<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชไม้ผล</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=12&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Apr 2026 08:49:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>กระท้อน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11276</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11276#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 May 2024 06:56:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11276</guid>
		<description><![CDATA[<p>กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sandoricum indicum Cav ชื่ออื่นๆ : หมากต้อง บักต้อง (อีสาน) มะติ่น (เหนือ) ล่อน เตียน สะเตียง สะตู (ใต้)    ถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีอายุยาวนานนับ 100 ปี ผลกระท้อนมีรูปทรงค่อนข้างกลม กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผิวเกลี้ยง ผลสุกสีเหลืองทอง หรือสีน้ำตาลอ่อน ผิวหยาบมีรอยย่นตาวแนวยาวของผล (ขนาดของผลโดยประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง10 – 15 เซนติเมตร) การห่อผลจะช่วยให้สีผิวของกระท้อนสวยขึ้น แหล่งปลูก : กระท้อนปลูกมากในจังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พิษณุโลกสุราษฎร์ธานี ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : กระท้อนมีเปลือกหนาประมาณ 0.5 – 1.5 เซนติเมตร เนื้อติดเมล็ด สีขาวเป็นปุย เนื้อแบ่งเป็นพู ในแต่ละผลมีประมาณ 3-5 พู แต่ละพูมี [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11276">กระท้อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>กระท้อน</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ :</strong> <em>Sandoricum indicum</em> Cav<span id="more-11276"></span></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ :</strong> หมากต้อง บักต้อง (อีสาน) มะติ่น (เหนือ) ล่อน เตียน สะเตียง สะตู (ใต้)</p>
<p style="text-align: left;">   ถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีอายุยาวนานนับ 100 ปี ผลกระท้อนมีรูปทรงค่อนข้างกลม กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผิวเกลี้ยง ผลสุกสีเหลืองทอง หรือสีน้ำตาลอ่อน ผิวหยาบมีรอยย่นตาวแนวยาวของผล (ขนาดของผลโดยประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง10 – 15 เซนติเมตร) การห่อผลจะช่วยให้สีผิวของกระท้อนสวยขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">แหล่งปลูก : กระท้อนปลูกมากในจังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พิษณุโลกสุราษฎร์ธานี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :</strong> กระท้อนมีเปลือกหนาประมาณ 0.5 – 1.5 เซนติเมตร เนื้อติดเมล็ด สีขาวเป็นปุย เนื้อแบ่งเป็นพู ในแต่ละผลมีประมาณ 3-5 พู แต่ละพูมี 1 เม็ด เนื้อกระท้อนมีรสเปี้ยว บางพันธุ์หวาน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การขยายพันธุ์  :</strong> เมล็ด การตอนกิ่ง การเสียบยอด</p>
<p style="text-align: left;">การเสียบยอด ตอนกิ่ง จะได้ผลที่มีลักษณะ และมีรสตามต้นเดิม และต้นไม่สูงมาก ต้นแตกกิ่งที่ระดับต่ำ ที่สำคัญจะให้ผลหลังการปลูกเพียง 2-3 ปี ส่วนวิธีดั้งเดิม คือ การปลูกด้วยการเพาะเมล็ด จะได้ต้นสูงใหญ่ และกว่าจะติดผลได้ก็ประมาณ 5-7 ปี หลังปลูก</p>
<p style="text-align: left;"><strong>พันธ์ุ</strong></p>
<p>1. กระท้อนพันธุ์ทับทิม<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมเป็นกระท้อนพันธุ์เบา ต้นปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว มีทรงสูง ออกดอกติดผลง่าย เก็บเกี่ยวได้ผลก่อนพันธุ์อื่นๆ ราวเดือน พฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ให้ผลดก ขั้วผลใหญ่และยาว ห่อผลง่าย ผลไม่ร่วง ผลทรงกลมแป้น ค่อนข้างเล็ก น้ำหนักประมาณ 200 กรัม/ผล  มีขั้วผลยาวทำให้ห่อสะดวกเปลือกมีผิวเรียบบาง สีเหลืองนวล เนื้อหนานิ่ม มีปุยแทรกเนื้อ รสหวานอมเปรี้ยว ปุยหุ้มเมล็ดหนา รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโตปานกลาง การขยายพันธุ์โดยวิธีตอนกิ่ง จะออกรากง่าย เมื่อปลูกแล้วโตเร็ว เป็นพันธุ์ที่ถูกบันทึกว่าได้นำมาปลูกที่ จังหวัดนนทบุรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486  ปลูกแล้วให้รสชาติดีแม้ผลจะเล็กในสภาพดินทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์  ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมจะมีผลขนาดลูกเล็ก ถ้าแก่จัดแล้วไม่เก็บ ผลจะแตกง่าย ร่วงง่าย และถ้าฝนตกชุกจะทำให้ไส้แดงเป็นน้ำหมาก</p>
<p>2. กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ปุยฝ้ายเป็นพันธุ์หนัก ผลมีอายุการเก็บเกี่ยวช้าจะเก็บผลได้ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม  ผลมีขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่น้ำหนักผลประมาณ 400-800 กรัมต่อผล ทรงผลกลม สูงเล็กน้อย ด้านก้นผลเรียบ ขั้วสั้นที่ผิวมีขนอ่อนนุ่มมือ ผิวเปลือกมีสีเหลืองอมน้ำตาล  เปลือกบาง ด้านขั้วจะนูนขึ้น บางผลจะมีรอยขรุขระเล็กน้อย เนื้อหนานุ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อจนถึงเปลือก รสชาติหวานอมเปรี้ยว (รสกลมกล่อม) ไม่ฝาด มีปุยหุ้มเมล็ดหนาฟูสีขาวสวย รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต แบน แก่จัดไส้ไม่เป็นน้ำหมาก จุดอ่อนคือให้ผลผลิตไม่ค่อยดก</p>
<p>3. กระท้อนพันธุ์นิ่มนวล ลักษณะกระท้อนพันธุ์นิ่มนวลเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกพอประมาณ  มีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม  ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักผลประมาณ 300-600 กรัมต่อผล ทรงผลกลมแป้น มีขั้วสั้น ผิวเปลือกเรียบมีสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกบาง มีผิวเรียบสีเหลืองอมน้ำตาล  เนื้อหนา นิ่ม ไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนปุยที่หุ้มเมล็ดหนาฟู สีขาว รสหวานจัด  เนื้อนิ่มกวาพันธุ์ “ทับทิม” เมล็ดมีขนาดปานกลาง  เป็นพันธุ์ที่ได้จากการนำเมล็ดพันธุ์ทับทิมไปเพาะ</p>
<p>4. กระท้อนพันธุ์เทพรส<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์เทพรสเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง จะแก่ช้ากว่าพันธุ์ ”ทับทิม”เล็กน้อย จะเก็บผลประมาณเดือน มิถุนายน ผลมีขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 250-500 กรัมต่อผล ทรงผลกลมสูงเล็กน้อย มีขนาดกลาง มีขั้วสั้น มีผิวเปลือกเรียบ สีน้ำตาลเข้ม มีขนอ่อนที่ผิวนุ่มมือ ด้านข้างผลจะมองเห็นสันนูนขึ้นมาตรงพูของเมล็ดชัดเจนกว่าพันธุ์อื่น ๆ เปลือกมีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ มีรสหวานอมเปรี้ยวแต่ที่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม</p>
<p>5. กระท้อนพันธุ์ทับทิมสยาม ลักษณะกระท้อนพันธุ์ทับทิมสยามเป็นพันธุ์เบาให้ผลดกและแก่เร็ว  ระยะการเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤษภาคม ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่มีขนาดผลค่อนข้างเล็ก  น้ำหนักผลประมาณ  200  กรัม/ผล  ทรงผลกลมแป้น  มีขั้วยาว  ผิวเปลือกเรียบบาง  มีสีเหลืองนวล<strong>  </strong>เนื้อบางนิ่ม  ปุยหนา  มีปุยแทรกเนื้อ  เมล็ดมีขนาดโตปานกลาง  เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยว  แต่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด<strong>  </strong>ถ้าผลแก่แล้วไม่ทำการเก็บเกี่ยวผลจะแตกง่าย  ถ้ามีฝนตกชุกจะทำให้ไส้แดงเป็นน้ำหมาก</p>
<p>6. กระท้อนพันธุ์อีล่า ประวัติความเป็นมา<strong>  </strong>ยายกุล  แย้มนพ  ได้นำเมล็ดกระท้อนพันธุ์อีไหวมาปลูกตั้งแต่    ปี  พ.ศ.  2471  หลังจากออกดอกและติดผลแล้วปรากฏว่าให้ผลผลิตดีกว่าเดิมแต่ออกผลได้ช้ากว่าพันธุ์อื่น ๆ  จึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า  “พันธุ์อีล่า”ลักษณะกระท้อนพันธุ์อีล่าเป็นกระท้อนพันธุ์หนัก ออกดอกติดผลดี แต่จะเก็บเกี่ยวผลได้ช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ คือราวต้นเดือน สิงหาคมถึงเดือนกันยายน  ลักษณะต้นมีทรงพุ่มกว้าง ใบและผล  มีขนาดค่อนข้างใหญ่  จึงติดผลได้มาก ขั้วผลใหญ่ ร่วงยาก ผลใหญ่   ในต้นที่มีอายุ  4  ปี  ให้ผลผลิตประมาณ  150-200 กิโลกรัม/ต้น เฉลี่ยต่อผล 1.3  กก./ผล  เมื่อผลแก่ใกล้สุกพร้อมเก็บเกี่ยวผิวเปลือกจะเป็นสีเหลืองเข้มออกน้ำตาลอ่อน ๆ  เปลือกบางมาก  ต้นที่ให้ผลในปีแรก  ผลจะมีลักษณะมีหัวนูนขึ้นเมื่อให้ผลครั้งต่อไป  ส่วนนูนก็จะลดน้อยลงจนคล้ายพันธุ์ปุยฝ้าย  เนื้อในนิ่ม  รสหวาน  ปุยยาวฟูสีขาว  และเมล็ดมีขนาดเล็กมาก ลักษณะพันธุ์อีล่ามักจะออกผลได้ช้ากว่าพันธุ์กระท้อนพันธุ์อื่น ๆ จึงไดชื่อว่า “พันธุ์อีล่า”</p>
<p>7. กระท้อนพันธุ์นิ่มนวล<strong>  </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์นิ่มนวลเป็นพันธุ์ให้ผลดก  อายุเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมิถุนายน  ขนาดผลปานกลางน้ำหนักประมาณ  300-600  กรัม/ผล  ทรงผลกลมแป้น  ขั้วสั้น  ผิวเปลือกเรียบสีเหลืองอมน้ำตาล  เปลือกบาง<strong>   </strong>เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง  มีปุยแทรกเนื้อ<strong>  </strong>รสชาติหวานอมเปรี้ยว  ปุยหุ้มเมล็ด หนาฟู  รสหวานจัด  เมล็ดมีขนาดปานกลาง</p>
<p>8. กระท้อนพันธุ์ขันทอง <strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์ขันทองเป็นกระท้อนพันธุ์หนัก ให้ผลผลิต 300-500 ผล/ต้น/ปี ผลขนาดใหญ่ บางผลหนักเปลือกมีผิวเรียบ เนื้อเป็นปุยหนาสีขาว หนากว่าพันธุ์ “อีเมฆ” รสหวาน เนื้อที่ติดกับเปลือกจะมีรสค่อนข้างฝาด จุดเด่นคือ ผลขนาดใหญ่ ต้นพันธุ์เดิมเป็นของ นายผูก อ่ำแดงได้มาจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ “อีเมฆ”</p>
<p>9. กระท้อนพันธุ์คานหาม<strong> </strong>ลักษณะกระท้อนพันธุ์คานหามเดิมคือพันธุ์ “อีจาน” เป็นกระท้อนพันธุ์ที่มีขั้วเหนียวและแข็งแรง ไม่ร่วงง่าย</p>
<p><strong>การปลูก </strong></p>
<p>1. การเตรียมแปลงในพื้นที่ดอนจำต้องไถให้เรียบเสมอ และกำจัดวัชพืชออกก่อน หลังจากนั้น ทำการขุดหลุมปลูก ขนาดหลุมลึก กว้างที่ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมหรือระยะปลูกที่ 6-8 x 6-8 เมตร</p>
<p>2. การปลูกจะต้องปลูกในช่วงต้นฝนจะดีที่สุด เริ่มด้วยการหว่านโรยก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/หลุม ร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 1 ถังเล็ก/หลุม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 2 กำมือ/หลุม แล้วเกลี่ยดินบนคลุกผสมให้เข้ากัน ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูกตรงกลาง พร้อมเกลี่ยดินกลบให้พูนเล็กน้อย จากนั้น ใช้ฟางข้าวหรือเศษใบไม้โรยรอบโคนต้น ก่อนจะรดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p>3. หลังการปลูก หากฝนไม่ตกหรืออยู่ในช่วงแล้งจะต้องให้น้ำช่วย 3-5 ครั้ง/เดือน และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอหากเริ่มออกดอก และติดผล</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<p>1. การใส่ปุ๋ยในระยะ 1-2 ปีแรก หรือ ขณะที่ต้นยังไม่เริ่มติดผล ควรเน้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยที่ได้จากวัสดุอินทรีย์เป็นหลัก โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง/ปี แต่ละครั้งใส่ประมาณ 5 กำ/ต้น และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-6-6 ร่วมด้วย ประมาณ 2 ครั้ง/ปี ในอัตรา 1-2 กำมือ/ต้น 2. เมื่อต้นเริ่มออกดอกครั้งแรกให้ใส่ปุ๋ยคอกตามเดิม แต่ปุ๋ยเคมีให้เปลี่ยนมาใช้สูตร 12-12-24 แทน ในอัตราเท่ากันในช่วงแรก แต่ต้องกะระยะการให้ คือ ต้องให้ก่อนหรืออยู่ในระยะออกดอก</p>
<p><strong>โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ : </strong>ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น แมลงวันทอง</p>
<p style="text-align: left;">ฤดูเก็บเกี่ยว : กระท้อนให้ผลผลิตมากช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การใช้ประโยชน์ :</strong> กระท้อนกินได้ทั้งเนื้อที่เป็นปุยสีขาวและเนื้อใต้เปลือก นิยมกินเป็นผลไม้ทำกระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนดอง กระท้อนในน้ำเชื่อม กระท้อนแช่อิ่ม แยมกระท้อน กระท้อนกวน เยลลี่กระท้อน สรรพคุณของกระท้อน มีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างช่วยบำรุงร่างกาย</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11276">กระท้อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11276</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=175</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=175#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 01:41:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[<p>กล้วย กล้วยเป็นพืชอาหารของโลกที่มีปลูกอยู่มากกว่า 135 ประเทศทั้งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน จากข้อมูลทางสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Stat, 2014) ปี 2555 ทั่วโลกมีพื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วยประมาณ 31 ล้านไร่ ผลผลิตกล้วยประมาณ 96 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 7.69 แสนล้านบาท แนวโน้มการผลิตตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วย ผลผลิตกล้วย และมูลค่าผลผลิตกล้วยของโลก มีอัตราเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.19, 0.54 และ 2.49 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยแหล่งผลิตกล้วยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียคิดเป็น 42.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาอยู่ในทวีปแอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลียโอเซียเนีย และยุโรป คิดเป็น 31.4, 24.1, 1.9 และ 0.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย บราซิล ฟิลิปปินส์ แทนนซาเนีย จีน เอกวาดอร์ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=175">กล้วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">กล้วย</span><span id="more-175"></span></strong><strong></strong></p>
<p style="text-align: justify;">กล้วยเป็นพืชอาหารของโลกที่มีปลูกอยู่มากกว่า 135 ประเทศทั้งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน จากข้อมูลทางสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Stat, 2014) ปี 2555 ทั่วโลกมีพื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วยประมาณ 31 ล้านไร่ ผลผลิตกล้วยประมาณ 96 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 7.69 แสนล้านบาท แนวโน้มการผลิตตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวกล้วย ผลผลิตกล้วย และมูลค่าผลผลิตกล้วยของโลก มีอัตราเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.19, 0.54 และ 2.49 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยแหล่งผลิตกล้วยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียคิดเป็น 42.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาอยู่ในทวีปแอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลียโอเซียเนีย และยุโรป คิดเป็น 31.4, 24.1, 1.9 และ 0.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย บราซิล ฟิลิปปินส์ แทนนซาเนีย จีน เอกวาดอร์ บรุนดี ไทย อูกันดา แองโกลา อินโดนีเซีย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong></span><strong> : </strong>กล้วยมะลิอ่อง กล้วยใต้ กล้วยตาปีอ่อง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์ </span> </strong><strong>: </strong>MUSACEAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อสามัญ</span> </strong> <strong>:</strong> Banana</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span> </strong> <strong>:</strong> <em>Musa spientum</em> Linn.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong><span style="color: #008000;"> :</span> </strong>เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นใต้ดินอายุหลายปี เป็นลำต้นปลอมรูปทรงกระบอก เกิดจากกาบใบห่อหุ้มซ้อนกัน ใบออกเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดใหญ่ ขอบเรียบ เส้นกลางใบแข็ง เส้นใบมีจำนวนมากโดยออกจากเส้นกลางใบทั้งสองข้าง ขนานกันไปจรดขอบใบ ก้านใบยาวด้านล่างกลม ด้านบนเป็นร่อง ส่วนโคนแผ่เป็นกาบ ดอกออกเป็นช่อห้อยบงด้านช่อดอกแข็ง ดอกย่อยแยกเป็นดอกเพศผู้และเพศเมีย เมื่ออยู่ตอนล่างของช่อ ดอกย่อยอยู่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มรองรับด้วยใบประดับขนาดใหญ่สีม่วงแดง ติดบนแกนกลางช่อดอกเรียงเวียนสลับกัน ดอกย่อยรูปทรงกระบอก กลีบดอกแยก 3-5 แฉก ผลสดรูปทรงกระบอกหรือสี่เหลี่ยมอยู่ติดกันคล้ายหวี มีเปลือกหนา เมื่อสุกมีรสหวานรับประทานได้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7570" rel="attachment wp-att-7570"><img class="aligncenter size-full wp-image-7570" title="banana" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/banana.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></p>
<p><strong>พันธุ์และการขยายพันธุ์</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>กล้วยกล้าย</strong></span>หรือกล้าย บางแห่งเรียกว่า กล้วยโกก กล้วยโคก กล้วยหมอนทอง ปลูกไม่แพร่หลาย มีที่จังหวัดจันทบุรี ตราด ที่บางกอกน้อย (กรุงเทพฯ) ต้นสูง 3.5-4 เมตร กาบลำต้นด้านนอกสีชมพูแดง มีประดำค่อนข้างมาก ด้านในสีเขียวอ่อนมีเส้นสีชมพู ก้านใบมีประดำเล็กน้อย มีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ช่อดอกประกอบด้วยดอก ตัวเมียที่ดอกตัวผู้เป็นหมัน ไม่มีดอกตัวผู้หรือดอกกะเทย เมื่อดอกเป็นผลจึงไม่มีปลีเหลืออยู่ ช่อดอกย่อยมี 2-3 ช่อ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยเล็กๆ 6-7 ดอก เครือหนึ่งมี 10-20 ผล ผลยาว 20 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผล 4.5 เซนติเมตร เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ก้านผลสั้น ผลยาวโค้งงอ เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีเหลืองคล้ายกล้วยน้ำว้า เนื้อสีส้ม รสหวานอ่อน มีกลิ่นหอมไส้เนื้อกล้วยแข็งเล็กน้อย เนื้อเหนียวอร่อยเมื่อสุก ผลไม่มีเมล็ด เพราะดอกกล้วยไม่มีการผสมพันธุ์</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยขม หรือกล้วยขมเบา ขมหนัก</span> </strong>กล้วยขมพบมากในภาคใต้ของประเทศไทย ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ ก้านใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันร่องใบเปิด เครือหนึ่งมีประมาณ 5 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10 ผล ลักษณะผลอ้วนกลม ผิวสีสดใสปลายผลมีจุก เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เนื้อสีีเหลืองอ่อน นิ่มฟู รสหวานหอม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่</span> </strong>เป็นกล้วยที่ปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี ตาก และสุรินทร์ เครือกล้วยไข่มีขนาดเล็ก แต่ละหวีมีลูกดก ขนาดผลเล็ก ผิวสีเหลืองไข่ ผิวเปลือกบาง เนื้อสีเหลืองสวย รสหวานหอม เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 40 &#8211; 45 วันหลังตัดปลี ในช่วงฤดูหนาวผลจะแก่ช้า อายุการเก็บเกี่ยว 50-55 วัน หลังตัดปลี กล้วยไข่ตกเครือให้ลูกสุกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงเข้าพรรษา ที่มีการทำข้าวกระยาสารทถวายพระ กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานคู่กับกระยาสารทจะได้รสชาติที่อร่อยลงตัวพอดี กล้วยไข่ที่ขึ้นชื่อคือ กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยไข่สายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยไข่พระตะบอง กล้วยไข่โบราณ เเละกล้วยไข่เล็กยโสธร มีเปลือกบางสีเหลือง รสหวานอร่อย เนื้อสีเหลืองไข่ เหนียวหวานหอม รับประทานสุกเป็นผลไม้ ทำเป็นขนมหวาน กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี และแปรรูปเป็นกล้วยตาก  ปี 2566  <strong>มูลค่าการส่งออกที่ </strong><strong>86.9 ล้านบาท</strong> มีปริมาณส่งออก 5,040 ตัน  เป็นกล้วยที่รสชาติหวานเนื้อแน่นพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 72,000 ไร่ ปลูกมากที่ จันทบุรี กำแพงเพชร ตราด ตาก เพชรบุรี สุโขทัย ตลาดต่างประเทศที่สำคัญคือ จีน รองลงมาคือ กัมพูชา</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่ทองขี้แมว</span> </strong>ลักษณะกล้วยไข่ทองขี้แมว ลำต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร ลำต้นเทียมด้านนอก สีเขียวเข้มมีจุดประสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก และมีนวลมาก ด้านในสีออกชมพู ปลีมีใบประดับรูป ไข่ยาว ปลายแหลม และม้วนขึ้น ใบประดับมีสีแดงเทาไม่มีไข กลีบรวมใหญ่สีขาว ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวใสไม่มีสี มีดอกตัวผู้และตัวเมีย ใบประดับมีรูปร่างเรียวยาวปลายแหลม ด้านในสีซีด เครือกล้วยชี้ไปทางด้านข้างรวมทั้งปลี เครือหนึ่ง มีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเมล็ดด้านใน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยไข่พระตะบอง</span> </strong>หรือกล้วยไข่บอง เจ็กบอง ปลูกมากในแถบภาคกลาง เช่น จังหวัดตราด สุรินทร์ ชัยภูมิ นนทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 14-16ผล ผลโตกว่ากล้วยไข่ทั่วไป ก้านผลค่อนข้างสั้น ผลไม่มีเหลี่ยมปลายผลมนโค้งขึ้นเล็กน้อย เปลือกค่อนข้างหนา เนื้อด้านในสีเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย หากไม่ชอบรสเปรี้ยวของกล้วยควรนำไปต้มทั้งเปลือกหรือนำไปทำกล้วยบวชชี จะช่วยให้ความเปรี้ยวลดลง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยเงิน</span> </strong>มีลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวมีประดำเล็กน้อย ก้านใบและเส้นกลางใบสีเขียว ก้านใบมีปีก ก้านเครือไม่มีขน ปลีมีรูปไข่ป้อมสีม่วงเข้มปลายแหลม มีไขเล็กน้อย เครือหนึ่งมีน้อยกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลเมื่อสุกมีสีเหลือง มีขนาดใหญ่เกือบเท่ากล้วยเทพรส รูปร่างคล้ายกล้วยไข่ขนาดใหญ่มาก เนื้อสีเหลือง</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยจีน </strong></span>มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กล้วยนมสวรรค์ บ้างก็เรียกว่า กล้วยน้ำนมราชสีห์ กล้วยลังกากล้วยไข่ฝรั่ง ชาวพัทลุงเรียกว่า กล้วยจีน ปลูกกันมากที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง จังหวัดทางภาคใต้ปลูกที่พัทลุงและที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกว่า กล้วยส้ม เป็นต้นกล้วยที่แข็งแรงต้นสูงใหญ่ กาบด้านนอกสีเขียวมะกอก เส้นกลางใบสีชมพูอมม่วงชัดเจน เครือเป็นรูปกรวย การเรียงตัวของหวีแน่น เครือหนึ่งมี 8-10 หวี ผลมีจุกเหมือนจุกขวด ผลเล็ก ก้านสั้น เมื่อดิบสีเขียวสด เมื่อสุกสีเหลืองสด ผลไม่หลุดจากเครือ รสหวานอมเปรี้ยว</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยช้าง</span> </strong>รูปร่าง ลักษณะต้น ใบ และปลี คล้ายกล้วยเทพรส ลักษณะที่ต่างกันคือ ปลีจะหลุดหายไปเมื่อติดผลหวีสุดท้าย แต่เครือกลับชี้ลงดิน เหมือนกล้วยเทพรสชนิดปลีปกติ ช่วงระหว่างหวีห่างจากกันการเรียงตัวของผลแผ่และเรียงตัวไปในทางเดียวกันคล้ายกล้วยน้ำว้า รอยต่อของขั้วหวีกับก้านเครือมีรอยตะเข็บนูนชัดเจน ขนาดของผลและรสชาติคล้ายกล้วยเทพรส</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยตานี</span> </strong>เป็นกล้วยป่าที่มาจากประเทศอินเดีย ปลูกเพื่อนำใบมาใช้เป็นใบตอง ผลกล้วยมีเมล็ด กล้วยตานีดิบใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ส้มตำกล้วยดิบ กล้วยดิบกินกับแหนมเนือง นำไปดองหรือแกง เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยตีบ</span> </strong>หรือกล้วยตีบคำ อีตีบ เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี ลำต้นสูง 3-4 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวมีประสีน้ำตาล ต้นอ่อนสีชมพู ก้านใบสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ใบอ่อนด้านล่างมีสีชมพู ท้องใบมีนวลสีขาว กาบใบยาวและเรียงตัวกันแน่นคล้ายเป็นลำต้น ลักษณะผลงอเล็กน้อย ปลายผลมีจุกใหญ่ ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยหอม แต่ขนาดผลเท่ากล้วยไข่ หวีหนึ่งมีประมาณ 16-18 ผล ผล มีเหลี่ยมเห็นชัดเจน ผลสุกมีสีเหลืองทองสวย รสหอมหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยทองร่วง</span> </strong>หรือกล้วยไข่ทองร่วง ค่อมเบา พบมากในภาคใต้ ลักษณะกล้วยทองร่วงมีลำต้นเทียมความสูงไม่เกิน 2.5-3.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำปานกลาง เครือชี้ออกด้านข้าง เครือหนึ่งมีมากกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10-16 ผล น้ำหนักผลหนักประมาณ 87 กรัมต่อผล ขนาดผลเล็กใกล้เคียงกับกล้วยไข่แต่ผลใหญ่กว่า เปลือกสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกมีผิวสีเหลืองสดใส เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อสุกเต็มที่ผลมักร่วงออกจากเครือ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยเทพรส</span> </strong>หรือที่เรียกกันว่า กล้วยสิ้นปลี หรือกล้วย ปลีหาย เพราะเวลาตกเครือปลีจะหดหายไป กล้วยเทพรสในหนึ่งเครือมี 5-7 หวี แต่ละหวีมีราว 11 ผล ลักษณะผลมีขนาดใหญ่ มีสันเหลี่ยมตามเปลือกผลชัดเจน ปลายผลทู่ ก้านผลยาว ผลดิบสีเขียวหม่น เมื่อแก่จัดมีสีเขียวอมเทา ผลสุกเปลือกสีเหลืองส้ม เนื้อในสีครีม นำไปฉาบ เชื่อม ต้ม หรือเผารับประทาน เนื้อจะเหนียวและหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยนมสาว</span> </strong>พบมากในแถบภาคใต้ ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ ก้านใบค่อนข้างสั้น มีประดำ ร่องก้านใบเปิด ปลีเป็นทรง ดอกบัว ปลายแหลม สีแดงอมม่วง เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-12 ผล ลักษณะผลอ้วนกลม ผิวสีสดใส ปลายผลมีจุกใหญ่งอนขึ้น เมื่อผลสุกเปลือกจะหนา รสชาติหอมหวาน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>กล้วยนมหมี </strong></span>พบมากแถบภาคกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร ผลมีขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เครือหนึ่งมีประมาณ 4-7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10-16 ผล ผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยหักมุก ปลายผลชี้ไม่เป็นระเบียบ มีจุกใหญ่ปลายมน ผลกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-13 เซนติเมตร มักพบแถบปลายผลแตกเป็นสีน้ำตาล ผลดิบมีสีเขียวแตกลายงาสีน้ำตาล เมื่อสุกสีจะออกเหลืองอมส้ม เนื้อสีขาวแน่น รสชาติหวาน เปลือกบาง เวลารับประทานควรนำผลไปทำให้สุกด้วยความร้อน จะช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยนาก</span> </strong>เปลือกกล้วยสีออกสีนาก สีอมเเดงค่อนข้างคล้ำ (สีนากเป็นสีผสมระหว่างทองคำกับทองเเดง คนโบราณใช้ทำเข็มขัดนาก กำไลนาก) พันธุ์กล้วยนากมีกล้วยนากแดง กล้วยน้ำครั่ง กล้วยครั่ง กล้วยกุ้งแดง ผลดิบผิวเขียวอมเเดงหม่น ผลสุกผิวสีนากเเดง มีกลิ่นหอม รสหวาน กึ่งกล้วยไข่กึ่งกล้วยหอม เนื้อออกสีเหลืองส้ม ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงนำมาบดป้อนลูกเด็กเล็กเเดง เป็นกล้วยที่รับประทานกันมากในประเทศพม่า</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำ</span> </strong>หรือกล้วยกระเจาะเนิก มีลำต้นเทียมสูง 2.5 เมตร ปลีรูปไข่ออกยาว ปลายปลีแหลม ปลีมีสีม่วงเข้มไม่มีไข ด้านในสีแดง ปลายปลีม้วนขึ้น เครือของกล้วยน้ำห้อยลง เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 14 ผล ผลสุกสีเหลืองอมส้มมีรสหวานมาก</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำไท</span> </strong>เป็นกล้วยที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ในการเซ่นบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ไหว้ครู ร่วมกับขนมต้มแดงขนมต้มขาว หัวหมู ส้มสุกลูกไม้อื่น ๆ แต่ความที่เป็นกล้วยหายากในปัจจุบันจึงใช้กล้วยน้ำว้าแทน กล้วยน้ำไทผลสั้นกว่ากล้วยหอม ผลสุกผิวสีเหลืองอร่าม เนื้อกล้วยเหนียวคล้ายกล้วยน้ำว้า รสหวานเข้มคล้ายกล้วยหอม บางท้องถิ่นเรียกว่า กล้วยหอมน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำนม</span> </strong>พบในแถบภาคเหนือ ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร ปลีสีม่วงอมแดง ก้านเครือสีเขียวมีขน เครือหนึ่งมี 7-12 หวี หวีหนึ่งมี 16-20 ผล ผลกลมเล็ก ปลายจุกงอนขึ้น เมื่อสุกจะมีสีเหลือง เปลือกหนา สีขาวนวล กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม รสชาติหวานแหลม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">กล้วยน้ำว้า</span> </strong>เป็นกล้วยพื้นบ้านของคนไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ำว้ากาบขาว กล้วยน้ำว้าค่อม กล้วยน้ำว้าแดง กล้วยน้ำว้าเขียว เเละกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง กล้วยน้ำว้ายังมีแบบไส้ดำ ไส้เหลือง ไส้แดง กล้วยน้ำว้าเมื่อดิบเปลือกสีเขียว (นอกจากเป็นกล้วยน้ำว้าเปลือกดำที่พบที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี) เนื้อเเน่น มีรสฝาด เมื่อสุกเปลือกเหลืองบาง เนื้อเเน่นนิ่ม มีรสหวาน กลิ่นหอม รับประทานทั้งแบบดิบด้วยการนำไปปรุงสุกเป็น เเกงกล้วย ทำตำกล้วย ผัดผลกล้วย กล้วยปิ้ง กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยฉาบ กล้วยตาก กล้วยกวน และรับประทานสุกเป็นผลไม้ ระยะเก็บเกี่ยว ลักษณะผลเหลี่ยมกล้วยขนาด 3 ใน 4 ส่วน อายุจากวันตัดปลี อายุ 90-100 วัน ตัดกล้วยเมื่อความแก่ประมาณ 75% หากขนส่งไปขายไกลๆ เป็นกล้วยที่ปลูกง่าย แปรรูปได้หลากหลาย มีตลาดรองรับในประเทศมาก พื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 380,000 ไร่ โดยมีการปลูกกระจายทั่วทั้งประเทศ เช่น จันทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ เลย เพชรบุรี</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ากาบขาว</span> </strong>มีลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน โคนกาบมีสีน้ำตาลปนแดง มีประดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบมีสีเขียว ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 7-12 หวี ผลดิบมีสีเขียวนวล มีเหลี่ยมเห็นชัด เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อผลสุกเหลี่ยมจะลบและผลมีสีเหลืองกระดังงา เนื้อสีขาวเหนียว ไส้กลางมีสีเหลือง รสหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ากาบดำ</span> </strong>พบที่จังหวัดจันทบุรี ลักษณะกล้วยน้ำว้ากาบดำมีลำต้นสูง 3.5-4.5 เมตร กาบด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีลายดำเล็กน้อย กาบด้านในมีสีเขียวอ่อน ลักษณะก้านใบสีเขียวอ่อน ร่องใบเปิด ดอกสีม่วงอมแดง ลักษณะเรียวยาว เครือหนึ่งมีประมาณ 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-17 ผล ผลมีลักษณะยาวเรียว</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าเขียว</span> </strong>ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวมะกอก ผลดิบสีเขียวสดไม่มีนวล เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อสุกเหลี่ยมลบหมดมีสีเหลืองอมเขียว ที่สันเหลี่ยมยังคงทิ้งสีเขียวไว้จางๆ เนื้อมีสีขาว ไส้กลางสีเหลือง เนื้อเหนียว รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ นิยมนำมาทำให้สุกก่อนรับประทาน เช่น กล้วยฉาบ กล้วยทอด</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าค่อม</span> </strong>พบได้ทั่วทุกภาค บางท้องถิ่นเรียกน้ำว้าเตี้ย หรืออีเตี้ย เป็นต้นที่กลายพันธุ์มาจากกล้วยน้ำว้า กาบขาว ลำต้นสูงเพียง 2 เมตร ใบค่อนข้างใหญ่และเปราะ เครือหนึ่งมี 7-10 หวี หวีหนึ่งมี 14-18 ผล ก้านผลยาว ช่องว่างระหว่างหวีน้อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป จึงค่อนข้างแน่น บางครั้งเบียดกันมากจนทำให้บางผลมีลักษณะเรียวแหลม เมื่อสุกมีสีเหลืองอมขาว ไส้กลางมีสีเหลือง รสหวานอร่อย ให้เนื้อเยอะ ผลใช้รับประทานสด และแปรรูป</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยน้ำว้าแดง </strong></span>หรือกล้วยน้ำว้าในออกหรือกล้วยสุกไส้แดง หรือกล้วยอ่อง เป็นกล้วยที่กลายพันธุ์มาจากกล้วยน้ำว้า ลักษณะต้นโดยทั่วไปคล้ายกล้วยน้ำว้ากาบขาว กาบลำต้นนอกมีสีเขียวอ่อนปนแดง มีประดำเล็กน้อย หน่อมีสีแดงจัดกว่าพันธุ์กาบขาว ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียวหม่น ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 7-12 หวี เมื่อสุกเนื้อในเป็นสีขาวปนชมพู ไส้กลางมีสีชมพูแดง รสหวาน เนื้อเหนียว จึงไม่นิยมใช้เลี้ยงทารก เพราะย่อยยาก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าดำ</span> </strong>พบได้ทั่วไปในแถบภาคกลาง ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-15 ผลผลอ่อนมีลายตามผิว ผลเป็นเหมือนสนิม เมื่อผลแก่จะมีลายเกือบเต็มผล และมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผลสุกส่วนที่เป็นสีเขียวจะกลายเป็นสีเหลือง ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลสีจะซีดลง ผิวเปลือกบาง เนื้อผลสีขาว รสหวานมีกลิ่นเล็กน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง</span> </strong>บ้างเรียกกล้วยน้ำว้าสวน หรือทองมาเอง พบที่บางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี มีลำต้นเทียมสูงไม่เกิน 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวปนแดง มีประดำค่อนข้างมาก ก้านใบสีเขียวสด ท้องใบมีนวลมาก เครือหนึ่งมี 5-7 หวี ลักษณะผลภายนอกเหมือนกล้วยน้ำว้ากาบขาว ผลสุกมีสีเหลืองปนน้ำตาล เปลือกบาง บางครั้งมีกระที่ผิว เนื้อในมีสีขาวเหลือง รสหวานจัดกว่าทุกพันธุ์ เป็นกล้วยที่นิยมปลูกในสวนแถบบางกอกน้อย และสวนทุเรียนที่จังหวัดนนทบุรี</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำ</span> </strong>พบที่จังหวัดกำแพงเพชร ลักษณะกล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำมีลำต้นสูง 3 เมตร กาบด้านนอกเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอ่อน ฐานใบโค้งงอ ปลีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ทรงเรียวปลายแหลม ด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีหม่น เมื่อกาบปลีเปิดจะม้วนงอขึ้น เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-15 ผล ปลายผลจะมีเกสรตัวเมียติดอยู่ เมื่อผ่าดูจะเห็นไข่ที่ไม่ได้รับการผสมเรียงกันเป็นเส้นสีดำ นิยมรับประทานผลสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยนิ้วมือนาง</span> </strong>หรือกล้วยหวาน พบที่จังหวัดนครสวรรค์ ลำต้นสูง 2.5-3.5 เมตร กาบด้านนอกเขียว ด้านในสีเหลืองอมเขียว ก้านใบสีเขียว ร่องใบเปิด ปลีมีสีแดงรูปไข่เรียวแหลม ปลายแหลม ก้านเครือมีขนเครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลยาว 12-16 เซนติเมตร กว้าง 3-4 เซนติเมตร เมื่อสุกจะมีสีเหลือง รสหวานเล็กน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยบัวสีชมพู</span> </strong>หรือกล้วยบัว พบได้ทั่วไป ลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบเส้นกลางใบสีเขียว ใบมีลักษณะเรียวเล็กรูปใบพาย ช่อดอกไม่มีขน ก้านช่อดอกตั้งขึ้น ใบประดับรูปไข่ค่อนข้างยาวสีชมพูคล้ายกลีบดอกบัว ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ผลมีรูปรีแกมขอบขนาน เมื่อผลสุกจะมีสีเหลือง แต่ละหวีมี 1 แถว ผลจะเรียงตัวกันไม่เป็นระเบียบ</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยบัวสีส้ม</span> </strong>พบได้ทั่วไป พบมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำต้นสูง 1.5-2 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ต่างจากกล้วยบัวสีชมพูที่การแตกกอ โดยกล้วยบัวสีส้มจะแตกตัวกระจัดกระจาย ก้านใบมีสีเขียว ใบสีเขียว ช่อดอกชูตั้งขึ้น ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับ รูปร่างคล้ายกลีบดอกบัว สีส้ม ผลมีสีเขียว ผิวเรียบ ขนาดเล็ก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยผา</span> </strong>หรือกล้วยครก กล้วยโทน กล้วยป่า พบในป่าแถบภาคเหนือและภาคอีสาน ลักษณะกล้วยผา มีลำต้นเทียมเตี้ย สูงต่ำกว่า 0.5 เมตร กาบใบมีนวลหนาและเรียงตัวหลวมๆ ลำต้นเทียมขยายใหญ่ ก้านใบสั้นสีเขียว เส้นใบสีเขียว ช่อดอกใหญ่ ชูตั้งและโน้มลงตรงขนานกับพื้นดิน ใบประดับและดอกอยู่สลับกัน และชิดติดกันมาก ใบประดับมีขนาดใหญ่สีแดงอมม่วง รูปค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ดอกที่อยู่โคนช่อดอกเป็นดอกกะเทยผลใหญ่ เรียงกันไม่เป็นระเบียบ รูปป้อม ปลายแหลม มีเมล็ดมาก เมล็ดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร หรือมากกว่า เมล็ดพักตัวได้เป็นเวลานานและสามารถงอกได้เองในฤดูฝน ต่อมาเป็นกล้วยที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ขึ้นตามซอกหน้าผาที่เป็นหินได้</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยพม่าแหกคุก</span> </strong>พบได้ทั่วไปตามแถบภาคกลาง ลักษณะกล้วยพม่าแหกคุก มีลำต้นเทียมสูงไม่เกิน 3.5-4 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประสีดำมาก ด้านในซีดขาว ก้านใบมีร่องแคบมาก ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับมีรูปร่างป้อม ปลายมน ด้านนอกสีม่วงแดง มีไขมาก ด้านในสีแดงไม่ซีด กลีบรวมใหญ่สีม่วง ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีม่วงใส ที่ปลายสีเหลืองมีหยักเล็กน้อย ก้านของเกสรตัวเมียมีหยักที่โคนซึ่งมีลักษณะเหมือนกล้วยซาบาของฟิลิปปินส์ มีรังไข่ตรงสีม่วง เกสรตัวเมียและเกสรตัวผู้สีครีม ก้านเกสรตัวเมียสั้นกว่าเกสรตัวผู้เล็กน้อย เครือหนึ่งมี 8-12 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 14-20 ผล ผลมีสีเขียวเข้มเป็นเงา เมื่อสุกมีสีเหลืองจำปา เปลือกหนาเป็นเงา มีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยหักมุก รูปร่างของผลใกล้เคียงกับกล้วยหักมุกเช่นกัน เนื้อแน่น มีลักษณะเหนียวๆ เนื้อผลสีขาว รสหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อนำไปย่าง</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยร้อยหวี</span> </strong>มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินโดนีเซีย เรียกชื่อว่า ปิซัง เซเรบู (pisang serebu) บางทีก็เรียกว่า กล้วยงาช้าง ลำต้นเหมือนกล้วยทั่วไปแต่ต้นเล็กกว่าต้นกล้วยน้ำว้า ใบสีเขียวเข้ม สูงราว 1.5-2 เมตร อายุการออกดอกใช้เวลา 6 เดือน เมื่อออกดอกแล้วก็จะเริ่มตกปลี ระยะตกปลีจนสุดปลายเครือใช้เวลาทยอยเป็นหวีกล้วยเล็กๆ ยาวนาน 9-12 เดือน จึงจะสุดเครือ ช่อดอกมีดอกแน่นมาก เป็นดอกตัวเมียส่วนใหญ่ ออกเป็นเครือห้อยย้อยลง ยาวเฟื้อยเหมือนงวงช้าง บางครั้งจึงเรียกว่ากล้วยงวงช้าง ในเครือที่สมบูรณ์ เครือหนึ่งมี 200-300 หวี มีผลกว่า 3,000 ผล เครือยาวถึง 6 ฟุต ปลายปลีเล็กเรียว เมื่อสุกรสหวานอ่อน เนื้อน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเล็บช้างกุด</span> </strong>กล้วยเล็บช้างกุด หรือกล้วยโก๊ะ อีเต่า พบมากทางภาคใต้ ลำต้นสูง 3.5-4 เมตร กาบลำต้น ด้านนอกมีสีเขียว ก้านใบสีเขียว เส้นกลางใบสีเขียว ช่อดอกไม่มีขน ปลีค่อนข้างป้อม มีความกว้างมาก ปลายมน ด้านนอกมีสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านในสีแดงสดใส เมื่อกาบปลีกางออกจะตั้งฉากกับช่อดอก กาบปลีแต่ละใบจะซ้อนกันลึก เครือหนึ่งมีประมาณ 8 หวีขึ้นไป หวีหนึ่งมี 14-18 ผล ลักษณะผลป้อมคล้ายกล้วยตานี ปลายผลมน ก้านผลยาว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง รสหวาน เนื้อมีแป้งมาก บางผลมี เมล็ด ถ้าต้มแล้วเนื้อจะแน่นเหนียว นิยมรับประทานผลสดเมื่อสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเล็บมือนาง</span> </strong>เป็นกล้วยกลายพันธุ์มาจากกล้วยป่า ปลูกกันมากทางภาคใต้โดยเฉพาะที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร นับเป็นกล้วยที่แพร่หลายมากชนิดหนึ่ง (คนนครศรีธรรมราชเรียกว่า กล้วยหมาก พัทลุงเรียกว่า กล้วยทองหมาก นครสวรรค์เรียกว่า กล้วยเล็บมือ เลยเรียกว่า กล้วยหอม) มีลำต้นผอมสูง กาบด้านนอกสีชมพูอมแดง ผลมีขนาดเล็กเท่านิ้วมือ ปลายยาวเรียว โค้งงอ ปลายผลมีสีดำเล็กแหลมเป็นก้านเกสรเรียกว่า “เล็บ” ในหนึ่งหวีมีผลเเน่นมาก ขนาด 30-40 ผล ผลสุกสีเหลืองทอง เนื้อในสีเหลือง กลิ่นหอมแรง รสหวาน เนื้อนุ่ม รับประทานสุกเป็นผลไม้ เเปรรูปเป็นกล้วยตาก เเละกล้วยฉาบอบใบเตย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยเลือด</span> </strong>หรือเรียกว่า กล้วยเสือพราน กล้วยทหารพราน กล้วยใบลาย เป็นกล้วยป่าชนิดใบประ ต้นเดี่ยว กอเล็ก ต้นเทียมสูงเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร กาบลำต้นเทียมสีเขียวอมเหลือง มีปื้นดำเป็นประใหญ่อยู่ทั่วไป ด้านในกาบใบสีเขียวอ่อนตลอดลำต้น ใบมีประสีแดงอมม่วง โดดเด่นสวยงาม เมื่อต้นโตขึ้นประก็จะจางลง จึงนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกช่อสั้น ก้านเครือลูกกล้วยมีขน ปลีเล็กเรียวปลายแหลม สีแดงอมม่วง ผลเล็กเกาะกันแน่นในแต่ละหวี เมื่อผลโตขึ้นกลายเป็นสีเขียว เครือหนึ่งมี 7-8 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลสุกสีเหลือง มีรสหวาน แต่มีเมล็ดมาก พบที่จังหวัดแพร่และบริเวณภาคเหนือของไทย</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยส้ม</span> </strong>จันทบุรีเรียก กล้วยหักมุก ราชบุรีเรียก กล้วยหักมุกเหลือง นนทบุรีเรียก กล้วยหักมุกสีทอง พบทั้งทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก ลักษณะกล้วยส้มมีลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวเข้ม ด้านในมีสีชมพูอ่อน มีไขปานกลาง ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ไม่มีปีก ก้านใบเอนลงมีสีเขียว เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับ มีสีม่วงเข้ม มีนวล ด้านในสีแดงเข้มไม่ซีด โคนทั้งสองข้างของใบประดับหรือกาบปลีมีสีเหลือง ปลายมนและมีสีเหลือง ค่อนข้างป้อม มีไขมาก เมื่อบานเต็มที่จะม้วนขึ้น ก้านดอกตัวเมียสีแดงเรื่อๆ กลีบรวมใหญ่สีครีมส้ม ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีครีมใส รูปร่างของผลเหมือนกล้วยหักมุกขาว มีจุกใหญ่ หวีแรกจะแตกลายงา เครือห้อยลง เครือหนึ่งมีประมาณ 7-8 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 16-18 ผล ผลมีเหลี่ยมคล้ายกล้วยหักมุก เปลือกหนาสีเขียว ก้านผลยาว ปลายผลมีจุกใหญ่ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองทอง เนื้อผลสีเหลืองอมส้ม รสหวานอมเปรี้ยว นิยมรับประทานผลสุก</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยสา</span> </strong>พบมากในภาคใต้ ลำต้นสูง 2-2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร กาบด้านนอกมีสีเขียวอ่อนมีลายประดำ กาบด้านในมีสีเขียวอ่อน ก้านใบยาว โคนก้านใบมีปื้นดำเล็กน้อย ตัวใบมีสีเขียวอ่อน รูปทรงใบยาวปลายเรียว ปลีสีม่วงอมแดงเข้ม ปลีเป็นรูปทรงกระบอก ยาว 15-17 เซนติเมตร เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งประมาณ 10 ผล ขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ลักษณะผลคล้ายกล้วยไข่ ผลเหยียดยาวตรง เนื้อผลสีครีม รสหวาน หอม</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยสามเดือน</span> </strong>พบได้ทั่วไป มีลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 18 เซนติเมตร มีประสีดำปานกลาง กาบลำต้นด้านในมีสีเขียวอ่อนปนชมพูมีไขปานกลาง ก้านใบและเส้นกลางใบสีเขียว ร่องใบปิด ไม่มีปีก เครือและปลีห้อยลง ก้านเครือมีขนปลีมีใบประดับรูปไข่ ปลายแหลมและม้วนขึ้น มีไขปานกลาง ปลีสีม่วงแดง เครือหนึ่งมีประมาณ 7-8 หวี หวีหนึ่งมี 15-20 ผล ผลมีเหลี่ยมชัดเจน เปลือกหนา เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองอมส้ม รสหวานเล็กน้อย</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กล้วยหก</strong></span>หรือกล้วยป่าอ่างขาง กล้วยแดง เป็นกล้วยตานีป่า พบมากตามภูเขาสูงแถบภาคเหนือ ลำต้นสูงประมาณ 2.5-4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวอมเหลือง มีประดำเล็กน้อย ด้านในสีเหลืองอ่อน ก้านใบสีเขียวอมเหลือง และมีประเล็กน้อย ก้านดอกมีขน ปลีรูปไข่ ปลายมน ด้านบนสีเหลืองอมม่วงเข้ม ไม่มีนวล ด้านล่างมีสีครีม แต่ละใบเรียงซ้อนกันลึก และเมื่อกาบปลีหลุดมีสันตื้น เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 9-13 ผล ลักษณะผลป้อมปลายทู่ ก้านผลยาวเกือบเท่าความยาวของผล เนื้อสีเหลือง มีเมล็ด นิยมนำปลีมาปรุงอาหาร</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมจันทน์</span> </strong>หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กล้วยน้ำ กล้วยขนุน ลำต้นขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เซนติเมตร สูง 3-3.5 เมตร กาบนอกสีชมพูอมแดงเล็กน้อย กาบใบสีชมพูอมแดง ร่องใบกว้าง เครือหนึ่งมี 7-11 หวี หวีหนึ่งมี 12-14 ผล ผลเล็กเรียว ก้านผลสั้น ปลายผลเป็นจุกสั้น เปลือกหนาปรากฏเหลี่ยมบนผลชัดเจนเรียงตัวเป็นระเบียบไปทางเดียวกัน ผลดิบสีเขียวสด ผลสุกสีเหลืองเข้ม รสหวานเย็นรสชาติดีมาก มีกลิ่นหอมจัดจนฉุน ปลูกที่จังหวัดนครนายกเรียก กล้วยหอมนางนวล นครศรีธรรมราชเรียก กล้วยแก้ว สกลนครและชัยภูมิเรียก กล้วยหอม ยโสธรเรียก กล้วยหอมเล็ก ส่วนที่กาฬสินธุ์เรียก กล้วยหอมจันทน์</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมทอง</span> </strong>เป็นพันธุ์กล้วยเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ลำต้นขนาดใหญ่ แข็งแรง ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้างและมีปีก ก้านช่อดอกมีขน ผลยาวรี ปลายคอดมีจุก เปลือกบาง เมื่อดิบเปลือกสีเขียว สุกเปลือกกลายเป็นสีเหลืองทอง เนื้อสีส้มอ่อน กลิ่นหอม รสหวาน เนื้อนุ่มเนียน อายุการเก็บเกี่ยวไม่ควรเกิน 90 วันหลังตัดปลี กรณีส่งออกตัดกล้วยเมื่ออายุ 50-55 วันหลังตัดปลี (ความแก่ 75 เปอร์เซ็นต์) กล้วยที่ค้าขายกันในโลกส่วนใหญ่เป็นกล้วยหอมพันธุ์คาเวนดิช (Cavendish) และกรอสไมเคิล(Gros Michael) ซึ่งมีรสหวาน เปลือกสีเหลืองหนา และขั้วเหนียว อันเป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับการ ขนส่งทางไกล  พันธุ์กล้วยหอมที่ปลูกเป็นการค้าทั่วโลกเป็นกล้วยในกลุ่มคาเวนดิช  95 % พันธ์ที่ปลูกทั้งหมดของประเทศ ประมาณ 8,100 ไร่ โดยปลูกกระจายตัวทั่วทุกภาคของประเทศ ชุมพร ปทุมธานี เพชรบุรี สกลนคร สระบุรี ปี 2566 <strong>มูลค่าการส่งออกที่ </strong><strong>53.4 ล้านบาท</strong> ไทยส่งออกกล้วยมูลค่า 6.9 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 18 ของโลก แต่ประเทศไทยผลิตกล้วยหอมในกลุ่ม Gros Michel คือกล้วยหอมทอง กล้วยหอมไต้หวัน (หอมปทุม) มีปริมาณส่งออก 1,521 ตัน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหอมสั้น</span> </strong>ลำต้นเทียมมีความสูงน้อยกว่า 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 15 เซนติเมตร ลำต้นมีประดำและไขปานกลาง กาบลำต้นด้านในมีสีชมพู ก้านใบมีปีกเป็นสีชมพู เส้นกลางใบสีเขียว เครือออกทางด้านข้างขนานกับดินรวมทั้งปลีด้วย ก้านช่อดอกมีขนเล็กน้อย ปลีมีใบประดับรูปไข่ยาว ปลายแหลม สีม่วงเข้ม ปลายม้วนขึ้น เครือหนึ่งมีน้อยกว่า 7 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยน้ำว้าแต่รูปร่างเหมือนกล้วยไข่ รสหวาน</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กล้วยหักมุก</span> </strong>เป็นกล้วยที่นิยมนำมาปิ้งรับประทาน ตามแผงปิ้งกล้วยก็มักจะมีกล้วยหักมุกปิ้งทั้งเปลือกขายร่วมอยู่ด้วยเสมอ กล้วยหักมุกสุกเนื้อจะหยาบและแน่นขึ้น มีสีเหลืองอร่ามน่ารับประทาน รสหวานอ่อนอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังนำมาทำกล้วยหักมุกฉาบ ที่พม่ารับประทานกล้วยหักมุกสุกเป็นผลไม้ กล้วยส้มเป็นกล้วยหักมุกชนิดหนึ่ง ปลูกที่จังหวัดจันทบุรี</p>
<p><strong>กล้วยหิน</strong>เป็นกล้วยคู่แม่น้ำปัตตานี ปลูกตามควน (ตามเนินแนวลาดของภูเขาหรือเนินเขา) แถวบันนังสตาจังหวัดยะลา เป็นกล้วยที่ช่วยเสริมรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมาก เพราะเมื่อนำไปแปรรูปแล้วจะอร่อยมากกล้วยหินต้มที่สามแยกบ้านเนียง อำเภอบันนังสตา มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าอร่อยมาก กล้วยฉาบหินจากตำบลถ้ำทะลุก็ดังไม่แพ้กัน</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การขยายพันธุ์ </span> </strong><strong>: </strong>โดยการแยกหน่อหรือแยกเหง้า</p>
<p style="text-align: left;" align="center"><strong>การเลือกซื้อหน่อพันธุ์กล้วย (น้ำว้า, ไข่ และหอมทอง)</strong><strong><br />
</strong>1.เป็นหน่อที่ได้จากแปลงผลิตพันธุ์ดี และตรงตามพันธุ์ มีการจัดการตามมาตรฐาน GAP<br />
2.หน่อเป็นลักษณะหน่อใบแคบ (หน่อใบดาบ) หน่อมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรงไม่ปรากฏอาการของการขาดธาตุอาหาร หรือการทำลายของโรคและแมลง<br />
3.อายุหน่อไม่เกิน 3-4 เดือน เส้นผ่าศูนย์กลางโคนหน่อระหว่าง 8-12 เซนติเมตร ความสูงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร พร้อมปลูกได้ทันที<br />
4.ต้องมีป้ายตามมาตรฐานติดกับหน่อพันธุ์หรือภาชนะบรรจุ สามารถตรวจสอบได้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การปลูกและการดูแล </strong></span><strong>: </strong>เตรียมดินโดยกำจัดวัชพืชให้หมดตากดินไว้ 5-7 วัน จากนั้นขุดหลุมให้กว้างยาวและลึกด้านละ 50 ซม. ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกคลุกเคล้าดินรองก้นหลุม วางหน่อกล้วยลงกลางหลุมให้ยอดสูงกว่าระดับดินประมาณ 5 นิ้ว ส่วนตาจะอยู่ลึกประมาณ 1 ฟุต กลบดินให้เต็มหลุมและเหยียบให้แน่น การดูแล หมั่นพรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยให้ตกผลเร็ว ลำต้นอวบแข็งแรงผลโต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การให้ปุ๋ย</span> :</strong> การใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วนคือครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้ง 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้ง 3 หลังปลูก 5-6 เดือนและครั้งสุดท้ายระยะการให้ผลผลิตคือประมาณ 7 เดือนหลังปลูก การเจริญเติบโตทางลำต้นจะใช้ 70-75% ของปริมาณธาตุอาหาร และระยะการให้ผลผลิตจะใช้ 25-30% ของปริมาณธาตุอาหาร</p>
<p>- การปลูกในวัสดุเพาะ : กล้วยไข่ต้องการธาตุไนโตรเจนไม่น้อยกว่า 60 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 15 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 190 กรัม/ต้น</p>
<p>- การปลูกบนดิน : กล้วยไข่ต้องการไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การให้น้ำ :</span> </strong>การให้น้ำของกล้วยไข่โดยใช้สูตร= K Epan Area</p>
<p>โดย K =สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของกล้วยไข่ (= 1 ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย) Epan = ค่าระเหยน้ำจากถาดระเหย class A-plan โดยทั่วไปการระเหยของน้ำจะอยู่ในช่วงเฉลี่ย 3.5-6 มิลลิเมตร/วัน Area= พื้นที่ดินใต้ทรงพุ่มกล้วย(3.14 0.25 0.25 ตารางเมตร)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</span></strong></p>
<p>ก. <span style="text-decoration: underline;">ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย </span>ตัวหนอนเจาะกัดกินไชชอนอยู่ในเหง้ากล้วย ซึ่งโดยมากกินอยู่ใต้ระดับดินโคนต้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นการทำลายหรือร่องรอยได้ชัด การทำลายของหนอนทำให้ระบบการส่งน้ำ และอาหารจากพื้นดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้นขาดตอนชะงักไป เมื่อเป็นมากๆ หรือแม้มีหนอนเพียง 5 ตัวในเหง้าหนึ่งๆ เท่านั้น ก็สามารถไชชอนทำให้กล้วยตายได้ หากมีแมลงติดไปกับหน่อกล้วยที่ปลูกใหม่ก็จะทำให้หน่อใหม่ตายก่อนที่จะให้เครือ <span style="text-decoration: underline;">ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย </span>ตัวเต็มวัยวางไข่ตามบริเวณกาบกล้วย ส่วนของลำต้นที่เหนือพื้นดินขึ้นไปจนถึงประมาณกลางต้น ตัวหนอนค่อยๆ เจาะกัดกินเข้าไปทีละน้อยจนถึงไส้กลางของต้น มองเห็นข้างนอกรอบต้นเป็นรูพรุนทั่วไป ทำให้ต้นกล้วยตาย หากเข้าทำลายในระยะใกล้ออกปลีจนถึงตกเครือ จะทำให้เครือหักพับกลางต้น หรือเหี่ยวเฉายืนต้นตาย</p>
<p><span style="color: #3366ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. รักษาความสะอาดของแปลงปลูก กำจัดเศษและวัสดุต้นกล้วยที่อยู่ในแปลงปลูก ถ้าเป็นต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้วให้ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ วางกระจายให้รอยตัดหงายขึ้น เพื่อให้แห้งเร็ว ไม่เป็นที่หลบซ่อนและแหล่งอาหารของตัวเต็มวัย</p>
<p>2. หน่อกล้วยที่ใช้ปลูกต้องปราศจากแมลง ถ้าหากไม่แน่ใจให้จุ่มใน คลอร์ไพริฟอส 4๐% อีซี อัตรา 4๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร การขุดหน่อกล้วยต้องนำออกจากแปลงปลูกในทันที ห้ามทิ้งคาหลุมไว้ หรือทิ้งไว้ในแปลงข้ามคืนเพื่อป้องกันการวางไข่ เมื่อขุดหน่อหรือตัดต้นแล้ว ควรจะใช้ดินกลบด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเข้าวางไข่ในต้นหรือเหง้าเดิมตรงรอบแผล</p>
<p>3. การใช้กับดักเพื่อป้องกันและลดความความเสียหาย โดยใช้ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว นำมาตัดเป็นท่อนยาว 3๐ เซนติเมตร แล้วผ่าครึ่งตามยาว นำต้นกล้วยนั้นไปวางคว่ำให้รอยผ่าหันลงดินในบริเวณใกล้โคนต้นกล้วย วางในสวน กับดักละ 1 ท่อน แต่ละกับดักห่างกัน 1๐ เมตร เพื่อล่อตัวเต็มวัยให้เข้ามาในกับดัก แล้วหมั่นตรวจจับตัวเต็มวัยที่มาหลบซ่อนใต้ท่อนกล้วยนั้นมาทำลาย และควรเปลี่ยนท่อนกล้วยที่ใช้เป็นกับดักบ่อยๆ เพราะว่าท่อนกล้วยเก่าจะเหี่ยว ประสิทธิภาพการล่อจะลดลง</p>
<p>4. ใช้สารฆ่าแมลง คลอร์ไพริฟอส 4๐% อีซี อัตรา 4๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 1๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร ราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 3๐ เซนติเมตร และรอบโคนต้น รัศมี 3๐ เซนติเมตร โดยรอบ วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย ขณะเดียวกันจะช่วยกำจัดหนอนและตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยได้</p>
<p>ข. หนอนม้วนใบกล้วย หนอนวัยแรกจะกัดกินอยู่ใต้ใบ โดยเริ่มจากขอบใบก่อน และขยายเป็นแถบกว้างเพื่อใช้ม้วนห่อตัว เมื่อหนอนโตขึ้น การม้วนใบมีลักษณะเป็นหลอดยาวและใหญ่ขึ้นตามตัว ระยะหนอน 23-25 วัน เข้าดักแด้ภายในหลอดประมาณ 1๐ วัน และเป็นผีเสื้อ ใบกล้วยที่ถูกหนอนกัดกินมาทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากใบกล้วยได้ การป้องกันกำจัด เก็บทำลายตัวหนอนม้วนใบที่พบตามใบกล้วย</p>
<p>โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ก. โรคใบจุดเฟโอเซปทอเรีย</span>เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็ก สีน้ำตาลดำ ต่อมาขยายเป็นแผลรูปยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้มและรอบแผลเป็นสีเหลือง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข. โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง</span></p>
<p>เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็ก สีเหลือง ต่อมาขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ จากนั้นจะใหญ่ขึ้น ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบจะเหลือง ขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกำหนด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. ตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้น หรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดความชื้นในกอกล้วย ที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือสะสมโรค<br />
2. ตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช คาร์เบนดาซิม 5o% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตร ต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ โพรคลอราซ 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 3๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 3๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ แมนโคเซบ 8o % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 3๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค</p>
<p>ค. โรคตายพราย หรือ โรคปานามา หรือโรคเหี่ยว ใบกล้วยบริเวณใบล่างหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเฉา ต่อมาใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้น ใบที่หักพับจะเหี่ยวแห้ง ต้นกล้วยจะชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด **โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกเชื้อสาเหตุโรคนี้ทำลายหมด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. ควรเลือกแปลงปลูกที่ดินไม่เป็นกรดจัด หรือ ปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัด โดยใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ และแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี</p>
<p>2. คัดเลือกหน่อกล้วยจากแหล่งปลูกที่ไม่เคยมีโรคตายพรายระบาดมาก่อน หรือไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูกขยาย และใช้หน่อพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ</p>
<p>3. หมั่นตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหี่ยวเฉา ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช อีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน 6% + 24% อีซี อัตรา 3๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 5o% เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43 % เอสซี อัตรา 3o มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร ราดบริเวณโคนต้นหรือกอกล้วยที่เป็นโรค หรือขุดต้นที่เป็นโรคออก แล้วโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วบริเวณกอที่เป็นโรคประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม</p>
<p>4. หากอาการโรคเกิดขึ้นรุนแรงจนใบเหลืองและเหี่ยวตายทั้งต้น ให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกพื้นที่ปลูก แล้วโรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดต้นเป็นโรคออกไป</p>
<p>5. ในแปลงที่มีการระบาดของโรค ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>- โรคโคนหวีเน่า จุ่มด้วยสารเคมี โปรคลอราซและ อิมาซาริส หรือใช้ potassium sorbate 500 ml/g จุ่มนาน 5นาที</p>
<p>- การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ใช้ hot water treatment(HWT) โดยจุ่มในน้ำร้อน ที่ 50 องศาเซลเซียสแล้วจุ่มในน้ำที่ 25 องศาเซลเซียส 30 นาที ช่วย</p>
<p>- การใช้ cinnamon oil 0.3-0.4% สามารถชะลอการเกิดโรคแอนแทรคโนสของกล้วย</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การใช้ฮอร์โมน : </span></strong>การทำให้ต้นกล้วยเตี้ยลงใช้สารพาโคลบิวทราโซลอัตรา 30-90 ppm. ช่วยลดความสูงได้ 38-50% และสารยูนิโคลนาโซลอัตรา 3-9 ppm. ลดความสูงได้ 31-32% กับกล้ากล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหลังลงปลูก 4 สัปดาห์ โดยอัตราความเข้มข้นสูงจะลดความสูงกล้วยได้ดีกว่าอัตราความเข้มข้นต่ำ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ดัชนีการเก็บเกี่ยว</span></strong></p>
<p>กล้วยไข่ 35-45 วัน หลังตัดปลี ลักษณะผลยังเป็นเหลี่ยม และเนื้อมีสีครีม กล้วยหอม 50 วัน ขึ้นไปหลัง ตัดปลี ลักษณะผลกล้วยเป็นเหลี่ยม และเนื้อมีสีขาว กล้วยที่มีเนื้อเหลืองแสดง ว่าแก่จัดและเริ่มสุก  ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า เครือกล้วยหุ้มด้วยแผ่นฟองน้ำหรือแผ่นโฟมป้องกันการช้ำระหว่างเคลื่อนย้าย การเก็บรักษากล้วยไข่ 2 องศาเซลเซียสได้ 1 วัน ที่ 5 c  ได้ 2 วัน ที่ 10  c ได้ 5 วัน ที่ 13-15 c  ได้ 14-21 วัน ที่มากกว่า 20 องศาเซลเซียสได้ 10 วัน  การเก็บรักษาที่ 2-10 c นานเกินไปจากที่กล่าว กล้วยจะเกิดอาการสะท้านหนาว เปลือกกล้วยเป็นสีน้ำตาล ไม่สุก และเน่าเสีย</p>
<p>การบรรจุภัณฑ์สำหรับกล้วยไข่ดิบเพื่อการส่งออก จะใช้กล่องกระดาษ ลูกฟูกความจุ 12-18 กิโลกรัม บุภายในกล่องด้วยถุงโลวเดนซิตี้โพลีเอทธิลีน (low density polyethylene) โดยรองก้นถุงด้วยโฟมอ่อน เรียงหวีกล้วยชั้นเดียว แล้ว คั่นระหว่างหวีด้วยแผ่นโฟม แผ่นพลาสติกหรือกระดาษเพื่อป้องกันการเสียดสี ระหว่างหวีขณะบรรจุและขนย้าย จากนั้นปิดถุงแล้วปิดกล่องแล้วขนส่งในอุณหภูมิ ที่เหมาะสม คือ 13-15 องศาเซลเซียส เมื่อกล้วยถึงปลายทางจะถูกบ่มด้วย เอทธิลีน ที่อุณหภูมิ 16-20 องศาเซลเซียส เพื่อให้กล้วยสุกสม่ำเสมอ พร้อมจำหน่าย หรือบริโภค</p>
<p><strong>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
</strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การนำไปใช้ประโยชน์</span> </strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ทางอาหาร</strong> </span> ไส้ในกล้วยที่ยังไม่ออกเครือ (หยวกกล้วย) ใช้แกงส้ม แกงกะทิ กินสดๆ หรือต้มกินกับขนมจีน ลูกดิบนำมาแกงป่า แกงกะทิ ผลสุกกินเป็นผลไม้ ทำขนม หัวปลีกินสดหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก ผัดหัวปลี ผลกล้วยดิบแกง ใส่ปลาหลดปลาไหล<br />
<span style="color: #cc99ff;">- <strong>ทางยา </strong></span>ยางสมานแผลห้ามเลือด ผลดิบแก้ท้องเสีย ผลสุก เป็นยาระบายสำหรับผู้เป็นโรคริดสีดวงทวาร หัวปลีแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจางลดน้ำตาลในเส้นเลือด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">สรรพคุณ</span> </strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;">- <strong>ราก </strong></span>แก้โรคขัดเบา</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ใบ</strong> </span> รักษาบาดแผลสุนัขกัด</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ผล</strong> </span> บำรุงเลือดเนื้อ ทำให้อุจาระถ่ายสะดวก แก้บิดมุกเลือด</p>
<p><strong><span style="color: #cc99ff;">- หัวปลี </span> </strong>แก้ร้อนใน โรคโลหิตจาง บำรุงน้ำนม</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><strong>GAP กล้วย</strong></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7575" rel="attachment wp-att-7575"><img class="aligncenter size-full wp-image-7575" title="bananasys" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananasys.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7574" rel="attachment wp-att-7574"><img class="aligncenter size-full wp-image-7574" title="bananasup" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananasup.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7573" rel="attachment wp-att-7573"><img class="aligncenter size-full wp-image-7573" title="bananaf" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananaf.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7572" rel="attachment wp-att-7572"><img class="aligncenter size-full wp-image-7572" title="bananacon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananacon.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7571" rel="attachment wp-att-7571"><img class="aligncenter size-full wp-image-7571" title="bananac" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/bananac.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><a title="บทสรุปกล้วยไข่" href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">by : Satja Prasongsap<br />
Research Scientist<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=175">กล้วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=175</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วยหอม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4541</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4541#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2015 08:54:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4541</guid>
		<description><![CDATA[<p>กล้วยหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AAA Group) “Kluai hom” วงศ์  : Musaceae กลุ่มย่อย : Gross Micheal ชื่อท้องถิ่น : กล้วยหอม กล้วยหอมทอง แหล่งที่ปลูก ได้แก่ ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ภาคกลาง ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี นนทบุรี จันทบุรี ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย สกลนคร พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ พันธุ์หอมทอง และพันธุ์หอมเขียว การผลิตปี 2558 1. เนื้อที่ให้ผลผลิต 34,018 ไร่ ผลผลิต 113,936 ตัน ผลผลิตต่อไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4541">กล้วยหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กล้วยหอม<span id="more-4541"></span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AAA Group) “Kluai hom”<br />
วงศ์  : Musaceae<br />
กลุ่มย่อย : Gross Micheal<br />
ชื่อท้องถิ่น : กล้วยหอม กล้วยหอมทอง</p>
<p>แหล่งที่ปลูก ได้แก่</p>
<p>ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่</p>
<p>ภาคกลาง ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี นนทบุรี จันทบุรี</p>
<p>ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์</p>
<p>ภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย สกลนคร</p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ พันธุ์หอมทอง และพันธุ์หอมเขียว</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">การผลิตปี 2558</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">1. เนื้อที่ให้ผลผลิต 34,018 ไร่ ผลผลิต 113,936 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,349 กิโลกรัม ต้นทุนการผลิต 4.99 บาทต่อกิโลกรัม</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">2. ราคาเฉลี่ย 9.92 บาทต่อกิโลกรัม? ผลตอบแทนสุทธิ 4.93 บาทต่อกิโลกรัม</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: small;">3. พื้นที่เพาะปลูก ปทุมธานี เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี เครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย สกลนคร ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ กำลังขยายการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังจีน และเกาหลีใต้</span></p>
<p>การค้า-การส่งออกปี 2558</p>
<p>1. ใช้ในประเทศ 111,185 ตัน</p>
<p>2. ส่งออกกล้วยหอมสด 2,741 ตัน มูลค่า 82.17 ล้านบาท</p>
<p>3. ราคาส่งออก 29.98 บาทต่อกิโลกรัม</p>
<p>5.ประเทศที่ส่งออก ญี่ปุ่น มาเลเซีย เยอรมัน จีน เกาหลีใต้</p>
<p>6.คู่แข่งที่สำคัญ ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์</p>
<p>มาตรฐานการส่งออก : ความแก่ 70% เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร น้ำหนัก 110 กรัม ความยาวผล 15 เซนติเมตร รอยตำหนิไม่เกิน 2 เซนติเมตร</p>
<p><strong>สหกรณ์ท่ายาง </strong>รายงานว่า กล้วยหอมทอง ส่งออกญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และตลาดภายในประเทศ เช่น 7-11 โลตัส Big C Top กำลังการผลิต 1,200-1800 ตัน มีสมาชิก 2,500 ราย และส่งให้สหกรณ์ 400 ราย ผลิตได้เดือนละ 30 ตัน ปัจจุบันเดือนละ 15 ตัน ขายที่ราคา 18-20 บาทต่อกิโลกรัม สหกรณ์รับซื้อ 15-17 บาทต่อกิโลกรัม การปลูกใช้เวลา 9 เดือนจึงเริ่มผลิตลูก 1 ไร่ใช้ 400 ต้น ใน 1 เครือ 120-140 ลูก รายได้ 50,000 บาท ต้นทุน 20,000 บาท ฤดูปลูกหน้าฝน ปลูกฤดูหนาวไม่ดีได้ลูกเล็ก สุกง่าย ปล่อยหน่อไว้ขยาย 5-6 หน่อ ออกผลผลิตได้ดีช่วง กพ.-เมย. ให้น้ำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น :ลำต้นแท้เป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง&gt; 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวปนเหลือง มีประดำหนา กาบด้านในสีเขียวอ่อนและมีเส้นลายสีชมพู ใบเดี่ยว เป็นแบบขนาน ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบสีเขียว ใบอาจยาวได้ถึง 3 เมตร ดอกรวม เรียก “ปลี”  มีขนอ่อนปกคลุมที่ก้านช่อดอก (ก้านเครือ) ใบประดับรูปไข่ บนใบสีแดงอมม่วงมีไข ใต้ใบมีสีแดงซีด ผลเรียก “เครือ” มี 4 – 6 หวีต่อเครือ 12 &#8211; 16 ผลต่อหวี ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียวเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีขาวขุ่น  รสหวาน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">สายพันธุ์</span> กล้วยหอมแบ่งเป็น 3 กลุ่มเล็ก คือ</p>
<p>1. กรอสมิเชล : หอมทอง ต้นไม่สูงมากเหมือนกล้วยหอมอื่นๆ ผลผลิต 4 &#8211; 6 หวีต่อเครือ เมื่อสุกผิวผลเป็นสีเหลืองทองปลายผลจุกเปลี่ยนทีหลังเนื้อสีส้มอ่อนๆ กลิ่นหอม รสหวาน กล้วยหอมทองไต้หวัน นำเข้าจากไต้หวัน เมื่อสุกผิวผลเป็นสีเหลืองส้ม เปลือกหนา เนื้อสีครีม-ส้มอ่อนๆ รสหวานน้อยกว่าหอมทอง</p>
<p>2. คาเวนดิช : หอมเขียวค่อม ไจแอ้นคาเวนดิช แกรนดเนน หอมเขียว จำนวนหวีต่อเครือ ผลต่อหวี มากกว่าหอมทอง ปลายผลทู่ไม่มีจุก เมื่อสุกผิวเป็นสีเขียวอมเหลือง เนื้อสีขาว รสหวาน แต่เละเร็ว กลิ่นฉุน</p>
<p>3. กล้วยครั่ง : กล้วยนาก กล้วยกุ้ง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การขยายพันธุ์</span> : 1)หน่อใบแคบ สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช หน่อยาว 25 &#8211; 35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ 2)ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการผ่าหน่อ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การปลูก</span> นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ระยะปลูก: 2-2.5&#215;2.5-3 เมตร 250-300 ต้นต่อไร่ เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัม+ปุ๋ยร็อคฟอสเฟส 50 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดินใส่ลงในหลุมให้สูง 2/3 หลุม วางหน่อ หรือต้นกล้วย ในหลุม ใช้มีดคมกรีดจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้งซ้ายและขวา ดึงถุงพลาสติกออกโดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น คลุมดินด้วยฟางข้าว หรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การใส่ปุ๋ย</span> ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 4 ครั้งๆ ละ 250 กรัม ดังนี้</p>
<div>ครั้งที่ 1 ใส่หลังปลูก 1 สัปดาห์ ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15<br />
ครั้งที่ 4 ใส่หลังจากครั้งที่ 3 ประมาณ 2-3 เดือน ใช้สูตร 13-13-21</div>
<div>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดแต่งหน่อ:</span>  หลังปลูก 3-4 เดือน จะมีหน่อขึ้นรอบๆ โคน ตัดไปเรื่อย หลังปลูก 6 เดือน เลือกไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ ให้หน่อที่ 1 และที่ 2 มีอายุห่างกัน 4 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดแต่งใบ:</span> เลือกตัดใบแก่ ใบที่เป็นโรคหรือถูกทำลายออก ไม่ควรตัดจนเหลือใบ≤7-12 ใบ เพราะใบใช้ปรุงอาหารเพิ่มความเจริญเติบโตของผลกล้วย ใบน้อยส่งผลให้ก้านเครือ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การตัดปลี:</span> ตัดปลีทิ้งเมื่อเห็นหวีสุดท้าย  หากทิ้งไว้นาน ทำให้ผลของหวีอื่น ๆ  มีขนาดเล็กแกรน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การห่อเครือ:</span> ผลกล้วยมีสีสวยสม่ำเสมอ ไม่มีแผลที่เกิดจากแมลงและโรคทำลาย การเสียดสีจากภายนอก เมื่อกล้วยสุกผลมีสีสวยน่าบริโภคกว่ากล้วยที่ไม่คลุมถุง วัสดุที่ใช้ : ถุงพลาสติก/โพลีเอททิลีน กระดาษ ถุงปุ๋ย นิยมห่อเครือหลังตัดปลี</p>
<p>การค้ำเครือ: ป้องกันลำต้นหักล้ม เครือกล้วยไข่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก</p>
<p><span style="color: #ff6600;">การจัดการศัตรูพืช</span></p>
<p>1.โรคใบจุดเฟโอเซปทอเรีย เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีน้ำตาลดํา ขยายเป็นแผลรูปยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบแผลเป็นสีเหลือง การป้องกันกำจัด: ตัดแต่งใบกล้วย เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดหรือสะสมโรค ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกเผาทําลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกําจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร โพรคลอราซ 50% WP อัตรา30ก/น้ำ 20 ลิตร  ทีบูโคนาโซล 43% SC  อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  แมนโคเซบ80% WP อัตรา 30ก/น้ำ 20ลิตร    พ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค</p>
<div>2. โรคใบจุดซิกาโตกา เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีเหลือง ขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ ขยายใหญ่ขึ้น กลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตามีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบเหลืองขอบใบแห้งและฉีกขาด ทําให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกําหนด การป้องกันกำจัด ตัดแต่งใบกล้วย เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดหรือสะสมโรค ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกเผาทําลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกําจัดโรคพืช เช่น -คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร โพรคลอราซ 50% WP อัตรา30ก/น้ำ 20 ลิตร  ทีบูโคนาโซล 43% SC  อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30 มม./น้ำ 20 ลิตร  แมนโคเซบ80% WP อัตรา 30ก/น้ำ 20ลิตร</div>
<div>
<div>3. หนอนม้วนใบกล้วย หนอนวัยแรกกัดกินอยู่ใต้ใบ เริ่มจากขอบใบและขยายเป็นแถบกว้างเพื่อใช้ม้วนห่อตัว เมื่อหนอนโตขึ้นการม้วนใบมีลักษณะเป็นหลอดยาวและใหญ่ขึ้นตามตัว ระยะตัวหนอน 23-25 วัน เข้าดักแด้ภายในหลอด 10 วัน แล้วกลายเป็นผีเสื้อ ใบที่ทำลายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ การป้องกันกำจัด เก็บทําลายตัวหนอนที่พบตามใบกล้วย นำไปทำลายนอกแปลงปลูก</div>
</div>
<div>
<div>4. ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนเจาะไชชอนอยู่ในเหง้ากล้วย ใต้ระดับดินโคนต้น ส่งผลให้ระบบส่งน้ำอาหารเลี้ยงลําต้นขาดตอน/ชะงัก หนอนเพียง 5 ตัวในเหง้า ทำให้กล้วยตายได้ หากติดไปกับหน่อปลูกใหม่ ทําให้หน่อใหม่ตาย การป้องกันกำจัด ป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย และกําจัดหนอน ตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยโดยราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 ซม.และรอบโคนต้นรัศมี 30 ซม. ด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10มม./ น้ำ 20 ลิตร</div>
<div>5. ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่บริเวณกาบส่วนของลําต้นที่เหนือพื้นดินจนถึงประมาณกลางต้น ตัวหนอนเจาะกัดกินจนถึงไส้กลางของต้น ต้นเป็นรูพรุนทั่วไป ทําให้ต้นกล้วยตาย หากเข้าทําลายในระยะใกล้ออกปลีจนถึงตกเครือ กล้วยหักพับกลางต้น ต้นเหี่ยวเฉายืนต้นตาย การป้องกันกำจัด ป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัย และกําจัดหนอน ตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยโดยราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 ซม.และรอบโคนต้นรัศมี 30 ซม. ด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10มม./ น้ำ 20 ลิตร</div>
</div>
<div></div>
<div>
<div><span style="color: #ff6600;">การเก็บเกี่ยว :</span> ความอ่อนแก่ของกล้วย อาจดูจากลักษณะผล เช่น ขนาดผล เหลี่ยมกล้วย หรือนับอายุจากวันแทงปลี หรือวันตัดปลี ระยะเก็บเกี่ยวกล้วยขึ้นกับระยะเวลาในการขนส่ง กล้วยหอมเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 90 วันหลังการตัดปลี นานกว่านี้  ผลกล้วยอาจแตก สุกคาต้น (กล้วยสุกลม) รสชาติไม่อร่อย สีของผิวกระด้างไม่นวลสวยเหมือนที่นำไปบ่ม หากขนส่งไปขายไกลๆ สามารถตัดกล้วยที่ความแก่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์</div>
<div>การคัดแยกผลผลิต ดูลักษณะ ขนาดผล การเรียงตัวของหวี และการเกิดโรค/แมลง การชำแหละหวีและเช็คสีเนื้อ ตัดหวีออกจากก้านเครือกล้วย  ใช้มีดปาดผลของกล้วยลูกใดลูกหนึ่งเพื่อดูสีเนื้อ เนื้อกล้วยที่สุกได้ประมาณ 75% จึงจะสามารถส่งออกได้ เนื้อกล้วยที่มีสีขาว หรือเหลืองเกินไปทำการคัดออก การตัดแต่งหวีกล้วย: สะดวกในการทำความสะอาด และสวยงาม การทำความสะอาด: ขจัดสิ่งสกปรกที่ติดมากับกล้วย</div>
</div>
</div>
<p style="text-align: left;"><strong>การวิเคราะห์ SWOT</strong></p>
<p><strong>1.จุดแข็ง (</strong><strong>Strengths)</strong></p>
<p>- รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p>- สภาพภูมิประเทศเหมาะสมและสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้เพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>2.จุดอ่อน (</strong><strong>Weaknesses)</strong></p>
<p>- ขั้วหลุดง่าย(กล้วยหอมทอง) เปลือกบาง อายุการเก็บรักษาสั้นไม่ทนทานการขนส่ง โดยเฉพาะตลาดไกลที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งนานมีผลต่อคุณภาพ</p>
<p>- ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตกล้วยส่งออกหลักอย่างฟิลิปปินส์</p>
<p>การผลิตส่วนใหญ่ผลิตโดยเกษตรกรรายย่อย? มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ดีพอและไม่เป็นระบบเหมือนประเทศผู้ผลิตหลัก</p>
<p><strong>3.โอกาส </strong><strong>(Opportunities)</strong></p>
<p>- กล้วยไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ตลาดมีความต้องการจึงควรมีการส่งเสริมการบริโภคและสร้าง band ของกล้วยไทย</p>
<p><strong>4.อุปสรรค </strong><strong>(Threats)</strong></p>
<p>- ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางอย่างต้องนำเข้าไม่สามารถควบคุมราคาได้</p>
<p>ต้นทุนในการขนส่งสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก</p>
<p>กล้วยหอมคาเวนดิช TC7 กล้วยหอมวิลเลี่ยม 17-20 กิโลกรัม ผลผลิตมากกว่า 2-3 เท่า กล้วยหอมทอง กล้วยหอมไต้หวัน 10-15 กิโลกรัม</p>
<p>ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำกลัวยหอมทอง รุ่นแม่ Kc =1 รุ่นหน่อ Kc = 0.5</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4541">กล้วยหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4541</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาแฟ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3197</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3197#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2014 03:43:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3197</guid>
		<description><![CDATA[<p>กาแฟ กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ที่ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ในอดีตเกษตรกรชาวสวนกาแฟนิยมเพาะเมล็ดสำหรับใช้ปลูกต่อเนื่องกันมาทั้งกาแฟอะราบิกา (Coffea arabica) และโรบัสตา (Coffea robusta) ด้านการผลิต ปี 2566 พื้นที่ปลูก 236,377 ไร่ ผลผลิตรวม 16,575 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 81 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2565 เนื้อที่ให้ผล 202,812 ไร่ ผลผลิตรวม 18,659 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 92 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2564 เนื้อที่ให้ผล 228,705 ไร่ ผลผลิตรวม 21,775 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 95 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกกาแฟรวมประมาณ 361,713 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 43,020 ราย โดยเนื้อที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ร้อยละ58.47 ภาคเหนือร้อยละ 39.82 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.86 และภาคกลางร้อยละ0.85 เนื้อที่ให้ผล ปี 2563 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3197">กาแฟ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">กาแฟ</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3222" rel="attachment wp-att-3222"><img class="aligncenter  wp-image-3222" title="coffee" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/coffee.jpg" alt="" width="400" height="300" /><span id="more-3197"></span></a></p>
<p><strong>กาแฟ </strong>เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ที่ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ในอดีตเกษตรกรชาวสวนกาแฟนิยมเพาะเมล็ดสำหรับใช้ปลูกต่อเนื่องกันมาทั้งกาแฟอะราบิกา (<em>Coffea arabica</em>) และโรบัสตา (<em>Coffea robusta</em>)</p>
<p>ด้าน<strong>การผลิต</strong></p>
<p>ปี 2566 พื้นที่ปลูก 236,377 ไร่ ผลผลิตรวม 16,575 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 81 กิโลกรัมต่อไร่<br />
ปี 2565 เนื้อที่ให้ผล 202,812 ไร่ ผลผลิตรวม 18,659 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 92 กิโลกรัมต่อไร่<br />
ปี 2564 เนื้อที่ให้ผล 228,705 ไร่ ผลผลิตรวม 21,775 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 95 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p>ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกกาแฟรวมประมาณ 361,713 ไร่ จำนวนครัวเรือนเกษตรกร 43,020 ราย โดยเนื้อที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ร้อยละ58.47 ภาคเหนือร้อยละ 39.82 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.86 และภาคกลางร้อยละ0.85 เนื้อที่ให้ผล ปี 2563 รวมทั้งประเทศ 218,301 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 24,045 ตัน ผลผลิตต่อไร่ ทั้งประเทศ 110 กิโลกรัมต่อไร่มีการส่งออกกาแฟทั้งในรูปแบบเมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยในปี 2562 มีปริมาณการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ 383.33 ตัน มูลค่า 84.33 ล้านบาท ส่วนการส่งออกเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 145.48 ตัน มูลค่า 40.17 ล้านบาท สำหรับกาแฟสำเร็จรูป มีปริมาณการส่งออก 2,666.70 ตัน มูลค่า 574.40 ล้านบาท</p>
<p><strong>การส่งออก</strong> การส่งออกเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ของปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ 282.35 ตัน มูลค่า 58.16 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.34 และร้อยละ 20.85 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 86.94 ตัน มูลค่า 23.34 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 47.15 และ 24.61 ตามลำดับ สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีปริมาณการส่งออก 6,196.17 ตัน มูลค่า 522.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.99 และ 20.86 ตามลำดับ และกาแฟสำเร็จรูปผสม มีปริมาณการส่งออก 5,582.53 ตัน มูลค่า 1,724.29 ล้านบาท โดยปริมาณลดลงร้อยละ 0.86 ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.91 ตามลำดับ</p>
<p><strong>การนำเข้า</strong> การนำเข้าเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ปี 2565 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ 61,982 ตัน มูลค่า 5,424 ล้านบาท ส่วนการนำเข้าเมล็ดกาแฟคั่ว มีปริมาณ 1,671 ตัน มูลค่า 884 ล้านบาท สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีปริมาณนำเข้า 9,411 ตัน มูลค่า 3,230 ล้านบาท กาแฟสำเร็จรูปอื่นๆ มีปริมาณการนำเข้า 6,890 ตัน มูลค่า 1,169 ล้านบาท</p>
<p>ผลผลิตกาแฟโลก ปี 2566  ประมาณ 10.29 ล้านตันต่อปี ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุด ได้แก่ บราซิล เวียตนาม โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และฮอนดูรัส ราคาผลกาแฟอะราบิก้า 24.82 บาท ราคาสารกาแฟโรบัสต้า 66.75 บาท ประเทศที่นำเข้ากาแฟมากที่สุด ได้แก่ สหภาพยุโรป  สหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น  ฟิลิปปินส์  และรัสเซีย</p>
<p>สถานการณ์ ปี 2561 : กาแฟทำรายได้ให้กับเษตรกรปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท การขยายตัวของเมล็ดกาแฟจากปี 2557 ประมาณ 75,000 ตันมาปี 2561 ประมาณ 95,000 ตัน</p>
<p>กาแฟ ปี 2561 ให้ผลผลิต 257,761 ไร่ ผลผลิต 23,617 ตัน แหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร  ระนอง ประจวบฯ และกระบี่ แหล่งปลูกอะราบิก้าที่ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก</p>
<p>1.พันธุ์อะราบิก้า 75,547 ไร่ ผลผลิต 9,772 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 129 กก.</p>
<p>2.พันธุ์โรบัสต้า 182,214 ไร่ ผลผลิต 13,845 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 76 กก.</p>
<p>ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่เกษตรกรขายได้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 64.94 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 69.74 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.37 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูป ประกอบกับเมล็ดกาแฟของไทยมีคุณภาพดี ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดโลก ราคาเมล็ดกาแฟที่เกษตรกรขายได้เดือนมกราคม 2563 เฉลี่ย กิโลกรัมละ 62.87 บาท</p>
<p>การนำเข้า-ส่งออกกาแฟของไทย ปี 2562</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2"><strong>รายการ</strong></td>
<td style="text-align: center;" colspan="2"><strong>การนำเข้า</strong></td>
<td style="text-align: center;" colspan="2"><strong>การส่งออก</strong></td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ปริมาณ(ตัน)</strong></td>
<td><strong>มูลค่า (ล้านบาท)</strong></td>
<td><strong>ปริมาณ(ตัน)</strong></td>
<td><strong>มูลค่า (ล้านบาท)</strong></td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟดิบยังไม่ได้คั่ว</strong></td>
<td style="text-align: center;">44,831</td>
<td style="text-align: center;">2,523</td>
<td style="text-align: center;">383</td>
<td style="text-align: center;">84</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟคั่วรวมทั้งที่บดแล้ว</strong></td>
<td style="text-align: center;">3,238</td>
<td style="text-align: center;">822</td>
<td style="text-align: center;">146</td>
<td style="text-align: center;">40</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟผงสำเร็จรูป</strong></td>
<td style="text-align: center;">7,212</td>
<td style="text-align: center;">1,837</td>
<td style="text-align: center;">2,666</td>
<td style="text-align: center;">574</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>กาแฟสังเคราะห์และของปรุงแต่งจากกาแฟ</strong></td>
<td style="text-align: center;">6,873</td>
<td style="text-align: center;">1,054</td>
<td style="text-align: center;">24,521</td>
<td style="text-align: center;">2,532</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>กาแฟ </strong>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง เมล็ดกาแฟอะราบิกา (มกษ.5701-2561) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดกาแฟอะราบิกาให้ได้มาตรฐาน และได้มีแผนพัฒนากาแฟที่มุ่งเน้นส่งเสริมการปลูกกาแฟคุณภาพตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices)</p>
<p>วิสัยทัศน์ : เป็นผู้นำการผลิต การแปรรูป และการค้ากาแฟคุณภาพในระดับเอเซียที่แข่งขันได้ในตลาดโลกภายใต้อัตลักษณ์กาแฟไทย</p>
<p>พันธกิจ : วิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลิตที่ทันสมัย พัฒนาเครือข่าย อัตลักษณ์กาแฟไทยให้มีมาตรฐานสากล</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>พันธุ์กาแฟ</strong></p>
<p>1.กาแฟอะราบิกา ได้แก่ เชียงใหม่ 80 (พันธุ์ Catimor CIFC7963-13-28)</p>
<p>2.กาแฟโรบัสตา ได้แก่ พันธุ์ชุมพร 2 (พันธุ์ FRT 65), พันธุ์ชุมพร 3 (พันธุ์ FRT 17), พันธุ์ชุมพร 4 (พันธุ์ FRT 09), พันธุ์ชุมพร 5 (พันธุ์ FRT 68)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong> เพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเสียบยอด  การเพาะเมล็ดต้องใช้ถึง 2 ปี แต่ถ้าเสียบยอดจะเร็วกว่า</p>
<p><strong>การปลูกกาแฟอะราบิกา</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1. พื้นที่ปลูก </strong>ระยะห่างระหว่างต้น-แถว 2&#215;2 เมตร หรือ 400 ต้นต่อไร่ ขนาดหลุมปลูก ดินดี 30x30x30 เซนติเมตร ดินเลว 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100-200 กรัม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัมต่อหลุม ต้นกล้ามีใบจริง 4-5 คู่ อายุไม่น้อยกว่า 8-12 เดือน ปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน</p>
<p><strong>2. การปลูก </strong>หากปลูกที่ลาดชัน ควรวางแนวปลูกขวางความลาดชัน หรือปลูกบนขั้นบันไดที่ทำขึ้นเพื่อขวางความลาดชันของพื้นที่ เพื่อชะลอการพังทลายของหน้าดิน ความกว้างของขั้นบันไดควรกว้างเท่ากับความกว้างของทรงพุ่มเมื่อต้นกาแฟโตเต็มที่แล้ว การทำพื้นที่ปลูกเป็นขั้นบันไดนอกจากจะช่วยชะลอการพังทลายของหน้าดิน ยังช่วยให้การให้ปูน ปุ๋ย และน้ำมีประสิทธิภาพดีขึ้น และการปลูกพืชหมุนเวียนบนขั้นบันไดจะช่วยยึดหน้าดินไว้ด้วย กาแฟพันธุ์เชียงใหม่ 80 เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองต่อแสงแดดและปุ๋ยสูงจึงไม่ควรปลูกกลางแจ้ง โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 เมตร ควรปลูกไม้บังร่มเงาก่อนการปลูกกาแฟอะราบิกาจะช่วยให้การเจริญเติบโตได้ดี แนะนำให้ปลูกใต้ร่มไม้ยืนต้น ได้แก่ 1. ไม้บังร่มชั่วคราว ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ทองหลางไร้หนาม แคฝรั่ง ขี้เหล็กอเมริกัน ควรใช้ในระยะปลูก 4&#215;6 หรือ 6&#215;6 เมตร และปลูกหลายชนิดสลับกัน 2. ไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและให้ร่มเงาในระดับสูง เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค พฤกษ์ ถ่อน กางหลวง ถั่วหูช้าง สะตอ เหรียง เป็นต้น ระยะปลูก 8&#215;10 เมตร และควรปลูกหลายชนิดสลับกันกับไม้บังร่มชั่วคราว</p>
<p><strong>3. การให้น้ำ</strong> ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกกาแฟอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ พื้นที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอย่างน้อย 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี มีการกระจายน้ำฝนอย่างน้อย 5-8 เดือน ควรให้น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีพื้นที่ปลูกไม่มีแหล่งน้ำให้ใช้เศษวัชพืชหรือฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นตั้งแต่หมดฤดูฝนโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟกลางแจ้ง</p>
<p>การเก็บข้อมูล การเจริญเติบโตของกาแฟ</p>
<p>ด้านเชิงปริมาณ ขนาดเส้นรอบวง ผลผลิต</p>
<p>ด้านเชิงคุณภาพ เช็คปริมาณความหวานผลกาแฟอะราบิกาสุก โดยทั่วไปผลมีสีน้ำตาล 22 บริกซ์ สีชมพู 18 บริกซ์  สีเหลือง 20 บริกซ์ สีแดง 20 บริกซ์ มาตรฐานต้องมีความหวานมากกว่า 17 บริกซ์ คุณภาพกาแฟ cup test การต้านทานโรคราสนิม</p>
<p>การผสมพันธุ์ใช้ถึงชั่วที่ 6</p>
<p>ปัจจัยของแสงมีอิทธิผลต่อการเจริญเติบโตของกาแฟ ผลผลิต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>การปลูกกาแฟโรบัสตา</strong></p>
<p><strong>1. พื้นที่ปลูก </strong>ปรับพื้นที่ให้เรียบ ขุดถอนรากไม้ หากเป็นพื้นที่ลาดเอียงต้องเตรียมพื้นที่ปลูกลักษณะเป็นขั้นบันได และปลูกหญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดิน ระยะปลูก 3.0&#215;3.0, 3.0&#215;4.0 หรือ 3.5&#215;3.5 เมตร ตามสภาพพื้นที่ หลุมปลูกขนาด 50x50x50 หรือ 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 3-5 กิโลกรัม หรือหินฟอสเฟต 200-300 กรัม ถ้าดินมี pH ต่ำกว่า 5 ควรใส่ปูนขาวรองก้นหลุม<strong> </strong>กล้าปลูกต้องแข็งแรง มีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร มีใบจริง 5-7 คู่ เป็นพันธุ์แนะนำ หรือพันธุ์ที่เกษตรกรเสียบยอดจากต้นที่คัดเลือกไว้</p>
<ul>
<li><strong>การเตรียมเมล็ดพันธุ์<br />
</strong>การขยายพันธุ์กาแฟโรบัสต้าส่วนใหญ่จะใช้วิธีเพาะเมล็ด โดยการเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นพันธุ์ที่มีอายุประมาณ 8-10 ปี<strong> </strong>โดยเป็นต้นที่ให้ผลผลิตผลสดกาแฟเฉลี่ย 10 กก./ปี<strong> </strong>(สารกาแฟ 2 กก./ต้น/ปี)<strong> </strong>เมล็ดกาแฟสารเฉลี่ย 2 กก./ปี ขึ้นไป ทุกปีอย่างสม่ำเสมอ ข้อถี่,ก้านยาว, เมล็ดมีขนาดใหญ่ประมาณ 100 เมล็ดแห้งต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 15 กรัม ปราศจากโรคและแมลง โดยเลือกผลที่สุกเต็มที่ คือ ผลจะต้องมีเปลือกสีแดงจนถึงแดงคล้ำเก็บบริเวณกิ่งตรงกลางลำต้น ผลหนึ่งจะมีเมล็ดภายใน 2 เมล็ด นำเมล็ดสดมาแช่น้ำ ให้นำเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไป ส่วนเมล็ดที่จมน้ำให้ใช้มือนวด เอาเปลือกออก จะได้กาแฟที่มีเมือกเหนียวติดอยู่<strong> </strong>และมีเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแข็งปานกลาง การใช้เมล็ดเพาะใช้เพาะทั้งที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดหรือแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อน แต่การเพาะที่มีเยื่อหุ้มอยู่ใช้เวลางอกนานกว่า เนื่องจากน้ำซึมจากเยื่อผ่านได้ยากในช่วงแรกของการเพาะ เพราะฉะนั้นการเพาะต้องใช้เวลานานกว่ารากและต้นอ่อนจะงอกออกจากเยื้อหุ้ม ทำให้การดูแลรักษาต้นพันธุ์ที่จะนำไปปลูกใช้เวลานาน สำหรับที่แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกจะงอกเร็วกว่า แต่ก็ต้องเสียเวลาในการแกะเยื่อหุ้ม เมล็ดกาแฟไม่มีการพักตัว และเมล็ดจะมีอายุสั้นตลอดจนความมีชีวิตจะลดลงภายหลัง 2 เดือน สำหรับกาแฟโรบัสต้า <strong>(</strong>Chin, 1980)<strong></strong></li>
<li><strong>การเตรียมแปลงเพาะและการเพาะ<br />
</strong>ทำการเพาะภายในเรือนเพาะชำที่มีหลังคาให้แสงสว่างเล็กน้อย เช่น ซาแลนขนาด 50% ทางมะพร้าว กระบะใช้ซีแพคหรือวัสดุอื่นๆ กั้นทำเป็นกระบะเพาะแปลงตามขนาดที่ต้องการเมล็ด 1 กก.<strong> </strong>มีเมล็ดดีอยู่ประมาณ 1,600 – 2,200 เมล็ด วัสดุที่ใช้เพาะมี่ทราย 2 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน นำมาผสมเทลงกระบะเพาะ เกลี่ยให้เสมอกัน เหลือขอบกระบะไว้ประมาณ 5 ซม. ขึ้นไป รดน้ำเพื่อให้เสมอกันทั้งแปลง แบ่งแปลงเป็นแปลงย่อยๆ แต่ละแปลงย่อยกว้างประมาณ 1.2-1.5 ม. และเว้นช่องทางเดินประมาณ 0.5 ม. เมื่อเตรียมแปลงเรียบร้อยแล้วเอาเมล็ดพันธุ์ที่แช่น้ำประมาณ 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดผึ่งลมไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดแห้ง ไม่ติดกัน ง่ายต่อการเพาะ นำไปโรยในแปลงเพาะให้ทั่วทุกแปลงย่อยที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้สม่ำเสมอใช้วัสดุเพาะโรยด้านบนบางๆ อีกชั้นหนึ่งแล้วรดน้ำให้ชุ่มๆ ทุกวัน สำหรับการงอกถ้าเป็นเมล็ดที่แกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ และจะงอกออกมาในช่วง 3-8 อาทิตย์ และจะงอกมากในช่วง 5-11 อาทิตย์ กาแฟเริ่มงอกพ้นดิน (หมายถึงเมล็ดจะเริ่มงอกรากแล้วค่อยๆ ยืดส่วนที่เป็นต้นอ่อนขึ้นมาบนดินโดยเมล็ดยังคงนอนราบอยู่บนดิน จะมีลักษณะโค้งงออยู่ และค่อยยืดตรง ระยะที่เมล็ดตั้งตรงถือเป็นระยะวัดความงอก) เมล็ดเมื่อเริ่มงอกส่วนที่ยังเป็นเมล็ดจะค่อยพองโตขยายออกเรื่อยๆ จนปริแตกออกเป็นใบสีเขียวโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยแตกออกจนสลัดเยื่อบางๆ ที่หุ้มออก จะเห็นใบมีลักษณะกลมๆ 2 ใบ คลี่ออกมาหมด เรียกว่า ใบเลี้ยง ใช้เวลาประมาณ 39-44 วัน หลังเพาะ (แกะเยื่อหุ้ม) 53-55 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม) หลังจากนั้น ส่วนยอดระหว่างใบเลี้ยงทั้ง 2 จะมีลักษณะแหลมๆ ขึ้นมาเรียกว่าใบจริง ใช้เวลา 59-60 วัน (แกะเยื่อหุ้ม) 71-75 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม) เพราะฉะนั้น จากเพาะถึงย้ายชำลงถุงได้ก็ประมาณ 90 วัน (แกะเยื่อหุ้ม) 100 วัน (ไม่แกะเยื่อหุ้ม)<strong></strong></li>
<li><strong>การเตรียมถุง<br />
</strong>ใช้ถุงขนาด 2.5”× 7”<strong> </strong>วัสดุที่ใช้บรรจุถุงสำหรับชำต้นกาแฟมีส่วนผสม 1:2:3<strong> </strong>คือ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 2 ส่วน ดิน 3 ส่วน ผสมเข้าด้วยกัน นำบรรจุถุง เตรียมไว้สำหรับใส่ต้นกล้าที่มีใบจริงประมาณ 1 คู่ เมื่อบรรจุถุงเสร็จนำมาเรียงไว้ในเรือนเพาะชำที่มีแสงสว่างส่องถึงเพียงเล็กน้อย นำต้นกล้ามาชำลงในถุง รดน้ำให้ชุ่ม ตั้งไว้จนเห็นต้นแข็งแรงดีแล้วจึงตั้งไว้ในที่มีหลังคาเรือนเพาะชำแสงแดดส่องถึงประมาณ 50%<strong></strong></li>
<li><strong>การดูแลรักษา<br />
</strong>เมื่อขยายพันธุ์เสร็จเก็บไว้ในเรือนเพาะชำที่แดดส่องถึง หรือใช้ซาแลน 50% ทำหลังคา รดน้ำทุกวัน หลังจากชำลงถุง 1 เดือน เริ่มฉีดพ่นปุ๋ยยูเรีย อัตรา 2 ช้อนแกง (20 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือปุ๋ยน้ำสูตร 11-8-6 120-150 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร 2 อาทิตย์ ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดยาป้องกันโรคแมลงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อายุประมาณ6 เดือน หลังจากนำต้นกล้าชำในถุง ก็สามารถนำไปปลูกได้</li>
</ul>
<p><strong>2. การปลูก </strong>ปลูกในช่วงต้นฝน โดยปลูกเสมอปากหลุมปลูก ปักหลักไม้ผูกต้นกล้าป้องกันลมพัด ต้นกาแฟโยก ควรให้น้ำต่อเนื่องหลังจากปลูก 2-3 สัปดาห์หากไม่มีฝนตก ทำร่มเงาชั่วคราวให้ต้นกล้า กรณีปลูกเป็นพืชเดี่ยว ปลูก 170 ต้น/ไร่ หากปลูกแซมมะพร้าว ทุเรียน ปลูกประมาณ 100 ต้น/ไร่ กรณีปลูกร่วมทุเรียนควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสมเนื่องจากกระทบต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัวอย่างการปลูกร่วมกับทุเรียน ระยะ 8&#215;8 เมตร ควรปลูกห่างจากต้นทุเรียน 3 เมตร เนื่องจากต้นกาแฟมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ จะเหลือพื้นที่ระหว่างแถวน้อยไม่สะดวกในการเก็บเกี่ยว การขนย้ายผลผลิต และดูแลรักษา ดังนั้นควรปลูกให้ห่างต้นทุเรียนมากขึ้น หรือลดจำนวนแถวปลูกลง กรณีปลูกแซมพืชอื่น ควรปลูกพืชให้ร่มเงาก่อนปลูกกาแฟ   6-12 เดือน เช่น สะตอ ใช้ระยะปลูก 15&#215;15 เมตร, แค ใช้ระยะปลูก 12&#215;12 เมตร, กระถิน ใช้ระยะปลูก 9&#215;9 เมตร เป็นต้น</p>
<p><strong>3. การให้น้ำ</strong> กาแฟส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ พื้นที่ปลูกกาแฟควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี เกษตรกรควรดูแลให้ดินชื้นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงหลังปลูกใหม่ ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ต้นกาแฟยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งให้ผลผลิตใน 1 รอบการผลิต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>4. ศัตรูพืชกาแฟโรบัสต้าและการป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. มอดเจาะผลกาแฟ (coffee berry borer) เมล็ดกาแฟมีลักษณะเป็นรอยเจาะทำให้เมล็ดเสียหายเวลาลอยน้ำจัดเป็นเมล็ดเสีย พ่นสารไตรอะโซฟอส 40% อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเชื้อราบูเวเรีย บัสเซียน่า อัตรา 75 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นทุก 7 วัน เมื่อพบการระบาดเกิน 5%</p>
<p>การป้องกันกำจัด : การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น</p>
<p>2. เชื้อราที่เกิดในลานตากกาแฟ <em>Aspergillus</em>sp. จะเกิดเชื้อราในระหว่างการตากกาแฟเนื่องจากกาแฟโดนฝนและความชื้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>- ทำความสะอาดเก็บกวาดเศษซากพืชหรือเศษเมล็ดกาแฟที่ตกค้างบนลานตากเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อ</p>
<p>- เมื่อพบเมล็ดกาแฟติดเชื้อรา รีบเก็บออกนำไปทิ้ง เผาทำลาย</p>
<p>- หลีกเลี่ยงการตากกาแฟไม่ให้โดนฝน ควรมีหลังคาหรือผ้ากันความชื้นในเวลากลางคืนเพื่อป้องกันน้ำค้าง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ศัตรูพืชกาแฟอะราบิก้าและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p>ในระยะสุกแก่</p>
<p><span style="color: #993366;">1. โรคราสนิม</span> เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ เริ่มแรกใบเป็นจุดสีเหลืองเล็กๆ จุดสีเหลืองจะขยายใหญ่และเปลี่ยนเป็นสีส้ม ต่อมาจะมีผงสีส้มคล้ายสีสนิมกระจาย ทำให้ใบเป็นโรคถูกทำลายและร่วงในที่สุด ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. หมั่นเก็บกวาดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>ข. เกษตรกรควรปลูกพันธุ์ที่ต้านทานโรค ได้แก่ สายพันธุ์ คาติมอร์ CIFC 7963</p>
<p>ค. ในฤดูถัดไป พ่นด้วยสารไตรอะดิมีฟอน 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ออกซีคาร์บอกซิน อัตรา 12 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 3-4 ครั้งต่อปีในฤดูฝน โดยเริ่มครั้งแรกเดือนมิถุนายน และครั้งต่อไปควรห่างกัน 5 สัปดาห์</p>
<p><span style="color: #993366;">2. โรคแอนแทรคโนส (โรคใบไหม้สีน้ำตาล/โรคกิ่งแห้ง/โรคผลแห้ง)</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่ใบ</span>: พบได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางแผลตาย เมื่อรุนแรงจะเป็นแผลขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่กิ่ง</span>: ทำให้เกิดการไหม้บนกิ่งเขียวทำให้กิ่งแห้งทั้งกิ่ง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อาการที่ผล</span>: พบได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่ เริ่มแรกผลเป็นจุดสีน้ำตาล เมื่อรุนแรงแผลจะมีรูปร่างไม่แน่นอน ยุบตัว หากพบที่ผลอ่อนจะทำให้ผลไม่พัฒนาเป็นเมล็ด เปลี่ยนเป็นสีดำ หากพบที่ผลแก่ทำให้สุกแก่เร็วขึ้น</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. ตัดกิ่ง ใบ และเก็บผลทีเป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>ข. ตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ให้โล่ง โปร่ง ให้มีแสงแดดลอดผ่านได้</p>
<p>ค. ให้ปุ๋ยบำรุงต้นเพื่อให้ต้นกาแฟมีความแข็งแรง</p>
<p>3. การเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ จะเข้าทำลายช่วงผลดิบ ทำให้เมล็ดถูกทำลายเสียหาย</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น</p>
<p>ข. ถ้าการระบาดรุนแรงให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80-95 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>นโยบายกาแฟ การส่งเสริมการค้า ได้มีการเปิดตลาดตามข้อตกลง WTO จัดสรรปริมาณนำเข้าเมล็ดกาแฟในโควตา 5.25 ตัน อัตราภาษี ร้อยละ 30 และ ผลิตภัณฑ์กาแฟ ในโควตาปริมาณ 134 ตัน อัตราภาษี ร้อยละ 40 และการนำเข้าภายใต้กรอบความตกลง AFTA อัตราภาษีนำเข้า เมล็ดกาแฟ ร้อยละ 5 ส่วนเมล็ดกาแฟคั่ว และผลิตภัณฑ์กาแฟอัตราภาษี ร้อยละ 0  จากการเปิดตลาดฯ และปริมาณผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อเกษตรกร ดังนั้นการนำเข้ากาแฟภายในกรอบ AFTA จึงอยู่ในความดูแลของคณะอนุกรรมการพืชสวน (ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นผู้พิจารณาอนุญาตนำเข้า โดยยื่นขอการนำเข้าที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ด้านการพัฒนากาแฟไทย ยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560 &#8211; 2564 เน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ บนพื้นฐานของศักยภาพ และอัตลักษณ์ของกาแฟไทย พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตรฐานสากล การผลิตกาแฟเฉพาะถิ่น และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแปรรูปกาแฟของอาเซียน (Coffee Processing Hub of ASEAN) และเป็นผู้นำสินค้ากาแฟในอาเซียน<strong>  </strong>ปัจจุบันกรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เป็นการกำหนดจุดยืนใหม่ของการพัฒนายุทธศาสตร์กาแฟและกำหนดทิศทางการพัฒนากาแฟไทยแบบเชิงรุก เป็นแนวทางขับเคลื่อนทั้งภาคการผลิต การแปรรูป และการตลาดของกาแฟไทย เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์กาแฟมีแผนปฏิบัติเป็นตัวขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามทิศาทางการพัฒนายุทธศาสตร์กาแฟ 4.0</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปัญหาของอุตสาหกรรมกาแฟ</p>
<p>ต้นน้ำ (เกษตรกร)</p>
<p>1. ขั้นตอนการผลิตที่มีรายละเอียด ต้นทุนการผลิตที่สูงและหนี้ครัวเรือนทำให้เกษตรกรไม่กล้าเปลี่ยน</p>
<p>2. ขาดความรู้ในการเพิ่มมูลค่าหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ขายได้ราคาต่ำ</p>
<p>3. พื้นที่ส่วนใหญ่ในการปลูกกาแฟอะราบิกาไม่มีเอกสารสิทธิ์</p>
<p>กลางน้ำ (โรงคั่ว)</p>
<p>1. โรงคั่วกาแฟวิสาหกิจชุมชนบางแห่งยังขาดมาตรฐานและความรู้การคั่วกาแฟแต่ละชนิด</p>
<p>2. เกษตรกรที่ต้องการลงทุนทำกาแฟคั่วบดยังขาดความเชี่ยวชาญ และเงินทุนดำเนินการ</p>
<p>ปลายน้ำ (ร้านกาแฟ)</p>
<p>1. ผู้บริโภคยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับกาแฟโรบัสตา ทำให้ร้านกาแฟส่วนใหญ่ยังไม่กล้านำมาขาย</p>
<p><strong>ปัญหาของการปลูกกาแฟ ได้แก่</strong><strong></strong></p>
<p>1) เกษตรกรไม่ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธุ์ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุน มีแรงจูงใจที่เพียงพอ รวมทั้งการเข้าถึงพันธุ์ดีที่เหมาะสมมีน้อย ทำให้ผลผลิตต่ำไม่ต้านทานโรค ไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>2) พื้นที่ปลูกกาแฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ทุเรียน ทำให้เกษตรกรโค่นกาแฟทิ้ง</p>
<p>3) พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธ์ทำให้ไม่ได้รับการ การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น การรับรองแปลง GAP เพื่อเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานของกาแฟ</p>
<p>4) ระบบการปลูกกาแฟแบบเดิม เป็นแบบต่างคนต่างทำ ไม่มีการรวมกลุ่มกัน</p>
<p>5) เกษตรกรไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่เหมาะสม การจัดการดิน การเกษตรกรรม เครื่องมือ เครื่องจักรกล</p>
<p>6) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้โรคและแมลงเกิดการปรับตัวสร้างความหลากหลาย และความรุนแรงมากขึ้นทุกปี เช่น โรคราสนิม โรคแอนแทรกโนส และการระบาดของมอดเจาะผลกาแฟ ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของกาแฟเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong>         ผลกระทบที่ตามมาคือ </strong>ปริมาณกาแฟที่ผลิตในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a title="ยุทธศาสตร์กาแฟ" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2560-2564.pdf" rel="attachment wp-att-8532" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8532" title="ปก_ยุทธศาสตร์กาแฟ-980x1386" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/ปก_ยุทธศาสตร์กาแฟ-980x1386-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
<td><a title="การจัดการความรู้เทคโนโลยีการผลิตกาแฟครบวงจร" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2020/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A31.pdf" rel="attachment wp-att-8533" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8533" title="0125-scaled-1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/0125-scaled-1-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
<td><a title="การผลิตกาแฟอะราบิก้า" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2-1.pdf" rel="attachment wp-att-8534" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-8534" title="การผลิตกาแฟอะราบิกา-1-1-214x300-1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/การผลิตกาแฟอะราบิกา-1-1-214x300-1.jpg" alt="" width="214" height="300" /></a></td>
<td><a title="การผลิตกาแฟโรบัสต้า" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2-1.pdf" rel="attachment wp-att-8535" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8535" title="การผลิตกาแฟโรบัสตา-1-980x1386" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/การผลิตกาแฟโรบัสตา-1-980x1386-212x300.jpg" alt="" width="212" height="300" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>มุมมองของกาแฟ</p>
<p>สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐสร้างความเข้มแข็งในมาตรฐานของ GAP, GMP และมาตรฐานอื่น ๆ หรือมีองค์กรกลางในการพัฒนาส่งเสริมมาตรฐาน เช่น CCQ – Certified Coffee Quality laboratory และสร้างเกษตรกรต้นแบบ (smart farmer) ส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟให้มีความหลากหลายและได้มาตรฐาน โดยใช้วัตถุดิบจากกาแฟแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และปลอดวัสดุเหลือใช้ (Zero Waste) และส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/ เครือข่าย โดยการยกระดับอัตลักษณ์ของกาแฟอะราบิกาชุมชน ให้มีความแปลกใหม่มีเอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ แปรรูปกาแฟให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น หรือชุมชนนั้นๆ มีเรื่องราว (story) โดยสร้างแบรนด์เฉพาะของประเทศไทย เช่น กาแฟอะราบิกา Thailand Only การจัดกิจกรรมประกวดกาแฟ เพื่อค้นหาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดี และรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้ปลูกกาแฟตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพและแสดงถึงอัตลักษณ์กาแฟไทยตลอดจนส่งเสริมและพัฒนากาแฟไทยให้มีคุณภาพดีสู่ระดับโลก เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้และความยั่งยืนแก่เกษตรกร</p>
<p>การชิมทดสอบรสชำติเมล็ดกำแฟ (Cupping Standard)</p>
<p>1 อัตราส่วนกาแฟต่อน้ำ  8.25 กรัม (เต็มเมล็ด) (± 0.25 กรัม) ต่อ น้้ำ 5.07 ออนซ์ของเหลว (150 มิลลิลิตร) เมื่อปรับจากขนาดของภาชนะจะต้องใช้อัตราส่วนกาแฟ 1.63 กรัม (เต็มเมล็ด) ต่อน้ำ 1 ออนซ์ของเหลว (หรือ 0.055 กรัมกาแฟต่อน้ า 1 มิลลิลิตร)</p>
<p>2 ภาชนะสำหรับการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Vessel)</p>
<p>-ภาชนะบรรจุจะต้องเป็นแก้วหรือวัสดุเซรามิกขนาดจะอยู่ระหว่าง 7 และ 9 ออนซ์ของเหลว (207 มล. ถึง 266 มล.) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 3 และ 3.5 นิ้ว (76 &#8211; 89 มม.) ถ้วยทั้งหมดที่ใช้ จะต้องมีปริมาตรขนาดและวัสดุการผลิตที่เหมือนกันและมีฝาปิด</p>
<p>-อุณหภูมิการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Water Temperature) ระหว่าง 92.2 &#8211; 94.4 องศาเซลเซียส</p>
<p>-น้้ำที่ใช้ในการชิมทดสอบรสชาติ (Cupping Water) สะอาด ไม่มีกลิ่นคลอรีน ตะกอนแคลเซียมไม่เกิน 50-175 ppm CaCO3 ปริมาณ Alkalinity ไม่เกิน 40 ppm ค่า pH 6-8 เช่น น้ำ select</p>
<p>-ขนาดการบดเมล็ดกาแฟจะต้องบดเพื่อให้ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของการบด ผ่านตะแกรงตาข่ายเบอร์ 20 (0.841 mm)</p>
<p>-การคั่วเมล็ด(Roast for Cupping) ใช้เวลาระหว่าง 8 และ 12 นาที และจะต้องนำมาใช้  8 และ 24 ชั่วโมงหลังจากการคั่ว</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=12105" rel="attachment wp-att-12105"><img class="aligncenter size-large wp-image-12105" title="กาแฟ" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/กาแฟ-1024x571.png" alt="" width="1024" height="571" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)</p>
<p>Horticultural Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3197">กาแฟ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3197</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขนุน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=217</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=217#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 02:17:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=217</guid>
		<description><![CDATA[<p>ขนุน ชื่ออื่นๆ : ซีคึย ปะหน่อย ล้าง ปอหล่อปิค หมักหมี้ มะหนุน ชะพู ขะเนอ เนน นะยวย ซะ ชื่อวงศ์ : MORACEAE ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มียางขาวทั้งต้น ใบมันและหนาเหมือนแผ่นหนัง ใบรู ปลียาวออกสลับกัน ปลายใบแหลมและสั้น ช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่งเป็นแท่งยาว มีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ(ช่อดอกตัวผู้) ผลใหญ่มีหลายขนาด เป็นผลรวม รอบผลมีหนามสั้นๆ เรือหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองเวลาสุกมีกลิ่นหอม มีหลายพันธุ์ ปลูกกันทั่วไป สถานการณ์ ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกขนุนทั่วประเทศจำนวน 55,942 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตจำนวน 38,026 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=217">ขนุน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;">ขนุน</span><span id="more-217"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: </strong>ซีคึย ปะหน่อย ล้าง ปอหล่อปิค หมักหมี้ มะหนุน ชะพู ขะเนอ เนน นะยวย ซะ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>MORACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>:</strong> Jack Fruit Tree</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>:</strong> <em>Artocarpus heterophyllus</em> Lam.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong> : </strong><strong></strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มียางขาวทั้งต้น ใบมันและหนาเหมือนแผ่นหนัง ใบรู ปลียาวออกสลับกัน ปลายใบแหลมและสั้น ช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่งเป็นแท่งยาว มีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ(ช่อดอกตัวผู้) ผลใหญ่มีหลายขนาด เป็นผลรวม รอบผลมีหนามสั้นๆ เรือหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองเวลาสุกมีกลิ่นหอม มีหลายพันธุ์ ปลูกกันทั่วไป</p>
<p><strong><span style="color: #008000;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7609" rel="attachment wp-att-7609"><img class="aligncenter size-full wp-image-7609" title="kanon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/kanon.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></span></strong></p>
<p><strong>สถานการณ์</strong></p>
<p>ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกขนุนทั่วประเทศจำนวน 55,942 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตจำนวน 38,026 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จำนวน 15,659 ไร่ แยกเป็นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 33,703,406 กิโลกรัม คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่ให้ผลผลิต 2,152 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเท่ากับ 11.61 บาท/กิโลกรัม จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกขนุนมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 17,268 ไร่ จังหวัดระยอง 10,417 ไร่ จังหวัดชลบุรี 9,427 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี 3,802 ไร่ และจังหวัดจันทบุรี 2,618 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 77.82 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ</p>
<p>ปริมาณและมูลค่าการส่งออกขนุนสด จำนวน 49,006 ตัน คิดเป็นมูลค่า 629 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 45,319 ตัน มูลค่า 566 ล้านบาท ถือเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม เมียนมา และ.ลาว</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">พันธุ์ขนุน</span></strong></p>
<div>1. พันธุ์ฟ้าถล่ม  ให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4 ปีหลังการปลูก ผลกลมยาวรีและยาวรีคล้ายรูปไข่ค่อนข้างไปทางทรงกระบอก ผลใหญ่ ขนาดตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ยวงใหญ่ หนาสม่ำเสมอ ยวงสีเหลืองทอง รสหวานสนิท เปอร์เซ็นต์น้ำตาลมาก น้ำหนักยวงที่แกะเมล็ดออกแล้วเฉลี่ย 15 ยวงต่อกิโลกรัม เนื้อยวงเหมาะแก่การทำขนุนแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ซังสีขาว มีซังปานกลาง</div>
<div>2. พันธุ์ทองสุดใจ ผลมีรูปไข่ค่อนข้างกลม ผิวเรียบ มีเบี้ยวน้อย ติดผลง่าย มีซังน้อย ผลขนาดใหญ่ เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อผล เปลือกผลค่อนข้างบาง ปลายหนามแหลม ใต้ผิวของผลถึงยวงมีสีเหลืองคล้ายเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อยวงใหญ่ หนา แต่น้อยกว่ายวงของขนุนพันธุ์ฟ้าถล่ม สีเหลืองทองเข้ม รสหวานปานกลาง ซังน้อย ซังสีเหลืองเข้ม รสหวานเล็กน้อยรับประทานได้ เมล็ดเล็ก เมล็ดไม่งอกในผลเมื่อผลสุกเต็มที่<br />
3. พันธุ์จำปากรอบ มีผลดกปานกลาง จัดเป็นขนุนพันธุ์เบา ทรงผลไม่สวย ผลไม่กลม ผิวขรุขระ ผลมีขนาดปานกลาง ผลสั้น น้ำหนักผลเฉลี่ยราว 12-25 กิโลกรัม เนื้อยวงไม่หนา แต่ก็ไม่บาง เนื้อยวงเมื่อผลอ่อนมีสีขาว แต่พอผลแก่ยวงจะเป็นสีจำปา เนื้อแข็งกรอบ เนื้อไม่เละแม้สุกจัด สามารถเก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์อื่น เนื้อมีรสกล่อมกล่อมอมเปรี้ยวเล็กน้อย รสหวานปานกลาง ยวงเหมาะแก่การแกะเนื้อขายหรือแช่แข็ง<br />
4. พันธุ์ทองประเสริฐ เป็นขนุนพันธุ์เบา สามารถให้ผลผลิตได้เมื่อปลูกแล้ว 2 ปี และสามารถให้ผลผลิตทะวายได้ด้วย เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนมิถุนายน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัมต่อผล ผิวสวย เนื้อยวงมีสีเหลืองทอง เนื้อหนา รสชาติหวานกรอบอร่อย มีเนื้อ 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล<br />
5. พันธุ์ไพศาลทักษิณ เป็นพันธุ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีต้นพันธุ์เดิมอยู่ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ลักษณะเด่นของพันธุ์ไพศาลทักษิณคือ มีลักษณะการติดผลเป็นกลุ่มหรือติดเป็นพวง ลูกขนาดกลางไม่ใหญ่มากนักน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม/ผล หนามเล็ก เปลือกบาง เนื้อสีเหลือง หวานจัด ไส้เล็ก ซังน้อยซ้อนห่าง เมล็ดมีขนาดเล็ก</div>
<div>
<p>6. พันธุ์ตาบ๊วย ลำต้นขนาดใหญ่ พุ่มเตี้ย ใบค่อนข้างกลมหนาเป็นมัน ผลคล้ายไหกระเทียมดอง ติดผลดก ให้ผลผลผลิต 20-80 ผล/ต้น/ปี ผิวผลไม่มีแป้ว หนามค่อนข้างใหญ่ เนื้อสีเหลือง ยวงแห้งกรอบ เมล็ดเล็ก ทนต่อสภาพดินกรดได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ</p>
</div>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> </strong><strong>: </strong>เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง ขนุนนิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งจะให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 3-4 ปี แต่ถ้าเพาะจากเมล็ดจะให้ผลช้าประมาณ 5-6 ปี</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูก</span> </strong><strong>: </strong>ขนุนชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อินทรียวัตถุ ชอบแสงแดดจัดไม่ทนน้ำท่วมขังนาน เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกในที่ดอนใช้ระยะปลูก 8&#215;8 หรือ 10&#215;10 เมตร  ปลูกในที่ลุ่มที่ต้องยกร่อง และปลูกในระยะที่แคบ 6&#215;6 หรือ 5&#215;5 เมตร</p>
<p><span style="color: #008000;">การใส่ปุ๋ย</span>ในระยะต้นยังไม่ให้ผลผลิต จะเน้นที่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี 15-15-15 หรือ 16-16-16 หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากไปทำให้เฝือใบและออกดอกช้า ปริมาณปุ๋ยที่ใส่แต่ละครั้งมักจะให้เอาอายุต้นหารด้วย 2 เช่น อายุต้น 2 ปีให้ใส่ครั้งละ 1 กิโลกรัม/ต้น และเมื่อให้ผลผลิตแล้วควรใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือ 12-24-12ใส่ก่อนการออกดอก 40-60 วัน และช่วงหลังเกี่ยวเกี่ยวผลผลิตควรใส่ปุ๋ยคอกทุกปี</p>
<p><span style="color: #008000;">การดูแลรักษา</span> เมื่อติดผลมากควรปลิดผลอ่อนทิ้งบ้าง เพราะจะทำให้ผลเล็กและมีเนื้อน้อย ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ จะตัดแต่งผลอ่อนหลังจากติดผล 1-2 เดือน เพื่อใช้ผลอ่อนนำมารับประทานเป็นผักได้ ตัดแต่งผลตามอายุต้น เช่น อายุ 3-5 ปี ไว้ผลประมาณ 5 ผล/ต้น อายุ 5-10 ปีไว้ผล 20 ผล/ต้น อายุ 10-15 ปี ไว้ผล 30 ผล/ต้น และอายุ 15-20 ปีไว้ผล 35 ผล/ต้น ผลที่ไว้บนต้นควรให้อยู่กระจายทั่วต้น หลังติดผล 40-50 วัน ห่อผลด้วยถุงปูนหรือถุงปุ๋ย โดยเปิดท้ายถุงไว้ระบายอากาศ และเปลี่ยนวัสดุห่ออีกครั้ง เมื่ออายุ 3 เดือน เพราะขนุนจะขยายขนาดอย่างรวดเร็ว</p>
<p><span style="color: #008000;">การควบคุมการออกดอกและการติดผล</span> ขนุนไม่มีปัญหาเรื่องการออกดอก โดยจะออกดอกปีละประมาณ 2 ครั้ง ครั้งแรกในเดือน ธันวาคม – มกราคม และครั้งที่ 2 ในเดือน เมษายน – พฤษภาคม แต่บางพันธุ์และบางต้นก็สามารถทยอยออกดอกได้ตลอดปี เรียกว่าเป็นขนุนทะวาย การผสมเกสรของขนุนต้องการแมลงช่วย ถ้าดอกได้รับการผสมเกสรไม่พอจะทำให้รูปทรงผลจะเสียหรือบิดเบี้ยวได้ การบานของดอกตัวผู้หรือที่เรียกว่า ส่า จะบานก่อนดอกตัวเมียประมาณ 2-3 วัน แล้วดอกตัวเมียจึงจะบาน</p>
<p><span style="color: #008000;">โรคทึ่สำคัญ</span><br />
1. โรคยางไหล กิ่งและลำต้นเป็นแผลยางไหล ทำให้กิ่งแห้งและต้นตายในที่สุด เป็นโรคที่มีการระบาดรุนแรงและทำความเสียหายให้กับขนุนแถบ จังหวัดระยอง จันทบุรี ยังไม่มีวิธีการแก้ไข ควรหลีกเลี่ยงการปลูกขนุนในแหล่งที่ระบาด และใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค<br />
2. โรคกิ่งแห้ง กิ่งอ่อนเกิดจุดสีน้ำตาลดำ ขยายเป็นแผลใหญ่ลามไปทั่วกิ่งจนแห้ง ป้องกันกำจัดโดยหมั่นตัดแต่งกิ่งที่แห้งตายทิ้งและเผาทำลาย แล้วทารอยตัดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม<br />
3. โรคขั้วผลเน่า เกิดอาการเน่าเป็นสีดำ ดอกและผลอ่อนจะร่วง ป้องกันกำจัดโดยตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง<br />
4. โรคจุดสนิม อาการที่ผลเป็นจุดสีสนิมเล็กๆ จุดสีน้ำตาลไหม้ของเนื้อยวงและส่วนซังด้วย  บางครั้งเกิดเพียงเล็กน้อย แต่ก็พบมีอาการที่รุนแรงในบางครั้งที่พบปริมาณของจุดนี้กระจายค่อนข้างมาก ขนุนเป็นดอกรวมประกอบกันเป็นช่อ เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่พืชทางปลายเกสรตัวเมียแล้วเจริญลงไปในรังไข่ คือยวงขนุน ทำให้เกิดโรคที่ยวงทำให้เจริญไม่สมบูรณ์เป็นจุดสนิม เป้นเชื้อแบคทีเรียไปอาศัยอยู่ แต่ไม่ทำให้ผลเน่า จึงเห็นเป็นจุดเล็กๆ สภาพอากาศที่เหมาะคือร้อนสลับกับมีฝนตกหนัก ดอกขนุนเริ่มบาน อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ปลายเกสรเหี่ยวเชื้อแบคทีเรียเข้าทางปลายเกสรลงไป การป้องกันให้ใช้สารคอบเปอร์ซัลเฟตพ่นช่วงระยะติดดอก มักจะพบในขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเนื่องจากมีการปลูกเป็นการค้า</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>แมลงศัตรูที่สำคัญ</strong></span><br />
1. หนอนเจาะลำต้นและกิ่ง ผีเสื้อกลางคืนวางไข่บนเปลือกของลำต้นและกิ่ง เมื่อฟักเป็นตัวก็เจาะเข้าทำลาย เกิดอาการแห้ง ป้องกันกำจัดโดยตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง ถ้าพบหนอนให้พ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไซเพอร์เมทริน<br />
2. เพลี้ยแป้ง <em>Exallomochlus hispidus</em>(Morrison) เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงที่กิ่ง ใบ และผล ขับถ่ายมูลหวานออกมาเปรอะเปื้อนและราดำเข้าทำลายซ้ำ เพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายจากพื้นดินขึ้นบนต้น โดยมีมดเป็นพาหะพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้นช่วยทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรงขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">การป้องกันกำจัด : กำจัดมด โดยพ่นสารคาร์บาริล 80 % ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องใช้แล้วผูกรอบต้น ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมีโทแซม 25% ดับบลิวพี อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับบลิวพี อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% ดับบลิวจี อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>3. เพลี้ยหอย ดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบหงิก บิดเบี้ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมีคาร์บาริลในช่วงตัวอ่อนและกำจัดมดตัวการเคลื่อนย้ายเพลี้ยแป้งด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การเก็บเกี่ยว</span></strong></p>
<div>- ดัชนีการเก็บเกี่ยวของขนุนที่สำคัญคือ นับอายุแก่เมื่อ 120 &#8211; 160 วันหลังจากผสมติด</div>
<div>- ดัชนีการเก็บเกี่ยวอื่นๆ ได้แก่ เคาะฟังเสียงผล ดูสีผิว กรีดขั้วผลเพื่อดูยาง ดูใบที่ติดกับขั้วผล ดูหนามผล ดมกลิ่นขนุนบางพันธุ์เมื่อแก่ใกล้สุกจะมีกลิ่นหอม</div>
<div>- ตามปกติจะเก็บเกี่ยวขนุนก่อนผลแก่ 7 &#8211; 10 วัน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาหรือเก็บขนุนเมื่อแก่เต็มที่หรือสุกคาต้น เพื่อใช้รับประทานสด</div>
<div>- การเก็บมักจะเหลือขั้วผลติดไว้ด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการสุกได้โดยถ้าเหลือขั้วไว้ยาวมากจะทำให้สุกช้ากว่าขั้วที่เหลือสั้นกว่า</div>
<div>
<div>- หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องนำมาบ่มให้สุก ในสภาพอุณหภูมิห้องซึ่งจะสุกภายใน 3-4 วันโดยไม่ต้องใช้เอธิลีน</div>
<div>- ถ้าต้องการให้สุกเร็วขึ้น ให้ใช้ไม้ปลายแหลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร แทงเข้าที่ขั้วผลลึก 5-10 เซนติเมตร ผลขนุนจะสุกเร็วกว่าปกติ 1-2  วัน ซึ่งการสุกที่เร็วขึ้นจากการปฏิบัติดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะเกิดจากอิทธิพลของเอธิลีนที่สร้างขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อพืชได้รับความเครียด (wounded ethylene) เช่น จากการที่ขนุนเกิดรอยแผลบนขั้วผล เป็นต้น</p>
<div>- การเก็บรักษาขนุน  ถ้าเป็นผลสดควรเก็บที่อุณหภูมิประมาณ 13 องศาเซลเซียส ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 85 &#8211; 90 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บไว้ได้ 2 &#8211; 6 สัปดาห์ แต่ถ้าต้องการเก็บเฉพาะยวงผลที่แกะเมล็ดแล้ว  สามารถใส่ถุงพลาสติกและเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง (freezer) ได้ จะอยู่ได้นานกว่า 2 เดือน แต่ถ้าเป็นช่องธรรมดาจะอยู่ได้นาน 3 &#8211; 5 วัน เท่านั้น</div>
</div>
</div>
<p><strong style="color: #008000;">สรรพคุณ</strong></p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- เมล็ด</strong></span> ให้ใช้รับประทาน 60-240 กรัม ต้มสุกกิน จะมีรสชุ่ม ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนมช่วยบำรุงร่างกาย</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- เนื้อหุ้มเมล็ด </strong></span>ให้ใช้สด ผสมกับน้ำหวานกินบำรุงกำลัง หรือจะกินเป็นขนมก็ได้</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ใบ </strong>ใช้สด</span> นำมาตำให้ละเอียด อุ่นแล้วพอกแผล ใบแห้งให้บดเป็นผงโรย หรือใช้ผสมทาตรงที่เป็นแผล ใช้สำหรับภายนอก รักษาแผลมีหนองเรื้อรัง</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>- ยาง</strong> </span>จะมีรสจืด ฝาดเล็กน้อย ให้ใช้ยางสด ทาบริเวณที่บวมอักเสบ แผลมีหนองเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเกิดจากแผลมีหนองที่ผิวหนัง</p>
<p><strong><span style="color: #cc99ff;">- แกนและราก</span> </strong>ใช้แห้งประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำรับประทาน จะมีรสหวานชุ่ม รักษากามโรค และบำรุงเลือด<strong></strong></p>
<p>เป้าหมาย ได้ขนุนพันธุ์ใหม่ที่มีศักยภาพทางการค้า ปริมาณผลผลิต คุณภาพดี</p>
<p>การปรับปรุงพันธุ์ รวบรวม คัดเลือกสายต้น เปรียบเทียบพันธุ์ จีนนิยมทานขนุน</p>
<p>การใช้ประโยชน์ ทำโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ ไส้กรอก ทำพลาสติกชีวภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=217">ขนุน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=217</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชมพู่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2769</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2769#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:44:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2769</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : ชมพู่ ชื่อสามัญ : rose apple วิธีการปลูก : ชมพู่สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย นิยมขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและทาบกิ่ง การปลูกให้เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 4&#215;4 เมตร หรือ 6&#215;6 เมตร ออกดอกติดผลเดือนมกราคมถึงกลางเดือนเมษายน ระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยวใช้ เวลา 3 เดือน การดูแลรักษา : หลังการปลูกใหม่หากไม่มีฝน ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนการใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่สูตร 15-15-15,12-6-18 หรือ 15-5-20 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (หน่วยเป็นกิโลกรัม) &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211; โรคศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด โรคผลเน่า พบในสภาพที่ห่อผลชมพู่ด้วยถุงพลาสติกแล้วโดนแดดจัดและอบนึ่งเพราะมีไอน้ำเกิดขึ้นทำให้ผลเน่าได้ จึงควรห่อผลด้วยวัสดุที่ระบายอากาศเข้าออกได้ แมลง ไรศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด 1. เพลี้ยไฟ พบใบอ่อน ยอดอ่อน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2769">ชมพู่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : ชมพู่<br />
ชื่อสามัญ : rose apple</div>
<div><span id="more-2769"></span></div>
</div>
</div>
<div>
<p><strong><span style="color: #339966;">วิธีการปลูก</span></strong> : ชมพู่สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย นิยมขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและทาบกิ่ง การปลูกให้เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 4&#215;4 เมตร หรือ 6&#215;6 เมตร ออกดอกติดผลเดือนมกราคมถึงกลางเดือนเมษายน ระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยวใช้ เวลา 3 เดือน</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3053" rel="attachment wp-att-3053"><img class="aligncenter size-full wp-image-3053" title="chompu" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/chompu.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">การดูแลรักษา</span></strong> : หลังการปลูกใหม่หากไม่มีฝน ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนการใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่สูตร 15-15-15,12-6-18 หรือ 15-5-20 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (หน่วยเป็นกิโลกรัม)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>โรคศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p>โรคผลเน่า พบในสภาพที่ห่อผลชมพู่ด้วยถุงพลาสติกแล้วโดนแดดจัดและอบนึ่งเพราะมีไอน้ำเกิดขึ้นทำให้ผลเน่าได้ จึงควรห่อผลด้วยวัสดุที่ระบายอากาศเข้าออกได้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>แมลง ไรศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด</strong></span><br />
1. เพลี้ยไฟ พบใบอ่อน ยอดอ่อน และช่อดอกถูกทำลาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น สารอิมิดาโคลพริด<br />
2. ด้วงม้วนใบ ใบชมพู่ถูกทำลายโดยใบม้วนเป็นหลอดเล็กๆ และมีไข่ของด้วงม้วนใบอยู่ ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารคาร์บาริล หนอนเจาะกิ่ง พบการทำลายของหนอนกัดกินภายในกิ่งและขับถ่ายมูลออกทางปากรูคล้ายขี้เลื่อย ป้องกันจำจัดโดยเมื่อพบรูของหนอน ใช้เข็มฉีดยาดูดสารคลอร์ไพรีฟอสฉีดเข้ารูและอุดด้วยดินเหนียว หากกิ่งแห้งตายให้ตัดไปเผาทำลาย</p>
<p>3. หนอนแดง พบผลชมพู่มีตัวหนอนเจาะกินผลทำให้ผลร่วงก่อนเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารไดฟลูเบนซูรอน ช่วงเริ่มแทงดอก 1 ครั้ง ช่วงดอกตูม 1 ครั้ง และหลังติดผล 2-3 ครั้ง จนห่อผลหมด</p>
<p>4. แมลงวันผลไม้ พบการทำลายผลชมพู่ ตั้งแต่เริ่มติดผลถึงก่อนห่อผล ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยเหยื่อโปรตีน ผสมสารเคมีกำจัดแมลงมาลาไธออน 83% EC โดยใช้อัตราเหยื่อ 200-300 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 5 ลิตร พ่น 2-4 จุดต่อต้น ทุก 7 วัน หลังชมพู่ติดผล 1 เดือน จนถึงห่อผล?ติดกับดักอย่างง่าย โดยใช้สารล่อเมธิลยูจินนอลผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไธออนอัตรา 4:1 จากนั้นหยดบนสำลี 3-5 หยด แล้วนำไปแขวนในกับดัก สูง 1.5 เมตรใต้ทรงพุ่ม อัตรา 1 กับดักต่อไร่ เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยเพศผู้และติดตามการระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก</p>
<p>5. ไรแดง ใบแก่ถูกทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบกร้านและแห้งตาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นน้ำให้ต้นชมพู่จนโชกเป็นครั้งคราว หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารโพรพาร์ไกต์</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. การเพิ่มคุณภาพของผล สาร GA3 ความเข้มข้น 10 มก./ล. พ่น 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนดอกบาน ครั้งที่ 2 หลังดอกบาน 7 วัน (พันธุ์เพชรสายรุ้ง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>คุณค่าอาหารและสรรพคุณ</strong></span></p>
<p>ชมพู่เนื้อฉ่ำน้ำ รับประทานแล้วสดชื่น แก้กระหายได้ดี มีวิตามินซี ป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เหล็ก เส้นใย วิตามินเอ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;">?<strong>GAP ชมพู่</strong></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพชมพู่.pdf" rel="attachment wp-att-2939" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2939" title="rasys" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rasys.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนชมพู่.pdf" rel="attachment wp-att-2938" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2938" title="rasup" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rasup.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรชมพู่.pdf" rel="attachment wp-att-2936" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2936" title="raf" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/raf.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองชมพู่.pdf" rel="attachment wp-att-2935" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2935" title="rac" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rac.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2937" rel="attachment wp-att-2937"><img class="aligncenter size-full wp-image-2937" title="rascon" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/rascon.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>By Satja ?Prasongsap</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Professional Research Scientist</strong></span><span style="font-size: small;">?</span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #20124d; font-size: xx-small;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2769">ชมพู่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2769</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชำมะเลียง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=279</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=279#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Nov 2012 20:49:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชำมะเลียง ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepisanthes fruticosa Leenh ชื่อวงศ์: SAPINDACEAE ชื่อท้องถิ่น: ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน โคมเรียง ผักเต้า มะเถ้า หวดข้าใหญ่ ลักษณะทั่วไป: ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบยาวเรียว ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง ผลอัดกันเป็นช่อแน่น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสำดำ เนื้อนุ่ม มีรสหวานหอมฝาด ผลแก่ในช่วงกุมภาพันธุ์ นิยมปลูกแซมตามสวนผลไม้ทั่วไป ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 4-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง ใบ : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย ออกเยื้องกันเล็กน้อย ใบรูปหอกเรียงยาวมีสีเขียวเข้ม หนามมัน ปลายใบแหลม ฐานใบมนสอบเข้า ขอบใบเรียบ ดอก : ดอกช่อบริเวณกิ่ง ลำต้น มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ และไม่สมบูรณ์เพศปนกันช่อดอกยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีม่วงแดง ขนาด 20-30 ผล ผล [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=279">ชำมะเลียง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ชำมะเลียง</span><span id="more-279"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวิทยาศาสตร์</span>:</strong><strong> </strong>Lepisanthes fruticosa Leenh<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อวงศ์</span>:</strong><strong> </strong>SAPINDACEAE<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่อท้องถิ่น</span>:</strong><strong> </strong>ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน โคมเรียง<strong> </strong>ผักเต้า มะเถ้า หวดข้าใหญ่</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ลักษณะทั่วไป</span>:</strong> ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบยาวเรียว ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง ผลอัดกันเป็นช่อแน่น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสำดำ เนื้อนุ่ม<strong> </strong>มีรสหวานหอมฝาด ผลแก่ในช่วงกุมภาพันธุ์ นิยมปลูกแซมตามสวนผลไม้ทั่วไป</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7726" rel="attachment wp-att-7726"><img class="aligncenter size-full wp-image-7726" title="ชำมะเรียง" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/ชำมะเรียง.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ต้น</span> :</strong><strong> </strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 4-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ใบ</strong></span><strong> : </strong>ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย ออกเยื้องกันเล็กน้อย ใบรูปหอกเรียงยาวมีสีเขียวเข้ม หนามมัน ปลายใบแหลม ฐานใบมนสอบเข้า ขอบใบเรียบ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ดอก</span> :</strong><strong> </strong>ดอกช่อบริเวณกิ่ง ลำต้น มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ และไม่สมบูรณ์เพศปนกันช่อดอกยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีม่วงแดง ขนาด 20-30 ผล<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ผล</strong></span><strong> : </strong>ผลสดรูปกลม หรือรูปไข่ ผลสีดำแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร แต่ละผลมี 1-2 ้เมล็ด รูปไข่ปนขอบขนาด 1 ช่อ มีผลเป็นพวง 20-30เมล็ด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ประโยชน์</span> :</strong><strong> </strong>ผลสุกสีดำแก้ท้องเสีย รากแก้ไข้ แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต ไข้สัน แก้ท้องผูก กระสับกระส่าย<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> :</strong><strong> </strong>การเพาะเมล็ด<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การกระจายพันธุ์</span> :</strong><strong> </strong>เอเชียตะวันออกเฉียงใต้<strong></strong></p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=279">ชำมะเลียง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=279</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทับทิม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=335</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=335#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2022 23:40:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[<p>ทับทิม ชื่ออื่นๆ : มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว ชื่อวงศ์ : PUNICACEAE ชื่อสามัญ : Pomegranate ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn. ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ทับทิม</span><span id="more-335"></span><br />
</strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>PUNICACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong> :</strong> Pomegranate</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong> :</strong> <em>Punica granatum</em> Linn.</p>
<p>ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด</p>
<p>ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น 5 ช่อง ในแต่ละช่องมีเมล็ดเรียงกันอยู่ เนื้อที่หุ้มเมล็ดมีลักษณะใส สีแดง สีชมพู สีขาวอมชมพู รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เมล็ดเป็นรูปยาวรีค่อนข้างแข็ง ทับทิมให้ผลผลิตมากในฤดูฝน ขนาดของผลโดยประมาณ เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-8 เซนติเมตร ยาว 8-9 เซนติเมตร แหล่งปลูก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ตาก</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> </strong><strong>: </strong>ใช้เมล็ดเพาะ และตอนกิ่ง ที่นิยมกันคือการเพาะเมล็ด</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูกและการดูแล</span> </strong><strong>: การปลูก</strong> เตรียมดินโดยยกร่องสูง 50 ซม. ระหว่างร่องห่างกัน 1 เมตร บนคันดินที่ยกไว้ขุดหลุมเป็นแถวห่างกันหลุมละ 1 เมตร กว้างยาวลึกด้านละ 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกขลุกเคล้ากันรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูกหลุม 1 ต้น กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ศัตรูทับทิม </strong></span><strong></strong></p>
<p>1.หนอนเจาะกิ่งทับทิม <strong><em>Zeuzera coffeae</em></strong><strong> Nietner</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ลักษณะอาการ หนอนกัดกินเนื้อ</strong>ไม้ภายในกิ่งเป็นเวลาหลายเดือน โพรงที่หนอนเจาะกินจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของหนอน กิ่งที่ถูกหนอนเจาะจะหักได้ง่ายตรงบริเวณรอยควั่นของหนอน ซึ่งจะพบหนอนอาศัยอยู่ในส่วนของกิ่งที่แห้งเหนือรอยควั่นเสมอ</p>
<p><strong>ตัวเต็มวัยผีเสื้อวางไข่บนกิ่ง</strong>ของพืชอาหาร เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจึงเริ่มเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในกิ่ง ถ้าต้นทับทิมอายุน้อยถูกหนอนเจาะกิ่งกัดกินในลำต้น ทำให้ยืนต้นแห้งตาย มีลำตัวสีแดงหัวสีดำและอกปล้องแรกมีแถบสีดำ ระยะหนอนที่กัดกินเนื้อไม้ค่อนข้างนานประมาณ 2 &#8211; 3 เดือน</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5321" rel="attachment wp-att-5321"><img class="alignnone size-medium wp-image-5321" title="pomegrant002" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_8577-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5322" rel="attachment wp-att-5322"><img class="alignnone size-medium wp-image-5322" title="pomegrant003" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_9149-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>ก. การเข้าทำลายของหนอนเจาะกิ่งพบตลอดปี และช่วงการออกเป็นตัวแก่มีช่วงกว้าง พบตั้งแต่ปลายฤดูฝนตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมีนาคม การใช้สารเคมีจะได้ผลระยะที่ตัวเมียวางไข่ หรือระยะหนอนที่เริ่มฟักจากไข่ ให้ใช้สารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 1-2 มิลลิลิตรต่อรู ฉีดเข้าในรูแล้วอุดด้วยดินเหนียว</p>
<p>ข. การกำจัดกิ่งที่ถูกทำลาย โดยสังเกตอาการยอดเริ่มเหี่ยว จะพบหนอนหรือดักแด้อยู่ภายใน แต่ถ้าปล่อยให้กิ่งแห้งเป็นสีน้ำตาลแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกิ่งที่ถูกทำลายจนกระทั่งหนอนเจริญเป็นผีเสื้อบินออกไปแล้ว</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>2.หนอนผีเสื้อยักษ์</strong> หนอนผีเสื้อยักษ์จะมีขนาดตัวใหญ่สีฟ้า จะเข้ากัดกินใบและยอดอ่อนทำให้ต้นกระท้อนชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ถ้ามีระบาดควรจับตัวหนอนมาทำลายและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เมทโธมีลประมาณ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>3.หนอนร่านกินใบ</strong> ตัวหนอนมีขนาดเล็กมีขนถ้าถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบและคัน ตัวหนอนเข้ากัดกินใบเสียหาย ถ้ามีระบาดมากจะพบว่าตัวหนอนจะรวมกันเป็นกระจุกกัดกินใบแหว่งเป็นวง กำจัดโดยตัดใบที่มีตัวหนอนอยู่ด้วยไปทำลายทิ้ง และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพอร์เมททริน เมทโธมมีล ประมาณ 1-2 ครั้ง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
4.<strong>หนอนเจาะขั้วผล</strong> หนอนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรังที่ทำจากกลีบดอกกระท้อนแห้ง ๆ และเข้ากัดกินขั้วผลขณะที่ผลกระท้อนยังเล็กอยู่ ทำให้ผลแห้งและร่วงหล่น การป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ โดยการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่ง เมื่อเริ่มติดผลขนาดเล็ก ควรมีพ่นละอองน้ำล้างช่อดอกจะช่วยลดการทำลายลงได้ ถ้าระบาดมากควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโปรนิล ประมาณ 3-4 ครั้ง ทุก 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
<strong>5.เพลี้ยไฟ</strong> เพลี้ยไฟจะเข้าทำลายกระท้อนตั้งแต่ระยะยอดอ่อน ระยะช่อดอกจนถึงติดผลขนาดเล็กทำให้ดอกแห้งร่วง ผลจะมีผิวลายและจะติดไปจนผลแก่ หากพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาาด ควรรีบทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟอร์มีทาเนท ในช่วงเริ่มออกช่อดอกและก่อนดอกบาน แต่งดการฉีดพ่นช่วงดอกบานหลังจาก ติดผลแล้วจึงฉีดพ่นใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>6.ไรแดงเทียม</strong> หรือไรแพสชั่นฟรุท ดูดกินน้ำเลี้ยงจนใบหงิกงอ เปลือกของผลทับทิมที่ถูกไรดูดกินน้ำเลี้ยง จะมีสีซีดเป็นน้ำตาลอ่อน การป้องกันกำจัด ใช้สารไพริดาเบน ๒๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อะมิทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วบริเวณที่พบไร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>7.โรคใบจุด</strong> เกิดจากเชื้อรา เกิดแผลจุดสีน้ำตาลแดงขนาดเล็กๆ บนใบและมีสีเหลืองล้อมรอบ ต่อมาเมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้นเชื่อมต่อกันจะทำให้ใบบิดงอม้วนตัวและร่วงก่อนกำหนด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><br />
1. ตัดแต่งกิ่งให้ต้นโปร่ง เก็บใบที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และรักษาความสะอาดแปลงปลูกโดยกวาดใบที่ร่วงหล่น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก<br />
2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของโรค<br />
3.เมื่อพบโรคระบาดมาก ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไพราโคลสโตรบิน 25 % อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. การลดอาการสะท้านหนาวหลังการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ สาร Jasmonic ความเข้มข้น 1 &#8211; 2 มิลลิโมล โดยจุ่มผลหลังการเก็บเกี่ยวในสารละลาย นาน 5 นาที และเก็บรักษาที่ 1.5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สรรพคุณ</strong> </span> <strong>: </strong> <strong>ผล </strong>ผลสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้สด รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมอร่อย</p>
<p><strong> เปลือกผล</strong> แก้โรคบิดเรื้อรัง แก้ท้องเสีย <strong></strong></p>
<p><strong> ราก</strong> แก้อาการท้องร่วง ฆ่าพยาธิตัวตืด<strong></strong></p>
<p><strong> ใบ</strong> ล้างแผล แก้บิดมูกเลือด แก้อาเจียน รักษาโรคลักปิดลักเปิด</p>
<p><strong> ดอก</strong> แก้เลือดกำเดาแข็งตัว ห้ามเลือด แก้บาดแผล</p>
<p><strong> เมล็ด</strong> แก้โรคปวด, จุกแน่น เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย</p>
<p><strong> เปลือก / ลำต้น</strong> เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องเสีย สมานแผล ฝาดสมาน</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>บทสรุปผู้บริหาร</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong> (จาก สุภัทรา เลิศวัฒนาเกียรติ์ และลาวัลณย์ จันทรอัมพร)<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">มีรายงานผลการวิจัยในโครงการไม้ผลต่างถิ่น (exotic fruits) ระหว่างพ.ศ. 2525-2528 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ที่ดำเนินการรวบรวมพันธุ์ทับทิมได้ 28 พันธุ์ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ปลูกรวบรวมไว้ในสถานีวิจัยของโครงการหลวง และประเมินคุณค่าการใช้ประโยชน์เพื่อนำมาใช้ในการวิจัยเพื่อการผลิตเป็นการค้าบนที่สูง สำหรับส่งเสริมเกษตรกรชาวไทยภูเขาได้จำนวน 8 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทับทิมทอง พันธุ์บ้านหลวง พันธุ์อติชัย พันธุ์วันเดอร์ฟูล พันธุ์โกเทฟ พันธุ์อิหร่าน พันธุ์ตุรกี และพันธุ์ชาร์มี (Punsri et al. 1984; Punsri et al. 1985) ต่อมา ได้มีการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ทับทิมเพื่อการผลิตบริโภคผลสดและแปรรูป โดยการผสมพันธุ์ทับทิมของประเทศไทยกับทับทิมสายพันธุ์ต่างประเทศ และติดตามผลในระยะแรกเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า พันธุ์ UW (พันธุ์ยูท่าห์สวิท x พันธุ์ดอกขาว) ให้ผลผลิตได้เร็วและจำนวนผลมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ทั้งหมด มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 13.07 บริกซ์ และปริมาณกรด 0.19 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา คือ พันธุ์ AT (นธุ์อติชัย x พันธุ์ทอง) การศึกษาคุณภาพของผลแล้วพบว่า พันธุ์ TA (พันธุ์ทอง x พันธุ์อติชัย) ให้ผลที่น้ำหนักผลมากที่สุด คือ 298 กรัม ให้น้ำหนักของเมล็ดที่ใช้บริโภคได้มากที่สุดด้วย มีเปลือกบาง และน้ำหนักเปลือกน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ ขนาดเมล็ดใหญ่ แต่มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง (สุรินทร์ และคณะ, 2544) ซึ่งยังไม่มีข้อมูลการนำไปปลูกในแหล่งเพาะปลูกใด</p>
<p style="text-align: justify;">ทับทิมเป็นพืชที่ปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในเขตแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง แต่ในการพัฒนาการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง ใบ และการออกดอกติดผล ต้องอาศัยน้ำตลอดเวลาอย่างน้อยตลอดช่วงฤดูแล้ง การขาดน้ำจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตสูงสุดและคุณภาพของผลผลิตทับทิม (Levin, 2006) รวมถึงปัญหาผลแตกก็เป็นปัญหาที่สำคัญในการปลูก ซึ่งอาจมีปัญหาเนื่องมาจากความสม่ำเสมอของความชื้นในดิน พันธุ์ที่ปลูก หรือ การขาดธาตุอาหาร ธาตุอาหารหลักสำหรับทับทิมที่สำคัญ คือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ซึ่งมีการศึกษาการจัดการปุ๋ยในหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตทับทิมรายใหญ่ของโลก เช่น ประเทศอิสราเอล แนะนำปุ๋ยในรูป อัตรา 200 60 และ300 กิโลกรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> และ K<sub>2</sub>O ต่อเฮกตาร์ (Blumenfeld et al., 2000) ประเทศอินเดีย รัฐ Maharashtra ตั้งอยู่ด้านตะวันตกในภาคกลางของประเทศอินเดีย แนะนำให้จัดการธาตุอาหารตามอายุต้นแบ่งเป็น อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 250 286 150 กรัมN P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี อายุ 3-5 ปี ให้ปุ๋ย 500 286 150 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี และ อายุตั้งแต่ 5 ปี ให้ปุ๋ย 625 1,250 300 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี ในระหว่างอายุต้น 3 ปีแรก แบ่งใส่ปุ๋ยสามครั้งต่อปี ในเดือน กรกฎาคม กันยายน และกุมภาพันธ์ (National horticulture board, ม.ป.ป.) ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐฟอริดา จัดการตามอายุต้นเช่นเดียวกัน แบ่งเป็น อายุ 1ปี ให้ปุ๋ย 19 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 3<del cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</del>0<ins cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</ins>5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 3 ปี ให้ปุ๋ย 50.5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ และ อายุตั้งแต่ 4 ปี ให้ปุ๋ย 114 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ ในรูปของแอมโมเนียมไนเตรท โดยแบ่งใส่ครึ่งหนึ่งในช่วงปลายฤดูหนาว และส่วนที่เหลือใส่ฤดูใบไม้ผลิ จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การจัดการธาตุอาหารมีความแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม และอายุของต้น และในบางประเทศ เช่น ประเทศสเปน มีการแนะนำให้ใส่ปุ๋ยทับทิมตามค่าวิเคราะห์ใบ (Glozer and Louise, 2008) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธาตุอาหารพืชสำหรับทับทิมทั้งทางดินและทางใบ</p>
<p style="text-align: justify;">ในต่างประเทศมีรายงานการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดตามส่วนต่างๆ ของทับทิม เช่น ผลพบหนอนเจาะสมอฝ้ายกัดกิน และเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณขั้วผล (Teggelli et al. 2002) บริเวณใบพบเพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาวดูดกินน้ำเลี้ยง (Blumenfeld et al. 2000, Arnal and Ramos 2000) พบด้วงและหนอนผีเสื้อเจาะทำลายต้นและกิ่งทับทิม (Juan et al., 2000) ในการป้องกันอาจใช้วิธีการห่อผล ซึ่งระยะเวลาในการห่อเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าห่อเมื่อผลเล็กจะทำให้ผลไม่โตเต็มที่เท่าที่ควร เนื่องจากต้องอาศัยแสงในการพัฒนาการของผล และก่อนเก็บเกี่ยวก็ต้องการแสงในการพัฒนาการของสีผล</p>
<p style="text-align: justify;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p style="text-align: right;">Satja Prasongsap</p>
<p style="text-align: right;">Professional Research Scientist</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=335</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทุเรียน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2749</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2749#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:37:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2749</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : ทุเรียน ชื่อสามัญ : durian สถานการณ์การผลิต ปี 2567 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,136,265 ไร่ ผลผลิต 1,590,420   ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,400 กิโลกรัม ปี 2566 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,057,574 ไร่ ผลผลิต 1,476,174  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,396 กิโลกรัม ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 978,799 ไร่ ผลผลิต 1,335,728  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,365 กิโลกรัม ปี 2563 พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เ489นื่อที่ให้ผลผลิต 797,553 ไร่ ผลผลิต 1,115,999 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,399 กิโลกรัม ปลูกทั้งหมด 1,069,668 ไร่ ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749">ทุเรียน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : ทุเรียน<br />
ชื่อสามัญ : durian</div>
</div>
</div>
<div><span id="more-2749"></span></div>
<div>สถานการณ์การผลิต</div>
<div>ปี 2567 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,136,265 ไร่ ผลผลิต 1,590,420   ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,400 กิโลกรัม</div>
<div>ปี 2566 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,057,574 ไร่ ผลผลิต 1,476,174  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,396 กิโลกรัม</div>
<div>ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 978,799 ไร่ ผลผลิต 1,335,728  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,365 กิโลกรัม<br />
ปี 2563 พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เ489นื่อที่ให้ผลผลิต 797,553 ไร่ ผลผลิต 1,115,999 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,399 กิโลกรัม ปลูกทั้งหมด 1,069,668 ไร่ ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 904 กิโลกรัม  ปี 2560 ผลผลิต 680,000 ตัน ปี 2562 ทุเรียนที่จะมีศักยภาพได้แก่ พวงมณีเม็ดลีบ มูซานคิง หมอนทอง ชะนี  เนื่อที่ให้ผลผลิต 729,466 ไร่ ผลผลิต 1,024,794 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,405 กิโลกรัม</div>
<div>แหล่งปลูกที่สำคัญและเหมาะสมอยู่ในเขตภาคตะวันออก(จ.จันทบุรี ระยอง ตราด)  และภาคใต้ ( จ.ชุมพร  จ.นครศรีธรรมราช  จ.นราธิวาส  จ.สุราษฎร์ธานี  จ.ยะลา  จ. สงขลา  จ.ระนอง) ของประเทศไทย อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็สามารถปลูกได้เป็นเชิงพาณิชย์ เช่น จ.อุตรดิตถ์ จ.นครพนม จ.ศรีสะเกษ และ จ.นนทบุรี เป็นต้น</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;">พันธุ์และการขยายพันธุ์</span></div>
<div>การขยายพันธุ์ที่นิยมในปัจจุบันได้แก่ การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ โดยวิธีเสียบยอด ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง แต่ที่นิยมมากที่สุด คือการเสียบยอด สำหรับต้นตอที่ใช้จะใช้ต้นตอจากเมล็ดของพันธุ์ชะนีหรือพันธุ์พื้นเมือง และหากใช้ต้นตอจากทุเรียนป่า เช่นทุเรียนดอน (<em>D. malaccensis </em>Planch. ex Mast.) ทุเรียนชาเรียน (<em>D. mansoni</em> Bakh.) และทุเรียน (<em>D. lowianus </em>Scort. ex King) ก็จะทำให้ต้นทุเรียนอยู่ยืนยาวมากขึ้น เนื่องจากเป็นต้นตอที่ต้านทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อรา <em>Phytophthora palmivora </em>(Butler) Butler. อย่างไรก็ตามการใช้ต้นตอเหล่านี้กับกิ่งพันธุ์ดีโดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง จะเกิดส่วนท่อนพันธุ์ดีโตมากกว่าต้นตอที่อยู่ด้านล่าง แต่ไม่เกิดกับพันธุ์ชะนีและกระดุมทอง จะเริ่มต้นให้ผลผลิตครั้งแรกที่อายุประมาณ 4-5 ปี หลังปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยจะให้ผลผลิตประมาณ 10-40 ผลต่อต้น และเมื่อให้ผลผลิตมาแล้ว 6 ปี คือมีอายุประมาณ 10-11 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 100 ผลต่อต้น และเมื่อให้ผลผลิตมาแล้ว 10 ปี หรืออายุต้นประมาณ 15 ปีขึ้นไป อาจให้ผลผลิตถึง 200 ผลต่อต้น</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;">วิธีการปลูก </span></div>
<div>การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 8&#215;8 เมตร หรือ 10&#215;10 เมตร ให้ผล ผลิตหลังปลูก 4-5 ปี</div>
<div>ข้อจำกัด</div>
<div>1.การปลูกทุเรียนถ้าพื้นที่ไม่ใช่น้ำท่วมแช่ขังห้ามยกโคก ข้อเสียของการยกโคกคือ ต้นทุเรียนล้มง่าย การตัดหญ้ายากเพราะใช้เครื่องจักรกลวิ่งเข้าพื้นที่ตัดไม่ได้ และการใช้เครื่องตัดหญ้าแบบเหวี่ยงตัดหญ้าตรงพื้นที่ลาดเอียงลำบาก การวางท่อน้ำยากต้องมีการหักข้องอขึ้นโคก และจะมีปัญหาในอนาคตคือเครื่องตัดหญ้าไปโดนท่อแล้วทำให้ท่อแตก</div>
<div>2.การใช้ยอดทุเรียนที่ผ่านการราดสารมาทำเสียบยอด จะทำให้ยอดมีการชะงักการเจริญเติบโต ในใบชุดที่ 2 3 4 และตายในที่สุด</div>
<div><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3072" rel="attachment wp-att-3072"><img class="aligncenter size-full wp-image-3072" title="durian" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></div>
<div>
<p><span style="color: #339966;">การดูแลรักษา</span>: หลังปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ต้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม หน่วยเป็นกิโลกรัม ช่วงก่อนออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ถ้าตาดอกระยะไข่ปลา พ่นด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมในเตรท 13-0-46 อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทั่วทรงพุ่ม ช่วงผสมเกสรพ่นด้วยปุ๋ยทางใบที่ธาตุแคลเซียมและโบรอนจำนวน 1 ครั้ง ที่ดอกและใบให้ทั่วพอเปียก ช่วงพัฒนาการของผลเมื่อผลอายุ 5-7 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมี เช่น สูตร 8-24-24 (กิโลกรัมต่อต้น) อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม เมื่อผลอายุ 10 -11 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 , 0-0-60 (1-2 กิโลกรัมต่อต้น) หว่านให้ทั่วรอบทรงพุ่ม</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>การใช้ปุ๋ยทางใบ</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">1. ระยะเตรียมต้นเพื่อการออกดอก</span> : ฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุ อาหารรองและจุลธาตุอัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นในช่วงใบเพสลาด 1-2 ครั้ง</p>
<p><span style="color: #008000;">2.ระยะการชักนำให้ต้นออกดอก</span> : เพื่อเสริมพัฒนาการของตาดอกบริเวณท้องกิ่ง ในกรณีที่พบว่าทุเรียน ออกดอกน้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนกิ่งที่ออกดอกได้ทั้งหมด และความหนาแน่นของดอกน้อยกว่า 3 ช่อดอกต่อความยาวกิ่ง 1 เมตร ให้ฉีดพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสาร สกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วพอเปียกทั้งภายนอกและภายในทรงพุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;">3.ระยะส่งเสริมการติดผล</span> : ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเมื่อดอกทุเรียนมีอายุ 6 สัปดาห์ 1 ครั้ง ด้วยปุ๋ยที่มี ธาตุแคลเซียมและโบรอน ฉีดพ่นที่ดอกและใบให้ทั่ว</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การให้น้ำ</strong></span></p>
<p>1) ระยะเตรียมการหลังการเก็บเกี่ยว ควรให้น้ำ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>2) ระยะสร้างใบชุดที่ 1 2 และ 3 ในระยะแตกใบอ่อนถึงระยะใบเพสลาด ควรให้น้ำ 150 ลิตรต่อต้น ต่อวัน</p>
<p>3) ระยะชักนำการออกดอก งดการให้น้ำ 10-14 วัน เมื่อสังเกตว่าทุเรียนได้รับสภาวะเครียด ควรให้ น้ำ 300-400 ลิตรต่อต้นต่อวัน แล้วงดน้ำต่อ 4-5 วัน เพื่อสังเกตการออกดอกใต้ท้องกิ่งว่ามีการติดตาดอก หรือไม่ หากมีการแตกตาดอก ควรให้น้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ให้อย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>4) ระยะออกดอก ได้แก่ ระยะหลังเปิดตาดอกควรให้น้ำ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน ระยะดอกตูมควรให้ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และระยะก่อนดอกบานควรให้น้ำ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>5) ระยะ 10 วันหลังดอกบาน ระยะนี้ทุเรียนจะเริ่มเข้าสู่ระยะการติดผล ต้องการน้ำ 100 ลิตรต่อต้น ต่อวัน</p>
<p>6) ระยะ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 200 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>7) ระยะ 5-8 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 250 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>8) ระยะ 8-10 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 300 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>9) ระยะ 10-12 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<div dir="auto"><span style="color: #ff6600;"><strong>การจัดการสวนทุเรียนหน้าแล้ง</strong></span></div>
<div dir="auto">1.ตัดแต่งกิ่งหรือรูดปลิดใบบางส่วนออก เพื่อลดการคายน้ำของใบ</div>
<div dir="auto">2.กรณีที่จำเป็นอาจต้องพิจารณาตัดผลผลิตบางส่วนทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตของต้นไม้ไว้ก่อน ไว้ผลต่อต้นในปริมาณที่เหมาะสม หากน้ำไม่เพียงพอ แต่มีการติดผลมาก ควรตัดผลทิ้งบางส่วน เพื่อให้ต้นอยู่รอด รวมทั้งตัดแต่งใบภายในทรงพุ่มออกเพื่อลดการคาย</div>
<div dir="auto">3. เพิ่มความชื้นในทรงพุ่มโดยการให้น้ำปริมาณอย่างน้อย 200 ลิตร/ต้น/วัน ด้วยการให้น้ำ แบบสปริงเกลอร์ในช่วงเช้าเวลา 06.00 – 08.00 น. หรือ ช่วงเย็นเวลา 16.00 – 18.00 น. เพื่อลดการสูญเสียน้ำที่ระเหยจากสภาพอากาศร้อน เปลี่ยนช่วงเวลาการให้น้ำเป็นช่วงเย็นหรือกลางคืน เพื่อลดการระเหยของน้ำจากแดดที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน</div>
<div dir="auto">4.ใช้ตาข่ายพรางแสงให้แก่ต้นไม้ เพื่อลดความเข้มของแสงแดด</div>
<div dir="auto">5.ฉีดพ่นน้ำสะอาดทางใบให้แก่พืชในช่วงเวลาตอนเย็นหรือกลางคืน เพื่อเพิ่มความสดชื่นแก่ต้นไม้</div>
<div dir="auto">6.ให้น้ำแก่พืชครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อรักษาสภาพต้นไม่ให้เหี่ยวเฉา</div>
<div dir="auto">7.ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายคลุมบริเวณใต้ทรงพุ่ม เพื่อรักษาความชื้นของดิน</div>
<div dir="auto">8. ลดการให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงในช่วงติดผล เพราะจะกระตุ้นให้พืชแตกใบอ่อนส่งผลให้มีการใช้น้ำมากขึ้น<br />
9. พ่นด้วยสารเพื่อลดความรุนแรงจากอากาศร้อนและแล้ง เช่น พ่นสารเคโอลิน (Kaolin) หรือ ดินขาวเคโอลิน 6% W/v อัตรา 1 กก./น้ำ 200 ลิตร</div>
<p><span style="color: #ff6600;">การใช้สารแพคโคบิวทราซอล</span> จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินไม่ให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นจาก kaurene ไปเป็นกรด kaurenoic  ไปชะลอการเจริญเติบโตของลำต้น สารนี้เคลื่อนย้ายผ่านท่อลำเลียงน้ำ ไม่ผ่านทางท่ออาหาร การใช้สารแพคโคบิวทราซอล 15%SC อัตรา 1,000-1,200 ppm. (อัตรา 130-160 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร) พ่นไปที่ยอดในระยะใบเพสลาด ซึ่งต้องไม่มีฝนหรือแห้งแล้ง 7-10 วัน หลังพ่นสาร 30-45 วัน กระตุ้นเปิดตาดอกด้วยการพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% อัตรา 2.5-3.0 กก/น้ำ 200 ลิตร และสารไทโอยูเรียอัตรา 300 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนการพ่นสารแพคโคบิวทราซอลต้องเตรียมต้นทุเรียนสะสมอาหารให้ใบอ่อนแตก 2 ชุดสม่ำเสมอ โดยการใสุ่๋ยคอก 3-5 กก. และปุ๋ย 25-7-7 หรือ 16-16-16 อัตรา 250 กรัมต่อเส้นผ่านศูนย์กลาทรงพุ่ม 1 เมตร หลังจากใส่ 10 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อต้น และพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% อัตรา 2.5-3.0 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ตามด้วยพ่นสารแมกนีเซียมให้ทั่วทรงพุ่มจะเพิ่มความเขียวให้กับใบทุเรียน</p>
<div><span style="color: #ff00ff;"><strong>โรคศัตรูทุเรียและการป้องกันกำจัด</strong></span></div>
<div><span style="color: #ff6600;">1.โรครากเน่าและโคนเน่า (เชื้อรา <em>Phytophthora</em> <em>palmivora</em>)</span></div>
<div>
<p><span style="color: #ff6600;">อาการที่ราก</span> อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาเหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้นทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น</span> เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่ใบ</span> ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่ผล </span>มักพบกับผลใกล้แก่ในช่วงฝนตกชุกหรือช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือซอกหนาม จุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล พบอาการโรคได้ทั้งผลที่ยังอยู่บนต้นและผลหลังการเก็บเกี่ยว</p>
</div>
<div><span style="color: #99cc00;">การป้องกันกำจัด</span><br />
1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก<br />
2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น<br />
3. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน<br />
4. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม<br />
5. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง<br />
6. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วง ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40%<br />
เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร<br />
7. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 2๐ มิลลิลิตรต่อต้น</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</div>
<div>2.โรคผลเน่า เกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่ามักทำลายบริเวณก้นผล ป้องกันกำจัดโดยตัดและเผาทำลาย เมื่อพบผลที่เป็นโรค</div>
<div>3.โรคแอนแทรกโนส สำรวจพบดอกถูกทำลายมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของดอกทั้งหมดบนต้น ป้องกันกำจัด โดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล</div>
<div></div>
<div>4.โรคใบไหม้ ใบเพสลาดแสดงอาการใบไหม้สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล</div>
<div></div>
<div>5.โรคใบติด อาการใบไหม้แห้งติดกัน เป็นกระจุกเชื่อมกันด้วยเส้นใยของเชื้อรา ใบร่วงมาก ป้องกันกำจัดโดยพบอาการเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้ารุนแรงให้พ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม</div>
<div></div>
<div>6.โรคราสีชมพู พบเส้นใยสีขาวแกมชมพูปกคลุมผิวกิ่งเมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณใต้เส้นใยเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยตัดกิ่งเผาทำลายถ้าอาการรุนแรงพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคาร์เบนดาซิม</div>
<div></div>
<div>7.โรคดอกแห้งเนื่องจากเชื้อรา พบอาการของโรคในดอกทุเรียนระยะหัวกำไล จนถึงดอกบาน โดยพบจุดสีดำบนกลีบดอก กลีบดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีราสีเทาดำเจริญฟูคลุมกลีบดอก ดอกจะเน่าก่อนบาน แห้งและหลุดร่วงไปการป้องกันกำจัด</div>
<div>ก.ไม่ควรให้ทุเรียนขาดน้ำในระยะออกดอก เพราะจะทำให้ดอกแห้ง ดอกไม่สมบูรณ์ เขื้อราเข้าทำลายได้ง่าย</div>
<div>ข.หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบโรคควรพ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-2o กรัม หรือ สารอะซ๊อกซี่สโตรบิน+ไดฟิโนโคนาโซล 20+12.5% เอสซี อัตรา 10-12 มิลลิลิตรต่อน้ำ 2o ลิตร</div>
<div>ค. เก็บดอกร่วงที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย</div>
<div></div>
<div><span style="color: #003300;">8. โรคใบจุดสาหร่าย Algal Leaf Spot</span> หรือใบจุดสนิม <em>Cephaleuros virescens เ</em>กิดขึ้นได้ที่ใบและกิ่ง อาการบนใบจะเป็นจุดหรือดวงสีเทาอ่อนปนเขียว จุดนูนขึ้นจากผิวใบเล็กน้อย ขอบของจุดมีลักษณะเป็นแฉกๆ ไม่เรียบ จุดเล็กๆ นี้จะขยายใหญ่ขึ้นในสภาพความชื้นสูง และได้รับแสงแดดเพียงพอ เมื่อสาหร่ายแก่ขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสนิมเหล็ก ลักษณะคล้ายกำมะหยี่ ปรากฏอาการจุดสนิม ซึ่งเป็นระยะที่สร้างอวัยวะสืบพันธุ์เพื่อแพร่ไปยังส่วนต่างๆ ของต้นพืช จุดสนิมเกิดกระจัดกระจายบนใบทำ ให้พื้นที่สังเคราะห์แสงของใบลดลง และยังดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบพืช</div>
<div>กำรป้องกันกำจัด<br />
1. กำจัดวัชพืชในแปลง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้นสะสม<br />
2. หมั่นตรวจแปลงปลูกเมื่อพบเริ่มมีอาการของโรค ตัดใบ หรือส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลาย หรือ ฝังดินนอกแปลง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (copper oxychloride) 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ า 20 ลิตร<br />
3. ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ดูแลการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม ไม่ให้ต้นมีทรงพุ่มแน่นทึบ เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดด และอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค<br />
4. หลังจากตัดแต่งกิ่งในช่วงหลังการเก็บผลผลิตแล้ว พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (copper oxychloride) 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้นทำให้ใบซีดเหลือง และร่วงในที่สุด อาการที่กิ่ง จะมีลักษณะคล้ายขนนกกำมะหยี่สีแดงหรือสีน้ำตาลแดงขึ้นเป็นหย่อมๆ จะเข้าทำลายกิ่งเล็กและเจริญปกคลุมผิวกิ่ง ต่อมากิ่งจะแตกและพบสาหร่ายเจริญแน่นหนาที่ผิวเนื้อเยื่อกิ่งที่แตก</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;"><strong>แมลง ไรศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</strong></span></div>
<div>1.เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน <em>Allocarsidora malayensis</em> Crawford เพลี้ยจักจั่นฝอยทุเรียน <em>Amrasca durianae</em> Hongsaprug  ทำลายใบทำให้ใบบิดงอ ใบอ่อนหลุดร่วง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS ไทอะมีทอกแซม 25% WG 8 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อิมิดาโคลพริด 70% WG 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูแรน 10% WP 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไทอะมีทอกแซม/แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 14.1/10.6 % ZC 30 มล./น้ำ 20 ลิตร ควรพ่นสารเมื่อสำรวจพบเพลี้ยไก่แจ้ในช่วงแตกยอดอ่อน โดยสำรวจแปลงละ 10-5% ของจำนวนต้น ทั้งหมด ต้นละ 5 ยอด พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">2.หนอนด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นทุเรียน <em>Batocerarus fomaculata</em> De Geer หนอนที่ฟักใหม่ เริ่มกัดกินไชชอนใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกเป็นระยะๆ ตามเส้นทางที่หนอนไชชอนอยู่ใต้เปลือกไม้ การปัองกันกำจัดพ่นด้วย อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) (Confidor 100SL 10%SL) อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ชุ่มเฉพาะบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ สารไทอะมีทอกแซม /แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน (thiamethoxam/(lambda-cyhalothrin) 14.1/10.6% ZC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร สารโคลไทอะนิดิน (clothianidin) 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารอะซีทามิพริด (acetamiprid) 20% SP 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</span></div>
<div>3.เพลี้ยไฟพริก <em>scirtothrips dorsalis</em> Hood  สังเกตพบแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอก ดอกแห้ง และร่วง ดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อน เพลี้ยไฟดอกไม้ <em>Frankiniello</em> sp.   ทำลายผลอ่อน ส่วนเพลี้ยชนิดอื่นๆ ทำลายดอก เพลี้ยไฟดอกถั่ว <em>Megalurothrios sjostedt</em>i Trybom เพลี้ยไฟดอกไมฮาวาย <em>Thrips hawaiiensis</em> Morgan เพลี้ยไฟหลากสี <em>Thrips coloratus</em> Schmutz เพลี้ยไฟผ้าย <em>Thrips palmi</em> Karryการปัองกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารแลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5%EC (lambda-cyhalothrin) อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) 20%EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เฉพาะที่ดอกพอเปียก</div>
<div><span style="color: #0000ff;">4. มอดเจาะลำต้น Xyleborus fornicatus Eichhoff เจาะลำต้นเป็นรู ปากทางเป็นขุย ทำลายลำต้นและกิ่ง</span></div>
<div>5.หนอนเจาะผล <em>Conogethes punctiferalis</em> Guenee ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบานถึงเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">6.หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน <em>Mudaria luteileprosa</em> Holloway หนอนเข้ากัดกินเมล็ดและถ่ายมูลออกมา ทำลายผล เนื้อทุเรียนเปื้อนเสียหาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไดอะซินอน 60% EC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร แหล่งที่ระบาดประจำ พ่นหลังจากทุเรียนติดผล 1 เดือน แหล่งที่ไม่เคยระบาด ควรสำรวจโดยติดตั้งกับดักแสงไฟ และพ่นทันทีเมื่อพบผีเสื้อติดกับดักแสงไฟ</span></div>
<div>
<p><span style="color: #0000ff;">- ห่อผลทุเรียนโดยการใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น เจาะบริเวณก้นถุงให้สามารถระบายน้ำได้</span><br />
<span style="color: #0000ff;"> &#8211; การห่อผลระยะยาวเป็นการห่อผลอย่างเดียวตั้งแต่ผลอายุ 1 เดือนครึ่งจนถึงเก็บเกี่ยว</span><br />
<span style="color: #0000ff;"> &#8211; การห่อผลร่วมกับการพ่นสารฆ่าแมลงจะพ่นสารฆ่าแมลงตั้งแต่ผลอายุ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือนครึ่ง หลังจากนั้นจึงห่อผลจนถึงเก็บเกี่ยว</span></p>
</div>
<div>7.เพลี้ยแป้งแปซิฟิค <em>Planococcus minor</em> Maskell และเพลี้ยแป้งกาแฟ <em>Planococus lilacinus</em> Cocketell ดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล ยอดอ่อนใบอ่อน มีมดเป็นพาหะ ป้องกันกำจัดโดยตัดผลที่ถูกทำลายเผาหรือพ่นด้วยน้ำเพื่อขจัดเพลี้ยแป้งระยะตัวอ่อน โรยคาร์บาริลโคนต้นป้องกันมดพาหะ หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไซเพอร์เมทริน พ่นเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ถูกทำลาย หยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว 15 วันคุณค่า</div>
<div><span style="color: #0000ff;">8.เพลี้ยหอยเกล็ดทุเรียน </span><em style="color: #0000ff;">Aulacaspis vitis</em><span style="color: #0000ff;"> Green ดูดกินน้ำเลี้ยงใบ และกิ่ง เพลี้ยหอยเกล็ดมะพร้าว Aspidious destructor Signoret ดูดกินน้เลี้ยงที่ใบ</span></div>
<div>9.ด้วงกินใบ <em>Aprostema pallida</em> Fabricius  ด้วงงวง<em> Platytrachelus psittacinus</em> Faust  แมลงค่อมทอง <em>Hypomeces squamosua</em> Fabricius ทำลายกัดกินใบทุเรียน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">10.เพลี้ยอ่อนดำส้ม <em>Toxotera aurantii</em> Boyer de Fonscolombe ดูดกินน้ำเลี้ยงใบอ่อน เพลี้ยอ่อนฝ้าย <em>Aphis gossypii</em> Glover ดูดกินน้ำเลี้ยงดอก และใบอ่อน</span><br />
11. เพลี้ยจักจั่นฝอยทุเรียน (<em>Amrasca durianae</em>)  ป้องกันกำจัดโดยสารฟลอนิคามิด (flonicamid) 50% WG 5 กรัม /น้ำ 20 ลิตร  สารบูโพรเฟซิน (buprofezin) 25% WP 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารไพมีโทรซีน (pymetrozine) 50% WG  10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารโคลไทอะนิดิน (clothianidin) 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารไทอะมีทอกแซม /แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน (thiamethoxam/(lambda-cyhalothrin) 14.1/10.6% ZC 10 มล./น้ำ 20 ลิตร<br />
<span style="color: #0000ff;">12. หนอนเจาะผล(<em>Conogethes punctiferali</em>s) แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambdacyhalothrin) 2.5% EC 20 มล./น้ำ 20 ลิตร ในแหล่งที่มีการระบาด พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน พ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน บริเวณที่ผลติดกันหนอนชอบทำลายควรตัดแต่งให้เหลือผลเดียว แต่ถ้าไม่มีการตัดแต่ง ควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล งดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน</span><br />
13.ไรแดงแอฟริกัน <em>Eutetranychus africanus</em> Tucker ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน</div>
<div>การป้องกันกำจัด</div>
<div>1. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม &#8211; มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง<br />
2. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารไซอีโนไพราเฟน  (cyenopyrafen)อัตรา 4 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารเฮกซีไทอะซอกซ์ (hexythiazox) 1.8% EC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร</div>
<div>การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้ลลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร</div>
<div></div>
</div>
<div>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษ</strong>า</span></p>
<p>ทุเรียนโดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวได้ภายหลังจากผลมีอายุ 3-5 เดือนภายหลังดอกบานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ พันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ปานกลาง และยาว ผลจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 95-105 วัน 105-120 วัน และ 120-150 วัน หลังดอกบานตามลำดับ ดัชนีการเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์นับจากวันดอกบานเต็มที่ถึงเก็บเกี่ยวในทุเรียนพันธุ์การค้าบางพันธุ์เป็นดังนี้</p>
<p>พันธุ์                                         อายุเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน (วัน)</p>
<p>กระดุมทอง                                90-100</p>
<p>ชะนี                                          100-110</p>
<p>หมอนทอง                                 120-135</p>
<p>ก้านยาว                                     120-135</p>
<p>กบ                                            120-135</p>
<p>อีหนัก                                        140-150</p>
<p>ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นาน 2-9 วัน และที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ได้นาน 5-12 วัน ถ้าเก็บรักษาผลทุเรียนที่อุณหภูมิ 13-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บรักษาผลทุเรียนได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ที่ 10 องศาเซลเซียสเก็บได้ 12 วัน ที่ 2-5 องศาเซลเซียสเก็บได้ 9 วัน ทั้งนี้แล้วแต่ความแก่ ผลทุเรียนดิบจะแสดงอาการสะท้านหนาว (chilling injury) ถ้าเก็บรักษาที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส โดยผิวผลจะเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลบริเวณร่องหนาม และแผ่ขยาย จนทั่วผลเนื้อไม่สุกและมีอาการยุบตัวของเนื้อ</p>
<p>ผลทุเรียนภายหลังแกะแล้วควรเก็บรักษาในที่อุณหภูมิต่ำ เช่น ในตู้เย็นเนื่องจากเนื้อทุเรียนมีกลิ่นค่อนข้างแรง อาจรบกวนผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นของทุเรียน เนื้อทุเรียนอาจสามารถเก็บอยู่ได้นาน 3 สัปดาห์ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส เนื้อทุเรียนสามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือนที่อุณหภูมิ -24 องศาเซลเซียสโดยวิธีแช่แข็งอย่างรวดเร็ว (quick freezing) โดยที่รสชาติไม่เปลี่ยน ด้วยสภาพบรรยากาศที่ระดับ O<sub>2</sub> 5-10 เปอร์เซ็นต์ และหรือร่วมกับ CO<sub>2</sub> สูงไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การใช้วิธีควบคุมบรรยากาศดัดแปลง (Modified atmosphere) ด้วยการเคลือบผิวมีผลทำให้สามารถลดการแตกของผล โดยที่เนื้อแน่นกว่าแต่นุ่มและกลิ่นน้อยลงมาก</p>
<p>การลดผลแตกทุเรียนด้วยสารอะวิไกลซีนไฮโดรคลอไรด์  (aviglycine hydrochloride 15%W/V SP) ใช้อัตรา 13.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ชุบผลร่วมกับป้ายอีทีฟอนที่ขั้วผล  และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ช่วยลดผลแตกได้ 14 วัน เพื่อการส่งออก</p>
<p>การเคลือบผิวของทุเรียนสดด้วยขี้ผึ้งในระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส หรือ 18 องศาเซลเซียส จะช่วยลดการระเหยของน้ำได้ น้ำหนักที่สูญเสียไปขึ้นกับชนิดขี้ผึ้ง และความเข้มข้นที่ใช้การเคลือบผิวด้วยขี้ผึ้งจะสกัดกั้น การเคลื่อนที่ของแก๊สที่ผ่านเข้าออกทางเปลือก ทำให้ CO<sub>2</sub> ภายในผลสูง O<sub>2</sub> ต่ำ และ C<sub>2</sub>H<sub>4 </sub>ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ไม่ได้เคลือบขี้ผึ้ง อัตราการหายใจและการหมุนเวียนของ C<sub>2</sub>H<sub>4</sub> ลดลงในผลที่เคลือบขี้ผึ้ง นอกจากนี้ยังทำให้กลิ่นกำมะถัน (sulphurous) ของทุเรียนสุกลดลงด้วย ซึ่งในบางกรณีการสุกของทุเรียนถูกยับยั้งบางส่วนหรือทั้งหมด ดังนั้น ขี้ผึ้ง FMC SF 7055 จึงถูกนำมาใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนแก๊สและลดอัตราการสุกของทุเรียน</p>
<p>การบ่มทุเรียนให้สุก ใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตอีทีฟอน 52% SL อัตรา 390,000 ppm. หรืออัตรา 750 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร ป้ายขั้ว 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง ทำให้ทุเรียนสุกภายใน 3 วัน</p>
<p>การทดลองสารเร่งการสุกแก่ทุเรียน จะต้องคัดผลทุเรียนที่มีอายุ 110-120 วันหลังดอกบาน มีน้ำหนักแห้ง 32% ขึ้นไป ทำการป้ายสารที่ขั้ว 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง แล้วนำไปเก็บที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 4 วัน นำออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง บันทึกการสูญเสียน้ำหนักผล ก่อนและหลังการใช้สาร บันทึกการสุกแก่ ได้แก่<br />
1.การเคาะฟังเสียง ระดับ 1 เสียงแน่นทึบมาก ระดับ 2 เสียงโปร่งเล็กน้อย ระดับ 3 เสียงโปร่งปานกลาง ระดับ 4 เสียงโปร่งมาก<br />
2.การดูรอยแยกของปลิง ระดับ 1 ไม่พบรอยแตก ระดับ 2 รอยแยกเล็กน้อย ระดับ 3 รอยแยกรอบปลิง ระดับ 4 ปลิงหลุด<br />
3.สีเปลือก โดยใช้เครื่องวัดสี หาค่า L a b<br />
4.การดมกลิ่น ระดับ 1 ไม่มีกลิ่น ระดับ 2 กลิ่นอ่อน ระดับ 3 กลิ่นปานกลาง ระดับ 4 กลิ่นแรง<br />
5.ลักษณะเนื้อทุเรียน ระดับ 0 เนื้อแข็ง ระดับ 1 เนื้อนิ่มบางส่วน ระดับ 2 เนื้อทุเรียนเริ่มนิ่มทุกพู ระดับ 3 เนื้อนิ่มทุเรียนนิ่มากทุกพู ระดับ 4 เนื้อเละ<br />
6.ความแน่นเนื้อ<br />
7.การสูญเสียน้ำหนัก ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ TSS<br />
8.การชิม Hedonic scale<br />
9.การแตกของผลที่ 0 1 2 4 6 วัน<br />
10.อัตราการหายใจ และการผลิตก๊าซเอทิลีน<br />
11.อาการผิดปกติของพืช</p>
</div>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">การแปรรูปทุเรียนแช่แข็ง</span></strong></p>
<p>1. ระบบแช่แข็งแอร์บลาสต์ (air blast) หรือห้องเย็นใช้ลมเย็นอุณหภูมิต่ำ -35 ถึง -40 องศาเซลเซียส ผลทุเรียนเวลา 10-12 ชั่วโมง เนื้อทุเรียน 4-6 ชั่วโมง หากเลือกความสุกแก่ทุเรียน หรือเวลาการแช่ไม่เหมาะสม น้ำในเนื้อทุเรียนจะค่อยๆ แข็งตัวเป็นผลึกรูปเข็มแทงเซลล์จนทะลุ เมื่อละลายเนื้อทุเรียนจะเละมีน้ำไหลออกจากเนื้อทุเรียน</p>
<p>2.ระบบแช่แข็ง IQF : Individual Quick Freeze ใช้ไนโตรเจนเหลวพ่นใส่ทุเรียน ตัวไนโตรเจนเหลวมีอุณหภูมิติดลบ -196 องศาเซลเซียส น้ำในเนื้อและผลทุเรียนจึงแข็งตัวทันทีไม่ทันสร้างผลึกเข็ม เซลล์จึงยังคงรูปไม่ถูกทิ่มแทง เมื่อละลายเนื้อทุเรียนยังคงสภาพ เนื้อจึงไม่เละ มีคุณภาพดีกว่าระบบแอร์บลาสต์ การแช่แข็งทุเรียนกิโลกรัมละ 4 บาท สูงกว่าแอร์บลาสต์</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9815" rel="attachment wp-att-9815"><img class="aligncenter size-full wp-image-9815" title="durian frezz" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian-frezz.jpg" alt="" width="800" height="800" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9815" rel="attachment wp-att-9815"><br />
</a></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">อาหารและสรรพคุณ :</span></strong> ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมันให้พลังงานมาก ใน 100 กรัมให้พลังงานมากถึง 144 กิโลแคลอรี มีแป้งและน้ำตาลราว 30 กรัม โปรตีน 25 กรัม มีสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น ในเนื้อทุเรียนมีสารกำมะถันมากไม่ควรดื่มสุราเมื่อรับประทานทุเรียนเพราะจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คนโบราณบอกว่าทุเรียนเป็นผลไม้มีฤทธิ์ร้อน หลังรับประทานควรรับประทานมังคุดที่เป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นตาม เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสมดุล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><span style="color: #339966;"><strong>การตรวจสอบทุเรียนอ่อน</strong></span></p>
<p>ช่วงระยะปลายเดือนมีนาคมนี้ จะเริ่มมีผลผลิตทุเรียนออกจำหน่ายตามท้องตลาดบ้างแล้ว แต่ผลผลิตในช่วงนี้มีปริมาณที่น้อยจึงทำให้มีราคาแพง การสังเกตลักษณะของผลทุเรียนแก่สังเกตได้จากลักษณะภายนอกและภายใน ดังนี้</p>
<p><strong>1. </strong><strong>ลักษณะภายนอก</strong></p>
<p>1.1 ก้านผล ก้านผลแข็ง สีเข้ม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลแข็งและมีสปริงมากขึ้น<br />
1.2 หนาม ปลายหนามแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง<br />
1.3 รอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้ชัดเจน ยกเว้นพันธุ์ก้านยาว</p>
<p>2. <strong>ลักษณะภายในของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์ที่สังเกตและตรวจสอบได้มีรายละเอียดในตารางที่ </strong><strong>1</strong></p>
<p>ตารางที่ 1 ลักษณะภายในขั้นต่ำของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="83"><span style="color: #008000;"><strong>พันธุ์</strong></span></td>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="227"><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะภายในผลดิบ</strong></span></td>
<td valign="top" width="100">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>ความแก่ (ร้อยละ)</strong></span></p>
</td>
<td valign="top" width="150">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>น้ำหนักแห้งเนื้อ <sup>1/ </sup>(ร้อยละ)</strong></span></p>
</td>
<td valign="top" width="250">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>จำนวนวันสุก (หลังเก็บเกี่ยว)ในอุณหภูมิห้อง</strong></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">หมอนทอง</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อสีขาวปนเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย มันน้อยและไม่มีน้ำในเนื้อ รสหวานน้อยถึงปานกลาง กรอบเล็กน้อย เมล็ดสีครีมปนน้ำตาล</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">33 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">6-9</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">ชะนี</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันเล็กน้อย รสหวานน้อยถึงหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาลปนครีม</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">31 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">4-5</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">กระดุมทอง</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันปานกลาง รสหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาล</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">28 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">4-5</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><sup>1/</sup></strong>วิธีตรวจสอบน้ำหนักแห้งเนื้อของทุเรียน</p>
<p>ผ่าผลทุเรียนตามขวางบริเวณส่วนกลางผลแล้วตัดเนื้อตามขวางพูจากทุกพูให้มีความหนาชิ้นละ 2.5 ซม และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กหนา 1 มิลลิเมตร เคล้ารวมกันและสุ่มมาจำนวน 10 กรัมมาอบด้วยตู้อบไมโครเวฟ ความร้อนระดับต่ำ (Low) นาน 10 นาที แล้วนำมาชั่งหาน้ำหนักแห้งที่ได้ แล้วอบซ้ำจนน้ำหนักแห้งที่ชั่งได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วนำน้ำหนักแห้งที่ได้มาคำนวณ ด้วยสูตร<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้งเนื้อ = น้ำหนักแห้ง (กรัม) x100น้ำหนักเนื้อก่อนอบ (กรัม)</p>
<p>เทียบค่าร้อยละน้ำหนักแห้งเนื้อคำนวณได้กับเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้</p>
<ol>
<li>พันธุ์หมอนทอง<br />
ร้อยละน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 32 ระดับความแก่ ผ่าน สามารถส่งออกได้</li>
<li>พันธุ์ชะนี<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ระดับความแก่ ผ่าน สมารถส่งออกได้</li>
<li>พันธุ์กระดุมทอง<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 27 ระดับความแก่ ผ่าน สมารถส่งออกได้</li>
</ol>
<div>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #3366ff;"><strong>GAP ทุเรียน</strong></span></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2801" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2801" title="durian4" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian4.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2802" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2802" title="durian5" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian5.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2798"><img class="aligncenter size-full wp-image-2798" title="durian1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian1.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2800" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2800" title="durian3" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian3.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ที่ปรึกษาทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2799" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2799" title="durain2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durain2.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ต้นทาง</p>
<p>1. บุคคลากร</p>
<p>-เกษตรกร ความต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การทำตลาดออนไลน์ การเป็นผู้ประกอบการ เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต การรวมกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด เทคโนโลยียืดอายุการเก็บเกี่ยว แหล่งทุน ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ แก้กฎหมายผังเมืองให้สามารถสร้างโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ได้ มีหน่วยงานประชาสัมพันธ์ด้านการตลาด การจำหน่ายผลผลิต</p>
<p>-บุคลากรภาครัฐ ความต้องการพัฒนาความรู้ BCG Model ความรู้ เทคนิคในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ทุนวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับการพัฒนาการผลิต อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการผลิต การตรวจวิเคราะห์ปัจจัยการผลิตและตรวจคุณภาพผลผลิต  งบประมาณ การบูรณาการกับหน่วยงานอื่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฎิบัติงาน การบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน สู่การนำไปใช้จริงในระดับเกษตรกร บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</p>
<p>2.การผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</p>
<p>-ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชน/ สถาบันการศึกษา ในการบริหารจัดการในด้านต่างๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัจจัยการผลิตและบริการทางการเกษตร พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ การผลิตตามมาตรฐาน</p>
<p>-เทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ใช้สารชีวภัณฑ์และศัตรูธรรมชาติ</p>
<p>-การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง ถูกระยะเวลา เพื่อลดการตกค้างสารพิษในดินและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>-มีระบบการหมุนเวียนนำกลับมาใช้ในแปลง เช่นการทำปุ๋ยหมัก</p>
<p>-ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิต</p>
<p>-วิธีการกำจัดขยะหรือของเสียในแปลง</p>
<p>-นำเศษวัสดุเหลือใช้มาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์</p>
<p>3.การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม</p>
<p>-ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าวอย่างไร แปรรูปขั้นต้น ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน ทุเรียนเชื่อม ไอศกรีม ทุเรียนเบอเกอรี่/แคร็กเกอร์ทุเรียน การแปรรูปขั้นกลาง แกะเนื้อแช่แข็ง ฟรีซดราย แป้งทำอาหาร แป้งทำขนมจากทุเรียน</p>
<p>-ส่งเสริมกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้ยกระดับมาตรฐานการผลิต</p>
<p>-มีการนำผลพลอยได้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากสินค้าดังกล่าวมาสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ นำไปทำอาหารสัตว์ ก๊าซชีวภาพ</p>
<p>-นำเปลือกผลไม้มาแปรรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหารที่ย่อยสลายได้</p>
<p>-นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปผลิตเป็นพลังงานสะออาด เช่น ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน</p>
<p>-ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชน/สถาบันการศึกษา เทคโนโลยีแบบไหน องค์ความรู้ด้านใด อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ</p>
<p>-ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรที่สามารถนำงานวิจัยภาครัฐไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณ</p>
<p>-สนับสนุนการปรับปรุงอาคารสถานที่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ช่องทางการจำหน่าย</span></p>
<p>-ตลาด การจำหน่ายสินค้าดังกล่าว ตลาดค้าส่ง ส่งล้งเพื่อจำหน่ายต่างประเทศ, ค้าปลีก สู่ผู้บริโภคโดยตรง, ร้านค้าออนไลน์ จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ และไปรษณีย์ไทย, งานแสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า ภาครัฐช่วยสนับสนุนในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สินค้า ภาครัฐเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่</p>
<p>-อุตสาหกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม (แปรรูปขั้นสูง เชิงพาณิชย์) การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษต อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมรีไซเคิล อุตสาหกรรมท่องเที่ยว</p>
<p>ปัจจุบันนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นเครื่องสำอางค์ สารเพิ่มความหนืด (เพกติน) และอาหารได้แก่ น้ำนมทุเรียน เบเกอรี่ไส้ทุเรียน ที่มีการพัฒนาเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และตลาดเข้าด้วยกันจนสามารถจำหน่ายเป็นสินค้าในตลาด และบางผลิตภัณฑ์กำลังพัฒนารูปแบบ รูปลักษณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในยุควิถีใหม่ ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และต้องการเชื่อมโยงหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการพึ่งพาเชิงบูรณาการ ได้แก่ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพให้กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Satja Prasongsap</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Professional Research Scientist</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #20124d; font-size: xx-small;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749">ทุเรียน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2749</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้อยหน่า</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11650</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11650#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 02:31:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11650</guid>
		<description><![CDATA[<p>น้อยหน่า ชื่อวิทยาศาสตร์  Annona squamosa Linn. ชื่อสามัญ the custard apple, sugar apple ชื่ออื่นๆ บักเขียบ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3–5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 3–6 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลืองแกมสีเขียวเขียว 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ หนาอวบน้ำ มีเกสรตัวผู้และรังไข่จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ค่อนข้างกลม เมล็ดสีดำ มีจำนวนมาก พันธฺุ์ 1.  น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย แบ่งออกได้  2 สายพันธุ์  ตามลักษณะของสีผล  คือ  น้อยหน่าฝ้ายเขียวซึ่งมีผลสีเขียว  กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม ลักษณะภายในผล  เนื้อหยาบเป็นทราย ยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน  เนื้อมีสีขาวในน้อยหน่าฝ้ายเขียวและสีขาวอมชมพูในน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11650">น้อยหน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>น้อยหน่า</strong></span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์  <em>Annona squamosa</em> Linn.<span id="more-11650"></span><em></em></p>
<p>ชื่อสามัญ the custard apple, sugar apple</p>
<p>ชื่ออื่นๆ บักเขียบ</p>
<p>ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3–5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 3–6 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลืองแกมสีเขียวเขียว 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ หนาอวบน้ำ มีเกสรตัวผู้และรังไข่จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ค่อนข้างกลม เมล็ดสีดำ มีจำนวนมาก</p>
<p>พันธฺุ์</p>
<p>1.  น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย แบ่งออกได้  2 สายพันธุ์  ตามลักษณะของสีผล  คือ  น้อยหน่าฝ้ายเขียวซึ่งมีผลสีเขียว  กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม ลักษณะภายในผล  เนื้อหยาบเป็นทราย ยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน  เนื้อมีสีขาวในน้อยหน่าฝ้ายเขียวและสีขาวอมชมพูในน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  เมื่อผลสุกเปลือกไม่ล่อนออกจากเนื้อเละง่าย  มีกลิ่นหอมรสหวาน</p>
<p>2.  น้อยหน่าหนังหรือน้อยหน่าญวน  แบ่งออกได้  3  สายพันธุ์  คือ  น้อยหน่าหนังเขียวมีผลสีเขียว  น้อยหน่าหนังทองเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วกลายพันธุ์ผลมีสีเหลืองทอง  และน้อยหน่าหนังครั่งเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วมีการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับหนังทองแต่มีผลสีม่วงเข้มคล้ายน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  ลักษณะภายในผล เนื้อมากเหนียวละเอียด สีขาวในน้อยหน่าหนังเขียว สีขาวอมชมพูในน้อยหน่าหนังครั่ง และสีขาวอมเหลืองในน้อยหน่าหนังทอง    เมื่อผลสุกเปลือกล่อนเป็นแผ่นลอกจากเนื้อได้  กลิ่นหอมรสหวาน</p>
<p>3.  น้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า  เป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างน้อยหน่า ( <em>A. squamosa</em> Linn.) กับ เชริมัวย่า (<em>A. cherimola</em> Mill.)  มีชื่อสามัญว่า atemoya  ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม  และได้คัดเลือกลูกผสมที่ตรงตามวัตถุประสงค์รวบรวมไว้ในแปลงฯ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ขนาดของลำต้น ขนาดใบ  ขนาดผล ผิวผล และลักษณะเนื้อเป็นต้น</p>
<p>4.  ลูกผสมอื่นๆ  เป็นกลุ่มพันธุ์ที่กลายพันธุ์เองจากธรรมชาติที่พบในแปลงเกษตรกร<strong>  </strong>ไม่สามารถทราบชื่อพ่อแม่พันธุ์หรือที่มาของพันธุ์ได้  ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับกลุ่มน้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า</p>
<p>การปลูก</p>
<p>ระยะปลูก 4 x 4  เมตรจำนวน 100  ต้น/ไร่</p>
<p>ศัตรูพืช</p>
<p>1. แมลงวันผลไม้</p>
<p>2. หนอนเจาะกิ่ง</p>
<p>3.ด้วงกินใบหรือแมลงค่อมทอง</p>
<p>4.ด้วงทำลายดอก</p>
<p>5.หนอนผีเสื้อเจาะผล</p>
<p>6.เพลี้ยแป้ง จะเข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ยอดอ่อน ช่อดอก และผลน้อยหน่า หากระบาดรุนแรงจะทำให้บริเวณที่ถูกทำลายเหี่ยวแห้งไปในที่สุด และเพลี้ยยังถ่ายมูลซึ่งเป็นน้ำหวานออกมาเป็นแหล่งเพาะราดำ ทำให้น้อยหน่าเสียคุณภาพ ซึ่งเพลี้ยแป้งจะเคลื่อนย้ายจากพื้นดินขึ้นบนต้นน้อยหน่าตั้งแต่ระยะแทงตาดอกจนถึงผลแก่ โดยมีมดเป็นพาหะพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรง</p>
<p>การปัองกันกำจัด</p>
<div dir="auto">1. หากพบเพลี้ยแป้งระบาดเล็กน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง</div>
<div dir="auto">2. เมื่อพบเพลี้ยแป้งปริมาณน้อยบนผลน้อยหน่าใช้แปลงปัด หรือใช้น้ำพ่นให้เพลี้ยแป้งหลุดไปหรือการใช้น้ำผสม white oil อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยในการกำจัดเพลี้ยแป้งได้ดี</div>
<div dir="auto">3. พ่นสารอิมิดาโคลพริด70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสารติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน</div>
<p>7.แมลงวันทองระบาดในช่วงผลแก่เริ่มสุก</p>
<p>อายุเก็บเกี่ยว  ประมาณ 110-120  วัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>By Satja Prasongsap</strong></p>
<div style="text-align: right;"><strong>Professional Research Scientist</strong></div>
<div style="text-align: right;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11650">น้อยหน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11650</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
