- การปลูกแบบหยอดหลุมด้วยเมล็ด นำเมล็ดที่ผ่านการกระตุ้นความงอกแล้ว หยอดหลุมละ 5-6 เมล็ด ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว ประมาณ 3&#215;4 เมตร กลบดินหนา 1 เซนติเมตร นำฟางหรือหญ้าแห้งคลุมบางๆ บนหลุมเพื่อช่วยพรางแสง ลดการชะล้างของน้ำ และช่วยควบคุมความชื้นในดินไม่ให้น้ำระเหยเร็ว</p>
<p>- การปลูกแบบย้ายกล้า นำกล้าที่เตรียมไว้อายุประมาณ 30 วัน มีใบจริงประมาณ 5-7 ใบ มาปลูกลงแปลงหลุมละ 1 ต้น กลบดินที่โคนให้แน่น รดน้ำทันที ปักค้ำยันและผูกมัดต้นกล้า เพื่อป้องกันลมพัดโยกหรือต้นเอนล้ม คลุมโคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง</p>
<p>4.4 การตัดแต่งกิ่ง ชุมเห็ดเทศเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน ออกดอกในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว ประมาณเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ และกิ่งจะแห้งเหี่ยวในช่วงหน้าแล้งประมาณเดือนมกราคมเป็นต้นไป เมื่อกิ่งแห้งตาย ควรตัดแต่งกิ่งออก เพื่อให้แตกกิ่งใหม่ โดยเฉพาะการปลูกเพื่อเก็บผลผลิต ควรตัดกิ่งให้อยู่ในระดับเหนือพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร</p>
<p><strong></strong><span style="color: #339966;"><strong>5. การดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>5.1 การให้น้ำ : ระยะแรก ควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง จนกว่ากล้าจะตั้งตัวได้ เมื่ออายุ 2 เดือนไปแล้ว อาจลดการให้น้ำได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความชื้นในดิน</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย : เมื่ออายุ 1-2 เดือน ควรใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 , 30-20-10 เดือนละ 1 ครั้ง อัตรา 30 กรัมต่อต้น และเมื่ออายุ 3 เดือนขึ้นไป ควรใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15, 30-20-10 อัตรา 200-300 กรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ทุก 3 เดือน</p>
<p>- ช่วงการให้ปุ๋ย งดการใส่ปุ๋ยช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่พืชพักตัว โดยใส่ครั้งต่อไป เมื่อทำการตัดแต่งกิ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเข้าฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม</p>
<p>- วิธีการใส่ปุ๋ย ใส่รอบๆ โคนต้นในแนวรัศมีทรงพุ่ม พรวนดินกลบ และให้น้ำทันทีหลังการให้ปุ๋ย</p>
<p>5.3 การกำจัดวัชพืช :</p>
<p><strong>- </strong>คราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกในระหว่างขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูก</p>
<p>- ตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช</p>
<p>- การคลุมดินหลังปลูกจะช่วยรักษาความชื้นของดินและบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า หรือใช้พลาสติกทึบแสงคลุมแปลงปลูก</p>
<p>5.4 โรคและแมลงที่สำคัญ : โรคที่พบมากในชุมเห็ดเทศ ได้แก่ โรคใบจุด ใบเป็นจุดสีน้ำตาลดำ โรคราแป้ง มีผงสีขาวคล้ายผงแป้งเกาะอยู่บนผิวใบ โรคราดำ จะมีคราบสีดำคล้ายเขม่า การป้องกันกำจัด คือ ตัดทำลายส่วนที่เป็นเชื้อโรคโดยวิธีการเผาทำลาย แมลงศัตรูพืชที่พบในชุมเห็ดเทศ ได้แก่ หนอนผีเสื้อกินใบ เพลี้ยอ่อนและไรแดง ซึ่งการป้องกันกำจัดในเบื้องต้นควรตัดส่วนที่เป็นโรคและแมลงเข้าทำลายทิ้งทันที</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>6.การเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : ต้นชุมเห็ดเทศที่มีอายุ 6-7 เดือนจะให้ใบเพสลาดที่มีสารสำคัญสูง การเก็บเกี่ยวจะเก็บในช่วงฤดูฝน ใบจะมีมาก ซึ่งจะเก็บเกี่ยวใบอายุ 3 เดือนขึ้นไป และเก็บได้เรื่อยมาจนถึงฤดูหนาว และใบจะแห้งเหี่ยวในหน้าแล้ง ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ แต่การตัดแต่งกิ่งแห้งทิ้ง และให้น้ำอย่างเหมาะสม ต้นจะแตกกิ่งใหม่ และสามารถให้ผลผลิตใบเพสาดใหม่ได้ใน 2-3 เดือน</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : เลือกเก็บใบที่สมบูรณ์เต็มที่จากใบล่างๆ ก่อน ที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป หรือใบเพสลาด ส่วนใบบนที่อ่อนกว่าเก็บเกี่ยวในเดือนต่อไป และใบที่เก็บจากต้นเดิมควรห่างกันไม่น้อยกว่า 1-2 เดือน ดอกของชุมเห็ดเทศนั้นจะเลือกเก็บเฉพาะดอกที่เจริญเต็มที่ จากนั้นนำส่วนที่เก็บได้มาทำความสะอาด</p>
<p>วิธีเก็บควรใช้กรรไกรตัดทั้งใบประกอบ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และไม่ให้บอบช้ำ และไม่ควรเก็บหลังช่วงดอกบานสะพรั่ง</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว</strong></span><strong></strong></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว : การทำชุมเห็ดเทศแห้ง นำชุมเห็ดเทศทั้งก้านและใบประกอบล้างให้สะอาด และมัดรวมกันเป็นกำห้อยแขวนไว้ให้สะเด็ดน้ำ ผึ่งให้ใบแห้ง แล้วนำใบมาตากแดดหรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศา-เซลเซียส ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปอบที่อุณหภูมิ 40-45 องศาเซลเซียสจนกว่าจะแห้งสนิท</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา : นำชุมเห็ดเทศที่ผ่านการแปรรูปแล้วบรรจุในภาชนะที่สะอาด และปิดฝาให้สนิท ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 ปี เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดลงประมาณ 20%</p>
<p>7.3 การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ : เก็บเมล็ดที่แก่จัด จากฝักที่เก็บก่อนจะแตกอ้า หรือเมล็ดหลุดร่วงลงพื้นดิน เพื่อให้ได้เมล็ดที่สะอาดเก็บไว้ทำพันธุ์ และนำมาคัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ ไม่เล็กลีบ และผึ่งให้แห้งก่อนนำไปเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด และเย็น</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>8. สุขลักษณะและความสะอาด</strong></span></p>
<p>- ควรรักษาแปลงปลูกสมุนไพรให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ</p>
<p>- กำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชซึ่งอาจติดไปกับผลผลิต</p>
<p>- หลังการตัดแต่ง ควรนำเศษพืชไปทิ้งนอกแปลง หรือทำลายเสีย</p>
<p>- หลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เผากำจัดวัสดุเหลือใช้ และกำจัดภาชนะบรรจุให้ถูกวิธี</p>
<p>- เก็บรักษาวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำการเกษตรกรรมให้เรียบร้อยปลอดภัย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>9. การบันทึกข้อมูล</strong> </span><strong></strong></p>
<p>ในการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมของชุมเห็ดเทศ ควรมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบวิธีการผลิตได้โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบคือสารออกฤทธิ์ ดังนั้นการบันทึกข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลิตวัตถุดิบให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและหากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงวิธีการผลิตได้ทันทีรายละเอียดที่ควรบันทึกได้แก่</p>
<p>1. บันทึกขั้นตอนการผลิต เช่น รายละเอียดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งมีผลต่อปริมาณสารสำคัญ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากมีสารพิษตกค้างจะทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</p>
<p>2. บันทึก วันปลูก วันออกดอก วันเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว วิธีการบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน ฯลฯ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงเวลา/อายุ ที่ไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้คุณภาพต่ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขวิธีการผลิตให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐาน</p>
<p>3. บันทึก วัน เดือน ปี และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อใช้ตรวจสอบ และวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา</p>
<div><span style="color: #0000ff;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Satja Prasongsap</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Professional Research Scientist</span></div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Tel: 66-2940-5484 ext. 117</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">Fax: 66-2561-4667</span></div>
<div><span style="color: #0000ff;">E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com"><span style="color: #0000ff;">herbdoa@gmail.com</span></a></span></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2442">GAP ชุมเห็ดเทศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2442</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
