<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชผัก บ-ม</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=34&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Wed, 20 May 2026 08:04:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>ฟักทอง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10571</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10571#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2022 09:36:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10571</guid>
		<description><![CDATA[<p>ฟักทอง พันธุ์ส่วนใหญ่คือ Cucurbita moschata เป็นฟักทองบริโภคผลสด อีกชนิดหนึ่ง C. maxima</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10571">ฟักทอง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ฟักทอง</strong></p>
<p>พันธุ์ส่วนใหญ่คือ<em> Cucurbita moschata</em> เป็นฟักทองบริโภคผลสด อีกชนิดหนึ่ง C. maxima</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10571">ฟักทอง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10571</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บัตเตอร์นัท</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10013</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10013#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Jan 2022 13:45:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10013</guid>
		<description><![CDATA[<p>บัตเตอร์นัท 1. ฟักทองเทศหรือ สควอช (Butternut Squash) Cucurbita moschata ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลือง ผลเรียวยาว เนื้อสีเหลือง น้ำหนักของผลเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5 – 0.9 กิโลกรัม รสชาติหวาน มัน 2. การเตรียมดิน ต้องไถดินตามประมาณ 10 วัน จากนั้น พรวนดินให้ร่วน เรียบและสม่ำเสมอ ไม่มีน้ำท่วมขัง ปลูกโดยการยกร่อง หรือพื้นเรียบ 3. วิธีการปลูก หลังจากเตรียมดิน ทำการขึงเชือก ตีหลุมระยะปลูกประมาณ 1 x1.5 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารเคมี 4. การปักค้าง ใช้ไม้ลวกปักแต่ละหลุม แล้วใช้ปลายค้างเอียงเข้าหากัน หรือปักตรงแต่ละหลุม และขึงตาข่ายมัดติดกับหลักให้เถาเลื้อยขึ้นไป จะสามารถเก็บผลผลิตได้ง่าย 5. การให้น้ำ ระบบรากตื้น ควรให้น้ำสม่ำเสมอด้วย ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เพราะจะทำให้เกิดโรคทางใบได้ง่าย 6. การใส่ปุ๋ย ในขณะเตรียมดิน ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมด้วย และเมื่อมีอายุ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10013">บัตเตอร์นัท</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong>บัตเตอร์นัท</strong></span></p>
<p>1. ฟักทองเทศหรือ สควอช (Butternut Squash) <em>Cucurbita moschata <span id="more-10013"></span></em>ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลือง ผลเรียวยาว เนื้อสีเหลือง น้ำหนักของผลเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5 – 0.9 กิโลกรัม รสชาติหวาน มัน</p>
<p><strong>2. การเตรียมดิน </strong>ต้องไถดินตามประมาณ 10 วัน จากนั้น พรวนดินให้ร่วน เรียบและสม่ำเสมอ ไม่มีน้ำท่วมขัง ปลูกโดยการยกร่อง หรือพื้นเรียบ</p>
<p><strong>3. วิธีการปลูก </strong>หลังจากเตรียมดิน ทำการขึงเชือก ตีหลุมระยะปลูกประมาณ 1 x1.5 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารเคมี</p>
<p><strong>4. การปักค้าง </strong>ใช้ไม้ลวกปักแต่ละหลุม แล้วใช้ปลายค้างเอียงเข้าหากัน หรือปักตรงแต่ละหลุม และขึงตาข่ายมัดติดกับหลักให้เถาเลื้อยขึ้นไป จะสามารถเก็บผลผลิตได้ง่าย</p>
<p><strong>5. การให้น้ำ </strong>ระบบรากตื้น ควรให้น้ำสม่ำเสมอด้วย ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เพราะจะทำให้เกิดโรคทางใบได้ง่าย</p>
<p><strong>6. การใส่ปุ๋ย </strong>ในขณะเตรียมดิน ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมด้วย และเมื่อมีอายุ 10 วัน มีใบประมาณ 2-3 คู่ ก็ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ รดน้ำให้ทั่วถึง จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ทุก 1 เดือน</p>
<p>7. การเก็บเกี่ยว อายุ 70-75 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้</p>
<p>ในปี 2562 เมล็ดพันธุ์สควอช (Cucurbita pepo) เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูง มูลค่า 273.1 ล้านบาท มีพื้นที่ปลูกในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากเดิม 34,375 ไร่ ในปี 2560 เป็น 51,893 ไร่ มาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์สควอชให้มีความงอก 85% และความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ 99%</p>
<p>การทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์สควอชทำการเมล็ดในกระดาษเพาะ (Between paper) ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส 16 ชั่วโมงต่อด้วย 30 องศาเซลเซียส 8 ชั่วโมง ประเมินความงอกครั้งแรกวันที่ 4 และประเมินต้นอ่อนครั้งสุดท้ายที่ 8 วัน การส่งตัวอย่างตรวจเมล็ดอย่างน้อย 200 กรัม หรือ 1,500 เมล็ด</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10013">บัตเตอร์นัท</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10013</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการเสียบยอดผัก grafting</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=9034</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=9034#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2021 06:27:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสมัยใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=9034</guid>
		<description><![CDATA[<p>การขยายพันธุ์พืชผักด้วยการเสียบยอดพันธุ์ดี            การเสียบยอด Grafting เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชแบบไม่ใช้เพศ ด้วยการนำต้นพืชสองชนิดมาเชื่อมต่อกันให้เจริญเป็นต้นเดียวกัน ส่วนของพืชที่เจริญเป็นราก เรียกว่า ต้นตอ (rootstock) และส่วนยอดที่นำมาต่ออยู่บนต้นตอจะเป็นส่วนที่เจริญเป็นกิ่งก้านออกดอกติดผลต่อไป เรียกว่า ยอดพันธุ์ดี (scion) เป็นส่วนของยอดพืชที่มีตามากกว่าหนึ่งตาขึ้นไปมาเชื่อมต่อกับต้นตอ เช่น การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือเทศการเสียบยอดด้วยมะระพันธุ์ดีบนต้นตอฟักทอง การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือยาว ข้อดีของการเสียบยอดพืช 1. การดูดซึมน้ำ และความสามารถในการดูดซึมแร่ธาตุของพืชเพิ่มขึ้น 2. พืชมีความแข็งแรงมากขึ้น 3. ช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อความเครียดจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น น้ำท่วมขัง ความเค็ม และสภาพแวดล้อมหนาวเย็นและร้อน 4. ช่วยทำให้ต้นพืชทนทานต่อโรคที่เกิดจากดิน เช่น bacterial wilt Fusarium wilt และ root knot nematode 5. ลดการใช้ยาฆ่าแมลง 6. ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น 7. ทำให้พืชมีอายุการเจริญเติบโตยาวนานขึ้น อุปกรณ์จำเป็นในการเสียบยอด 1. Net house (โรงเรือนอนุบาลต้นกล้า) ใช้สำหรับต้นกล้าก่อนการต่อกิ่ง และดูแลต้นกล้าพืชที่เสียบยอดแล้วให้แข็งแรง [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9034">เทคนิคการเสียบยอดผัก grafting</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #993300; font-size: large;">การขยายพันธุ์พืชผักด้วยการเสียบยอดพันธุ์ดี </span><span id="more-9034"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>การเสียบยอด <strong>Grafting </strong>เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชแบบไม่ใช้เพศ ด้วยการนำต้นพืชสองชนิดมาเชื่อมต่อกันให้เจริญเป็นต้นเดียวกัน ส่วนของพืชที่เจริญเป็นราก เรียกว่า ต้นตอ (rootstock) และส่วนยอดที่นำมาต่ออยู่บนต้นตอจะเป็นส่วนที่เจริญเป็นกิ่งก้านออกดอกติดผลต่อไป เรียกว่า ยอดพันธุ์ดี (scion) เป็นส่วนของยอดพืชที่มีตามากกว่าหนึ่งตาขึ้นไปมาเชื่อมต่อกับต้นตอ เช่น การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือเทศการเสียบยอดด้วยมะระพันธุ์ดีบนต้นตอฟักทอง การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือยาว</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9056" rel="attachment wp-att-9056"><img class="aligncenter size-full wp-image-9056" title="grafting3" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2021/01/grafting3.jpg" alt="" width="404" height="304" /></a></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ข้อดีของการเสียบยอดพืช</strong></span></p>
<p>1. การดูดซึมน้ำ และความสามารถในการดูดซึมแร่ธาตุของพืชเพิ่มขึ้น<br />
2. พืชมีความแข็งแรงมากขึ้น<br />
3. ช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อความเครียดจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น น้ำท่วมขัง ความเค็ม และสภาพแวดล้อมหนาวเย็นและร้อน<br />
4. ช่วยทำให้ต้นพืชทนทานต่อโรคที่เกิดจากดิน เช่น bacterial wilt Fusarium wilt และ root knot nematode<br />
5. ลดการใช้ยาฆ่าแมลง<br />
6. ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น<br />
7. ทำให้พืชมีอายุการเจริญเติบโตยาวนานขึ้น</p>
<p><strong>อุปกรณ์จำเป็นในการเสียบยอด</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1. Net house (</strong><strong>โรงเรือนอนุบาลต้นกล้า</strong><strong>) </strong>ใช้สำหรับต้นกล้าก่อนการต่อกิ่ง และดูแลต้นกล้าพืชที่เสียบยอดแล้วให้แข็งแรง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9051" rel="attachment wp-att-9051"><img class="aligncenter size-medium wp-image-9051" title="grafting1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2021/01/grafting1-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p>โรงเรือนสร้างด้วยตาข่ายไนลอนขนาด 60 ตาเพื่อป้องกันแมลงที่แพร่เชื้อไวรัสเช่นเพลี้ยอ่อนและแมลงหวี่ขาว ทำประตูสองชั้นช่วยลดโอกาสในการเข้ามาของแมลงศัตรูพืช หากตรวจพบแมลงศัตรูพืชในโรงเรือนควรควบคุมทันที หลังคาของโครงสร้างควรหุ้มด้วยโพลีเอทิลีนโปร่งใสที่ทนต่อรังสียูวีอีกชั้นเพื่อป้องกันการซึมผ่านของฝน อาจจำเป็นต้องมีการเพิ่มความหนาของตาข่ายสำหรับพืชในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากรับมาจากห้องอบเพื่อเสียบยอดเพื่อทำการอนุบาลให้พืชแข็งแรง</p>
<p><strong>2. Grafting chamber</strong> ใช้สำหรับอบต้นกล้าหลังการเสียบยอด</p>
<p style="text-align: left;" align="center">  โรงเรือนออกแบบมาเพื่อรักษาความชื้น และลดความเข้มของแสงเพื่อลดความร้อนสะสม การคลุมด้วยโพลีเอทิลีนช่วยรักษาความชื้นที่ระเหยจากพื้นที่มีน้ำขังอยู่ห้องคลุมด้วยตาข่ายเพื่อลดการซึมผ่านของแสง ตาข่ายคลุมด้านบนช่วยลดการซึมผ่านของแสงและช่วยให้การไหลเวียนของอากาศดีเพื่อลดการสะสมความร้อน</p>
<p style="text-align: center;" align="center"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9052" rel="attachment wp-att-9052"><img class="aligncenter size-medium wp-image-9052" title="grafting2.jpg" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2021/01/grafting2.jpg-300x187.png" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>              โครงสร้างเหมาะสำหรับสภาพอากาศที่เปิดโล่งและแสงแดดจัด การวางที่กำบังภายใต้ร่มเงาธรรมชาติสามารถลดความจำเป็นในการใช้ตาข่ายบังแดดได้ ควรจัดตั้งบนพื้นที่ราบที่มีการยกระดับและไม่ถูกน้ำท่วมถึง การใช้แผ่นโพลีเอทิลีนโปร่งใสและทนต่อรังสียูวีเป็นแผ่นปิดชั้นแรก ทำหน้าที่รักษาระดับความชื้นภายในห้องให้สูงและป้องกันการซึมผ่านของน้ำฝน ตาข่ายบังแดดสองชั้นโดยมีตาข่ายสะท้อนแสงสีเงินเป็นส่วนปิดด้านนอกสุดวางทับบนแผ่นนี้ในระหว่างการดูแลรักษา ห้องเป็นอุโมงค์ขนาด 2.5 x 4.0 ม. สามารถรองรับถาดได้ 30 ถาด (40 x 60 ซม.) โดยแต่ละถาดจะบรรจุต้นไม้ได้ 40 ต้นโดยใช้กระถางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.0 ซม. ดังนั้นความจุของห้องประเภทอุโมงค์คือ 1,200 ต้นกล้า หากจำเป็นสามารถใช้ห้องอบเสียบยอดเพื่อเตรียมต้นกล้าสำหรับเสียบยอดได้ ชั้นตาข่ายที่บังแดดของห้องจะถูกถอดออกเพื่อปลูกต้นกล้าก่อนการต่อกิ่ง ทันทีหลังการต่อกิ่งตาข่ายจะถูกวางเป็นชั้น ๆ เหนือห้องเพื่อช่วยในการรักษา หลังจากนั้นแทนที่จะย้ายพืชกลับเข้าไปในเรือนกระจกเพียงแค่ลอกชั้นตาข่ายที่เหลือ (สีดำ) อยู่บนห้องออกและทำให้พืชแข็งแรงจนกว่าจะพร้อมสำหรับการย้ายปลูก สภาวะที่เหมาะสมภายในห้องเสียบยอด คือ ความเข้มแสงต่ำ (50 µmol m<sup>-1</sup>s<sup>-1</sup>) อุณหภูมิอากาศ 25-32ºC และความชื้นสัมพัทธ์สูง (&gt; 85%)</p>
<p><strong>การเตรียมต้นพันธุ์ </strong><strong>Rootstock และยอดพันธุ์ดี Scion</strong></p>
<p>ต้นตอและกิ่งพันธุ์ต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นใกล้เคียงกันเพื่อการเสียบยอดจะประสบความสำเร็จปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการคัดเลือกต้นตอและกิ่งพันธุ์ 2 ปัจจัย คือ อายุของต้นตอและกิ่งพันธุ์ และอัตราการเจริญเติบโต</p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9040" rel="attachment wp-att-9040"><img class="aligncenter size-large wp-image-9040" title="grafting" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2021/01/grafting-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ตารางการหว่านเมล็ดพันธุ์พืช</strong><strong></strong></p>
<p><strong>ระยะเวลาการงอก</strong><strong></strong></p>
<p>-  มะเขือเทศผลสดส่วนใหญ่งอกใน 2-3 วัน</p>
<p>-  มะเขือยาวไวต่ออุณหภูมิมากกว่า ระยะเวลางอก 3 วัน ที่อุณหภูมิ 28-32 ºC และ 6 วันงอก ที่อุณหภูมิ 21-24 ºC</p>
<p><strong>อัตราการเจริญเติบโต</strong><strong> </strong>ต้นกล้ามะเขือเทศพันธุ์เมล็ดใหญ่โตเร็วกว่ามะเขือยาวและต้นกล้ามะเขือเทศเชอร์รี่ หว่านเมล็ดมะเขือยาว 3 วันก่อนหยอดเมล็ดมะเขือเทศผลใหญ่ มะเขือเทศเชอร์รี่สามารถหว่านได้ในวันเดียวกับมะเขือยาว หากจะทำการต่อกิ่งมะเขือเทศลงบนต้นตอมะเขือเทศให้หว่านเมล็ดของกิ่งพันธุ์และต้นตอในวันเดียวกัน</p>
<p>อัตราการเจริญเติบโตของพืชแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ความหลากหลายของสายพันธุ์ ละติจูด และสภาพอากาศ เป็นต้น ผู้ปลูกทุกรายจึงต้องปรับเปลี่ยนวันหว่านตามเงื่อนไขเฉพาะของตนเอง</p>
<p><strong>การเลี้ยงต้นกล้า : </strong>ต้นกล้า Rootstock : ปลูกในกระถางเดี่ยว (เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 ซม.) ต้นกล้า Scion : เลี้ยงในกระถางเดี่ยวหรือในถาดเพาะกล้า ต้นกล้าอาจได้รับการต่อกิ่งหลังจากพัฒนาใบจริง 2-3 ใบ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นควรอยู่ที่ 1.6–1.8 มม. ที่จุดตัดออก โดยทั่วไปขั้นตอนของการพัฒนานี้ใช้เวลา 14 ถึง 16 วัน</p>
<p><strong>ขั้นตอนการเสียบยอดมะเขือเทศ</strong><strong></strong></p>
<p>รดน้ำ 4 ชั่วโมงก่อนการเสียบยอด<strong> </strong>โดยจะไม่มีการให้น้ำแก่ต้นกล้าที่จะต่อกิ่งในช่วงระยะเวลาการรักษาเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคจากบาดแผล ดังนั้นควรให้น้ำปริมาณมาก 4 ชั่วโมงก่อนการเสียบยอด ไม่ควรรดน้ำก่อนการต่อกิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนในระหว่างการจัดการ การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือยาว การเสียบยอดมะเขือเทศพันธุ์ดีบนต้นตอมะเขือเทศ</p>
<p>ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบความพร้อมของต้นกล้า เมื่อมีใบจริงใบที่ 3 โผล่ออกมาและเส้นผ่านศูนย์กลางของกิ่งพันธุ์ดีและต้นตอกว้างถึง 1.6-1.8 มม. สามารถทำการต่อกิ่งได้</p>
<p>ขั้นตอนที่ 2 การตัดต้นตอ ตัดระหว่างใบเลี้ยงและใบจริงใบที่ 1 ที่มุม 30<sup>o</sup>  โดยเริ่มตัดให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>ขั้นตอนที่ 3 การตัดกิ่งพันธุ์ดี ตัดก้านมะเขือเทศทำมุม 30<sup>o</sup> เหนือใบเลี้ยงหรือใบจริงใบแรกเล็กน้อย</p>
<p>ขั้นตอนที่ 4 การต่อกิ่งพันธุ์ดีและต้นตอเข้าด้วยกัน<br />
1. ใช้มือซ้ายจับกิ่งพันธุ์แล้วดันเข้าไปในหลอด (ประมาณ 0.5 ซม.) ด้วยมือขวา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามุมตัดของหลอดและกิ่งพันธุ์ขนานกัน<br />
2. ค่อยๆจับโคนต้นตอที่อยู่ด้านล่างของรอยตัดด้วยมือซ้าย และถือกิ่งพันธุ์ที่อยู่เหนือหลอดด้วยมือขวาแล้วใส่หลอดลงบนต้นตอ ไม่จำเป็นต้องถอดหลอดออกหลังจากการดูแลรักษา หลอดจะอยู่บนต้นกล้าจนกว่าจะแข็งตัวและแตกออกตามธรรมชาติ และตกลงไปที่พื้น<br />
ขั้นตอนที่ 5 การดูแลรักษา ย้ายต้นกล้าที่เสียบยอดแล้วไปยังห้องเสียบยอดทันที อุณหภูมิที่แนะนำคือ 25-30 ºC เก็บชั้นน้ำตื้นไว้ในซับพื้น โพลีเอทิลีนและปิดประตูไว้เพื่อรักษาความชื้นสูง (ความชื้นสัมพัทธ์&gt; 85%) วางถาดเพาะกล้าบนอิฐเพื่อรองรับต้นไม้เหนือแนวน้ำ ต้นกล้าที่เสียบยอดอาจเหี่ยวในระยะแรก แต่จะตั้งตรงภายใน 3 วัน ระยะเวลาการรักษา 4-5 วัน (มะเขือเทศและมะเขือเทศเชื่อมติดกัน) 6-7 วัน (มะเขือเทศและมะเขือยาวเชื่อมติดกัน)</p>
<p>ขั้นตอนที่ 6 การปรับสภาพและทำให้ต้นแข็งแรง ลอกชั้นบนสุด (สีเงิน) ของวัสดุตาข่ายบังแดดออก ระบายน้ำออกจากถาดรองพื้น เปิดประตูที่หุ้มด้วยพลาสติกของห้องต่อกิ่ง แต่ปิดฝามุ้งลวดไว้เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลง ทำแบบนี้เป็นเวลา 2-3 วันหลังจากนั้นให้ย้ายต้นกล้าที่เสียบยอดออกจากห้องแล้วย้ายไปที่โรงเรือนอนุบาลกล้า net house</p>
<p>ขั้นตอนที่ 7 การจัดการต้นกล้าที่เสียบยอด<br />
1. การให้ปุ๋ยไนโตรเจน ประมาณ 9 วันหลังการต่อกิ่งให้ใช้สารละลายยูเรีย 0.3 ถึง 0.4% หรือ 1 กรัมต่อลิตรของ BASF ทางใบ Nitrophoska (20N-19P2O5-19K2O) หรือเทียบเท่ากับปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ใกล้เคียงกัน เก็บพืชไว้ใน screenhouse 7-8 วัน เพื่อการพัฒนาและการแข็งแรงของพืชต่อไป<br />
2. การกำจัดแขนงยอดอ่อน  แขนงยอดอ่อนมักเกิดจากแกนใบเลี้ยงหลังการต่อกิ่งและเห็นได้ชัด 6-8 วัน หลังการปลูกเสียบยอด ควรเอาแขนงยอดเหล่านี้ออกทันทีที่โผล่ออกมา</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">การทำต้นตอมะเขือพวง</span></strong></p>
<p><strong>ความสำคัญของการเสียบยอดมะเขือชนิดต่างๆ</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>การปลูกพืชในพื้นที่เดิมเป็นระยะเวลานานเป็นปัญหาสำคัญซึ่งนำมาสู่การเกิดโรคระบาดที่มาจากดิน เช่น โรคเหี่ยว เป็นต้น เมื่อทำการเสียบยอดมะเขือ พบว่า การเสียบยอดช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มาจากดินได้ ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำและอาหารของพืชให้ดีขึ้น ช่วยให้พืชทนทานต่อความเครียดจากปัจจัยทางกายภาพ และช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืช</p>
<p><strong>ต้นกล้าที่ใช้สำหรับเป็นต้นตอ</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>มะเขือพวง (<em>Solanum torvum</em> Swartz) เป็นพืชที่นิยมนำใช้เป็นต้นตอในการเสียบยอด แต่ปัญหาหลักของมะเขือพวง คือ มีอัตราการงอกต่ำ สาร GA3 เป็นสาควบคุมการเจริญเติบโตที่สามารถเพิ่มอัตราการงอกและพลังการงอกของเมล็ด โดยการใช้สาร GA3 ปริมาณ 0.5 มก./มล. ช่วยเพิ่มการงอกของเมล็ดมะเขือพวงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยปกติควรเพาะเมล็ดต้นตอให้เร็วกว่าการปลูกกิ่งพันธุ์ดีประมาณ 35-40 วัน</p>
<p><strong>การเสียบยอด</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>ตัดกิ่งต้นมะเขือพวงที่คัดเลือกไว้ แล้วผ่ากลางลำต้น สำหรับนำยอดกิ่งพันธุ์ดี (Scion) มาเสียบ โดยตัดยอดกิ่งพันธุ์ดีเป็นปากฉลาม โดยให้มีใบเหลือประมาณ 2-3 ใบและเสียบเข้าตรงรอยตัดบนต้นตอ และใช้ที่หนีบสำหรับเสียบยอดหรือหลอดพลาสติกใส หลังจากทำการเสียบยอด 1-3 วัน ควรนำต้นกล้าเสียบยอดไปไว้ในสถานที่ปิดด้วยแผ่นฟิล์ม ไม่มีไฟ และมีความชื้นมากกว่า 95% อุณหภูมิระหว่างวัน 25-28 ºC และในตอนกลางคืน 22-25 ºC  วันที่ 4-6  ให้ไฟอ่อนและระบายอากาศเป็นครั้งคราว ความชื้น 85-90% ฉีดน้ำตอนเที่ยงและรอให้แผลแห้งสนิท</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">การเสียบยอดพืชตระกูลแตง</span></strong></p>
<p><strong>ความสำคัญของการเสียบยอดพืชตระกูลแตง</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>การเสียบยอดช่วยเพิ่มความต้านทานของโรคที่เกิดในดิน เช่น โรคเหี่ยว โรคใบไหม้ และไส้เดือนฝอยรากปม ช่วยส่งเสริมการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ เพิ่มความแข็งแรงในการเจริญเติบโต ผลการวิจัยพบว่าปริมาณ xylem sap และการสะสมน้ำหนักแห้งของเมล่อนที่เสียบยอดมีมากกว่าที่ราก ช่วยเพิ่มความทนทานต่อความเครียดของพืช เพิ่มความทนทานต่ออุณหภูมิต่ำหรือสูง ความแห้งแล้งและความเค็ม</p>
<p><strong>การเสียบยอด : </strong>Peg grafting  Cleft grafting (การเสียบยอดแบบเสียบลิ่ม)  Tongue approach (การเสียบยอดแบบเข้าลิ้น) Root-pruning grafting (การตัดราก)</p>
<p><strong>ความแตกต่างระหว่าง </strong><strong>peg grafting กับ root-pruning grafting</strong></p>
<p>1. root-pruning grafting ใช้แรงงานน้อย มีประสิทธิภาพมากกว่า peg grafting<br />
2. อัตราการรอดสูง : root-pruning grafting  มีอัตราการรอดประมาณ 95%</p>
<p><strong>ขั้นตอนการเสียบยอด</strong><strong></strong></p>
<p>1. เพาะเมล็ดกล้าสำหรับเป็นต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี<br />
2. จุ่มต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีในน้ำร้อน อุณหภูมิ 50-55 ºC เป็นเวลา 20 นาที แล้วต่อด้วยน้ำอุณหภูมิ 30 ºC เป็นเวลา 6-24 ชั่วโมง โดยปกติควรเพาะกล้าต้นตอให้เร็วกว่าต้นพันธุ์ดี 4-5 วัน<br />
3. จากนั้นเพาะเมล็ดที่ใช้เป็นยอดพันธุ์ดีในดินที่มีปุ๋ย ควรฆ่าเชื้อในดินด้วยยาป้องกันกำจัดโรคพืช</p>
<p><strong>การควบคุมอุณหภูมิขณะปลูกต้นตอและต้นพันธุ์ดี<br />
</strong>- อุณหภูมิก่อนงอก : 28-30 ºC ในเวลากลางวัน และ 20-22 ºC ในตอนกลางคืน<br />
- อุณหภูมิหลังงอก : ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 30 ºC ในเวลากลางวัน และอุณหภูมิ 20 ºC ในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันไม่ให้ใบเลี้ยงบิดงอ<br />
<strong>อายุต้นกล้าที่เหมาะสมสำหรับการเสียบยอด</strong><br />
- ต้นตอ : พื้นที่ใบจริงใบแรก น้อยกว่า 2 × 2 ซม.<br />
- ต้นพันธุ์ดี : ใบเลี้ยงไม่หงิกงอหรือยังคงปิดอยู่<br />
หนึ่งวันก่อนการเสียบยอด ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีควรต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีควรได้รับการฆ่าเชื้อด้วยยาป้องกันกำจัดโรคพืช</p>
<p>4. ตัดปลายยอดต้นตอ<br />
5. นำเหล็กปลายแบนหรือไม้จิ้มฟันเสียบเข้าไปกลางยอด<br />
หมายเหตุ : การเสียบยอดควรอยู่ในห้องเย็นและไม่มีแสงแดดจ้า ระวังอย่าทำลายผิวของต้นตอเมื่อทำการเจาะรูบนต้นตอ<br />
6. ตัดกิ่งพันธุ์ดีเฉียง 45<sup>o  </sup>ของมีด และความยาวก้านควรตัดอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซม.<br />
7. หลังการเสียบยอด 2 วันแรก ควรนำต้นกล้าเสียบยอดไปไว้ในสถานที่ปิดด้วยแผ่นฟิล์ม ควบคุมความชื้นให้มากกว่า 95% ควบคุมไม่ให้มีแสง และควบคุมอุณหภูมิระหว่างวันให้อยู่ที่ 28 ºC และในเวลากลางคืน 25 ºC 3-6 วันหลังเสียบยอด ให้ไฟอ่อนและระบายอากาศเป็นครั้งคราว หลังจาก 1 สัปดาห์ นำที่พรางแสงออกในตอนเช้า และตอนเย็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9034">เทคนิคการเสียบยอดผัก grafting</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=9034</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เผือก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5324</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5324#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 May 2016 06:44:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5324</guid>
		<description><![CDATA[<p>เผือก (Taro) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Colocacia esculenta (L.) Schott. ชื่อวงศ์ : Araceae ชื่ออื่นๆ : ลกกะเซีย (lok-ka-sia) ยัวเทีย (yautia) แทนเนีย (tannia) แหล่งกำเนิดของเผือกมาจากอินเดียโดยเพาะปลูกกันมาตั้งแต่ราว 9,000 ปีมาแล้ว และจากอินเดีย เผือกแพร่กระจายออกไปทางตะวันออกสู่จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิก และทางตะวันตกสู่ทวีปแอฟริกา ประชาชนชาวเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยเฉพาะชาวโพลินิเซีย ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของเกาะฮาวายเป็นพวกที่บริโภคเผือกมากที่สุดในโลก โดยจะบริโภคเผือกเป็นอาหารหลักแทนข้าว ปัจจุบันเผือกเป็นพืชหัวเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยส่งออกทั้งในรูปหัวเผือก ก้านเผือก และใบเผือก ประเทศไทยส่งออกหัวเผือกมูลค่ากว่า 69.8 ล้านบาท ตลาดต่างประเทศที่สำคัญมีเวียตนาม จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกเผือกประมาณ 41,394 ไร่ ผลผลิตประมาณ 102,126 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2.1 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5324">เผือก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>เผือก (Taro)</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์ :</span> <em> Colocacia esculenta</em> (L.) Schott.<span id="more-5324"></span></p>
<p><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์ : </span> Araceae</p>
<p><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ :</span> ลกกะเซีย (lok-ka-sia) ยัวเทีย (yautia) แทนเนีย (tannia)</p>
<p>แหล่งกำเนิดของเผือกมาจากอินเดียโดยเพาะปลูกกันมาตั้งแต่ราว 9,000 ปีมาแล้ว และจากอินเดีย เผือกแพร่กระจายออกไปทางตะวันออกสู่จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิก และทางตะวันตกสู่ทวีปแอฟริกา ประชาชนชาวเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยเฉพาะชาวโพลินิเซีย ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของเกาะฮาวายเป็นพวกที่บริโภคเผือกมากที่สุดในโลก โดยจะบริโภคเผือกเป็นอาหารหลักแทนข้าว</p>
<p>ปัจจุบันเผือกเป็นพืชหัวเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยส่งออกทั้งในรูปหัวเผือก ก้านเผือก และใบเผือก ประเทศไทยส่งออกหัวเผือกมูลค่ากว่า 69.8 ล้านบาท ตลาดต่างประเทศที่สำคัญมีเวียตนาม จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกเผือกประมาณ 41,394 ไร่ ผลผลิตประมาณ 102,126 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2.1 ตันต่อไร่</p>
<p>แหล่งปลูกเผือกที่สำคัญในประเทศไทยได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และชุมพร</p>
<p>ปัจจุบันมีเผือก 200 พันธุ์อยู่ในประเทศไทย เผือกเป็นพืชมีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลำต้นใต้ดินเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็กๆ ล้อมรอบ หัวมีขนาด และรูปร่างแตกต่างกันออกไป ต้นสูง 0.4-2 เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจมีขนาดสีต่างๆ กัน ใบเกิดจากใต้ดิน ดอกประกอบด้วย 2-5 ช่อดอกอยู่ในก้านใบ ช่อดอกมีก้านยาว 15-30 เซนติเมตร ดอกทยอยบาน มักจะไม่พบดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้หนึ่งดอกมีก้านเกสรตัวผู้ 2-3 อัน ผลมีสีเขียวเปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด เผือกที่ปลูกในฮาวาย นิวกินี และโดมินิกัน สามารถติดเมล็ดได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>พันธ์ุเผือก</strong></span></p>
<p>1.พันธุ์พื้นเมือง</p>
<p>2.พันธุ์พิจิตร 1 มีกลิ่นหอม เนื้อมีสีขาวปนม่วง</p>
<p>3. พันธุ์ พจ.011 (Sree Rasmi) ให้ผลผลิต 6.8 ตันต่อไร่</p>
<p>4. พันธุ์พจ.02 (ก้านแดงพิจิตร) ให้ผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่</p>
<p>5. พันธุ์ THA 022 เนื้อมีสีเหลือง เนื้อเหนียวละเอียดเหมาะสำหรับทำขนม แต่มีหน่อข้างเยอะ<br />
6.ผือกหอม เป็นเผือกชนิดหัวใหญ่ เนื้อสีขาวอมม่วงอ่อน อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 7-8 เดือน น้ำหนักหัวประมาณ 2-3 กิโลกรัม กาบใบใหญ่สีขาว เมื่อต้มสุกแล้วมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การปลูกและดูแลรักษา</strong></span></p>
<p>การนำหัวเผือกที่มีขนาดเล็กๆ เท่าหัวแม่มือ ใช้ระยะปลูกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร คลุมด้วยฟาง รดน้ำ อายุเผือกที่ปลูกด้วยกล้าประมาณ 30 วัน หรืองอกมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ทุกเดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่  พันธุ์ที่ลูกห่างต้นจะดูแลรักษาง่ายกว่า พันธุ์ที่ลูกถี่ ถ้าปล่อยไว้นานแก่มากๆ จะเป็นเส้นที่หัว การให้ได้สมบูรณ์แข็งแรง ใช้น้ำขี้หมูรดจะทำให้เพิ่มผลผลิต การที่เผือกลำต้นแตกและมีรูปทรงที่ผิดปกติเรียกว่า เผือกแตกง่าม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=10101" rel="attachment wp-att-10101"><img class="aligncenter size-medium wp-image-10101" title="เผือก" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/เผือก-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a>ศัตรูเผือก</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">แมลงศัตรูเผือก</span></p>
<p>1. หนอนกระทู้ผัก หนอนระยะแรกเข้าทำลายเป็นกลุ่ม ในระยะต่อมาจะทำลายรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่ สามารถกัดกินใบ การเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ และมักแพร่ระบาดได้รวดเร็วตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. ใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ของหนอนกระทู้ผัก<br />
ข. ใช้วิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย<br />
ค. ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 60–80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 3-5 วัน เมื่อพบการระบาด หากมีการระบาดรุนแรงให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง หลังจากนั้นพ่นทุก 5 วัน จนกระทั่งหนอนลดปริมาณการระบาด<br />
ง. ใช้นิวเคลียร์โพลีฮีโดรซีสไวรัส หรือ เอ็นพีวีหนอนกระทู้ผัก อัตรา 40-50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ควรพ่นเมื่อหนอนมีขนาดเล็กจะให้ผลในการควบคุมได้รวดเร็วกรณีหนอนระบาดรุนแรงพ่นอัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ติดต่อกัน 2 ครั้ง ทุก 4 วัน<br />
จ. ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ เช่น คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบการระบาด</p>
<p>2. ไรแดง ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบหรือด้านบนใบ แต่ในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง ประชากรของไรหนาแน่น อาจพบการทำลายของไรที่บริเวณหลังใบ ทำให้ใบมีสีเขียวจางลง เนื่องจากสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากมีการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบร่วงในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. หมั่นสำรวจใบส้มทุกสัปดาห์ในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคม – พฤษภาคม และในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม<br />
ข. เมื่อพบไรแดงแอฟริกันเริ่มลงทำลายให้ทำการป้องกันกำจัด โดยการให้น้ำติดต่อกันหลายๆ ครั้ง<br />
ค. หากมีการระบาดรุนแรง โดยสามารถสังเกตเห็นใบเริ่มมีสีเขียวจางลง และเมื่อใช้แว่นขยายส่องดู พบตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดทำลายอยู่ทั่วไปบนใบ ให้ทำการป้องกันกำจัดด้วยสารฆ่าไรชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ สารโพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โบรโมโพรไพเลต 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p><span style="color: #008000;">โรคศัตรูเผือก</span></p>
<p>1.โรคใบไหม้ หรือใบจุดตาเสือ (เชื้อรา <em>Phytophthora colocasiae</em>) อาการบนใบ พบจุดสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ขนาดเล็ก ต่อมาจะขยายใหญ่ มีลักษณะเป็นวงซ้อนกันคล้ายดวงตา ในช่วงเช้าหรือเมื่ออากาศยังมีความชื้น จะพบหยดสีส้มบริเวณแผล หากโรครุนแรงแผลจะขยายติดกัน ทำให้ใบไหม้ ต่อมาใบจะเหี่ยวม้วนพับเข้า ใบแห้ง หรือใบอาจเน่า หากอากาศมีความชื้นหรือมีฝนพรำ อาการบนก้านใบ พบจุดสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ขนาดเล็ก ต่อมาจะขยายใหญ่ลักษณะยาวรี สีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม ทำให้ก้านใบช้ำ ใบเหี่ยว ก้านหักพับได้ง่าย ในแปลงที่เป็นโรครุนแรง เผือกจะมีจำนวนใบเหลือน้อย ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต และเชื้อสาเหตุโรค อาจเข้าทำลายหัวเผือก ทำให้หัวเผือกเน่า</p>
<div>การป้องกันกำจัดโรค<br />
ก. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีทาบอกแซม 10.4% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งต้น ทั้งบริเวณใบและก้านใบ ทุก 5-7 วัน<br />
ข. แปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และควรหลีกเลี่ยงไม่ปลูกเผือกซ้ำ ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</div>
<p>ในฤดูถัดไป<br />
A. หลีกเลี่ยงการปลูกเผือกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน<br />
B. ไถพรวนดินและใส่ปูนขาว ตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก<br />
C. ในแหล่งที่พบการระบาดของโรค ควรใช้พันธุ์ต้านทานหรือทนทานต่อโรค เช่น พันธุ์ พจ.6<br />
D. ใช้ส่วนขยายพันธุ์จากแหล่งที่ไม่พบการระบาดของโรค<br />
E. ควรจัดระยะปลูกเผือกให้เหมาะสม ไม่ควรปลูกชิดกันเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค</p>
<p><span style="color: #339966;">การเก็บเกี่ยว </span></p>
<p>เก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือน  ผลผลิตเผือกต่อไร่ 1,400-1,200 กิโลกรัม ราคาเผือกเฉลี่ย 20-30 บาท/กิโลกรัม</p>
<p>แบ่งเกรดที่ขายกันในท้องตลาด</p>
<p>1. จัมโบ้ น้ำหนักมากกว่า 850 กรัม จะเขียนที่ถุง O</p>
<p>2. ใหญ่ น้ำหนัก 650-850 กรัม</p>
<p>3.กลาง น้ำหนัก 450-650 กรัม จะเขียนที่ถุง x</p>
<p>4.ป๊อใหญ่ น้ำหนัก 250-450 กรัม  จะเขียนที่ถุง ปย</p>
<p>5.ป๊อเล็ก น้ำหนัก 100-250 กรัม จะเขียนที่ถุง ปล</p>
<p>6.ปาด น้ำหนัก 50-100 กรัม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">เกณฑ์การคัดเลือกพันธ์ุดังนี้ </span></strong></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td>ก. ทรงต้น (growth form) เตี้ยกว่า 100 เซนติเมตร</td>
<td>ข. อายุเก็บเกี่ยวต่ำกว่า 6 เดือน</td>
</tr>
<tr>
<td>ค. น้ำหนักหัวต่อต้นมากกว่า 500 กรัม</td>
<td>ง. จำนวนหน่อต่อต้นน้อยกว่า 15 หน่อ</td>
</tr>
<tr>
<td>จ. เปอร์เซ็นต์แป้งสูง</td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ฉ. ประเมินความรุนแรงของโรคใบไหม้</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td>1) พื้นที่ใบเป็นโรค 0 % (HR = Highly resistant)</td>
<td>2) พื้นที่ใบเป็นโรค 1-5 % (R = Resistant)</td>
</tr>
<tr>
<td>3) พื้นที่ใบเป็นโรค 6-25 % (MR = Moderately resistant)</td>
<td>4) พื้นที่ใบเป็นโรค 26-50 % (Moderately susceptible)</td>
</tr>
<tr>
<td>5) พื้นที่ใบเป็นโรค 51-75 % (S = Susceptible)</td>
<td>6) พื้นที่ใบเป็นโรค 76-100 % (HS = Highly susceptible)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p style="text-align: right;">Satja Prasongsap (Research Scientist)</p>
<p style="text-align: right;">Horticulture Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5324">เผือก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5324</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารพริก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4802</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4802#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2015 08:21:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[พริก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4802</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารพริก พริกเป็นเครื่องเทศที่มีเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนไทย มีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในทางเศรษฐกิจ พริกเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วไป ในทุกภาคของประเทศไทย เป็นได้ทั้งพืชหลัก และพืชเสริมรายได้ สำหรับเกษตรกร เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับผู้รวบรวมผลผลิต เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปทั้งอาหาร และยา สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่นำรายได้จากการส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่งออกไปยังต่างประเทศ ในทางสังคม ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัว และขนาดกลางในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับจังหวัด ในแง่วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เนื่องจากอาหารไทยแทบทุกชนิดจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงพริกเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนจะต้องรู้จัก พริกในประเทศไทย หากมองในแง่ของพืชผัก พริกมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ และหากมองในแง่ของเครื่องเทศที่สามารถปลูกเป็นการค้ายิ่งมีปริมาณพื้นที่ปลูกมากกว่าหลายเท่า เมื่อเปรียบเทียบกัน พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ในแต่ละปี จากพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด 150 ล้าน ไร่ และพื้นที่ปลูกผักทั้งหมด 1.3 ล้านไร่ ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ลดลงจากปี 2555 ราว 76,600 ไร่ หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ จุดเด่นที่สำคัญของพริกในประเทศไทยที่นอกเหนือจากความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์แล้ว พริกของไทยยังมีคุณลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกของแหล่งอื่นๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4802">บทสรุปผู้บริหารพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารพริก </strong></p>
<p>พริกเป็นเครื่องเทศที่มีเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนไทย มีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในทางเศรษฐกิจ พริกเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วไป ในทุกภาคของประเทศไทย<span id="more-4802"></span> เป็นได้ทั้งพืชหลัก และพืชเสริมรายได้ สำหรับเกษตรกร เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับผู้รวบรวมผลผลิต เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปทั้งอาหาร และยา สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่นำรายได้จากการส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่งออกไปยังต่างประเทศ ในทางสังคม ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัว และขนาดกลางในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับจังหวัด ในแง่วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เนื่องจากอาหารไทยแทบทุกชนิดจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงพริกเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนจะต้องรู้จัก</p>
<p>พริกในประเทศไทย หากมองในแง่ของพืชผัก พริกมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ และหากมองในแง่ของเครื่องเทศที่สามารถปลูกเป็นการค้ายิ่งมีปริมาณพื้นที่ปลูกมากกว่าหลายเท่า เมื่อเปรียบเทียบกัน พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ในแต่ละปี จากพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด 150 ล้าน ไร่ และพื้นที่ปลูกผักทั้งหมด 1.3 ล้านไร่ ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ลดลงจากปี 2555 ราว 76,600 ไร่ หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ จุดเด่นที่สำคัญของพริกในประเทศไทยที่นอกเหนือจากความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์แล้ว พริกของไทยยังมีคุณลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกของแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพที่ดี สีสันสดใส รสชาติที่กลมกล่อม กลิ่นหอมที่ไม่ปรากฏในพริกของชาติใดๆในโลก การใช้ประโยชน์ของพริก</p>
<p>พริกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พริกหวาน สามารถนำไปใช้ในรูปของผักสด พริก พริกขี้หนูผลใหญ่ พริกขี้หนูผลเล็ก สามาถนำไปใช้ตั้งแต่กินผลสด นำไปตากแห้งเป็นพริกแห้ง นำพริกแห้งไปบดเป็นพริกป่น เป็นส่วนผสมในพริกแกง น้ำจิ้ม ฯลฯ แปรรูป เป็นซอสพริก อาหารเสริม ใช้พริกผลสด ผลแห้งไปสกัดเป็นส่วนผสมทางยา อาหารเสริม ตลอดจนนำต้นที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงานไปปลูกเป็นไม้ประดับ</p>
<p>ในการกำหนดนโยบายด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพืช มักจะมีพริกรวมอยู่ด้วยแทบทุกครั้งเนื่องจากความสำคัญหลายด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตามในแง่การพัฒนาส่งเสริมการผลิตพริก เพื่อให้บรรลุถึงความต้องการที่หลายหลายของผู้เกี่ยวข้อง สำหรับพืชสำคัญนี้มีความซับซ้อนในหลายแง่มุม และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา โดยเป้าหมายหลักที่ต้องการในการผลิตพริกในประเทศไทย คือทำอย่างไร พริกของประเทศไทยจึงจะเป็นพริกที่มีตรงกับความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายของการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งลักษณะของพริก และปริมาณ พริกที่ผลิตได้มีความปลอดภัย โดยมีมาตรฐานสากลเป็นเกณฑ์สำหรับเปรียบเทียบ และเนื่องจากสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งช่วงเวลา ความเปลี่ยนแปลงของความนิยม พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป และเงื่อนไขทางการค้า ที่มีข้อจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นแนวทางในการดำเนินงานสู่เป้าหมาที่ตั้งไว้</p>
<p><strong>สถานการณ์พริก ปี 2550-255</strong><strong>6</strong></p>
<p><strong>1. สถานการณ์ โลก </strong><strong></strong></p>
<p>ในปี 2550 มีการผลิตพริกทั่วโลก ประมาณ 20 ล้านตัน เป็นผลผลิตทั้งพริกผลสดเขียว และพริกแดง ประเทศ ที่ผลิตพริกมากที่สุดในโลกคือ จีน ผลผลิตได้ 14,026,272 ตัน รองลงมาคือ เม็กซิโก ตุรกี อินโดนีเซีย และสเปน มีปริมาณผลผลิตรวมทั้ง 5 ประเทศ 19,864,214 ตัน ในจำนวนนี้เป็นพริกแดงที่มีการผลิตและใช้บริโภคกันมากในแถบเอเซีย มีผลผลิตทั่วโลก 7 ล้านตัน บนพื้นที่ 1.5 ล้านเฮกตาร์ทั่วโลก ผู้ผลิตพริกแดงรายใหญ่ที่สุดในโลกคือประเทศอินเดีย ซึ่งในแต่ละปีอินเดียผลิตพริกแดงได้ประมาณ 1.1 รองลงมาคือจีน เอธิโอเปีย พม่า เม็กซิโก เวียดนาม เปรู ปากีสถาน กานา และบังคลาเทศ ซึ่งทุกประเทศดังกล่าวข้างต้นรวมกันถือเป็น 85% ของผู้ผลิตพริกแดงในโลก ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 65 ของโลกในการผลิตพริก สำหรับการใช้พริก ประเทศที่มีการใช้พริกแดงมากที่สุดในโลกคือ อินเดีย รองลงมาคือ จีน และปากีสถาน ส่วนประเทศไทยเป็นผู้บริโภคอันดับ 5 ของโลก โดยปริมาณการผลิตพริกทั่วโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2547 ถึง ปัจจุบัน</p>
<p><strong>2. สถานการณ์ของไทย</strong><strong></strong></p>
<p><strong>สถานการณ์การผลิต</strong><strong></strong></p>
<p>ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ผลผลิต 332,888 ตัน พื้นที่ปลูกมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 128,932 ไร่ ( 37 %) ผลผลิต 117,150 ตัน ภาคเหนือ 124,011 ไร่ ( 35.6 %) ผลผลิต 84,370 ตัน ภาคกลาง 47,969 ไร่ (13.77 %) ผลผลิต 95,238 ตัน ภาคใต้ 47,541 ไร่ ผลผลิต 35,652 ตัน พริกที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทั้งหมดเป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ ได้แก่ พริกหัวเรือ ยอดสน ตุ้ม ห้วยสีทน ช่อไสว มีทั้งแบบที่ปลูกเป็นพืชหลัก และพืชที่ปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าว ขณะที่พริกที่ปลูกในภาคเหนือมักเป็นพริกใหญ่ พริกหวาน พริกหยวก พริกหนุ่ม และพริกทำซอสพริก ซึ่งมักจะปลูกในช่วงฤดูหนาว ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกกลุ่มนี้ และเป็นช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ส่วนภาคกลางและภาคตะวันตก ที่ส่วนใหญ่มีระบบชลประทานรองรับ จะปลูกทั้งพริกขี้หนูผลใหญ่ พริกใหญ่ และพริกขี้หนูผลเล็ก เช่น พริกจินดา พริกเหลือง พริกขี้หนูหอม และพริกกะเหรี่ยง พริกที่ประเทศไทยไทยผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ในบางฤดูกาลหรือบางปี ผลผลิตขาดแคลน ต้องมีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีอายุสั้นประมาณ 3-5 เดือน ทำให้เกษตรกร พื้นที่ปลูกพริกในอดีตจนถึงปัจจุบันมีทั้งพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกฉียงเหนือ และภาคใต้) และพื้นที่ในเขตชลประทาน (ภาคกลาง) สำหรับพื้นที่ปลูกในเขตชลประทานมักปลูกพริกเป็นพืชหลัก ปริมาณผลผลิตจึงสามารถคาดเดาได้ในแต่ละปี พื้นที่ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตพริกคือพื้นที่ในเขตที่ต้องพึ่งน้ำฝนธรรมชาติ ทำให้การตัดสินใจในการปลูกพริกหรือปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆทำได้ง่าย ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นราคาผลผลิตในปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศที่เอื่ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตในปีนั้น การส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากนายทุน การประกันราคาผลผลิต แนวโน้มของราคาผลผลิตของพืชผลชนิดอื่นๆในช่วงเดียวกันรวมถึงความยาก ง่ายในการผลิตพืชเหล่านั้นเมื่อเทียบกับการปลูกพริก</p>
<p><strong>ตารางที่</strong><strong> 1: </strong>พื้นที่ปลูกพริก (ไร่) ปี 2552-2556<strong> </strong></p>
<div align="center">
<table style="width: 558px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="73">ปี</td>
<td valign="top" width="108">พริกขี้หนูผลใหญ่</td>
<td valign="top" width="113">พริกขี้หนูผลเล็ก</td>
<td valign="top" width="88">พริกใหญ่</td>
<td valign="top" width="88">พริกยักษ์</td>
<td valign="top" width="87">พริกหยวก</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2552</td>
<td valign="top" width="108">115,143</td>
<td valign="top" width="113">169,141</td>
<td valign="top" width="88">24,269</td>
<td valign="top" width="88">1,736</td>
<td valign="top" width="87">6,637</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2553</td>
<td valign="top" width="108">108,558</td>
<td valign="top" width="113">149,134</td>
<td valign="top" width="88">3,102</td>
<td valign="top" width="88">1,600</td>
<td valign="top" width="87">5,829</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2554</td>
<td valign="top" width="108">333,994</td>
<td valign="top" width="113">171,075</td>
<td valign="top" width="88">31,614</td>
<td valign="top" width="88">530</td>
<td valign="top" width="87">3,968</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2555</td>
<td valign="top" width="108">113,450</td>
<td valign="top" width="113">156,908</td>
<td valign="top" width="88">23,430</td>
<td valign="top" width="88">1,540</td>
<td valign="top" width="87">6,494</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2556</td>
<td valign="top" width="108">180,933</td>
<td valign="top" width="113">130,389</td>
<td valign="top" width="88">30,989</td>
<td valign="top" width="88">362</td>
<td valign="top" width="87">5,779</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ที่มา: ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>2</strong>: ผลผลิตพริกแต่ละชนิดรายภาคปี 2556 และรายปี</p>
<p>ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (รายภาค) : (ตัน)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="139"><strong>ภาค</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลเล็ก</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกหยวก</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกยักษ์</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคกลาง</td>
<td valign="top" width="108">57,415.63</td>
<td valign="top" width="108">32,762.05</td>
<td valign="top" width="95">3,828.89</td>
<td valign="top" width="95">1,233.03</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</td>
<td valign="top" width="108">7,652.63</td>
<td valign="top" width="108">101,934.07</td>
<td valign="top" width="95">2,931.25</td>
<td valign="top" width="95">4,625.46</td>
<td valign="top" width="95">2.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคเหนือ</td>
<td valign="top" width="108">36,824.22</td>
<td valign="top" width="108">24,180.16</td>
<td valign="top" width="95">20,613.71</td>
<td valign="top" width="95">2,753.84</td>
<td valign="top" width="95">475.82</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคใต้</td>
<td valign="top" width="108">20,247.68</td>
<td valign="top" width="108">14,679.62</td>
<td valign="top" width="95">22.40</td>
<td valign="top" width="95">704.81</td>
<td valign="top" width="95">2.62</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p>ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (รายปี) : (ตัน)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="139"><strong>ปี</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลเล็ก</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกหยวก</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกยักษ์</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2552</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2553</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2554</td>
<td valign="top" width="108">97,151.20</td>
<td valign="top" width="108">277,071.66</td>
<td valign="top" width="95">53,627.00</td>
<td valign="top" width="95">6,637.06</td>
<td valign="top" width="95">131.14</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2555</td>
<td valign="top" width="108">333,256.58</td>
<td valign="top" width="108">230,706.36</td>
<td valign="top" width="95">49,462.65</td>
<td valign="top" width="95">7,446.49</td>
<td valign="top" width="95">300.33</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2556</td>
<td valign="top" width="108">122,140.15</td>
<td valign="top" width="108">173,555.90</td>
<td valign="top" width="95">27,396.24</td>
<td valign="top" width="95">9,317.14</td>
<td valign="top" width="95">480.44</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>3: </strong>ราคาที่เกษตรกรขายได้ ปี 2555 (บาท/กิโลกรัม)</p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="width: 708px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="83"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="57"><strong>ม.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ก.พ.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มี.ค.</strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>เม.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>พ.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>มิ.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ก.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ส.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ก.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ต.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>พ.ย.</strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ธ.ค.</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกขี้หนูสวน</td>
<td valign="top" width="57">121.33</td>
<td valign="top" width="52">83.31</td>
<td valign="top" width="51">49.87</td>
<td valign="top" width="52">60.17</td>
<td valign="top" width="51">43.61</td>
<td valign="top" width="52">28.23</td>
<td valign="top" width="51">36.58</td>
<td valign="top" width="51">62.00</td>
<td valign="top" width="52">44.70</td>
<td valign="top" width="52">35.52</td>
<td valign="top" width="52">37.43</td>
<td valign="top" width="51">29.23</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกใหญ่</td>
<td valign="top" width="57">23.55</td>
<td valign="top" width="52">31.21</td>
<td valign="top" width="51">38.55</td>
<td valign="top" width="52">18.69</td>
<td valign="top" width="51">22.06</td>
<td valign="top" width="52">31.87</td>
<td valign="top" width="51">22.73</td>
<td valign="top" width="51">21.55</td>
<td valign="top" width="52">19.90</td>
<td valign="top" width="52">31.94</td>
<td valign="top" width="52">46.40</td>
<td valign="top" width="51">45.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกยอดสน</td>
<td valign="top" width="57">39.29</td>
<td valign="top" width="52">46.31</td>
<td valign="top" width="51">31.97</td>
<td valign="top" width="52">29.07</td>
<td valign="top" width="51">32.81</td>
<td valign="top" width="52">29.53</td>
<td valign="top" width="51">29.00</td>
<td valign="top" width="51">39.68</td>
<td valign="top" width="52">33.93</td>
<td valign="top" width="52">29.77</td>
<td valign="top" width="52">29.17</td>
<td valign="top" width="51">31.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกหยวก</td>
<td valign="top" width="57">29.39</td>
<td valign="top" width="52">23.03</td>
<td valign="top" width="51">17.77</td>
<td valign="top" width="52">16.40</td>
<td valign="top" width="51">23.45</td>
<td valign="top" width="52">33.43</td>
<td valign="top" width="51">30.71</td>
<td valign="top" width="51">24.81</td>
<td valign="top" width="52">15.63</td>
<td valign="top" width="52">28.97</td>
<td valign="top" width="52">26.67</td>
<td valign="top" width="51">46.13</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกจินดาเขียว</td>
<td valign="top" width="57">29.73</td>
<td valign="top" width="52">20.86</td>
<td valign="top" width="51">17.02</td>
<td valign="top" width="52">16.43</td>
<td valign="top" width="51">22.29</td>
<td valign="top" width="52">18.70</td>
<td valign="top" width="51">30.74</td>
<td valign="top" width="51">35.65</td>
<td valign="top" width="52">20.87</td>
<td valign="top" width="52">24.00</td>
<td valign="top" width="52">31.63</td>
<td valign="top" width="51">35.00</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: ตลาดสี่มุมเมือง</p>
<p><strong>สถานการณ์การตลาด การส่งออกและการนำเข้า</strong></p>
<p>ผลผลิตพริกส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ โดยราคาผลผลิตขึ้นกับช่วงเวลาที่พริกออกสู่ตลาด ช่วงเวลาที่ผลผลิตพริกออกสู่ตลาดมากที่สุดคือช่วงฤดูหนาวสำหรับพริกใหญ่ ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากภาคเหนือ ส่วนพริกขี้หนูผลใหญ่ออกสู่ตลาดมากมี 2 ช่วง ขึ้นกับพื้นที่ปลูก แต่ราคาจะต่ำเนื่องจากผลผลิตมีจำนวนมาก และเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่หากเกษตรกรขายผลผลิตเป็นผลสดในช่วงต้นฤดูจะได้ราคาสูงกว่า เนื่องจากผลผลิตยังมีน้อย และพริกช่วงต้นฤดูจะเป็นพริกที่มีคุณภาพดีที่สุด</p>
<p>ประเทศไทยส่งออกพริก ประมาณ15000 19000 ตัน โดยส่งออกพริกไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และ สหภาพยุโรป โดยประเทศมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าพริกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ประมาณ 70 % ของปริมาณส่งออกของพริกของไทยในทุกปี อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2552- 2556 ซึ่งปริมาณในการส่งออกขึ้นกับปริมาณการผลผลิตได้ในประเทศ สินค้าพริกที่ส่งออกประกอบด้วย พริกสดหรือแช่เย็น พริกบดหรือป่นเครื่องแกงสำเร็จรูป พริกแห้ง และซอสพริก โดยซอสพริกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกมากที่สุด ในปี 2555 ปริมาณและมูลค่าของซอสพริกที่ประเทศไทยคิดเป็น 50% ของพริกและผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยส่งออกทั้งหมด</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>4:</strong> ปริมาณและมูลค่าการส่งออกพริกของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<div align="center">
<table style="width: 656px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="111"><strong>ประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="108"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="115"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="67"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111"><strong>รวมทุกประเทศ</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>18,117</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>253</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>14,643</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>213</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>18,768</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>367</strong></td>
<td valign="top" width="67"><strong>16</strong><strong>,185</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>306</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>15,725</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>212</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">มาเลเซีย</td>
<td valign="bottom" width="60">14,456</td>
<td valign="bottom" width="48">83</td>
<td valign="bottom" width="60">12,298</td>
<td valign="bottom" width="48">73</td>
<td valign="top" width="60">9,636</td>
<td valign="top" width="48">61</td>
<td valign="top" width="67">10,224</td>
<td width="48">62</td>
<td valign="bottom" width="60">11,349</td>
<td valign="bottom" width="48">74</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">อินโดนีเซีย</td>
<td valign="bottom" width="60"></td>
<td valign="bottom" width="48"></td>
<td valign="bottom" width="60">73</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="top" width="60">2,460</td>
<td valign="top" width="48">68</td>
<td valign="top" width="67">123</td>
<td width="48">12</td>
<td valign="bottom" width="60">2,294</td>
<td valign="bottom" width="48">63</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">ญี่ปุ่น</td>
<td valign="bottom" width="60">104</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="bottom" width="60">124</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="top" width="60">48</td>
<td valign="top" width="48">4.5</td>
<td valign="top" width="67">737</td>
<td width="48">49</td>
<td valign="bottom" width="60">43</td>
<td valign="bottom" width="48">18</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">สหรัฐอเมริกา</td>
<td valign="bottom" width="60">47</td>
<td valign="bottom" width="48">4.1</td>
<td valign="bottom" width="60">44</td>
<td valign="bottom" width="48">4.5</td>
<td valign="top" width="60">166</td>
<td valign="top" width="48">23</td>
<td valign="top" width="67">158</td>
<td width="48">24</td>
<td valign="bottom" width="60">14</td>
<td valign="bottom" width="48">2.8</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">ออสเตรเลีย</td>
<td valign="bottom" width="60">35</td>
<td valign="bottom" width="48">2.3</td>
<td valign="bottom" width="60">20</td>
<td valign="bottom" width="48">1</td>
<td valign="top" width="60">123</td>
<td valign="top" width="48">13</td>
<td valign="top" width="67">61</td>
<td width="48">8</td>
<td valign="bottom" width="60">4</td>
<td valign="bottom" width="48">0.4</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>5</strong>: ปริมาณและมูลค่าการส่งออกพริกและผลิตภัณฑ์พริกของประเทศไทย (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 688px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="110"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="122"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="117"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="110"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="110"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="57"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="66"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกสดหรือแช่เย็น</td>
<td valign="top" width="66">15,229</td>
<td valign="top" width="57">114</td>
<td valign="top" width="66">12,457</td>
<td valign="top" width="51">93</td>
<td valign="top" width="59">12,797</td>
<td valign="top" width="51">138</td>
<td valign="top" width="59">14,536</td>
<td valign="top" width="51">197</td>
<td valign="top" width="59">12,886</td>
<td valign="top" width="59">128</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกบดหรือป่น</td>
<td valign="bottom" width="66">2,084</td>
<td valign="bottom" width="57">69</td>
<td valign="bottom" width="66">1,578</td>
<td valign="bottom" width="51">53</td>
<td valign="top" width="59">2,119</td>
<td valign="top" width="51">70.23</td>
<td valign="top" width="59">994</td>
<td valign="top" width="51">87.59</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">ซอสพริก</td>
<td valign="bottom" width="66">23,457</td>
<td valign="bottom" width="57">1,052</td>
<td valign="bottom" width="66">26,091</td>
<td valign="bottom" width="51">1214</td>
<td valign="top" width="59">28,147</td>
<td valign="top" width="51">1,409</td>
<td valign="top" width="59">29,345</td>
<td valign="top" width="51">1,397</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">เครื่องแกงสำเร็จรูป</td>
<td valign="bottom" width="66">10,636</td>
<td valign="bottom" width="57">1,115</td>
<td valign="bottom" width="66">12,342</td>
<td valign="bottom" width="51">1259</td>
<td valign="top" width="59">12,265</td>
<td valign="top" width="51">1,338</td>
<td valign="top" width="59">12,969</td>
<td valign="top" width="51">1,207</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกแห้ง</td>
<td valign="bottom" width="66">925</td>
<td valign="bottom" width="57">92</td>
<td valign="bottom" width="66">403.69</td>
<td valign="bottom" width="51">55.29</td>
<td valign="top" width="59">582.58</td>
<td valign="top" width="51">60.92</td>
<td valign="top" width="59">988.23</td>
<td valign="top" width="51">73.26</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p>แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกพริกค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกพืชผักทั้งหมด แต่พริกที่ประเทศไทยไทยผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งในบางฤดูกาลหรือบางปี ผลผลิตขาดแคลน ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ พริกนำเข้าเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาทดแทนพริกในการบริโภคที่ยังขาดอยู่ และนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์พริกอื่นๆ ประเทศไทยนำเข้าพริกเข้ามาทดแทน จากประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้เฉพาะที่มีรายงานอย่างเป็นทางการ ไม่นับรวมถึงพริกที่ลักลอบนำเข้ามาซึ่งค่อนข้างเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค และเสี่ยงต่อการเข้ามาของศัตรูพืชที่ไม่ผ่านตอนสุขอนามัย</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>6</strong>: ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าพริกของประเทศไทยกับประเทศคู้ค้าที่สำคัญ (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 697px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="112"><strong>ประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="123"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="112"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="112"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="116"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="120"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="64"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="63"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="54"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="55"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112"><strong>รวมทุกประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td width="59"><strong>1,240</strong></td>
<td width="64"><strong>22</strong></td>
<td width="60"><strong>1,207</strong></td>
<td width="52"><strong>19</strong></td>
<td width="65"><strong>40,898</strong></td>
<td width="48"><strong>780</strong></td>
<td width="63"><strong>54,867</strong></td>
<td width="54"><strong>1,172</strong></td>
<td width="65"><strong>43,516</strong></td>
<td width="55"><strong>837</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">สาธารณรัฐประชาชนจีน</td>
<td width="59">94</td>
<td width="64">1.8</td>
<td width="60">184</td>
<td width="52">2.5</td>
<td width="65">9,641</td>
<td width="48">265</td>
<td width="63">11,130</td>
<td width="54">312</td>
<td width="65">11,877</td>
<td width="55">272</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">อินเดีย</td>
<td width="59"></td>
<td width="64"></td>
<td width="60"></td>
<td width="52"></td>
<td width="65">25,068</td>
<td width="48">398</td>
<td width="63">40,268</td>
<td width="54">664</td>
<td width="65">25,537</td>
<td width="55">390</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">เวียดนาม</td>
<td width="59">90</td>
<td width="64">0.7</td>
<td width="60">212</td>
<td width="52">2.2</td>
<td width="65">398</td>
<td width="48">10</td>
<td width="63">767</td>
<td width="54">12</td>
<td width="65">4,323</td>
<td width="55">75</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">มาเลเซีย</td>
<td width="59">8</td>
<td width="64">0.1</td>
<td width="60">56</td>
<td width="52">1.1</td>
<td width="65">122</td>
<td width="48">3</td>
<td width="63">4</td>
<td width="54">1.2</td>
<td width="65">2</td>
<td width="55">1.03</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ 7</strong>: ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าพริกและผลิตภัณฑ์พริกของประเทศไทย (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 704px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="106"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="124"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="129"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="64"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกสดหรือแช่เย็น</td>
<td valign="top" width="65">501</td>
<td valign="top" width="60">9</td>
<td valign="top" width="65">23.77</td>
<td valign="top" width="64">0.40</td>
<td valign="top" width="59">2,375</td>
<td valign="top" width="59">62,14</td>
<td valign="top" width="59">716.94</td>
<td valign="top" width="59">12.04</td>
<td valign="top" width="59">3,128</td>
<td valign="top" width="48">46.8</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกบดหรือป่น</td>
<td valign="bottom" width="65">2,084</td>
<td valign="bottom" width="60">69</td>
<td valign="bottom" width="65">922.56</td>
<td valign="bottom" width="64">84.57</td>
<td valign="top" width="59">905.75</td>
<td valign="top" width="59">93.30</td>
<td valign="top" width="59">3,996</td>
<td valign="top" width="59">172.56</td>
<td valign="top" width="59">2,788</td>
<td valign="top" width="48">116</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกแห้ง</td>
<td valign="bottom" width="65">44,912</td>
<td valign="bottom" width="60">837</td>
<td valign="bottom" width="65">32,501</td>
<td valign="bottom" width="64">585.31</td>
<td valign="top" width="59">34,566</td>
<td valign="top" width="59">631.98</td>
<td valign="top" width="59">46,658</td>
<td valign="top" width="59">945.42</td>
<td valign="top" width="59">29,946</td>
<td valign="top" width="48">554</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ของการผลิตพริกของประเทศไทย</strong><strong></strong></p>
<p><strong>จุดแข็ง</strong><strong></strong></p>
<p>1. เป็นเครื่องเทศหลักที่มีความต้องการสูงภายในประเทศ และสำหรับต่างประเทศพริกและผลิตภัณฑ์พริกของไทยจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพในระดับพรีเมี่ยม ทั้งรูปลักษณ์ และรสชาติ มักถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ</p>
<p>2. มีลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะกับการปลูกและการเจริญเติบโต รวมถึงพริก</p>
<p>3. มีชนิด พันธุ์ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของการใช้ประโยชน์ในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเอื้อต่อการสร้างพันธุ์ใหม่ๆที่หลากหลาย และพันธุ์ส่วนใหญ่มีรสชาติที่เป็นที่ต้องการของตลาด</p>
<p>4. มีแหล่งรองรับวัตถุดิบ ทั้งวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน และ โรงงานแปรรูปภายในประเทศ ที่มีความต้องการผลผลิตจำนวนมาก</p>
<p>5. ผลผลิตสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ ทั้งเพื่อการบริโภคสด เป็นเครื่องปรุงรสหลากชนิด แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เวชภัณฑ์ และอาหารเสริม</p>
<p>6. ประเทศไทยมีมาตรฐานพืช (รวมถึงพริก) ได้แก่ GAP GMP HACCP ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p>
<p><strong>จุดอ่อน</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1. ความนิยมที่หลากหลายและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้การผลิตเป็นปริมาณน้อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละท้องถิ่น ไม่มีการผลิตเป็น mass ใหญ่</p>
<p>2. แรงงานในการเก็บเกี่ยวสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมด และแรงงานที่มีทักษะหายากขึ้น และไม่มีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน</p>
<p>3. ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ของสัตรูพริก เช่นเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย แมลง เพลี้ย และไร ทั้งนี้รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปเนื่องจากภาวะโลกร้อน</p>
<p>4. ผลผลิตที่มีคุณภาพมีน้อย ผลผลิตทั่วไปพบการตกค้างของสารเคมีเกินค่ามาตรฐานการส่งออก หรือการปนเปื้อนของศัตรูพืช และ/หรือ เศษชิ้นส่วน</p>
<p>5. เกษตรกรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานไปใช้ เท่าที่ควร</p>
<p>6. ขาดการบูรณาการภายในและระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินงานเรื่องพริก ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลพริกที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ 7. ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ยังขาดจิตสำนึกในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับราคาสินค้าที่ถูกกว่ามากกว่าสินค้าที่มีคุณภาพแต่มีจำเป็นจะต้องมีราคาสูงขึ้น</p>
<p><strong>โอกาส</strong><strong></strong></p>
<p>1. โรงงานแปรรูปผลผลิตพริกที่มีอยู่มากมาย และวิสาหกิจชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศยังมีความต้องการผลผลิตคุณภาพอยู่มาก</p>
<p>2. กระแสความนิยมอาหารที่ปลอดภัย และการรักษาสภาพแวดล้อม โดยไม่จำกัดด้านราคา มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการผลิตที่ปลอดภัย</p>
<p>3. อาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมากขึ้นๆ ทำให้มีความต้องการผลผลิตมากขึ้น</p>
<p><strong>อุปสรรค</strong><strong></strong></p>
<p>1. สารเคมี และ ปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง</p>
<p>2. เกษตรกรยังไม่เห็นประโยชน์และความสำคัญของการรวมกลุ่ม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐยังไม่มีสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกษตรกรตระหนักในเรื่องดังกล่าว ที่ส่งผลไปยังอำนาจในการต่อรองราคา</p>
<p>3. การเปิดเสรีทางการค้าทำให้ผลผลิตจากประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำ เข้ามาแข่งขันและมักได้เปรียบสินค้าจากประเทศไทยที่มีราคาสูงกว่า รวมถึงโอกาสที่จะสูญเสียเชื้อพันธุกรรมที่มีอยู่ได้ง่าย</p>
<p>4. สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และก่อให้เกิดศัตรูพืชใหม่ๆ</p>
<p><strong>ประเด็นปัญหาของพริก</strong><strong></strong></p>
<p>พริกแม้จะเป็นพืชผักแต่มีความซับซ้อนมากกว่าพืชผักอื่น และมีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิต ผู้รวบรวม โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก ไปจนถึงผู้บริโภค โดยปัญหาหลักสำคัญที่ควรแก้ไขเป็นลำดับแรกๆ คือ ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิตพริก พริกที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดในปริมาณที่เพียงพอ โดยไม่ต้องมีการนำเข้าพริกจากต่างประเทศที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคพริกและผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัญหาหลักนี้มีที่มาจากปัญหาย่อยๆ ต่อไปนี้</p>
<p>1. พันธุ์พริกที่มีอยู่เป็นพันธุ์พริกที่ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะท้องถิ่นซึ่งมีความหลากหลาย แต่พันธุที่ต้องการของพริกในตลาดส่งออกจะมี 2-3 พันธุ์ ซึ่งคุณลักษณะส่วนใหญ่ที่ตลาดต้องการมีอยู่ในพันธุ์พริกพื้นเมืองของไทย แต่จากการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองเป็นทอดๆ ทำให้ลักษณะที่ดีเสื่อมลงตามกาลเวลา ผลผลิตจึงน้อยลง อ่อนแอต่อโรค</p>
<p>2. เกษตรกรยังขาดการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ให้ได้พริกที่มีคุณภาพดี และปลอดภัย ที่มีอยู่ไปใช้ในการปฎิบัติจริง ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ออกสู่ตลาดยังเป็นผลผลิตที่มีปัญหาสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน การปนเปื้อนของเชื้อโรค หรือชิ้นส่วนของแมลง</p>
<p>3. ปริมาณผลผลิตพริกไม่สม่ำเสมอ และไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากพริกจะให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากที่สุดในฤดูหนาว ทำให้ผลผลิตล้นตลาด แต่ผลผลิตน้อยในช่วงฤดูฝน เนื่องจากการเข้าทำลายของโรคในฤดูดังกล่าว นอกจากนั้นอาจเกิดจากปัญหาการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ผลิตและตลาดที่ทำให้ไม่ทราบว่า ณ เวลาใดมีผลผลิตพริกที่ต้องการอยู่ที่ใด มีปริมาณเท่าไร หรือในทางกลับกัน ผู้ผลิตไม่ทราบว่าตลาดมีความต้องการพริกชนิดใด เวลาใด และเท่าใด</p>
<p>4. ปริมาณผลผลิตพริกลดลง และคุณภาพพริกด้อยลงสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมได้ในสภาพแปลงปลูกเดิม ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น ใช้สารเคมีมากขึ้นเนื่องจากเกิดศัตรูใหม่เพิ่มขึ้น ศัตรูเดิมต้านทานยาขึ้น</p>
<p>5. ผลผลิตในฤดูกาลปกติของพริกที่มีคุณภาพดีมีมากเกินความต้องการของตลาด แต่ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้พริกเป็นวัตถุดิบค่อนข้างน้อยชนิด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกระจายผลผลิตสู่ตลาดได้ ประกอบกับค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวมีราคาแพง หากราคาไม้คุ้มทุน เกษตรกรจะเลือกการปล่อยผลพริกคาต้น ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และยังอาจเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับศัตรูพืชให้มีอาหารเพื่อการดำรงชีพ หรือเกษตรกรเลือกที่จะเก็บเกี่ยวแต่ยังขาดวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เหมาะสม ผลผลิตที่ดีจากแปลงปลูกอาจจะมีคุณภาพด้อยลงได้</p>
<p>6. แม้ผลผลิตพริกของไทยเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในบางฤดูหากพริกที่ตลาดต้องการมีไม่เพียงพอ จะมีการนำเข้าพริกจากต่างประเทศทั้งที่ถูกต้อง และการลักลอบนำเข้า ซึ่งมักมีราคาถูกกว่า แต่ไม่มีหลักประกันด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต</p>
<p>7. กระบวนการในการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับเพื่อให้สินค้าที่วางตลาดมีคุณภาพและความปลอดภัยยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ขาดกระบวนการและขั้นตอนที่ปฏิบัติได้สะดวก ทำให้สินค้าปกติ กับสินค้าคุณภาพได้ค่าตอบแทนเท่ากัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4802">บทสรุปผู้บริหารพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4802</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไผ่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4499</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4499#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2015 09:06:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4499</guid>
		<description><![CDATA[<p> อันดับที่จีนนำไม้ไผ่ไปใช้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ในโลก No.1 Bamboo Man-made Board : Bamboo Plywood, Bamboo floor, Integrated board, Composite board, Particle board No.2 Bamboo Shoot Products : Fresh shoot preservation techniques and high quality processing. No.3 Bamboo Furniture : Modern bamboo furniture by board Tradition weave furniture by strip No.4 Bamboo Charcoal : Bamboo charcoal, Bamboo active charcoal, Bamboo vinegar products [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4499">ไผ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"> อันดับที่จีนนำไม้ไผ่ไปใช้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ในโลก</p>
<p><span id="more-4499"></span><br />
No.1 Bamboo Man-made Board : Bamboo Plywood, Bamboo floor, Integrated board, Composite board, Particle board<br />
No.2 Bamboo Shoot Products : Fresh shoot preservation techniques and high quality processing.<br />
No.3 Bamboo Furniture : Modern bamboo furniture by board Tradition weave furniture by strip<br />
No.4 Bamboo Charcoal : Bamboo charcoal, Bamboo active charcoal, Bamboo vinegar products Deep processed products such as health care products, bedroom wares<br />
No.5 Bamboo Chemical Products : Medicines extracted from bamboo, such as bamboo flavones, bamboo juice health care products such as bamboo beer,fertilizer.<!--more--><br />
No.6 Bamboo Fiber Products : Bamboo fiber and textile products,Key techniques : fiber separating, softening bleaching Viscose fiber, separate fiber<br />
No.7 High-tech Products : Bamboo timber and macromolecule compound new materials series. Bamboo properties improving treatment such as water proof, fire proof, bamboo dyeing, etc.<br />
No.8 Kitchen Products : Kitchen utensils such as chopping board, chopsticks, fruit dish, knife rest etc.<br />
No.9 Bamboo Crafts and Arts<br />
No.10 Bamboo Paper</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><img class="aligncenter size-medium wp-image-10840" title="bam01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/09/bam01-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></td>
<td><img class="aligncenter size-medium wp-image-10843" title="bam02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/09/bam02-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></td>
</tr>
<tr>
<td> <a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=10845" rel="attachment wp-att-10845"><img class="aligncenter size-medium wp-image-10845" title="bam03" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/09/bam03-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
<td> <a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=10846" rel="attachment wp-att-10846"><img class="aligncenter size-medium wp-image-10846" title="bam04" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/09/bam04-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=10849" rel="attachment wp-att-10849"><img class="aligncenter size-full wp-image-10849" title="bam05" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/09/bam05.jpg" alt="" width="800" height="600" /></a></p>
<p>ยอดไผ่ทำอะไรได้บ้าง<br />
1.ใบเอามาทำปุ๋ยหมัก<br />
2.ยอดที่ไม่มีใบนำมาทำไม้กวาดส่งออกนอก<br />
เครื่องนี้ทำให้ปลิดใบออกจากกิ่ง ก่อนนำมาปลิดใบออกต้องนำไปอังไฟให้แห้ง</p>
<p>bamboo mat</p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4499">ไผ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4499</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พริก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4428</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4428#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2015 02:39:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4428</guid>
		<description><![CDATA[<p>พริก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum spp. ชื่อสามัญ : Chili, Chilli Pepper แต่ถ้าเป็นพริกขนาดใหญ่ๆ ที่มีรสอ่อนๆ เราจะเรียกว่า Bell Pepper, Pepper, Paprika, Capsicum เป็นต้น สถานการณ์โลก ใน ปี 2557 มีการผลิตพริกทั่วโลก 33,632,553 ตัน ประเทศที่ผลิตมากที่สุดคือ ประเทศจีน มีพื้นที่ปลูก 759,630 เฮกตาร์ ผลผลิต 16,454,430 ตัน คิดเป็นร้อยละ 31.92 ของทั้งหมด รองลงมาคือ เม๊กซิโก และตุรกี ซึ่งมีผลผลิต 2,793,037 และ 2,143,845 ตัน ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 339,373 ตัน มีพื้นที่ปลูก 88,500 เฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 0.65 ของผลผลิตทั้งโลก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4428">พริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong>พริก</strong></span></p>
<p><strong></strong><strong> </strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ : <em>Capsicum spp</em>.<span id="more-4428"></span><br />
ชื่อสามัญ : Chili, Chilli Pepper แต่ถ้าเป็นพริกขนาดใหญ่ๆ ที่มีรสอ่อนๆ เราจะเรียกว่า Bell Pepper, Pepper, Paprika, Capsicum เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>สถานการณ์โลก </strong></span>ใน ปี 2557 มีการผลิตพริกทั่วโลก 33,632,553 ตัน ประเทศที่ผลิตมากที่สุดคือ ประเทศจีน มีพื้นที่ปลูก 759,630 เฮกตาร์ ผลผลิต 16,454,430 ตัน คิดเป็นร้อยละ 31.92 ของทั้งหมด รองลงมาคือ เม๊กซิโก และตุรกี ซึ่งมีผลผลิต 2,793,037 และ 2,143,845 ตัน ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 339,373 ตัน มีพื้นที่ปลูก 88,500 เฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 0.65 ของผลผลิตทั้งโลก</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">มาตรฐานเมล็ด</span> : </strong>พันธุ์พริกซื้อขายระหว่างประเทศโดยองค์การการค้าเมล็ดพันธุ์นานาชาติ International Seed Federation (ISF) กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพของเมล็ดพันธุ์พริกความงอก 80% ส่วน Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) กำหนดค่าความงอกของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเปิด ไว้ที่ 65% และประเทศอินเดียกำหนดค่ามาตรฐานความงอกเมล็ดพันธุ์พริกที่ 60%</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>สถานการณ์ในประเทศ </strong></span>พริกที่ผลิตในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิด ตามขนาดของผล คือ พริกใหญ่ พริกขี้หนูผลใหญ่ พริกขี้หนูผลเล็ก</p>
<p>พริกขี้หนูผลใหญ่ปลูกกันมากที่จังหวัดชัยภูมิ  ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครพนม  ตาก เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช พริกขี้หนูผลเล็กปลูกกันมากที่จังหวัด ตาก กาญจนบุรี เชียงใหม่  และนครศรีธรรมราช ส่วนพริกใหญ่ปลูกกันมากที่จังหวัดแพร่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และกาญจนบุรี</p>
<p><strong>พริกใหญ่ </strong>ปี 2554 &#8211; 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกใหญ่อยู่ระหว่าง 9,287 &#8211; 22,139 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 15,132 -49,463 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 9,656 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 32,148 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.98 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59</p>
<p>ปี 2562 พื้นที่ปลูก 16,685 ไร่ ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็ก 17,491 ไร่ ผลผลิต 26,368 ตัน  ผลผลิตเฉลี่ย 1,507.51 กก./ไร่ ราคาเฉลี่ย 29.35 บาท/กก.</p>
<p><strong>พริกขี้หนูผลใหญ่ </strong>ปี 2554 &#8211; 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลใหญ่อยู่ระหว่าง 1,604 &#8211; 230,975 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 3,627 &#8211; 277,071 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 76,354 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 165,334 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.97 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.14</p>
<p>ปี 2562 พื้นที่ปลูก 88,886 ไร่ ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็ก 145,829 ไร่ ผลผลิต 111,778 ตัน  ผลผลิตเฉลี่ย 765.98 กก./ไร่ ราคาเฉลี่ย 45.06 บาท/กก.</p>
<p><strong>พริกขี้หนูผลเล็ก </strong>ปี 2554 &#8211; 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็กอยู่ระหว่าง 35,640 &#8211; 95,989 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 49,813 &#8211; 333,256 ตัน ในปี 2559 พื้นที่ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ5 39,317 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 76,079 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2558 พื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.32 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.73</p>
<p>ปี 2562 พื้นที่ปลูก 59,555 ไร่ ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็ก 177,447 ไร่ ผลผลิต 142,986 ตัน  ผลผลิตเฉลี่ย 805.79 กก./ไร่ ราคาเฉลี่ย 48.72 บาท/กก.</p>
<p><strong>พริกหยวก </strong>ปี 2562 พื้นที่ปลูก 1,630 ไร่ ให้ผลผลิตพริกขี้หนูผลเล็ก 2,151 ไร่ ผลผลิต 2,112 ตัน  ผลผลิตเฉลี่ย 981.72 กก./ไร่ ราคาเฉลี่ย 26.8 บาท/กก.</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>โดยมีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นแล้ว ลักษณะโดยทั่วไป พริกเป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1-1.25 ฟุต ใบแบนเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็ก กลีบดอกจะมีสีขาวหรือสีม่วง เกสรตัวผู้ 1-10 อัน เกสรตัวเมีย 1-2 อัน ผลหลายขนาด ส่วนใหญ่ขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ผลอ่อนสีเขียวถึงเขียวเข้ม เมื่อแก่เป็นสีแดง ชอบดินร่วนซุย และอากาศร้อนในการเจริญเติบโต</p>
<p>ถิ่นกำเนิด พริกมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปอเมริกาใต้ และการใช้ประโยชน์มานานนับหลายพันปีก่อนการสำรวจพบทวีปอเมริกาของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ด้วยรสชาติที่น่าพิศวง และได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในยุโรป ในชื่อของ พริกแดง (red pepper : <em>Capsicum</em> spp.) ตามลักษณะสีของผล เมื่อเปรียบเทียบกับพริกไทยดำ (black pepper, <em>Piper nigrum</em> L.) ที่นิยมปลูกกันอยู่แล้ว ก่อนแพร่กระจายมายังประเทศต่างๆ ในเอเชีย พริกกับพริกไทย แม้จะมีชื่อว่าพริกเหมือนกัน แต่พืชทั้งสองชนิดไม่มีความเกี่ยวพันกัน พริกเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์โซลานาซิอี (Solanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ มะเขือ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย พริกจัดอยู่ในสกุลแคปซิคัม (Capsicum มาจาก ภาษากรีก kapto แปลว่า &#8220;กัด&#8221;) ซึ่งมีประมาณ 25 ชนิด (species) ที่นิยมปลูกกันมีเพียง 5 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ <em>C. annuum</em> L., <em>C. baccatum</em> L., <em>C. chinensis</em> Jacq., <em>C. frutescens</em> L., <em>C. pubescens</em> R. &amp; P. และมีพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอีกมากมาย พริกนั้นมีชื่อที่ใช้เรียกกันอยู่หลายคำ ได้แก่ pepper, chili, chilli, chile และ capsicum คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า chilli</p>
<p>ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ แคปไซซิน (<em>Capsaicin</em>) ซึ่งจะมีอยู่มากบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุกหรือ แช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด โดยเราสามารถเรียงลำดับความเผ็ดของพริกจากมากไป หาน้อยได้ คือ พริกขี้หนู &gt; พริกเหลือง &gt; พริกชี้ฟ้า &gt; พริกหยวก &gt; พริกหวาน เป็นต้น หน่วยวัดความเผ็ดของพริกคือ สโควิลล์ (Scoville) โดยพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000 -100,000 สโควิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์หรือมากกว่า</p>
<p>พริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม อาจจะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัม และยังเป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย</p>
<p>สารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresin โดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริกามีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในชื่อ Cayenne สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทำให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายทั้งชนิดเป็นโลชั่น และครีม<br />
( Thaxtra &#8211; P Capsaicin) แต่การใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงักการทำงานของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้กำหนดให้ใช้สาร capsaicin ได้ที่ความเข้มข้น 0.75 % สำหรับเป็นยารักษาโรค</p>
<p>สีของพริกมีหลากหลาย ได้แก่ เขียว แดง เหลือง ส้ม ม่วง และสีงาช้าง โดยเฉพาะเมื่อนำมาปลูกในเขตร้อนชื้นที่ได้รับแสงแดดตลอดวัน จะมีสี ( colorant) ที่สดใส ซึ่งสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการปรุงแต่งรสชาติ และสีสัน ( colouring spice ) ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มในอนาคตว่าการผสมสีในอาหารจะมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และพริกเป็นพืชอายุสั้น ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้ง บริโภคสดและแปรรูป หลายหลายชนิด ดังนั้นพริกจึงจัดได้เป็นพืชผัก ที่มีศักยภาพชนิดหนึ่ง</p>
<p>พริกที่มีการปลูกกันในปัจจุบันนี้ถ้ากล่าวรวม ๆ แล้วมีทั้งชนิดที่มีรสชาติเผ็ดมาก เผ็ดน้อย ไปจนถึงไม่เผ็ดเลย และขนาดของผลมีทั้งผลขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ เช่น พริกยักษ์ พริกใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามการจัดหมวดหมู่พริกในปัจจุบันยังค่อนข้างสับสน แต่มีวิธีที่นิยมใช้กันคือ การแบ่งแยกประเภทของพริกตามลักษณะลำต้นได้ คือ</p>
<p>1. พวกต้นล้มลุก พริกที่อยู่ในพวกนี้มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า <em>Cap sicum annuum</em> L. เป็นพริกที่มีอายุในการให้ผลผลิตสั้น(อายุสั้น) ดอกอาจมีสีขาวหรือสีม่วง มีหนึ่งดอกต่อข้อ ดังนั้นการเกิดผลจึงเกิดเป็นผลเดี่ยว มีทั้งชนิดที่ปลายผลชี้ขึ้นฟ้าและชี้ลงดิน (การติดผล) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้อีกหลายชนิดโดยพิจารณาตามขนาด รูปร่าง สีของผล ตลอดจนการให้รสชาติว่ามีความเผ็ดมากน้อยเพียงใดหรือไม่เผ็ด ผลที่ยังอ่อนอยู่ สีของผลมักมีสีชีด, สีเขียว หรือสีม่วง เมื่อผลแก่จะมีสีแดงเข้ม เหลืองอมส้ม เหลืองนํ้าตาล ม่วง หรือสีขาวนวล พริกที่จัดอยู่ในพวกนี้ เช่น พริกขี้หนู พริกยักษ์ พริกหยวก พริกจินดา พริกมัน หรือพริกชี้ฟ้า เป็นต้น</p>
<p>2. พวกยืนต้น พริกที่อยู่ในพวกมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า <em>Capsicum frutescens</em> L.) เป็นพริกที่มีอายุในการให้ผลผลิตนานกว่าพวกแรก (ประมาณ 2-3 ปี) มีลักษณะต้นเป็นไม้กึ่งพุ่ม ดอกสีเขียวอมเหลืองมี 1-3 ดอกต่อข้อ ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลุ่มขนาดผลเล็ก ลักษณะของโคนผลใหญ่ ปลายเรียวเล็กยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ปลายผลชี้ขึ้น ผลเมื่อสุกมีสีแดงหรือเหลือง ส่วนใหญ่มีรสเผ็ดจัด เช่น พริกขี้หนูสวน พริกตาบาสโก เป็นต้น</p>
<p>ประเภทของพันธุ์พริก<br />
พริกขี้หนูผลเล็ก  :  กะเหรี่ยง  ขี้นก ขี้หนูสวน แกว ช่อไสว<br />
พริกขี้หนูผลใหญ่  : จินดา ยอดสน ห้วยสีทน หัวเรือ เดือยไก่ ชุปเปอร์ฮอท<br />
พริกชี้ฟ้า  :  เขียวน่าน หยวกเขียว หยวกขาว เหลือง แม่ปิง 80 ฮอทดีวิล จักรพรรดิ นางแบบ ขาวกระดังงา ศรแดงไวตาเอฟ  ศรแดงไซโคลน ศรีกานดา ศรีแม่ยม</p>
<p>สำหรับพันธุ์พริกที่ปลูกทั่วไปในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันออกไปตามท้องที่ปลูกและชื่อพันธุ์พริกก็มักเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น พริกพันธุ์ห้วยสีทน พริกเชียงใหม่ พริกบางช้าง และพริกที่นิยมปลูกมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นพริกขี้หนู รองลงมาได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกสิงคโปร์ และพริกเหลือง เป็นต้น ลักษณะของพันธุ์พริกบางพันธุ์ที่มีการปลูกกัน ซึ่งสามารถปลูกขึ้นได้ดี ได้แก่</p>
<p><strong>1. พันธุ์ห้วยสีทน</strong> เป็นพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ สำหรับประวัติของพริกพันธุ์นี้ ได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ในปี 2516 ฝ่ายสาขาพืชผัก กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้รับเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูเม็ดใหญ่หรือที่เรียกว่าพริกจินดา จาก ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น และได้นำมาทดลองปลูกศึกษาที่โครงการไร่นาตัวอย่างห้วยสีทน จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะดีทั้งในด้านการเจริญเติบโตและความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ รวมทั้งรูปร่าง และขนาดของผลให้เป็นที่นิยมของตลาดต่อมาในปี 2522 ก็ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์พริกดังกล่าว (พันธุ์ห้วยสีทน) แนะนำสู่เกษตรกร ลำต้น เป็นพุ่มรูปตัววี สูงประมาณ 1 เมตร เมื่อเริ่มให้ผลผลิตอายุ 5 เดือน สูงประมาณ 150-160 เซนติเมตร ทรงพุ่มกว้าง 80 เซนติเมตร มีกิ่งแตกจากโคนต้นมากประมาณ 3-5 กิ่ง มีลักษณะเด่นคือ ผลแก่มีสีแดงเข้ม โคนผลใหญ่เรียวไปหาปลาย มีรสชาติเผ็ดจัดทั้งผลสดและแห้งเมื่อนำทำพริกแห้งจะมีสีแดงเข้ม เป็นมันเหยียดตรงผิวเรียบ พริกขี้หนูผลใหญ่ห้วยสีทน ศก.1 ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกสีแดงจัด ผลชี้ขึ้นยาวประมาณ 4 เซนติเมตร โคนผลใหญ่และเรียวไปหาปลาย ผลค่อนข้างอ้วนปานกลาง ก้านผลยาวท่ากับความยาวผล จำนวนผล 1,200 ผลต่อกิโลกรัม ทำเป็นพริกแห้งได้ 0.36 กิโลกรัม</p>
<table style="width: 715px; height: 109px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" colspan="2"><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #008000;"><strong>1. ให้ผลผลิตสูงกว่า</strong></span></td>
<td><span style="color: #008000;"><strong>5. ผลตากแห้งมีลักษณะที่เหยียดตรงมากกว่า</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #008000;"><strong>2. ให้น้ำหนักพริกแห้งสูงกว่า</strong></span></td>
<td><span style="color: #008000;"><strong>6. ก้านผลยาวกว่า ชื่อเป็นที่นิยมของตลาดมาก</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #008000;"><strong>3. ผลสีแดงและเข้มกว่าทั้งสดและแห้ง</strong></span></td>
<td><span style="color: #008000;"><strong>7. แตกกิ่งกระโดงที่โคนต้นมากกว่า</strong></span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #008000;"><strong>4. เมื่อผลแห้งผิวจะมันมากกว่า</strong></span></td>
<td><span style="color: #008000;"><strong>8. ทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดีกว่า</strong></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>พริกขี้หนูพันธุ์ห้วยสีทนสามารถปลูกได้ในสภาพดินฟ้าอากาศทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศและทุกฤดูกาล เป็นพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่ไม่ทนต่อดินปลูกที่ชื้นแฉะ จึงไม่เหมาะสมที่จะปลูกในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี ทั้งยังเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับพริกแห้ง เพราะสามารถเก็บไว้ได้นานวัน</p>
<p><strong>2. พันธุ์หัวเรือ</strong> เป็นพันธุ์พริกขี้หนูเม็ดใหญ่อีกเช่นกัน ปุลูกมากในจังหวัด อุบลราชธานี มีคุณสมบัติของพริกพันธุ์นี้คือ ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง มีกลิ่นหอม รสชาติชวนกิน รสเผ็ด ลักษณะผลชี้ขึ้น ทั้งยังเหมาะสำหรับทำพริกแห้ง พริกผลสดสีแดงปนส้มเล็กน้อย ผลยาว 7.8 เซนติเมตร กว้าง 1.03 เซนติเมตร อายุ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วันหลังย้ายปลูก ผลผลิตสด 1.74 ตันต่อไร่ ผลผลิตแห้ง 476 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนผล 241 ผลต่อต้น น้ำหนักผลสด 545 กรัมต่อต้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. พันธุ์มันบางช้าง</strong> ปลูกกันมากในบริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี เริ่มปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม ออกดอกเร็ว 55-60 วัน หลังหยอดเมล็ด ต้นเตี้ยช่วงให้ผลผลิตค่อนข้างสั้น แต่เก็บได้คราวละมากๆ ผลผลิตประมาณ 25-30 ตันต่อไร่ ผลอ่อนสีเขียวเข้มผิวมัน ผลตรง ปลายผลแหลมเนื้อหนาปานกลาง เผ็ดน้อยมาก ใช้บริโภคเป็นพริกสด พริกดอง พริกแห้งและซอสพริก ผลสุกมีสีแดงเข้ม ตากแห้งใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน จะได้พริกแห้งผิวเรียบมีกลิ่นหอมแต่เป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคแอนแทรคโนส มีผลขนาดใหญ่ ยาวเรียว ชี้ลงดิน ผิวขรุขระ ผลดิบมีสีเขียวอ่อน เมื่อสุกมีสีแดงเข้ม เมื่อตากแห้งแล้วผิวจะย่นมาก ลักษณะต้นค่อนข้างเตี้ย ใบหน้าใหญ่ มีสีเขียวอ่อน อายุประมาณ 4 เดือน ปลูกด้วยเมล็ด 3 ต้นต่อหลุม ระยะระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 1 เมตร เมื่ออายุได้ 20 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 24-7-7 ผสมกับสูตร 30-20-0 อัตรา 25 กก.ต่อไร่ ช่วงออกดอกให้ปุ๋ยสูตร 21-7-14 จำนวน 2 ครั้งห่าง 10 วัน ช่วงติดผลให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ผสมปุ๋ยสูตร 21-7-14 ทุก 10 วัน จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 4-5 ครั้ง ราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท เมล็ดพันธุ์อยุ่ที่กิโลกรัมละ 3,600 บาท</span></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7745" rel="attachment wp-att-7745"><img class="aligncenter size-full wp-image-7745" title="พริก" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/06/พริก.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5395" rel="attachment wp-att-5395"><br />
</a></p>
<p><strong>4. พริกกะเหรี่ยง</strong> ผลยาว ประมาณ 3-4 เซนติเมตร โคนผลโต ปลายผลแหลม ผลแก่สีเขียวอ่อนเกือบซีด ผลสุกสีส้ม มีกลิ่นหอม ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานสามารถใช้ปลูกเสริมในแปลงปลูกพืชหลักได้ ไม่รบกวนการเจริญเติบโตของพืชหลักอื่นๆมากนัก ใช้บริโภคทั่วไป และโรงงานซอสพริกนิยมนำไปปั่นผสมกับพริกหนุ่มเขียวเพี่อเพิ่มความเผ็ด และความหอม นิยมทำเป็นพริกตากแห้งได้ดี คุณภาพผลสด 3 กิโลกรัม ตากแห้งได้ 1 – 1.3 กิโลกรัมและใช้เป็นยาพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง เช่นปวดหัว แก้เจ็บคอ ช่วยขับลม และรักษาแผลสดเป็นต้น พริกที่ถูกเรียกว่าพริกกะเหรี่ยงมี 2 แบบที่มีความแตกต่างกันพอสมควร คือพริกกะเหรี่ยง หนองหญ้าปล้อง(เพชรบุรี)ผลแก่จะมีสีเขียว และพริกกะเหรี่ยง จ. ตาก ที่มีผลแก่สีเขียวผลผลิตเฉลี่ย 7-8 ตันต่อไร่ เก็บได้ 3 รอบ ผลผลิตครั้งแรกอายุ 3 เดือนหลังปลูกลงแปลง จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 5 ตันต่อไร่ การใส่ปุ๋ยให้ใช้สูตร 15-5-20 จำนวน 3 ลูก สูตร 16-16-16 จำนวน 1 ลูก สูตร 46-0-0 จำนวน 1 ลูก ผสมกัน ใช้อัตราไร่ละ 30 กิโลกรัม หยอดห่างกันทุกๆ 10 วัน เมื่อพริกอายุ 6-7 เดือนต้นเริ่มโทรมให้พ่นฟังกูราน (Copper) อัตรา 2.5 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ทำให้ใบร่วง แล้วเริ่มบำรุงต้น พริกจะมีอายุได้ปีกว่า ราคาขายกิโลกรัมละ 200 บาท</p>
<p><strong>5. พันธุ์เจแปน</strong> มีลำต้นสูงโปร่ง ทรงพุ่มกว้าง ผลค่อนข้างจะใหญ่ ชี้ลงดิน ผลดิบมีสีเขียวอ่อน ผลสุกสีแดง เมื่อนำไปตากแห้งมีสีส้ม</p>
<p><strong>6. พันธุ์เคเยนลองสลิม</strong> (Cayenne Long Slim) เป็นพันธุ์พริกสีฟ้าพันธุ์ หนึ่ง ผลอ่อนมีสีเขียวแก่ เมื่อผลแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด</p>
<p><strong>7. พันธุ์ฮังกาเรียน เยลโล่ แว๊ก ฮอท</strong> (Hangarian Yellow Wax Hot) เป็นพันธุ์พริกหยวก ลำต้นตั้งตรง ใบมีสีเขียวอ่อน เมื่อผลยังอ่อนมีสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเมื่อผลสุก</p>
<p><strong>8. พันธุ์เบลบอย ไฮบริด (Bell Boy Hybrid)</strong> เป็นพันธุ์พริกยักษ์มี ลักษณะลำต้นเป็นพุ่มขนาดประมาณ 50-60 เซนติเมตร ผลมีสีเขียวเข้มถึงสีแดงเนื้อหนา</p>
<p><strong>9. พันธุ์บูลสตาร์โฮบริด</strong> (Blue Star Hybrid) เป็นพันธุ์ยักษ์อีกเช่นกัน มี ต้นตั้งสูง ผลมีสีเขียวเข้ม เป็นผลขนาดใหญ่ มี 3-4 ลอน เนื้อหนาปานกลาง</p>
<p>10. <strong>พริกจินดา</strong> เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์พื้นเมืองที่เคยปลูกกันมากในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา เหมาะกับการประกอบอาหารหลายชนิด ให้สีสันสวยงามและรสชาติไม่เผ็ดเกินไปใช้ได้ทั้งในรูป พริกสด พริกแห้ง และซอสพริก ลักษณะของพริกจินดา คือผลยาวประมาณ 4.5 เซนติเมตร รูปร่างเรียวยาวผลแก่มีสีเขียวเข้ม ผลสุกและมีแดงจัด ให้ผลผลิต 1.5 – 2 กิโลกรัมต่อต้น ลำต้นค่อนข้างสูง เนื้อบาง และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวยาวนาน ประมาณ 60 – 90 วัน สามารถอยู่ได้นาน ทนทาน ไม่เหี่ยวง่าย เมื่อนำมาทำเป็นพริกแห้งจะให้พริกแห้งสีแดงเข้ม ผิวเรียบ ไม่หงิกงอ เป็นพริกที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยเฉพาะพริกแห้ง และเพื่อทำซอสพริก เพราะมีความเผ็ดไม่มากนัก แต่พริกจินดาพันธุ์พื้นเมือง มีผลผลิตค่อนข้างต่ำ</p>
<p>11. <strong>พริกยอดสน</strong> เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดศรีสะเกษ สามารถบริโภคเป็นพริกสดได้แต่เหมาะกับการทำเป็นพริกแห้งมากที่สุด พริกยอดสนจะมีเนื้อผลบาง เมื่อสุกเป็นสีแดงส้ม ผิวเป็นคลื่นตากแดดแล้วแห้งเร็ว เมื่อตากแห้งสนิทก้านผลจะเป็นสีเหลืองทอง ต่างจากพริกแห้งพันธุ์อื่นๆ ที่ขั้วจะเป็นสีน้ำตาล พริกยอดสนแห้งจะมีกลิ่นหอม รสเผ็ดไม่มาก ผลมีขนาดยาวมากกว่าพริกห้วยสีทน หรือพริกหัวเรือ รูปร่างเรียวยาวอย่างเห็นได้ชัด ผลผลิตปานกลาง</p>
<p>12.<strong> พันธุ์พริกขี้หนูหัวเรือเบอร์ 13</strong> เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปรับปรุงจากการคัดเลือกพันธุ์พริกหัวเรือพื้นเมือง ให้ผลผลิตสูงและมีความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ ผลสดมีสีแดงปนส้มเล็กน้อย ผลตรงขนาดผลใหญ่ ผลยาว 7.8 เซนติเมตร ผลกว้าง 1.03 เซนติเมตร ความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลาง 80-90 เซนติเมตร การเก็บเกี่ยวผลสุก 90 วันหลังปลูก ผลสด 1.74 ตันต่อไร่ ผลแห้ง 476.9 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนผล 241 ผลต่อตัน น้ำหนักผลสด 545.1 กรัมต่อตัน เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรมีความต้องการสูง ทุกปีจะมีการผลิตเมล็ดพันธุ์พริกหัวเรือศก.13 มากกว่า 50 กิโลกรัม โดยศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร</p>
<p>13.<strong> พันธุ์พริกขี้หนูหัวเรือเบอร์ 25</strong> เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปรับปรุงจากการคัดเลือกพันธุ์พริกหัวเรือพื้นเมือง ให้ผลผลิตสูงและมีความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ ผลสดมีสีแดงปนส้มเล็กน้อย ลักษณะเด่น เป็นพริกที่ให้ผลผลิตพริกสดและผลผลิตพริกแห้งสูงกว่าสายพันธุ์ที่เกษตรกรใช้อยู่ ผลสดมีสีแดงปนส้มเล็กน้อย ผลตรง ผลยาว 7.0 เซนติเมตร ผลกว้าง 0.95 เซนติเมตร ความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-90 เซนติเมตร<strong> </strong>การเก็บเกี่ยว ผลสุก 90 วันหลังปลูก ผลสด 1.69 ตัน/ไร่ ผลแห้ง 484.2 กิโลกรัม/ไร่ จำนวนผล 252 ผล/ต้น น้ำหนักผลสด 530.2 กรัม/ต้น</p>
<p>14. <strong>พริกซุปเปอร์ฮอท</strong> เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ลูกผสม ต้นแข็งแรง แตกแขนงดี ทรงพุ่มกว้างปานกลาง ต้นสูง 70-80 เซนติเมตร ติดผลดกมาก ผลชูเหนือทรงพุ่มผลดิบสีเขียวหรือเขียวเข้ม ผลสุกสีแดงสด ยาว 5-7 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน หลังย้ายกล้า เป็นพริกของบริษัทเอกชน</p>
<p>15. <strong>พริกแม่ปิง 80</strong> เป็นพริกลูกผสมของบริษัทเอกชน ผลสีเขียวเข้ม ผลสุกสีแดงเข้ม ผิวเป็นมัน เนื้อหนา ต่อยอดดีอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน พันธุ์จักรพรรดิ  เป็นพันธุ์ของบริษัทซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเก็บ เกี่ยว  ลักษณะข้อแตกต่างของ  2  พันธุ์  คือลักษณะใบและผล  โดยพันธุ์จักรพรรดิมีลักษณะใบและผลโตกว่าพันธุ์แม่ปิง  สีของผลจะมีสีเขียวเข้มเหมือนกันทั้ง  2  พันธุ์  ให้ผลผลิต เฉลี่ย  3-4  กก./ต้น เกษตรกรทางภาคเหนือนิยมปลูกเพื่อส่งจำหน่ายไปทำซอสพริกแม้จะมีรสค่อนข้างเผ็ด</p>
<p>16. <strong>พริกเหลือง</strong> พันธุ์เหลืองบางบัวทอง เป็นพริกใหญ่ผิวเหลือง คาดว่าน่าจะเป็นพริกพื้นเมืองที่ปลูกกันในภาคกลาง บริเวณกรุงเทพมหานคร นนทบุรี กาญจนบุรี ออกดอกค่อนข้างช้า ผิวแก่เป็นสีเขียวอ่อน เนื้อหนา ผิวเรียบเป็นมัน เมื่อผลสุกผิวผลจะเป็นสีเหลือง หรือเข้มมากขึ้นจนเกือบเป็นสีส้ม ผลผลิตปานกลาง พริกเหลืองจะเหมาะกับการใช้ผลสดในการประกอบอาหารซึ่งสีเหลืองของพริกเหลืองจะเพิ่มความน่าสนใจในรูปลักษณ์ของอาหาร พริกเหลืองจึงมักมีราคาแพงกว่าพริกใหญ่สีแดงทุกพันธุ์ ปัจจุบันพริกเหลืองบางบัวทองถูกทดแทนด้วยพริกเหลืองพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ เช่น เหลืองออเรนท์ เหลืองดาวทอง อย่างไรก็ตามพริกเหลืองมักอ่อนแอต่อโรคแอนแทรคโนส</p>
<p><strong>17. พริกหนุ่ม</strong> เป็นพริกที่ผู้บริโภคทางภาคเหนือนิยมนำผลอ่อนมาทำเป็นน้ำพริกหนุ่ม ซึ่งพริกหนุ่มที่ผู้ปรุงพริกหนุ่มต้องการจะเป็นพริกเนื้อหนา สีเขียวค่อนไปทางเขียวอ่อน ไม่ต้องการพริกอ่อนสีเขียวเข้ม ดังนั้นพริกที่เป็นพันธุ์ลูกผสมของบริษัทเอกชนจึงได้รับความนิยมจากเกษตรกร หากมีลักษณะเข้าเกณฑ์ข้างต้น ซึ่งพันธุ์พริกหล่านี้มักจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงเมื่อปลูกทางภาคเหนือ โดยเฉพาะฤดูที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ</p>
<p>18.<strong> พริกขี้หนูผลใหญ่ห้วยสีทน ศก.1</strong> ซึ่งเป็นพริกพันธุ์แรก ที่กรมวิชากาเกษตรทำการปรับปรุงพันธุ์เริ่มจากการได้รับเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูจินดา จาก ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2516 คัดแยกลักษณะต่างๆได้ 200 สายพันธุ์ ในปี 2517 จึงได้นำทาคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์โดยวิธี Plant to row คัดเลือกไว้ 5 สายพันธุ์ในปี 2518 ทดลองปลูกสายพันธุ์ละ 600 ต้นเก็บเมล็ดพันธุ์ของแต่ละสายพันธุ์ที่ถูกต้องตามพันธุ์ที่ถูกต้องตามพันธุ์เอาไว้ สายพันธุ์ กส.3 มีลักษณะที่ดีกว่าสายพันธุ์อื่นในปี 2519 คัดเลือกแบบ mass selection และผลิตเมล็ดพันธุ์แนะนำสู่เกษตรกรในปี 2522 มีลักษณะทางการเกษตรคือ ลำต้น เป็นพุ่มรูปตัววี สูงประมาณ 1 เมตร เมื่อเริ่มให้ผลผลิตอายุ 5 เดือน สูงประมาณ 150-160 เซนติเมตร ทรงพุ่มกว้าง 80 เซนติเมตร มีกิ่งแตกจากโคนต้นมากประมาณ 3-5 กิ่ง มีลักษณะเด่นคือ ผลแก่มีสีแดงเข้ม โคนผลใหญ่เรียวไปหาปลาย มีรสชาติเผ็ดจัดทั้งผลสดและแห้งเมื่อนำทำพริกแห้งจะมีสีแดงเข้ม เป็นมันเหยียดตรงผิวเรียบ พริกขี้หนูผลใหญ่ห้วยสีทน ศก.1 ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกสีแดงจัด ผลชี้ขึ้นยาวประมาณ 4 เซนติเมตร โคนผลใหญ่และเรียวไปหาปลาย ผลค่อนข้างอ้วนปานกลาง ก้านผลยาวท่ากับความยาวผล จำนวนผล 1,200 ผลต่อกิโลกรัม ทำเป็นพริกแห้งได้ 0.36 กิโลกรัม</p>
<p>19.<strong> พริกใหญ่พิจิตร 1</strong> เป็นพริกใหญ่ที่คัดเลือกพันธุ์โดยศูนย์พืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตรและได้รับการรับรองพันธุ์เมื่อปี 2540เหมาะสมใช้ทำพริกแห้ง สามารถปลูกได้ทุกภาค ทั้งสภาพไร่อาศัยน้ำฝนและสภาพสวนในเขตชลประทาน โดยเฉพาะในดินร่วนหรือร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ทรงพุ่มตั้งตรงรูปตัววี ออกดอกหลังย้ายปลูกประมาณ 40 วัน ดอกสีขาว ผลเรียว ผลกว้าง ประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 78 – 150 วัน ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงเข้ม ผลผลิตสด 1701 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตพริกแห้ง 350 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราส่วนพริกสดต่อพริกแห้ง4.5.:1 พริกแห้งผิวเรียบเป็นมัน ปริมาณสารแคบไซซิน 3.37 เปอร์เซนต์ แต่ไม่ต้านทานต่อโรคแอนแทรคโนส หากมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ตามหลักวิชาการไว้ทำพันธุ์ต่อไปได้ ลักษณะเด่น คือให้ผลผลิตแห้ง สูงเฉลี่ย 378 กืโลกรัมต่อไร่ เป็นพริกแห้งจะมีผิวค่อนข้างเรียบเป็นมัน ใช้เวลาตากแห้งเพื่อทำพริกแห้ง ประมาณ 3 – 7 วัน เร็วกว่าพริกบางช้าง</p>
<p>20.<strong> พริกขี้หนูผลใหญ่ศรีสะเกษ 1</strong>  ได้จากการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ โดยการรวบรวมแล้วคัดเลือก แล้วเปรียบเทียบพันธุ์ในแหล่งปลูกที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชัยภูมิ จากนั้นนำไปทดสอบในแปลงเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษและสุโขทัย มีลักษณะเด่นคือ ผลผลิตสดรวมในพื้นที่ปลูกภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ในฤดูแล้ง 1.03 – 1.87 ตันต่อไร่ ในฤดูฝน 0.51 -0.55 ตันต่อไร่ ต้านทานโรคแอนแทรคโนส ในระดับต้านทาน พื้นที่แนะนำคือ แหล่งปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p>
<p>21. <strong>พริกขี้หนูผลเล็กกาญจนบุรี 1</strong> ได้จากรวบรวมพันธุ์ตั้งแต่ ปี 2539 คัดเลือกพันธุ์เปรียบเทียบพันธุ์ทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูกและในแปลงเกษตรกรที่จังหวัดกาญจนบุรี 1 ได้จากรวบรวมพันธุ์ตั้งแต่ปี 2539 คัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบพันธุ์ ทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูกและในแหล่งปลูกและในแปลงเกษตรกรที่จังหวัดกาญจนบุรี นครราชสีมา และแพร่ มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด คือมีผลเรียวยาว ขนาดผล 3.0 – 3.8 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 2.5 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียว (YG 144A) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลสุกสีแดง (R 44B) ผิวเรียบเป็นมัน ให้ผลผลิตสูง 860 – 1339 กิโลกรัมต่อไร่ มีสารแคบไซซิน 1.59 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักสด หรือปริมาณ 100,000 SHU สามารถปลูกกลางแจ้งได้โดยไม่ใช้ร่มเงา ได้รับการรับรองพันธุ์ ประเภทพันธุ์แนะนำเมื่อ วันที่ 26 ธันวาคม 2559</p>
<p><strong>22. พริกชีหรือพริกชีขาวหรือพริกนางชี</strong> เป็นพริกพันธุ์พื้นเมืองนิยมมากที่สุดในภาคใต้ เอาหารภาคใต้เป็นอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ยังมีขนาดเล็ก เป็นพริกที่ต้องการแสงแดดน้อย ปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยแถบจังหวัดกระบี่ เรียกพริกชนิดนี้ว่าพริกชีหมายถึงนางชี เนื่องจากคนใต้ชอบพูดสั้นๆคำเดียว ส่วนสาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนั้นเพราะขณะที่เป็นผลจะเป็นสีขาวดั่งชุดสีขาวของแม่ชี จากนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้มเข้มตามลำดับ สำหรับรสชาติความเผ็ดร้อนเหมือนพริกขี้หนูสวน หรือพริกที่มีรสเผ็ดทั่วไป แต่ไม่ได้รับความนิยมเอามาปรุงเป็นอาหาร เนื่องจากสีสันไม่ชวนรับประทานเหมือนพริกที่มีผลสีแดง เลยทำให้พริกนางชีเกือบสูญพันธุ์ แต่ในปัจจุบัน พริกชีกลับเป็นที่นิยมของเกษตรกรและผู้บริโภคอีกครั้ง ผลแห้งพริกชีในปัจจุบันมีราคาสูง และมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด พื้นที่ปลูกหลัก คือจังหวัดกระบี่ พัทลุง และพังงา สามารถนำไปประกอบอาหาร แต่งสีอาหาร และทำเครื่องแกง ผลมีวิตามินเอ วิตามินซีสูง รสชาติเผ็ดร้อนเหมือนพริกขี้หนูและพริกกะเหรี่ยง ติดผลดก ผลอ่อนมีสีขาว ปลูกง่าย โรคและแมลงรบกวนน้อย ข้อด้อยประการเดียวคือสีผลเมื่อสุกไม่แดงจัด</p>
<p>23. <strong>พริกป๊อบ</strong> หรือพริกตุ้มสั้น  เป็นพันธุ์พริกพื้นเมืองที่เป็นพริกขี้หนูผลเล็กพันธุ์ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ปลูกแซมในแปลงปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ ให้ผลผลิตได้ยาวนาน (สุชีลา,ไม่ระบุปีที่พิมพ์) ในช่วงที่เกษตรกรเก็บผลผลิตพริกใหญ่ในแปลงหมดแล้ว หากมีพ่อค้ามารับซื้อ เกษตรกรก็นำจะนำผลผลิตพริกป๊อบจำหน่ายด้วย พริกบ๊อบเป็นพริกที่ใช้เป็นพริกสด ตำส้มตำ หรือเป็นพริกที่รับประทานคู่กับอาหารพื้นบ้านของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใบพริกป๊อบ จะเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม ออกดอกมากกว่าหนึ่งดอกต่อข้อและดอกมีสีขาวเขียว ลักษณะที่มีผลของพริกป๊อบจะมีผลค่อนขางใหญ่ ผลแก่สีเขียวอ่อน ผลสุกสีส้ม รสเผ็ดจัด และมีกลิ่นหอมเฉพาะ ทนทานต่ออากาศร้อน เมื่อเปรียบเทียบ ลักษณะการเจริญเติบโตขนาดและรูปร่างผล ลักษณะใกล้เคียงกับพริกกะเหรี่ยง หรืออาจจะเป็นพริกพันธุ์เดียวกับพริกกะเหรี่ยงผลแก่มีสีเขียวอ่อน ผลสุกสีส้ม</p>
<p>24.<strong> พริกขี้หนูเลย หรือพริกปากปวน หรือพริกส้ม</strong> เป็นพริกพันธุ์หนึ่งที่คนอีสานนิยมรับประทานผลสด เพราะมีลักษณะเด่นคือ มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำน้ำพริกอีสาน (แจ่ว) เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ มีลักษณะที่แตกต่างจากพริกพันธุ์อื่นๆคือลำต้นสูงการแตกกิ่งน้อย ผลดก ผลดิบมีสีเขียวอมเหลือง หรือขาวอมเหลือง ผลสุกสีส้มแดง นิยมปลูกมากที่สุดในตำบลปากปวน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ปัจจุบันนิยมปลูกทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย ปัจจุบันนิยมปลูกทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอวังสะพุง เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในรูปผลผลิตสด (ไม่นิยมนำไปทำพริกขี้หนูแห้ง)</p>
<p>25. <strong>พริกทาบาสโก</strong> เป็นพริกชนิด C.frutescens วึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลกเนื่องจาก พริกทาบาสโกเป็นวัตถุดิบหลักของซอสพริกทาบาสโก ซอสพริกที่มีการผลิตสืบทอดกันมายาวนานกว่า 140 ปี ปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ทั่วโลก พริกทาบาสโก มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในรัฐหลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา แตกต่างจากพริกที่ใช้แปรรูปทั่วไปที่ต่างประเทศนิยมใช้เป็นวัตถุดิบ เอกลักษณะสำคัญคือผลจะชี้ขึ้นจากทรงพุ่ม ลักษณะผลคล้ายพริกกะเหรี่ยงขาวของประเทศไทย สีผลอ่อนเป็นสีเหลือง เมือแก่จัดเปลี่ยนสีส้มและเป็นสีแดงจัดเมื่อสุกเต็มที่เนื้อภายในมีความฉ่ำน้ำ มีความเผ็ด 30,000 – 50,000 สโควิลล์</p>
<p>26. <strong>พริกขี้หนูหอมและพริกขี้นก</strong> เป็นพริกขี้หนูผลเล็กพันธุ์พื้นเมือง ผลมีขนาดเล็กมาก มักจะพบขึ้นเองตามสวนผลไม้ หรือใต้ร่มไม้ใบใหญ่ บางครั้งอาจเรียกว้าพริกขี้นก เนื่องจากการกระจายพันธุ์พริกกลุ่มนี้มักอาศัยนกที่ชอบกินผลสุก แล้วไปถ่ายมูลไว้ในที่อื่นๆ ที่มีสภาพเหมาะสม เป็นพริกที่ชอบอยู่ใต้ร่มเงา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ความเข้มแสงประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ (ร่มเงา 25 เปอร์เซ็นต์) จะทำให้พริกเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ พริกขี้หนูหอมเหมาะกับการบริโภคผลสด ตำน้ำพริก ทำน้ำจิ้มซีฟู๊ด ประกอบอาหารประเภทยำฯลฯ ด้วยลักษณะเด่นคือ มีกลิ่นหอม รสเผ็ดจัด ทำให้เป็นที่ต้องการของ พ่อครัวแม่ครัว แม้พริกขี้หนูหอมจะมีราคาแพงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนัก แต่หากต้องการรสและกลิ่นแท้จริงของอาหาร ผู้ประกอบอาหารก็จะพยายามและหาพริกขี้หนูหอมมาไว้ในครัวเสมอและขาดไม่ได้</p>
<p>27.<strong> พริกขี้หนูผลเล็กกาญจนบุรี 1</strong> ได้จากการรวบรวมพันธุ์ตั้งแต่ ปี 2539 คัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบพันธุ์ทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูก และในแปลงเกษตรกรที่จังหวัดกาญจนบุรี นครราชสีมา และแพร่ มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด คือผลเรียวยาว ขนาดผล 3.0 – 3.8 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 2.5 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียว (YG 144A) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลสุกสีแดง (R 44B) ผิวเรียบเป็นมันให้ผลผลิตสูง 860 – 1,339 กิโลกรัมต่อไร่ มีสารแคบไซซิน 1.59 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักสด หรือ ประมาณ 100,000 SHU สามาถปลูกลางแจ้งได้โดยไม่ใช่ร่มเงา ได้การรับรองพันธุ์ ประเภทพันธุ์แนะนำเมือวันที่ 26 ธันวาคม 2559</p>
<p>28.<strong> พริกตุ้มระยอง</strong> เป็นพริกพื้นบ้านของจังหวัดระยอง มีมากแถบอำเภอแกลง ช่วงเดือนธันวาคม จะมีพริกตุ้มมากที่สุด เป็นพริกผลกลม คล้ายมะเขือพวง กลิ่นหอมอ่อนๆ เผ็ดน้อย รสชาติเหมือนพริกหยวก ผลแก่จัดมีสีเขียวเข้ม เมือสุกจะมีสีแดงจัด เวลาจะทำกับข้าวก็เด็ดขั้วออก แล้ว จึงใส่ไปทั้งผล ชาวระยองนิยมใส่ในแกงป่าแกงเขียวหวาน เพิ่มรสชาติอาหารให้เผ็ดอร่อยยิ่งขึ้น เป็นพริกพื้นเมืองของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง</p>
<p>29. พริกพันธุ์ขาวกระดังงา (พริกชี้ฟ้า) มีลำต้นสูงเฉลี่ย  7.5  ซม.  ทรงพุ่ม  45 ซม.  จำนวนรุ่นของดอกมี  12-15  รุ่น/ต้น  ผลมีสีเหลืองออกขาวมีความยาวผล   17.44  ซม.  เส้นรอบวง  3.4  ซม.  ให้ผลผลิตเฉลี่ย  4-5  กก./ต้น</p>
<p>30. พริกพันธุ์นางแบบ (พริกชี้ฟ้า) มีความสูงลำต้นเฉลี่ย  80  ซม.  ทรงพุ่ม  45  ซม.  จำนวนรุ่นของดอกมี  12-15  รุ่น/ต้น  ผลสีเขียวเข้ม  ความ ยาวผล  14.54  ซม.  เส้นรอบวง  1.63  ซม.  ผลผลิตเฉลี่ย  2  กก./ต้น</p>
<p>พริกมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมในระดับต่ำทั้งอาศัย ข้อมูลจากลักษณะทางสัณฐานวิทยาและเครื่องหมายโมเลกุล โดยมีค่าเฉลี่ยของ polymorphic information contents (PIC) เท่ากับ 0.334 ในช่วงระหว่าง 0.061 &#8211; 0.63 ค่าเฉลี่ย HO และ gene diversity (GD) เท่ากับ 0.383 และ 0.154 ตามลำดับ สามารถจัดกลุ่มพริกได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาของวันดอกบาน เฉลี่ย 56.9 วัน อยู่ในช่วงระหว่าง 48 ถึง 65 วัน ความยาวเฉลี่ยของผลพริกเท่ากับ 6.9 ซม. อยู่ในช่วงระหว่าง 2.6 ถึง 13.9 ซม. ความกว้างเฉลี่ยของผลพริกเท่ากับ 1.9 ซม. อยู่ในช่วงระหว่าง 0.5 ถึง 4.2 ซม</p>
<p><strong>การเพาะเกล้าพริกสามารถทำได้ 2 วิธี </strong></p>
<p><strong>1) การเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลง</strong> นำเมล็ดหว่านกระจายให้ทั่วทั้งแปลงเพาะหรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6 – 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละประมาณ 10 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียด รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยหญ้าฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ เมื่อเกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ 12 – 15 วัน ให้ถอนแยกต้นที่เป็นโรค ไม่สมบูรณ์หรือต้นที่เบียดกันแน่นเกินไปทิ้ง ให้มีระยะห่างกันพอสมควรและควรให้ปุ๋ยเสริมทางใบเพื่อให้ต้นเกล้าเจริญเติบโตและแข็งแรง  ในช่วงระหว่างต้นเกล้าเจริญเติบโตควรรดน้ำผสมเชื้อไตรโคเดอร์มาสด อัตรา 250 กรัมเชื้อสดต่อน้ำ 50 ลิตร เพื่อป้องกันโรคจากเชื้อรา เมื่อต้นเกล้าอายุ 30 – 40 วันจึงย้ายลงปลูกในแปลงใหญ่ได้</p>
<p><strong>2) การเพาะเมล็ดในกะบะเพาะ</strong> หรือถุงพลาสติกดำที่มีวัสดุเพาะเมล็ดที่อุ้มน้ำได้พอเหมาะ และระบายน้ำได้ดี ซึ่งอาจเป็นส่วนผสมสำเร็จรูป หรือผสมวัสดุเพาะเอง จากดินดี ขี้เถ้าแกลบ และปุ๋ยคอกเก่าอัตราส่วน 2:1:1 โดยกะบะเพาะอาจมีจำนวนหลุม 50 หลุม 60 หลุม หรือ 104 หลุม หยอดเมล็ดในถาดเพาะ 1 – 2 เมล็ดต่อหลุม หลังจากหยอดเมล็ด รดน้ำให้ชุ่มในครั้งแรก และรดน้ำวันละครั้งทุกวัน เมล็ดจะใช้เวลางอกประมาณ 7 – 10 วัน ในช่วงระหว่างต้นเกล้าเจริญเติบโตควรรดน้ำผสมเชื้อไตรโคเดอร์มาสด อัตรา 250 กรัม เชื้อสดต่อน้ำ 50 ลิตร เพื่อป้องกันโรคจากเชื้อรา ดูแลรักษาไม่ให้มีโรค แมลง และลักษณะผิดปกติ จนกระทั่งมีอายุอย่างน้อย 1 เดือน จึงเตรียมย้ายเกล้าปลูก ในการเพราะกล้าหากต้องการกระตุ้นให้ต้นเกล้าเจริญเติบโตเร็ว และมีความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อปลูกพริกพันธุ์พื้นเมือง อาจเพาะเกล้าโดยโรยเมล็ดลงในภาชนะขนาดเล็ก เมื่อต้นเกล้างอกประมาณ 8 – 10 วัน ค่อยย้ายจากภาชนะ เลือกต้นเกล้าที่มีขนาดใกล้เคียงกันลงชำในถาดเพาะ ต้นเกล้าจะถูกกระตุ้นให้ออกรากใหม่และเจริญเติบโตเร็วขึ้นนอกจากนั้น หากเป็นไปได้ ไม่ควรวางถาดเพาะกล้าบนดินโดยตรง ควรวางบนชั้นโปร่งที่เตรียมไว้เพื่อป้องกันแมลง และสัตว์อื่นๆเข้ามากัดกินต้นพริกทำให้เสียหาย และยังช่วยให้การระบายน้ำจากถาดเพาะดีขึ้นด้วย และควรมีหลังคาชั่วคราวที่ช่วยป้องกันฝนอีกด้วย</p>
<p><strong>การเตรียมแปลงเพาะเกล้า</strong><strong></strong></p>
<p>ปรับสภาพดินด้วยปูนมาร์ล หรือไดโลไมท์ หรือปูนขาวอัตรา 0.5 – 1.0 กิโลกรัมต่อ 10 ตารางเมตร (หรือ 80 – 160 กิโลกรัมต่อไร่) รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโคเดอร์มาสด อัตรา 25 กรัมเชื้อสดต่อปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร(หรือ 80 – 160 กิโลกรัมต่อไร่) รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้งผสมเชี้อไตรโคเดอร์มาสด อัตรา 25 กรัมเชื้อสดต่อปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร ในกรณีที่เกษตรกรเพาะเกล้าในถาดเพาะ ให้ใช้ปุ๋ยหมักแห้งที่ผสมเชื้อไตรโคเดอร์มาสดเรียบร้อยแล้ว ผสมแกลบดำ ผสมดินขุยไผ่หรือดินบริสุทธิ์อัตราส่วน 2:1:1 หรือ ใช้ดินผสมระหว่าง  ดิน: แกลบดำ: ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 <strong> </strong>หลุมละ 1 เมล็ด  หลังการเพาะรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน หรือมีใบจริง 3-4 ใบ จึงย้ายลงแปลงปลูก</p>
<p><strong>การเตรียมแปลงปลูก</strong><strong></strong></p>
<p>ไถดะดินลึกประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 7 – 10 วัน แล้วนไถพรวนอีก 1 – 2 ครั้งเก็บวัชพืชออก หว่านปูนขาว อัตรา 200-300 กก./ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน และปรับสภาพดินด้วยปูนขาว อัตรา 25 ยกแปลงสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ในกรณีที่ต้องการลดแรงงานในการกำจัดวัชพืชอาจคลุมแปลงด้วยพลาสติกสีเงิน – ดำ (วางให้ด้านสีเงินอยู่ด้านบนแปลง) หรือฟางข้าวคลุมแปลง ขุดหลุมปลูกตามระยะปลูกลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ระยะปลูกถ้าปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะห่างระยะต้น 50 – 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 80 – 100 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ระยะห่างระหว่างต้น 50 – 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 60 – 80 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวคู่ 100 – 120 เซนติเมตร และตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร</p>
<p><strong>การย้ายปลูก</strong><strong></strong></p>
<p>ย้ายกล้าปลูกเมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 30 – 40 วัน หลังจากเมล็ดงอกโผล่พ้นดินซึ่งพริกมักจะมีใบจริง 5 – 7 ใบ ทั้งนี้อาจขึ้นกับช่วงการตกของฝน หากล่าช้ากล้าพริกมีอายุมากเกินไปควรเด็ดยอดเพื่อให้พริกแตกพุ่มเร็วขึ้น หนึ่งหลุมปลูก 1 – 2 ต้น ใส่ปุ๋ย 15 – 15 – 15 ประมาณ 100 กรัม นำกล้าลงปลูกในหลุม กลบดินและรดน้ำจนชุ่ม ก่อนย้ายเกล้า 3 วัน ค่อยๆลดปริมาณการให้น้ำต้นกล้าลง เพื่อให้ต้นเกล้าแกร่ง (hardening) เมื่อย้ายปลูกจะช่วยลดอัตราการตายได้ดี หากมีต้นตาย ควรทำการปลูกซ่อมกล้าที่ตาย ในช่วง 5 – 7 วัน นอกจากนั้นหากก่อนย้ายกล้า อาจแช่รากกล้าพริกด้วยเชื้อไตรโคเดอร์มาสดผสมน้ำนาน 10 – 20 นาที</p>
<p><strong>การให้น้ำ</strong></p>
<p>พริกเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอและไม่ทนสภาพน้ำขัง การให้น้ำพริกขึ้นกับสภาพพื้นที่และต้นทุนที่เกษตรกรสามารถลงทุนได้ วิธีการให้น้ำได้แก่ ให้น้ำโดยระบบน้ำหยด ระบบสปริงเกลอร์ ใช้สายยางรด สัปดาห์แรกหลังการย้ายกล้าให้น้ำ 2 ครั้ง/วัน คือ ตอนเช้าและตอนเย็น หลังจากนั้นในสัปดาห์ที่สองให้น้ำวันละ 1 ครั้งในตอนเช้าหรีอปล่อยน้ำตามร่อง ควรให้ทุกๆ 2 – 3 วัน วันละ 2 – 3 ชั่วโมง  หรือสังเกตที่ผิวดิน ถ้าหากผิวดินแห้งอาจให้น้ำทุกวัน</p>
<p>การใช้น้ำของพริก อายุพืช 150 วัน ค่าการระเหยเฉลี่ย 4.9 มิลลิเมตร ค่า ET/E0 (KP) 0.79 น้ำใช้ของพืชต่อวัน 3.9 มม. น้ำที่ใช้ตลอดอายุพืช 465 มม. และใช้น้ำ 743 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ที่ความลึก 1.5 มม.</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การป้องกันกำจัดศัตรูพริก</strong></span></p>
<p>1.เพลี้ยไฟพริก ใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อพืชให้ช้ำ แล้วดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช ทำให้ใบและยอดอ่อน มีลักษณะด้านสีน้ำตาลขอบใบหงิก และม้วนงอขึ้นด้านบนทั้งสองข้าง ถ้าเข้าทำลายระยะพริกออกดอก จะทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล การทำลายในระยะผล จะทำให้รูปทรงของผลบิดงอ ถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด สุ่มสำรวจพริก 100 ยอดต่อไร่ ทุกสัปดาห์ โดยเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และทำการป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้พืชขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดอย่างรวดเร็ว ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด แหล่งปลูกใหม่ พ่นด้วยคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด แหล่งปลูกเดิม พ่นด้วยฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออะบาเม็กติน 1.8% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยที่สุด และพ่นให้ทั่วตามส่วนต่างๆ ของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง ควรใช้ปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>2. เพลี้ยอ่อน ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกติดผลพริก การป้องกันกำจัด การใช้วิธีเขตกรรม เช่น กำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงปลูก ถ้าพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ใบทั้งต้นจากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทั้งหมด ให้พ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p>3.ไรขาว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก ทำให้ใบและยอดหงิกงอ ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ทำให้ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย อาการขั้นรุนแรงส่วนยอดจะแตกเป็นฝอย ถ้าทำลายดอก กลีบดอกจะบิดแคระแกร็น ชะงักการเกิดดอก หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต มักพบระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน การป้องกันกำจัด สุ่มสำรวจพริกทุกสัปดาห์ หากพบอาการใบหงิกม้วนงอลงที่เกิดจากการทำลายของไรขาวพริก ให้ทำการป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาดใช้สารฆ่าแมลง-ไร ที่มีประสิทธิภาพ เช่น อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ กำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด</p>
<p>4. ไส้เดือนฝอยรากปม ใช้ fluopyram 40% sc อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หลังย้ายกล้าปลูก 1 เดิอน ทำการราดสาร 100 มิลลิลิตรต่อหลุมปลูก</p>
<p>5.โรคศัตรูพริก</p>
<p>-โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย (เชื้อไวรัส Tomato necrotic ringspot virus) อาการใบด่างสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เกิดอาการจุดวงแหวนบนเนื้อใบ และยังพบอาการแผลเนื้อเยื่อตายสีน้ำตาลทั้งบนผลพริก ใบ และกิ่งก้าน ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต</p>
<p>-โรคใบด่างซีดพริก (เชื้อไวรัส Capsicum chlorosis virus) พบอาการจุดซีดเป็นรูปวงแหวนบนเนื้อใบ และบนผลพริก ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต</p>
<p>การป้องกันกำจัด ใช้พันธุ์ต้านทานโรค ไม่นำเมล็ดพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์ เพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงทันที กำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง และกระทกรก ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าเพลี้ยไฟพริก ซึ่งเป็นพาหะนำโรคนี้ เช่น สาร สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<div id="__if72ru4sdfsdfrkjahiuyi_once" style="display: none;"></div>
<div id="__if72ru4sdfsdfruh7fewui_once" style="display: none;"></div>
<p><strong>ต้นทุนการผลิตพริก</strong></p>
<p><strong>พริกใหญ่</strong> เกษตรกรจะทำการปลูกพริกปีละ 1 ครั้ง หรือฤดูละ 7 เดือน เริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวกรกฎาคม มีต้นทุนปลูกพริกใหญ่ไร่ละ 20,489.10 บาท หรือต้นทุนกิโลกรัมละ 7.96 บาท รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตไร่ละ 31,575.94 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 11,086.84 บาท หรือกิโลกรัมละ 4.31 บาท</p>
<p><strong>พริกเล็ก</strong> เกษตรกรจะทำการปลูกพริกปีละ 1 ครั้ง หรือฤดูละ 7 เดือน เริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวกรกฎาคม มีต้นทุนปลูกพริกใหญ่ไร่ละ 14,275.93 บาท หรือต้นทุนกิโลกรัมละ 10.03 บาท รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตไร่ละ 59,671.70 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 45,395.77 บาท หรือกิโลกรัมละ 31.88 บาท<strong>การส่งออก</strong></p>
<p><strong> </strong><strong>พริกตระกูลแคบซิกัมสดหรือแช่เย็น </strong>ปี 2554 &#8211; 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลแคบซิกัม อยู่ระหว่าง 74 &#8211; 882 ตัน มูลค่าอยู่ระหว่าง 7 &#8211; 34 ล้านบาท ในปี 2559 ปริมาณการส่งออก 112 ตัน มูลค่าการส่งออก 11 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.45 และมีมูลค่าการส่งออกลเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.50</p>
<p><strong> พริกตระกูลพิเมนตาสดหรือแช่เย็น</strong> ปี 2554 &#8211; 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลพิเมนตา อยู่ระหว่าง9,626 &#8211; 17,584 ตัน และมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 125 &#8211; 196 ล้านบาท ในปี 2559 ปริมาณการส่งออก 9,626 ตัน มูลค่าการส่งออก 125 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 99.33 และมีมูลค่าการส่งออกลดลง ร้อยละ 99.25</p>
<p><strong> พริกตระกูลแคบซิกัมทำไว้ไม่ให้เสียชั่วคราว </strong>ปี 2554 &#8211; 2559 ปริมาณการส่งออกพริกตระกูลแคบซิกัมทำไว้ไม่ให้เสียชั่วคราว<strong> </strong>อยู่ระหว่าง 1,249 &#8211; 3,679 ตัน มูลค่าอยู่ระหว่าง 50 &#8211; 118 ล้านบาท ในปี 2559 ปริมาณการส่งออก 1,249 ตัน มูลค่าการส่งออก 50 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ปริมาณการส่งออลดลงร้อยละ 47.54 และมีมูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 34.21</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>คู่ค้ากับประเทศอาเซียน</strong><strong></strong></p>
<p><strong> การนำเข้า </strong>มีการนำเข้าพริกมาจากกัมพูชา ปริมาณ 6,593,930 กิโลกรัม มูลค่า 197,632,900 บาท และเมียนมาร์ ปริมาณ 10,125 กิโลกรัม มูลค่า 491,191 บาท</p>
<p><strong> การส่งออก </strong>มีการส่งออกพริกขี้หนูไปยังมาเลเซีย และบรูไน ปริมาณ 27,693,761 และ 56,666 กิโลกรัม มูลค่า 414,882,195 บาท และ 2,641,686 บาท ตามลำดับ และส่งออกพริกชี้ฟ้าไปยังบรูไน ปริมาณ 32,708 กิโลกรัม มูลค่า 1,197,300 บาท</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>การเปรียบเทียบพันธุ์พริก วางแผนการทดลองแบบ RCBD 4 ซ้ำ ไม่น้อยกว่า 5 กรรมวิธี โดยค่า df ไม่น้อยกว่า 12 ต้องสร้างแปลงพริกขนาด 1*6 เมตร ใช้ระยะปลูก 50&#215;100 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวคู่ 100 เซนติเมตร ปลูกพริกแถวคู่ 24 ต้นต่อพันธุ์ บันทึกความสูง ความกว้างทรงพุ่ม เมื่ออายุ 2 เดือนหลังย้ายกล้า และทุกเดือนจนกระทั่งทรงพุ่มชนกัน อายุเมื่อดอกบาน 50% (เมื่อมีที่มีต้นดอกแรกบาน 12 ต้นจาก 24 ต้น) อายุที่ผลแรกในแต่ละพันธุ์สามารถเก็บเกี่ยวผลสุกได้ อย่างน้อย 50% ของจำนวนต้นทั้งหมด จำนวนครั้งและปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้แต่ละครั้ง อัตราเปลี่ยนเป็นผลแห้งโดยใช้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวครั้งที่ 4</p>
<p><strong>ปัญหาของพืช ข้อจำกัดและโอกาส </strong></p>
<div>- ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ / พันธุ์ต้านทาน / พันธุ์ทนทาน โรคแอนแทรคโนสหรือโรคเหี่ยว</div>
<div>- ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล และปลอดภัยจากสารพิษตดค้าง</div>
<div>- ยังขาดความรู้และวิธีการจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ และมีความเสียหายมาก</div>
<div>- ปริมาณและคุณภาพของพริกที่ผลิตได้ไม่สอดคล้องหรือสม่ำเสมอกับความต้องการใช้ของผู้แปรรูป</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4428">พริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4428</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักชีลาว</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3862</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3862#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 08:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3862</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผักชีลาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Anethum graveolensLinn. ชื่อวงศ์ Umbelliferae ชื่อสามัญ Dill ชื่ออื่นๆ เทียนข้าวเปลือก ,เทียนตาตั๊กแตน (ภาคกลาง), ผักชี (ขอนแก่น,เลย) ผักชีตั๊กแตน, ผักชีเทียน (พิจิตร), ผักชีเมือง(น่าน) &#160; 1.พันธุ์พันธุ์ผักชีลาวเกษตรกรจะเรียกตามท้องถิ่น คือ พันธุ์เด้ง และไม่เด้ง คำว่า เด้ง คือ ผักชีลาวมีการแตกกอ หรือแตกแขนงดี จากการสอบถามพ่อค้าผัก และร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์บอกว่าขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา หากหว่านเมล็ดห่างๆ ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี อย่างดี ไม่ขาดน้ำ ก็จะมีการแตกแขนงดี ต้นใหญ่ 2. การเตรียมดินปฏิบัติเหมือนกับการปลูกผักทุกอย่าง 3. การหว่านเมล็ดเนื่องจากเมล็ดผักชีเบา ควรหว่านขณะไม่มีลม และหว่านบางๆ อย่างสม่ำเสมอ โรยทับด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม 4. การให้น้ำหลังหว่านเมล็ดควรให้น้ำ เช้า-เย็น ทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก ค่อยรดน้ำเฉพาะตอนเย็น หรือพิจารณาเว้นวันรดน้ำได้ 5. การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3862">ผักชีลาว</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ผักชีลาว</strong></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่อวิทยาศาสตร์ </strong><em style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Anethum graveolens</em><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Linn.<span id="more-3862"></span></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อวงศ์ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Umbelliferae</span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อสามัญ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Dill</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่ออื่นๆ </span><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">เทียนข้าวเปลือก ,เทียนตาตั๊กแตน (ภาคกลาง), ผักชี (ขอนแก่น,เลย) ผักชีตั๊กแตน, ผักชีเทียน (พิจิตร), ผักชีเมือง(น่าน)</span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3863" rel="attachment wp-att-3863"><img class="aligncenter size-full wp-image-3863" title="pakchelao01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakchelao01.jpg" alt="" width="235" height="176" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3864" rel="attachment wp-att-3864"><img class="aligncenter size-full wp-image-3864" title="pakchelao02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakchelao02.jpg" alt="" width="235" height="151" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>1.<strong>พันธุ์</strong>พันธุ์ผักชีลาวเกษตรกรจะเรียกตามท้องถิ่น คือ พันธุ์เด้ง และไม่เด้ง คำว่า เด้ง คือ ผักชีลาวมีการแตกกอ หรือแตกแขนงดี จากการสอบถามพ่อค้าผัก และร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์บอกว่าขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา หากหว่านเมล็ดห่างๆ ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี อย่างดี ไม่ขาดน้ำ ก็จะมีการแตกแขนงดี ต้นใหญ่</p>
<p><strong>2. การเตรียมดิน</strong>ปฏิบัติเหมือนกับการปลูกผักทุกอย่าง</p>
<p><strong>3. การหว่านเมล็ด</strong>เนื่องจากเมล็ดผักชีเบา ควรหว่านขณะไม่มีลม และหว่านบางๆ อย่างสม่ำเสมอ โรยทับด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><strong>4. การให้น้ำ</strong>หลังหว่านเมล็ดควรให้น้ำ เช้า-เย็น ทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก ค่อยรดน้ำเฉพาะตอนเย็น หรือพิจารณาเว้นวันรดน้ำได้</p>
<p><strong>5. การใส่ปุ๋ย</strong>ควรใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก รองพื้นก่อนหว่านเมล็ด และเมื่อผักชีลาวงอกได้ 10-15 วัน หรือมีใบจริงประมาณ 1 คู่ ควรหว่านปุ๋ยเคมีสูตร 21-7-7 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่ออายุ 30 วัน หว่านปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong>ผักชีลาวอายุได้ 40-50 วันก็สามารถเก็บขายได้ ก่อนถอนควรรดน้ำก่อนเช่นถ้าจะถอนตอนเช้า ก็รดน้ำตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ใช้มือถอนผักชีลาว เด็ดใบล่างที่มีสีเหลืองออก พร้อมรูดดินที่เกาะรากออกด้วย กำด้วยยางวง เป็นกำๆ ไม่ต้องล้างน้ำ เพราะถ้าต้นผักชีลาวเปียกน้ำการขนส่งใกล้ๆ จะทำให้ผักชีลาวเน่า</p>
<p><strong>7. โรค</strong>เช่น โรคใบเหลือง โรคเน่า ป้องกันด้วยการพ่นอาหารเสริม และสารป้องกันกำจัดเชื้อ เช่น แมนโคเชป</p>
<p><strong>8. แมลง</strong>ผักชีลาวไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแมลงที่ทำลาย จะมีบ้างก็ไม่ทำความเสียหายมากนัก จึงไม่ต้องพ่นสารเคมี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3862">ผักชีลาว</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3862</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บวบหอม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3856</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3856#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 08:16:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3856</guid>
		<description><![CDATA[<p>บวบหอม ชื่อวิทยาศาสตร์Luffa cylindrica(L.) M.Roem. ชื่อวงศ์Cucurbitaceae ชื่อสามัญSmooth Loofah ชื่ออื่นๆ - 1.พันธุ์บวบหอมที่ปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญ่ถือเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพาะปลูกกันมานาน และมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อๆ กันไป ปัจจุบันมีการพัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ เป็นลูกผสมเช่น ของบริษัทเจียไต๋ (ตราเครื่องบิน) 2. การเตรียมดินปลูกไถ หรือขุดดิน ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก พรวนดินยกร่อง หรือจะชักร่องแบบร่องถั่วฝักยาวโดยการปล่อยนํ้าไปตามร่อง 3. การปลูกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 75 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินหยอดเมล็ดหลุมละ 4-5 เมล็ด ลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม หรือปลูกในร่องทำการปล่อยน้ำก่อน พอดินหมาดๆ ก็หยอดเมล็ดตามระยะปลูกได้ หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 15 วัน ให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 3 ต้น 4. การทำค้างทำได้หลายวิธี คือ ใช้ไม้ใผ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3856">บวบหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: medium; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">บวบหอม</span></strong></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่อวิทยาศาสตร์</strong><em style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Luffa cylindrica</em><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">(L.) M.Roem.<span id="more-3856"></span></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อวงศ์</strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Cucurbitaceae</span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อสามัญ</strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Smooth Loofah</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่ออื่นๆ -</span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3857" rel="attachment wp-att-3857"><img class="aligncenter size-full wp-image-3857" title="bobhom01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/bobhom01.jpg" alt="" width="235" height="313" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3858" rel="attachment wp-att-3858"><img class="aligncenter size-full wp-image-3858" title="bobhom02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/bobhom02.jpg" alt="" width="235" height="334" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>1.<strong>พันธุ์</strong>บวบหอมที่ปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญ่ถือเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพาะปลูกกันมานาน และมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อๆ กันไป ปัจจุบันมีการพัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ เป็นลูกผสมเช่น ของบริษัทเจียไต๋ (ตราเครื่องบิน)</p>
<p><strong>2. การเตรียมดินปลูก</strong>ไถ หรือขุดดิน ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก พรวนดินยกร่อง หรือจะชักร่องแบบร่องถั่วฝักยาวโดยการปล่อยนํ้าไปตามร่อง</p>
<p><strong>3. การปลูก</strong>ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 75 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินหยอดเมล็ดหลุมละ 4-5 เมล็ด ลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม หรือปลูกในร่องทำการปล่อยน้ำก่อน พอดินหมาดๆ ก็หยอดเมล็ดตามระยะปลูกได้ หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 15 วัน ให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 3 ต้น</p>
<p><strong>4. การทำค้าง</strong><strong></strong>ทำได้หลายวิธี คือ ใช้ไม้ใผ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว หลุมละ 1 หลักโดยปักตรงหรือปักเอียงแล้วนำปลายค้างมัดรวมกันเป็นคู่ๆ เป็นรูปสามเหลี่ยมหรีอปักค้างแล้วขึงตาข่ายหรือมัดปลายค้างด้านบนเป็นคู่ๆรูปสี่เหลี่ยมคอยจับเถาให้เลื้อยบนค้าง</p>
<p><strong>5. การใส่ปุ๋ย</strong><strong></strong>ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ควรแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมและเมื่อพืชได้อายุ 25-30 วันโรยรอบๆโคนแล้วพรวนดินกลบ</p>
<p><strong>6. การให้น้ำ</strong>ควรให้น้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมออย่าให้แฉะเกินไป และอย่าให้ขาดน้ำช่วงออกดอกและติดผล ไม่แนะนำการให้นํ้าแบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ง่าย</p>
<p><strong>7. การกำจัดวัชพืช</strong>ควรกำจัดวัชพืชอยู่เสมอเพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารของบวบ และเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรู</p>
<p><strong>8. การเก็บเกี่ยว</strong>ถ้าต้องการเก็บเพื่อบริโภคหรือขายผลอ่อนควรเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ แต่ถ้าต้องการเก็บเพื่อเอาเส้นใย ต้องเก็บผลที่แก่จัด โดยทั่วไปอายุการเก็บเกี่ยวของบวบหอมประมาณ 50-60 วันหลังจากหยอดเมล็ด</p>
<p><strong>9. โรคและแมลงศัตรูของบวบหอม</strong>การปฏิบัติและดูแลรักษาเหมือนกับบวบเหลี่ยม และถั่วฝักยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3856">บวบหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3856</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บวบเหลี่ยม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3851</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3851#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 08:12:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3851</guid>
		<description><![CDATA[<p>บวบเหลี่ยม ชื่อวิทย์ Luffa acutangula(Linn.) Roxb. ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae ชื่อสามัญ Angled Loofah ชื่ออื่นๆ - 1.พันธุ์พันธุ์บวบเหลี่ยมที่นิยมปลูกทั่วไปนอกจากพันธุ์พื้นเมืองแล้วยังมีพันธุ์ของบริษัทเจียไต๋ ตราศรแดง (เฮอร์คิวลิส) ลักษณะผลยาวใหญ่ น้ำหนักดี ประมาณ 3 ผลต่อกิโลกรัม 2. การเตรียมดินบวบเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง การไถดินตากไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยดอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว คลุกเคล้าลงไปในดิน ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวด้วยแล้วย่อยดินให้ละเอียดพร้อมปลูก 3.วิธีการปลูกจะปลูกแบบบกยกเป็นร่องสวน หรือร่องผักก็ได้ โดยขุดหลุมด้วยจอบลึกประมาณ 10 ซม. ระยะปลูก กว้าง x ยาว ประมาณ 1 x1.5 เมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ รดน้ำให้ชุ่ม (เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกควรคลุกด้วยสารเคมีป้องกันมด และแมลงในดินเข้าทำลาย) คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้วก็ได้ จนอายุ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 2-4 ใบ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3851">บวบเหลี่ยม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">บวบเหลี่ยม</strong></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่อวิทย์ </strong><em style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Luffa acutangula</em><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">(Linn.) Roxb.<span id="more-3851"></span></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อวงศ์ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Cucurbitaceae</span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อสามัญ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Angled Loofah</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่ออื่นๆ -</span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3852" rel="attachment wp-att-3852"><img class="aligncenter size-full wp-image-3852" title="bob01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/bob01.jpg" alt="" width="235" height="176" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3853" rel="attachment wp-att-3853"><img class="aligncenter size-full wp-image-3853" title="bob02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/bob02.jpg" alt="" width="235" height="176" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>1.<strong>พันธุ์</strong>พันธุ์บวบเหลี่ยมที่นิยมปลูกทั่วไปนอกจากพันธุ์พื้นเมืองแล้วยังมีพันธุ์ของบริษัทเจียไต๋ ตราศรแดง (เฮอร์คิวลิส) ลักษณะผลยาวใหญ่ น้ำหนักดี ประมาณ 3 ผลต่อกิโลกรัม</p>
<p>2<strong>. การเตรียมดิน</strong>บวบเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง การไถดินตากไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยดอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว คลุกเคล้าลงไปในดิน ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวด้วยแล้วย่อยดินให้ละเอียดพร้อมปลูก</p>
<p>3.<strong>วิธีการปลูก</strong><strong></strong>จะปลูกแบบบกยกเป็นร่องสวน หรือร่องผักก็ได้ โดยขุดหลุมด้วยจอบลึกประมาณ 10 ซม. ระยะปลูก กว้าง x ยาว ประมาณ 1 x1.5 เมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ รดน้ำให้ชุ่ม (เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกควรคลุกด้วยสารเคมีป้องกันมด และแมลงในดินเข้าทำลาย) คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้วก็ได้ จนอายุ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 2-4 ใบ</p>
<p>3.1 การทำค้าง เมื่อบวบเหลี่ยม อายุประมาณ 15-20 วัน จะเริ่มทอดยอดหรือเลี้อยควรทำค้าง หรือร้านให้บวบเลื้อยเกาะขึ้นไป หากให้เลื้อยไปกับพื้นดินจะทำให้รูปร่างบวบงอโค้งไม่ได้ราคา การทำค้างสามารถทำได้หลายแบบ คือ</p>
<p>3.1.1 ปักค้างตรงยาวประมาณ 2-2.5 เมตร แต่ละหลุมแล้วเอนปลายเข้าหากันมัดไว้ด้วยกันแล้วใช้ไม้ค้างพาดกลางประมาณ 2-3 ช่วง ทุกๆ ระยะ 40-50 เซนติเมตร</p>
<p>3.1.2 ปักค้างตรงยาวประมาณ 2-2.5 เมตร ทุกหลุม แล้วขึงเชือกฟางอย่างเหนียวที่กลางและปลายค้างทุกค้างตลอดแถว</p>
<p>3.1.3 ทำเหมือน 3.1.1 แล้วใช้ตาข่ายที่มีขายตามท้องตลาดเข้าประกอบอีกครั้ง</p>
<p>3.1.4 ทำเป็นร้านโดยใช้ไม้ค้างผูกเป็นร้านสูงประมาณ 1.5-2 เมตร หรือระยะสูงพอเหมาะที่สะดวกต่อการทำงาน</p>
<p>4.<strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<p>4.1 ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอไม่ควรให้บวบเหลี่ยมขาดน้ำในระยะออกดอก และติดผล เพราะจะทำให้ดอกร่วงไม่ติดผล ระบบการให้น้ำแบบปล่อยตามร่องจะให้ผลดี</p>
<p>4.2 การใส่ปุ๋ย นอกจากปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแล้ว ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตราประมาณ 10 กรัมต่อหลุม เมื่ออายุประมาณ 30 วัน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เมื่ออายุประมาณ 40-45 วัน อัตราประมาณ 10 กรัมต่อหลุม</p>
<p>5.<strong>การเก็บเกี่ยว</strong><strong></strong>เมื่อบวบเหลี่ยมอายุ ประมาณ 45-60 วัน หลังหยอดเมล็ด ควรเลือกผลบวบเหลี่ยมระยะส่งตลาดขนาดไม่อ่อนมาก ไม่แก่มาก โดยใช้มีดตัดที่ขั้วโดยให้มีขั้วติดมาด้วย</p>
<p>6.<strong>โรคศัตรูพืช<br />
</strong></p>
<p>6.1 โรคราน้ำค้าง (เชื้อรา<em> </em><em>Pseudoperonospora cubensis</em>) ด้านบนของใบปรากฏแผลเหลี่ยมเล็กๆ สีเหลือง แตงกวาบางสายพันธุ์แผลมีสีขาวหรือเทา ต่อมา แผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ ในตอนเช้าถ้าสภาพอากาศมีความชื้นสูง ตรงแผลบริเวณใต้ใบจะพบเส้นใยของเชื้อรา ลักษณะเป็นขุยสีเทาดำ แตงที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็ก และความหวานลดลง หากเป็นโรคในระยะมีผลอ่อน จะทำให้ผลลีบเล็ก และบิดเบี้ยว ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม โรคจะระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. ควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและปราศจากโรค<br />
2. ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสารเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา ๗ กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม<br />
3. ไม่ปลูกพืชแน่นเกินไป เพราะจะทำให้มีความชื้นสูง<br />
4. หมั่นกำจัดวัชพืช เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศในแปลงได้ดี และทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตง<br />
5. กำจัดด้วงเต่าแตง ซึ่งอาจเป็นตัวแพร่เชื้อราสาเหตุโรค โดยการจับทำลาย หรือ ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด เช่น อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร<br />
6. เมื่อเริ่มพบโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น แมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไซมอกซานิล + ฟามอกซาโดน 30% + 22.5% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน<br />
7. แปลงที่เป็นโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และไม่ปลูกพืชตระกูลแตงซ้ำ ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</p>
<p>6.2 โรคใบไหม้ โรคใบกรอบ ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโดเซป เมทาแลคซิล</p>
<p>7. แมลงพบเพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย หนอนกระทู้ผัก แมลงวันทอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3851">บวบเหลี่ยม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3851</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
