<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; ลักษณะพฤกษศาสตร์</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;tag=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Apr 2026 04:13:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>ทับทิม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=335</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=335#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2022 23:40:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[<p>ทับทิม ชื่ออื่นๆ : มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว ชื่อวงศ์ : PUNICACEAE ชื่อสามัญ : Pomegranate ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn. ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ทับทิม</span><span id="more-335"></span><br />
</strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>PUNICACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong> :</strong> Pomegranate</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong> :</strong> <em>Punica granatum</em> Linn.</p>
<p>ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด</p>
<p>ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น 5 ช่อง ในแต่ละช่องมีเมล็ดเรียงกันอยู่ เนื้อที่หุ้มเมล็ดมีลักษณะใส สีแดง สีชมพู สีขาวอมชมพู รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เมล็ดเป็นรูปยาวรีค่อนข้างแข็ง ทับทิมให้ผลผลิตมากในฤดูฝน ขนาดของผลโดยประมาณ เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-8 เซนติเมตร ยาว 8-9 เซนติเมตร แหล่งปลูก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ตาก</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> </strong><strong>: </strong>ใช้เมล็ดเพาะ และตอนกิ่ง ที่นิยมกันคือการเพาะเมล็ด</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูกและการดูแล</span> </strong><strong>: การปลูก</strong> เตรียมดินโดยยกร่องสูง 50 ซม. ระหว่างร่องห่างกัน 1 เมตร บนคันดินที่ยกไว้ขุดหลุมเป็นแถวห่างกันหลุมละ 1 เมตร กว้างยาวลึกด้านละ 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกขลุกเคล้ากันรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูกหลุม 1 ต้น กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ศัตรูทับทิม </strong></span><strong></strong></p>
<p>1.หนอนเจาะกิ่งทับทิม <strong><em>Zeuzera coffeae</em></strong><strong> Nietner</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ลักษณะอาการ หนอนกัดกินเนื้อ</strong>ไม้ภายในกิ่งเป็นเวลาหลายเดือน โพรงที่หนอนเจาะกินจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของหนอน กิ่งที่ถูกหนอนเจาะจะหักได้ง่ายตรงบริเวณรอยควั่นของหนอน ซึ่งจะพบหนอนอาศัยอยู่ในส่วนของกิ่งที่แห้งเหนือรอยควั่นเสมอ</p>
<p><strong>ตัวเต็มวัยผีเสื้อวางไข่บนกิ่ง</strong>ของพืชอาหาร เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจึงเริ่มเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในกิ่ง ถ้าต้นทับทิมอายุน้อยถูกหนอนเจาะกิ่งกัดกินในลำต้น ทำให้ยืนต้นแห้งตาย มีลำตัวสีแดงหัวสีดำและอกปล้องแรกมีแถบสีดำ ระยะหนอนที่กัดกินเนื้อไม้ค่อนข้างนานประมาณ 2 &#8211; 3 เดือน</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5321" rel="attachment wp-att-5321"><img class="alignnone size-medium wp-image-5321" title="pomegrant002" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_8577-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5322" rel="attachment wp-att-5322"><img class="alignnone size-medium wp-image-5322" title="pomegrant003" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_9149-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>ก. การเข้าทำลายของหนอนเจาะกิ่งพบตลอดปี และช่วงการออกเป็นตัวแก่มีช่วงกว้าง พบตั้งแต่ปลายฤดูฝนตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมีนาคม การใช้สารเคมีจะได้ผลระยะที่ตัวเมียวางไข่ หรือระยะหนอนที่เริ่มฟักจากไข่ ให้ใช้สารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 1-2 มิลลิลิตรต่อรู ฉีดเข้าในรูแล้วอุดด้วยดินเหนียว</p>
<p>ข. การกำจัดกิ่งที่ถูกทำลาย โดยสังเกตอาการยอดเริ่มเหี่ยว จะพบหนอนหรือดักแด้อยู่ภายใน แต่ถ้าปล่อยให้กิ่งแห้งเป็นสีน้ำตาลแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกิ่งที่ถูกทำลายจนกระทั่งหนอนเจริญเป็นผีเสื้อบินออกไปแล้ว</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>2.หนอนผีเสื้อยักษ์</strong> หนอนผีเสื้อยักษ์จะมีขนาดตัวใหญ่สีฟ้า จะเข้ากัดกินใบและยอดอ่อนทำให้ต้นกระท้อนชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ถ้ามีระบาดควรจับตัวหนอนมาทำลายและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เมทโธมีลประมาณ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>3.หนอนร่านกินใบ</strong> ตัวหนอนมีขนาดเล็กมีขนถ้าถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบและคัน ตัวหนอนเข้ากัดกินใบเสียหาย ถ้ามีระบาดมากจะพบว่าตัวหนอนจะรวมกันเป็นกระจุกกัดกินใบแหว่งเป็นวง กำจัดโดยตัดใบที่มีตัวหนอนอยู่ด้วยไปทำลายทิ้ง และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพอร์เมททริน เมทโธมมีล ประมาณ 1-2 ครั้ง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
4.<strong>หนอนเจาะขั้วผล</strong> หนอนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรังที่ทำจากกลีบดอกกระท้อนแห้ง ๆ และเข้ากัดกินขั้วผลขณะที่ผลกระท้อนยังเล็กอยู่ ทำให้ผลแห้งและร่วงหล่น การป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ โดยการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่ง เมื่อเริ่มติดผลขนาดเล็ก ควรมีพ่นละอองน้ำล้างช่อดอกจะช่วยลดการทำลายลงได้ ถ้าระบาดมากควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโปรนิล ประมาณ 3-4 ครั้ง ทุก 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
<strong>5.เพลี้ยไฟ</strong> เพลี้ยไฟจะเข้าทำลายกระท้อนตั้งแต่ระยะยอดอ่อน ระยะช่อดอกจนถึงติดผลขนาดเล็กทำให้ดอกแห้งร่วง ผลจะมีผิวลายและจะติดไปจนผลแก่ หากพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาาด ควรรีบทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟอร์มีทาเนท ในช่วงเริ่มออกช่อดอกและก่อนดอกบาน แต่งดการฉีดพ่นช่วงดอกบานหลังจาก ติดผลแล้วจึงฉีดพ่นใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>6.ไรแดงเทียม</strong> หรือไรแพสชั่นฟรุท ดูดกินน้ำเลี้ยงจนใบหงิกงอ เปลือกของผลทับทิมที่ถูกไรดูดกินน้ำเลี้ยง จะมีสีซีดเป็นน้ำตาลอ่อน การป้องกันกำจัด ใช้สารไพริดาเบน ๒๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อะมิทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วบริเวณที่พบไร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>7.โรคใบจุด</strong> เกิดจากเชื้อรา เกิดแผลจุดสีน้ำตาลแดงขนาดเล็กๆ บนใบและมีสีเหลืองล้อมรอบ ต่อมาเมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้นเชื่อมต่อกันจะทำให้ใบบิดงอม้วนตัวและร่วงก่อนกำหนด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><br />
1. ตัดแต่งกิ่งให้ต้นโปร่ง เก็บใบที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และรักษาความสะอาดแปลงปลูกโดยกวาดใบที่ร่วงหล่น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก<br />
2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของโรค<br />
3.เมื่อพบโรคระบาดมาก ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไพราโคลสโตรบิน 25 % อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. การลดอาการสะท้านหนาวหลังการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ สาร Jasmonic ความเข้มข้น 1 &#8211; 2 มิลลิโมล โดยจุ่มผลหลังการเก็บเกี่ยวในสารละลาย นาน 5 นาที และเก็บรักษาที่ 1.5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สรรพคุณ</strong> </span> <strong>: </strong> <strong>ผล </strong>ผลสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้สด รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมอร่อย</p>
<p><strong> เปลือกผล</strong> แก้โรคบิดเรื้อรัง แก้ท้องเสีย <strong></strong></p>
<p><strong> ราก</strong> แก้อาการท้องร่วง ฆ่าพยาธิตัวตืด<strong></strong></p>
<p><strong> ใบ</strong> ล้างแผล แก้บิดมูกเลือด แก้อาเจียน รักษาโรคลักปิดลักเปิด</p>
<p><strong> ดอก</strong> แก้เลือดกำเดาแข็งตัว ห้ามเลือด แก้บาดแผล</p>
<p><strong> เมล็ด</strong> แก้โรคปวด, จุกแน่น เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย</p>
<p><strong> เปลือก / ลำต้น</strong> เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องเสีย สมานแผล ฝาดสมาน</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>บทสรุปผู้บริหาร</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong> (จาก สุภัทรา เลิศวัฒนาเกียรติ์ และลาวัลณย์ จันทรอัมพร)<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">มีรายงานผลการวิจัยในโครงการไม้ผลต่างถิ่น (exotic fruits) ระหว่างพ.ศ. 2525-2528 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ที่ดำเนินการรวบรวมพันธุ์ทับทิมได้ 28 พันธุ์ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ปลูกรวบรวมไว้ในสถานีวิจัยของโครงการหลวง และประเมินคุณค่าการใช้ประโยชน์เพื่อนำมาใช้ในการวิจัยเพื่อการผลิตเป็นการค้าบนที่สูง สำหรับส่งเสริมเกษตรกรชาวไทยภูเขาได้จำนวน 8 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทับทิมทอง พันธุ์บ้านหลวง พันธุ์อติชัย พันธุ์วันเดอร์ฟูล พันธุ์โกเทฟ พันธุ์อิหร่าน พันธุ์ตุรกี และพันธุ์ชาร์มี (Punsri et al. 1984; Punsri et al. 1985) ต่อมา ได้มีการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ทับทิมเพื่อการผลิตบริโภคผลสดและแปรรูป โดยการผสมพันธุ์ทับทิมของประเทศไทยกับทับทิมสายพันธุ์ต่างประเทศ และติดตามผลในระยะแรกเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า พันธุ์ UW (พันธุ์ยูท่าห์สวิท x พันธุ์ดอกขาว) ให้ผลผลิตได้เร็วและจำนวนผลมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ทั้งหมด มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 13.07 บริกซ์ และปริมาณกรด 0.19 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา คือ พันธุ์ AT (นธุ์อติชัย x พันธุ์ทอง) การศึกษาคุณภาพของผลแล้วพบว่า พันธุ์ TA (พันธุ์ทอง x พันธุ์อติชัย) ให้ผลที่น้ำหนักผลมากที่สุด คือ 298 กรัม ให้น้ำหนักของเมล็ดที่ใช้บริโภคได้มากที่สุดด้วย มีเปลือกบาง และน้ำหนักเปลือกน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ ขนาดเมล็ดใหญ่ แต่มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง (สุรินทร์ และคณะ, 2544) ซึ่งยังไม่มีข้อมูลการนำไปปลูกในแหล่งเพาะปลูกใด</p>
<p style="text-align: justify;">ทับทิมเป็นพืชที่ปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในเขตแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง แต่ในการพัฒนาการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง ใบ และการออกดอกติดผล ต้องอาศัยน้ำตลอดเวลาอย่างน้อยตลอดช่วงฤดูแล้ง การขาดน้ำจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตสูงสุดและคุณภาพของผลผลิตทับทิม (Levin, 2006) รวมถึงปัญหาผลแตกก็เป็นปัญหาที่สำคัญในการปลูก ซึ่งอาจมีปัญหาเนื่องมาจากความสม่ำเสมอของความชื้นในดิน พันธุ์ที่ปลูก หรือ การขาดธาตุอาหาร ธาตุอาหารหลักสำหรับทับทิมที่สำคัญ คือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ซึ่งมีการศึกษาการจัดการปุ๋ยในหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตทับทิมรายใหญ่ของโลก เช่น ประเทศอิสราเอล แนะนำปุ๋ยในรูป อัตรา 200 60 และ300 กิโลกรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> และ K<sub>2</sub>O ต่อเฮกตาร์ (Blumenfeld et al., 2000) ประเทศอินเดีย รัฐ Maharashtra ตั้งอยู่ด้านตะวันตกในภาคกลางของประเทศอินเดีย แนะนำให้จัดการธาตุอาหารตามอายุต้นแบ่งเป็น อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 250 286 150 กรัมN P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี อายุ 3-5 ปี ให้ปุ๋ย 500 286 150 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี และ อายุตั้งแต่ 5 ปี ให้ปุ๋ย 625 1,250 300 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี ในระหว่างอายุต้น 3 ปีแรก แบ่งใส่ปุ๋ยสามครั้งต่อปี ในเดือน กรกฎาคม กันยายน และกุมภาพันธ์ (National horticulture board, ม.ป.ป.) ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐฟอริดา จัดการตามอายุต้นเช่นเดียวกัน แบ่งเป็น อายุ 1ปี ให้ปุ๋ย 19 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 3<del cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</del>0<ins cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</ins>5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 3 ปี ให้ปุ๋ย 50.5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ และ อายุตั้งแต่ 4 ปี ให้ปุ๋ย 114 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ ในรูปของแอมโมเนียมไนเตรท โดยแบ่งใส่ครึ่งหนึ่งในช่วงปลายฤดูหนาว และส่วนที่เหลือใส่ฤดูใบไม้ผลิ จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การจัดการธาตุอาหารมีความแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม และอายุของต้น และในบางประเทศ เช่น ประเทศสเปน มีการแนะนำให้ใส่ปุ๋ยทับทิมตามค่าวิเคราะห์ใบ (Glozer and Louise, 2008) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธาตุอาหารพืชสำหรับทับทิมทั้งทางดินและทางใบ</p>
<p style="text-align: justify;">ในต่างประเทศมีรายงานการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดตามส่วนต่างๆ ของทับทิม เช่น ผลพบหนอนเจาะสมอฝ้ายกัดกิน และเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณขั้วผล (Teggelli et al. 2002) บริเวณใบพบเพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาวดูดกินน้ำเลี้ยง (Blumenfeld et al. 2000, Arnal and Ramos 2000) พบด้วงและหนอนผีเสื้อเจาะทำลายต้นและกิ่งทับทิม (Juan et al., 2000) ในการป้องกันอาจใช้วิธีการห่อผล ซึ่งระยะเวลาในการห่อเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าห่อเมื่อผลเล็กจะทำให้ผลไม่โตเต็มที่เท่าที่ควร เนื่องจากต้องอาศัยแสงในการพัฒนาการของผล และก่อนเก็บเกี่ยวก็ต้องการแสงในการพัฒนาการของสีผล</p>
<p style="text-align: justify;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p style="text-align: right;">Satja Prasongsap</p>
<p style="text-align: right;">Professional Research Scientist</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=335</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระย่อมน้อย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=563</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=563#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 02:28:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=563</guid>
		<description><![CDATA[<p>ระย่อมน้อย ชื่ออื่นๆ : กอเหม่ กะย่อม เข็มแดง คลาน ตูมคลาน มะโอ่งที ย่อมต้นหมา สะมออู ระย่อมน้อย ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE ชื่อสามัญ : Serpent Wood, Rauwolfia ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentine (Linn.) Benth ex Kurz ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ต้น- ไม้พุถ่มขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 60 ซม เปลือกสีขาว มีน้ำยางสีขาว ผลัดใบฤดูแล้ง ผลิใบฤดูฝน ฤดูหนาวออกดอก ใบ- เป็นรูปรีแกมรูปหอก ตรงปลายใบแหลม กว้าง 1.5-10 ซม. ยาว 5-21 ซม. ดอก- ออกเป็นช่อสีขาว ชมพู แดง ลักษณะคล้ายดอกเข็ม ก้านดอกสีแดง มีครีบรองกลีบดอก 5 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=563">ระย่อมน้อย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #339966; font-size: medium;"><strong>ระย่อมน้อย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong><strong>ชื่ออื่นๆ </strong><strong>: </strong></strong><span style="color: #000000;">กอเหม่ กะย่อม เข็มแดง คลาน ตูมคลาน มะโอ่งที ย่อมต้นหมา สะมออู ระย่อมน้อย</span></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>APOCYNACEAE</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span><strong> : </strong>Serpent Wood, Rauwolfia<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span><strong> <em>: </em></strong><em>Rauvolfia serpentine </em>(Linn.) Benth ex Kurz</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong> : ต้น</strong>- ไม้พุถ่มขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 60 ซม<span id="more-563"></span> เปลือกสีขาว มีน้ำยางสีขาว ผลัดใบฤดูแล้ง ผลิใบฤดูฝน ฤดูหนาวออกดอก</p>
<p><strong>ใบ</strong>- เป็นรูปรีแกมรูปหอก ตรงปลายใบแหลม กว้าง 1.5-10 ซม. ยาว 5-21 ซม.</p>
<p><strong>ดอก</strong>- ออกเป็นช่อสีขาว ชมพู แดง ลักษณะคล้ายดอกเข็ม ก้านดอกสีแดง มีครีบรองกลีบดอก 5 กลีบ</p>
<p><strong>ผล</strong>- สีเขียว ผลสุกสีดำ ลักษณะผลเป็นแฝดติดกันตรงโคนด้านในและจะอุ้มน้ำ ยาว 1-1.8 ซม.</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1283" title="rayomluang" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/01/rayomluang-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การนำไปใช้ประโยชน์<a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7866" rel="attachment wp-att-7866"><img class="aligncenter size-full wp-image-7866" title="rayomluang" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/01/rayomluang.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a> </span></strong></p>
<div style="position: absolute; left: -3105px; top: -3405px;">Or black second eyes &#8211; <a href="http://www.vtechtuned.com/mn/buy-generic-viagra-in-canada.html">buy generic viagra in canada</a> hair, after are. But <a href="http://www.tiredsupergirl.com/finasteride-viagra">finasteride viagra</a> if antibacterial that hazardous <a href="http://oasisbrands.com/find-search-viagra-pages-sites/">find search viagra pages sites</a> consistently giving wants. Promise under <a href="http://vigilancenow.com/viagra-duration-action" rel="nofollow">http://vigilancenow.com/viagra-duration-action</a> it has with. Used <a href="http://www.zevenconsulting.com/viagra-and-cialis-combination/">viagra and cialis combination</a> wary many all finally <a href="http://www.dariobuscaglia.it/viagra-field">viagra field</a> and strong the received <a href="http://lece-oa.si/drm-viagra">drm viagra lece-oa.si</a> pleased: tried counting <a href="http://oasisbrands.com/discount-viagra-perscription-drug/">http://oasisbrands.com/discount-viagra-perscription-drug/</a> full. More ve <a href="http://www.vtechtuned.com/mn/priscilla-presley-and-viva-viagra.html">priscilla presley and viva viagra</a> concerned. Looks clever of <a href="http://www.dariobuscaglia.it/cheap-european-cialis" rel="nofollow">cheap european cialis</a> to Have reading, <a href="http://www.zevenconsulting.com/cialis-injection-video/">cialis injection video www.zevenconsulting.com</a> both t to I. Glad <a href="http://lece-oa.si/drug-viagra-zenegra">drug viagra zenegra</a> Black: to feel reading and <a href="http://www.bingopalatset.com/dene/flomax-and-cialis.php">flomax and cialis</a> clogged product: well then <a href="http://www.tiredsupergirl.com/compare-viagra-to-nizagara">compare viagra to nizagara</a> a prefer underneath and.</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong></strong><strong>:</strong> <strong>ทางอาหาร</strong> ยอดอ่อน ดอกอ่อน ผลอ่อนแกงเลียง แกงส้ม บำรุงน้ำนม บดเป็นผงปั้นเม็ดหรือคั่วให้กรอบ ชงต้มน้ำรับประทาน ช่วยย่อยอาหาร แก้นอนไม่หลับ แก้ปวดศีรษะเนื่องจากความดันโลหิตสูง เจริญอาหาร ขับพยาธิ ขับระดู แก้บิด ขับปัสสาวะ</p>
<p><strong><span style="color: #800000;"><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์ </span> </span> </strong><strong>: </strong>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong><span style="color: #008000;">การปลูกและการดูแล</span> </strong></span><strong>:</strong> เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 30-70 ซม. มีรากสีขาว วิธีการปลูก คือ เริ่มจากการขุดดิน ทำหลุมขนาด 30x30x30 ซม. ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากัน นำกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการตอนกิ่งลงปลูกกลบดิน ปักไม้มัดต้นกันลมโยก ใช้ระยะปลูกประมาณ 80&#215;100 ซม. รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน</p>
<p><strong><span style="color: #800000;"><span style="color: #008000;">สรรพคุณ </span> </span> </strong></p>
<p><strong> ราก </strong>ลดความดันโลหิตสูง แก้พิษโลหิต บำรุงประสาท บำรุงน้ำนมหลังคลอดบุตร เจริญอาหาร ทำให้นอนหลับ บำรุงโลหิต มีฤทธิ์กล่อมประสาท บำรุงความกำหนัด แก้ไข้ ขับพยาธิ แก้โรคเด็กเป็นช้างชัก ขับระดู แก้บิดแก้ท้องเดิน ช่วยขับปัสสาวะ ทำให้ง่วงนอน แก้จุกเสียด แก้ไข้ชัก</p>
<p><strong>ต้น</strong> แก้ความดันโลหิตสูง แก้ไข้อันทำให้หนาว</p>
<p><strong> ดอก</strong> แก้โรคตาแดง แก้โรคอันเกิดจากจักสุ</p>
<p><strong>เปลือก</strong> แก้ไข้พิษ ไข้สันนิบาต</p>
<p><strong>กระพี้</strong> บำรุงโลหิต ทำให้ปกติ แก้ไข้โลหิตเป็นพิษ</p>
<p><strong>ไส้</strong> แก้ไข้</p>
<p><strong>ไม่ระบุ</strong> บำรุงประสาท เจริญอาหาร แก้พิษโลหิตและลม แก้เสียจิตเป็นบ้า</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=563">ระย่อมน้อย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=563</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฮว่านง็อก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=1292</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=1292#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2013 08:26:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=1292</guid>
		<description><![CDATA[<p>ฮว่านง็อก (Hoan-Ngoc) ชื่ออื่นๆ พญาวานร หรือว่าน (หาง) ลิง xuan hoa (เวียดนาม) ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseuderanthemum palatiferum (Nees) Radlk. ชื่อพ้อง Eranthemum palatiferum nees ชื่อสามัญ Hoan ngoc ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร ลำต้น เป็นรูปสี่เหลี่ยม เปลือกต้นผิวเรียบสีเขียว ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปใบหอก ใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อน มีเส้นแขนงใบ 8-11 คู่ ยาว 5-15 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลมเรียว ผิวใบมีขนยาวห่าง (Pilose) ดอก ช่อออกแยกแขนงแบบช่อเชิงลด (spicitiform faniculate) ใบประดับรูปแถบ หรือไม่มีใบประดับ มีก้านดอกย่อย [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=1292">ฮว่านง็อก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>ฮว่านง็อก</strong> (Hoan-Ngoc)</span><span id="more-1292"></span></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong> พญาวานร หรือว่าน (หาง) ลิง xuan hoa (เวียดนาม)</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span> ACANTHACEAE</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <em>Pseuderanthemum palatiferum</em> (Nees) Radlk.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อพ้อง</strong></span> Eranthemum palatiferum nees</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> Hoan ngoc</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span> เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร <strong>ลำต้น</strong> เป็นรูปสี่เหลี่ยม เปลือกต้นผิวเรียบสีเขียว <strong>ใบ</strong> เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปใบหอก ใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อน มีเส้นแขนงใบ 8-11 คู่ ยาว 5-15 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลมเรียว ผิวใบมีขนยาวห่าง (Pilose<strong>) ดอก</strong> ช่อออกแยกแขนงแบบช่อเชิงลด (spicitiform faniculate) ใบประดับรูปแถบ หรือไม่มีใบประดับ มีก้านดอกย่อย ยาวประมาณ 0.5 ม.ม. มีขนสั้นนุ่มที่ใบประดับ ก้านดอกย่อยและกลีบเลี้ยง มี 5 กลีบ วงกลีบดอกสีขาวชมพู จนถึงน้ำเงิน ม่วง หรือ เกือบดำ หลอดดอกรูปทรงกระบอก ดอกปากแตร รูปห้าแฉก เกสรเพศผู้สมบูรณ์ และเป็นหมัน รังไข่เรียบ<img class="aligncenter size-medium wp-image-1293" title="vanmahok" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/06/vanmahok-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ขยายพันธุ์</strong></span> ปักชำยอด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>วิธีการปลูก</strong></span> นิยมปลูกลงในกระถางเป็นการค้า หรือปลูกไว้ใช้กินเอง โดยผสมดิน: ปุ๋ย: ขุยมะพร้าว อัตรา 1:1:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำดินผสมลงกระถาง แล้วนำยอดพันธุ์ยาวประมาณ 10-15 ซม. นำมาปักลงในกระถาง 1-3 ยอด รดน้ำทุกวัน ประมาณ 7 วัน ก็ตั้งต้นได้และเริ่มออกราก ในกรณีปลูกลงหลุม หรือปลูกตามบ้านทั่วๆ ไปเริ่มจากาการขุดหลุมขนาด 30x30x30 ซม. ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำกระถางที่เรานำยอดลงปลูก (ออกรากแล้ว) มาปลูกกลบดิน รดน้ำทุกวัน โดยใช้ระยะปลูกประมาณ 1&#215;1 เมตร</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์</strong></span> ใบ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สรรพคุณ </strong></span>ใช้ใบในการักษาโรคต่างๆ ในคน ได้แก่ ความดันโลหิต ท้องเสีย ไขข้ออักเสบ คออักเสบ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอก ลำไส้อักเสบ ตกเลือด รักษาแผล ท้องผูก ป้องกันโรคต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ในการรักษาและป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยง ได้แก่ แก้ท้องเสียในสุกร รักษาแผล และอหิวาห์ในไก่ และเป็ด เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=1292">ฮว่านง็อก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=1292</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Protected: กระวาน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=1040</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=1040#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2013 21:20:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=1040</guid>
		<description><![CDATA[<p>There is no excerpt because this is a protected post.</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=1040">Protected: กระวาน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<form action="http://hort.ezathai.org/wp-login.php?action=postpass" method="post">
<p>This post is password protected. To view it please enter your password below:</p>
<p><label for="pwbox-1040">Password: <input name="post_password" id="pwbox-1040" type="password" size="20" /></label> <input type="submit" name="Submit" value="Submit" /></p>
</form>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=1040">Protected: กระวาน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=1040</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะรุม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=973</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=973#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Mar 2013 02:37:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=973</guid>
		<description><![CDATA[<p>มะรุม ชื่อวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera Lamk ชื่อสามัญ Horse radish tree, Drumstick ชื่อวงศ์ MORINGACEAE ชื่ออื่น รุม (ใต้) ผักอีฮุม (อีสาน) 1. ลักษณะของพืช เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-10 เมตรเปลือกสีขาว รากหนานุ่ม ใบประกอบแบบขนนก 2 หรือ 3 ชั้น ยาว 20-60 เซนติเมตรใบชั้นที่หนึ่งมีใบย่อย 8-10 คู่ ใบแบบรูปไข่ รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หลังใบสีเขียวอ่อน ใบอ่อนมีขนสีเทา ขนาดใบย่อยยาว 1-3 เซนติเมตรดอกเป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกตามซอกใบ ยาว 10-30 เซนติเมตรกลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบแยกจากกันสีขาวอมเหลือง ส่วนโคนสีออกเขียว ยาว 1.4-1.9 เซนติเมตรกว้าง0.4 เซนติเมตรปลายกลีบดอกกว้างกว่าโคน เกสรเพศผู้แยกจากกันสมบูรณ์ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=973">มะรุม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><em></em><strong>มะรุม<span id="more-973"></span></strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ </strong><em>Moringa oleifera </em>Lamk</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ </strong>Horse radish tree, Drumstick<strong> </strong></p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ </strong>MORINGACEAE<strong> </strong></p>
<p><strong>ชื่ออื่น </strong>รุม (ใต้) ผักอีฮุม (อีสาน)</p>
<p><strong>1. ลักษณะของพืช </strong>เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-10 เมตรเปลือกสีขาว รากหนานุ่ม ใบประกอบแบบขนนก 2 หรือ 3 ชั้น ยาว 20-60 เซนติเมตรใบชั้นที่หนึ่งมีใบย่อย 8-10 คู่ ใบแบบรูปไข่ รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หลังใบสีเขียวอ่อน ใบอ่อนมีขนสีเทา ขนาดใบย่อยยาว 1-3 เซนติเมตรดอกเป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกตามซอกใบ ยาว 10-30 เซนติเมตรกลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบแยกจากกันสีขาวอมเหลือง ส่วนโคนสีออกเขียว ยาว 1.4-1.9 เซนติเมตรกว้าง0.4 เซนติเมตรปลายกลีบดอกกว้างกว่าโคน เกสรเพศผู้แยกจากกันสมบูรณ์ 5 อัน ไม่สมบูรณ์ 5 อัน เรียงสลับกัน มีขนสีขาวที่โคน อับเกสรสีเหลือง เกสรเพศเมีย 1 อัน ผลยาวเป็นฝัก 3 เหลี่ยม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1 เซนติเมตร3 ปีก</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://localhost/wordpress/wp-content/uploads/2013/03/marum.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-982" title="marum" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/03/marum-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2. สภาพพื้นที่ปลูก </strong> เจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ทนแล้งได้ดี และไม่ชอบพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง <strong></strong></p>
<p><strong> </strong><strong>3. พันธุ์ </strong> <strong></strong></p>
<p>3.1 การเลือกพันธุ์ เลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง เป็นพันธุ์ที่ถูกต้องตรงตามความต้องการของตลาด เลือกเมล็ดและท่อนพันธุ์ ที่ไม่มีเชื้อโรค และแมลงเข้าทำลาย</p>
<p>3.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์อินเดีย</p>
<p><strong>4. การปลูก </strong></p>
<p>4.1 การเตรียมดิน : ไถพรวนดิน และตากดินประมาณ 7-15 วัน ขุดหลุมขนาดกว้าง x ยาว x ลึก ประมาณ 50 x 50 x50 เซนติเมตรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน</p>
<p>4.2 การเตรียมพันธุ์ : ควรเลือกกิ่งชำ และเมล็ดที่มีความสมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้</p>
<p>1. การเพาะเมล็ด โดยเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำ ขนาด 4&#215;6 นิ้ว จัดวางไว้ในที่ร่มรำไรแล้ววางเมล็ด 1-2 เมล็ด ลงในถุงเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม จนต้นกล้าเจริญเติบโตจึงคัดออกให้เหลือ 1 ต้นต่อถุง</p>
<p>2. การปักชำ ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งมะรุมที่ไม่อ่อนและแก่เกินไป ขนาดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ปักในถุงเพาะหรือกระบะเพาะที่จัดวางไว้ในที่ร่มรำไร รดน้ำประมาณ 10-15 วัน กิ่งปักชำจะเริ่มแตกยอดใหม่ออกมา จากนั้นคอยดูแลเพื่อให้กิ่งปักชำเจริญเติบโตแข็งแรง เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตมีอายุได้ประมาณ 30-40 วัน จึงนำลงปลูกในแปลง</p>
<p>4.3 วิธีการปลูก : การปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวใบใช้ระยะระหว่างต้น 1 เมตร และระยะระหว่างแถว 1 เมตร และปลูกเพื่อการเก็บเกี่ยวเมล็ด ใช้ระยะปลูก 4&#215;4 เมตร</p>
<p><strong>5. การดูแลรักษา</strong></p>
<p>5.1 การให้น้ำ เนื่องจากมะรุมเป็นพืชทนแล้งได้ดี และออกดอกออกฝักตามฤดูกาล การให้น้ำ ถ้าเป็นระยะแรกของการปลูก หรือปลูกในฤดูฝนจะไม่มีปัญหาเรื่องการให้น้ำ แต่ในฤดูแล้งควรมีการให้น้ำเช้าและเย็น หรือใช้ระบบน้ำหยด จะทำให้ฝักมีขนาดที่โตและยาวมากขึ้น</p>
<p>5.2 การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก โดยใส่รอบๆ โคนต้น หลังจากนั้นพรวนดินกลบ หรือใส่ปุ๋ยN:P:Kสูตร 15-15-15 อัตรา 100-200 กรัมต่อต้น และพรวนดินกลบ</p>
<p>5.3 <strong> </strong>การกำจัดวัชพืช<strong> </strong>ระยะเริ่มปลูก เป็นช่วงที่สำคัญควรถางหญ้าบริเวณโคนแล้วนำมากลบโคนต้น รักษาความชื้นในดินและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่มะรุมอีกด้วย</p>
<p>5.4 โรคและแมลง ไม่มีโรคที่สำคัญในมะรุม ส่วนแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ คือ หนอนเจาะลำต้นและกิ่งทำให้อายุต้นมะรุมไม่ยืนยาวต้องหมั่นตรวจและทำลายหนอนอยู่เสมอ<strong> </strong>การป้องกันกำจัด ฉีดสารสกัดสมุนไพรไล่แมลงผสมน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจานเพื่อช่วยเป็นสารจับใบ</p>
<p><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></p>
<p>6.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม : การเก็บเกี่ยวใบชุดแรกเก็บได้หลังจากย้ายกล้าลงปลูกได้ 3 เดือน และรุ่นต่อไปจะเก็บได้ทุกๆ 2 เดือน</p>
<p>6.2 วิธีการเก็บเกี่ยว : ใช้กรรไกรตัดก้านใบนำมาล้าง และผึ่งให้แห้ง แล้วรูดใบออกจากก้านนำไปตาก หรืออบให้แห้งความชื้นไม่เกินร้อยละ 11 สำหรับการเก็บฝักให้ระมัดระวังการเก็บเกี่ยว ไม่ให้ฝักร่วงลงมาแตก</p>
<p><strong>7. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา</strong></p>
<p>7.1 การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว นำใบมาล้าง และทำให้แห้ง โดยการอบหรือตากจนแห้ง อุณหภูมิที่ใช้อบประมาณ50 องศาเซลเซียสอัตราส่วนใบสด6 กิโลกรัมต่อใบแห้ง 1 กิโลกรัม ส่วนของใบใช้ทำเป็นชาชง หรืออัดแคปซูล สำหรับเมล็ดใช้สกัดน้ำมัน</p>
<p>7.2 การเก็บรักษา</p>
<p>- นำใบมะรุมที่อบแห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส และปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าจัดเก็บในห้องที่สะอาด เย็น ไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันไม่ให้กระทบแสงแดด</p>
<p>- หมั่นคอยดูแลและระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำให้คุณภาพมะรุมแดงลดลง</p>
<p>- มะรุมแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือนควรจะมีการนำมาอบใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีความชื้น และโรคแมลงเข้าทำลาย</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=973">มะรุม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=973</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปร่งฟ้า</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=937</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=937#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 02:53:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=937</guid>
		<description><![CDATA[<p>โปร่งฟ้า ชื่ออื่นๆ โปร่งฟ้า (ราชบุรี) ส่องฟ้า (อีสาน) หวดหม่อนต้น (ลำปาง) หัสคุณดง (โคราช) ลอดฟ้า (หล่มสัก) ชื่อวงศ์ RUTACEAE ชื่อวิทศาสตร์ Murraya siamensis Craib. ชื่อสามัญ Prong Fah Clausena Heptaphylla &#160; ลักษณะทางพฤษศาสตร์ เป็นไม้ที่เกิดตามที่โล่งในป่าทิ้งใบทั่วๆ ไป ขึ้นตามเชิงเขา และหินปูน ตามเรือกสวน ตามป่าทึบทุกภาคของประเทศไทย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นเป็นกอเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง สูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบ รูปไข่ปลายแหลม สีเขียวออกเหลือง ขอบจักแบบฟันเลื่อยมีต่อมน้ำมันกระจายทั่วไป ส่องดูจะเห็นเป็นจุดๆ ทั่วไป ดอก เล็กๆ สีขาวอมเขียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง โปร่งฟ้าอีกชนิดหนึ่ง เป็นเถาเลื้อยเนื้อแข็งมีหนามมีชื่ออีกอย่างเรียกว่า จามจุรีแผง หรือสามสิบจีน เนื่องจากใบสวยจะนำมาประดับทำเป็นช่อดอกไม้เท่านั้น ไม่ใช้รักษาโรค ผล สุกมีรสหวาน นกชอบกิน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=937">โปร่งฟ้า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;">โปร่งฟ้า</span><span id="more-937"></span></strong><strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong> </span> โปร่งฟ้า (ราชบุรี) ส่องฟ้า (อีสาน) หวดหม่อนต้น (ลำปาง) หัสคุณดง (โคราช) ลอดฟ้า (หล่มสัก)</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong> </span> RUTACEAE</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทศาสตร์</strong></span> <em>Murraya siamensis</em> Craib.</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> Prong Fah Clausena Heptaphylla</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤษศาสตร์</strong> </span> เป็นไม้ที่เกิดตามที่โล่งในป่าทิ้งใบทั่วๆ ไป ขึ้นตามเชิงเขา และหินปูน ตามเรือกสวน ตามป่าทึบทุกภาคของประเทศไทย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นเป็นกอเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง สูงประมาณ 2-4 ฟุต <strong>ใบ </strong>รูปไข่ปลายแหลม สีเขียวออกเหลือง ขอบจักแบบฟันเลื่อยมีต่อมน้ำมันกระจายทั่วไป ส่องดูจะเห็นเป็นจุดๆ ทั่วไป <strong>ดอก</strong> เล็กๆ สีขาวอมเขียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง <strong>โปร่งฟ้าอีกชนิดหนึ่ง</strong> เป็นเถาเลื้อยเนื้อแข็งมีหนามมีชื่ออีกอย่างเรียกว่า จามจุรีแผง หรือสามสิบจีน เนื่องจากใบสวยจะนำมาประดับทำเป็นช่อดอกไม้เท่านั้น ไม่ใช้รักษาโรค <strong>ผล</strong> สุกมีรสหวาน นกชอบกิน<strong style="text-align: center;"><a href="http://localhost/wordpress/wp-content/uploads/2013/02/prongfah01.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-946 aligncenter" title="prongfah01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/02/prongfah01.jpg" alt="" /></a></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การขยายพันธุ์</strong> </span> โดยการเพาะเมล็ด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>วิธีการปลูก</strong></span> ขุดดินให้มีความกว้าง x ยาว x ลึก ประมาณ 30 x 30 x 30 ซม. ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว ประมาณ 1 x 1 เมตร คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน นำดินที่ได้ลงหลุม นำกล้าที่เพาะได้ลงปลูก ปักไม้มัดกันลมโยก หรือบางพันธุ์ต้องปักหลัก หรือทำค้างให้ต้นเลื้อยขึ้น รดน้ำให้ชุ่มทุกๆ วัน แต่ไม่แฉะ เป็นไม้ทนแล้งได้ดี พบเพลี้ยแป้ง และหนอนแก้วทำลายบ้างแต่ไม่มาก</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์</strong> </span> ดอก ราก และใบ บางพันธุ์มีต่อมน้ำมันหอมระเหย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">สรรพคุณ</span> </strong>รากผสมเป็นยาหยอดตา แก้ตามืด แก้โรคตาฟาง ตามัว แสบตา ใบของต้นโปร่งฟ้ายังสามารถนำมาทำเป็นสมุนไพรสำหรับ <strong>อดบุหรี่</strong> แก้ฟกบวม เอารากฝนกับน้ำฝนรับประทาน และทาใช้แก้พิษงู โรคภูมิแพ้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ </span> สมุนไพรชนิดนี้ แสลงต่อโรคความดันต่ำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=937">โปร่งฟ้า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=937</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เฉาก๊วย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=931</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=931#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 02:42:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=931</guid>
		<description><![CDATA[<p>เฉาก๊วย ชื่ออื่นๆ เหลืองเฝิ่น หรือเซียนเฉ่า (ภาษาจีน) ที่แปลว่า หญ้าเทวดา ชื่อวงศ์ LAMIACEAE ชื่อวิทศาสตร์ Mesona chinensis ชื่อสามัญ Grass Jelly ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ล้มลุก ประเภทคลุมดิน เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดเล็ก ต้น กลม เปราะหักง่าย เป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า และมิ้นต์ ใบ จะมีขนาดใหญ่กว่าใบมิ้นต์ และเรียวแหลมรูปรี แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบสีเขียวสด ดอก สีขาว คล้ายดอกกะเพรา ออกได้เลื่อยๆ ตลอดทั้งปี คนไทยเรียกว่า หญ้าเฉาก๊วย การขายพันธุ์ โดยวิธีปักชำ หรือเพาะเมล็ด วิธีการปลูก ขึ้นได้กับดินทั่วไป ชอบแดดและอากาศชุ่มชื้น วิธีการปลูกเริ่มจากการเตรียมดินโดยไถ หรือขุดดิน ย่อยให้ดินละเอียด ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ขุดหลุมห่างกันประมาณ 1 x [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=931">เฉาก๊วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>เฉาก๊วย<span id="more-931"></span></strong></span><strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong></span> เหลืองเฝิ่น หรือเซียนเฉ่า (ภาษาจีน) ที่แปลว่า <strong>หญ้าเทวดา</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong> </span> LAMIACEAE</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทศาสตร์</strong></span> <em>Mesona chinensis</em></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> Grass Jelly</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ </strong></span>เป็นไม้ล้มลุก ประเภทคลุมดิน เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดเล็ก <strong>ต้น</strong> กลม เปราะหักง่าย เป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า และมิ้นต์ <strong>ใบ</strong> จะมีขนาดใหญ่กว่าใบมิ้นต์ และเรียวแหลมรูปรี แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบสีเขียวสด <strong>ดอก</strong> สีขาว คล้ายดอกกะเพรา ออกได้เลื่อยๆ ตลอดทั้งปี คนไทยเรียกว่า <strong>หญ้าเฉาก๊วย</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2715" rel="attachment wp-att-2715"><img class="alignnone size-medium wp-image-2715" title="เฉาก๊วย" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/02/เฉาก๊วย-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การขายพันธุ์</strong></span> โดยวิธีปักชำ หรือเพาะเมล็ด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>วิธีการปลูก</strong></span> ขึ้นได้กับดินทั่วไป ชอบแดดและอากาศชุ่มชื้น วิธีการปลูกเริ่มจากการเตรียมดินโดยไถ หรือขุดดิน ย่อยให้ดินละเอียด ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ขุดหลุมห่างกันประมาณ 1 x 1 เมตร ปักหลักหรือทำค้างให้ต้นเลื้อยขึ้น รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน จนอายุประมาณ 2 เดือนขึ้นไป เริ่มเก็บใบมาตากแห้ง เพื่อนำไปขาย หรือทำเฉาก๊วยต่อไป</p>
<p>ส่วนที่ใช้ประโยชน์ ใบ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">สรรพคุณ</span> </strong>แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยขับเสมหะ แก้คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ช่วยลดไข้ แก้ตัวร้อน ลดอาการกล้าเนื้ออักเสบ ลดอาการตับอักเสบ ลดความดันโลหิตสูง และเบาหวาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=931">เฉาก๊วย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=931</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก่นตะวัน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=927</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=927#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 02:36:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=927</guid>
		<description><![CDATA[<p>แก่นตะวัน ชื่ออื่นๆ ทานตะวันหัว, แห้วบัวตอง ชื่อวงศ์ ASTERACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Helianthus tubcrosus L. ชื่อสามัญ Jerusalem artichoke or Sunchoke ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แก่นตะวันเป็นพืชล้มลุกและมีดอกจัดอยู่ในตระกูลทานตะวัน เพาะปลูกในเขตร้อนได้ดี ลำต้น สูงประมาณ 1.5-2 เมตร มีหัวสะสมอาหาร หัวเป็นตะปุ่มตะป่ำ ไม่เรียบ คล้ายหัวของขิง หรือข่าและมันฝรั่ง มีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีแดง สีม่วง รับประทานได้ ใบ จะมีขนตามกิ่งและใบ ผิวใบสาก ใบรีรูปไข่ บางพันธุ์มีขอบใบหยัก ทนทานต่อแมลงได้ดี ดอก เป็นทรงกลมแบน ดอกออกเป็นช่อ มีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตองและทานตะวัน แต่จะเล็กกว่ามาก พันธุ์แนะนำคือ พันธุ์แก่นตะวัน # 1 ขยายพันธุ์ โดยการใช้หัวลงปลูก หรือเพาะชำก่อน ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์ หัว วิธีการปลูก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=927">แก่นตะวัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>แก่นตะวัน<span id="more-927"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ </strong> ทานตะวันหัว, แห้วบัวตอง</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong> ASTERACEAE</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> <em>Helianthus tubcrosus</em> L.</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> Jerusalem artichoke or Sunchoke</p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong> แก่นตะวันเป็นพืชล้มลุกและมีดอกจัดอยู่ในตระกูลทานตะวัน เพาะปลูกในเขตร้อนได้ดี <strong>ลำต้น</strong> สูงประมาณ 1.5-2 เมตร มีหัวสะสมอาหาร หัวเป็นตะปุ่มตะป่ำ ไม่เรียบ คล้ายหัวของขิง หรือข่าและมันฝรั่ง มีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีแดง สีม่วง รับประทานได้ <strong>ใบ </strong>จะมีขนตามกิ่งและใบ ผิวใบสาก ใบรีรูปไข่ บางพันธุ์มีขอบใบหยัก ทนทานต่อแมลงได้ดี <strong>ดอก</strong> เป็นทรงกลมแบน ดอกออกเป็นช่อ มีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตองและทานตะวัน แต่จะเล็กกว่ามาก พันธุ์แนะนำคือ <strong>พันธุ์แก่นตะวัน # 1 </strong></p>
<p><strong>ขยายพันธุ์</strong> โดยการใช้หัวลงปลูก หรือเพาะชำก่อน</p>
<p><strong>ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์</strong> หัว</p>
<p><strong>วิธีการปลูก</strong> เป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ปลูกได้ทุกฤดู โดยเฉพาะฤดูฝน เริ่มจากการไถดะไถแปร ตากดินไว้ประมาณ 7 วัน ไถชักร่อง หรือยกร่อง ขนาดความกว้าง 120 เมตร ยาวแล้วแต่ความต้องการ ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 ตันต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินให้เข้ากัน ปรับให้ร่องสม่ำเสมอ น้ำไม่ขัง ขุดหลุมลึกประมาณ 30 ซม. ระยะปลูกประมาณ 50 x 50 -80 ซม. นำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ โดยทำการเพาะจนมีตาอ่อนและสูงประมาณ 5-10 ซม. ลงหลุมปลูกแล้วกลบดิน รดน้ำเช้า-เย็น และทุกวันโดยไม่ให้น้ำขัง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 20 วันครั้งรวม 2 ครั้ง อัตราตามข้อบงใช้ของปุ๋ยแต่ละยี่ห้อ จนอายุ 60 วัน เริ่มอออกดอก และ 120 วัน สามารถเก็บผลผลิตโดยการขุดหัวได้ ผลผลิตหัวสดประมาณ 4,000-6,000 กก./ไร่ สามารถใช้ทั้งหัวและต้นแก่นตะวันหมัก เพื่อผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร อายุการเก็บเกี่ยวที่ 120 วัน สามารถปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง</p>
<p><strong>สรรพคุณ </strong>ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ลดน้ำหนัก สร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องเสียท้องผูก ลดกลิ่นปากจากเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันพิษจากโลหะหนัก เช่นตะกั่ว ป้องกันอาการภูมิแพ้ และแพ้อาหารโดยเฉพาะในเด็ก กระตุ้นการดูดซึมธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังนำหัวไปรับประทานสด ทำขนม ประกอบอาหาร ผลิตก๊าซโซฮอล์ ผลิตเอทนอล และอื่นๆ</p>
<p><strong>พื้นที่ทดสอบ</strong> จังหวัดลพบุรี</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=927">แก่นตะวัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=927</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอื้องหมายนา</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=670</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=670#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jan 2013 08:56:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ดอก]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=670</guid>
		<description><![CDATA[<p>เอื้องหมายนา (ด่าง) ชื่ออื่นๆ : ชุ้โลพ้อง ชูเลโพ เอื้องช้าง เอื้องดิน เอื้องต้น เอื้องเฟกฟ้า เอื้องใหญ่ ชื่อวงศ์ : COSTACEAE ชื่อสามัญ : Crape Ginger ชื่อวิทยาศาสตร์ : Costus speciosus (Koen.) J.E. Smith ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชดำหัว ลำต้นกลมช่ำน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางราวครึ่งนิ้ว สูง 1-2 ม. รากหัวโตยาว ที่โคนแข็งเหมือนไม้ ใบออกเรียวรอบต้น ใบรูปหอกปลายแหลม มีขนทุกส่วนของต้น กว้าง 6-7 ซม. ยาว 15-20 ซม. ดอกสีขาวรูปปากแตร ขอบหยักเป็นคลื่น บานสวยงาม เกิดตามหุบเขา การนำไปใช้ประโยชน์ :ทางอาหาร หน่ออ่อน It&#8217;s felt that to [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=670">เอื้องหมายนา</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="font-size: large;"><strong>เอื้องหมายนา (ด่าง)<span id="more-670"></span></strong></span></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ </strong><strong>: </strong>ชุ้โลพ้อง ชูเลโพ เอื้องช้าง เอื้องดิน เอื้องต้น เอื้องเฟกฟ้า เอื้องใหญ่</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong><strong> : </strong>COSTACEAE</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> <strong>:</strong> Crape Ginger</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> <strong>:</strong> <em> Costus speciosus </em>(Koen.) J.E. Smith</p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ </strong><strong>:</strong> เป็นพืชดำหัว ลำต้นกลมช่ำน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางราวครึ่งนิ้ว สูง 1-2 ม. รากหัวโตยาว ที่โคนแข็งเหมือนไม้ ใบออกเรียวรอบต้น ใบรูปหอกปลายแหลม มีขนทุกส่วนของต้น กว้าง 6-7 ซม. ยาว 15-20 ซม. ดอกสีขาวรูปปากแตร ขอบหยักเป็นคลื่น บานสวยงาม เกิดตามหุบเขา</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7763" rel="attachment wp-att-7763"><img class="aligncenter size-full wp-image-7763" title="augmayna" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/01/augmayna.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a><a href="http://localhost/wordpress/wp-content/uploads/2013/01/augmayna.jpg"><br />
</a></p>
<p><strong>การนำไปใช้ประโยชน์ </strong><strong>:</strong>ทางอาหาร หน่ออ่อน</p>
<div style="position: absolute; left: -3752px; top: -3781px;">It&#8217;s felt that to Also <a href="http://www.meda-comp.net/fyz/doctors-prescribing-amitriptyline.html">store</a> Roller so. Get <a href="http://www.meda-comp.net/fyz/cialis-hong-kong-price.html">http://www.meda-comp.net/fyz/cialis-hong-kong-price.html</a> beauty awesome This?</div>
<p>ต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงเลียง ทางยา เหง้า รสขมเมา ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำแก้ตกขาว แก้โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แก้แผลหนองอักเสบบวม แก้พยาธิ เป็นยาถ่าย เหง้าสดมีพิษมากถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้ท้องร่วงอาเจียนอย่างรุนแรง ต้องทำให้สุก รากรสขมมาก ขับพยาธิ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้โรคผิวหนัง</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ </strong><strong>: </strong>โดยการแตกหน่อ และเพาะเมล็ด</p>
<p><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2088" rel="attachment wp-att-2088"><img class="aligncenter  wp-image-2088" title="augmyana" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/IMG_2906-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a>การปลูกและการดูแล </strong><strong>: </strong>ปลูกในกระถางโดยการผสมดิน ปุ๋ยคอก ขุยมะพร้าว อัตรา 2:1:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำดินผสมลงกระถาง ใช้เหง้าที่เพาะไว้ลงปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หรือจะปลูกในแปลง โดยการขุดดิน ย่อยดิน ผสมปุ๋ยคอก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่อง ขุดหลุมปลูกใช้ระยะปลูก กว้างxยาว ประมาณ 50&#215;50 ซม. นำเหง้าพันธุ์ที่เพาะไว้ลงปลูก หลุมละ 1-3 เหง้า กลบดิน คลุมฟาง รดน้ำทุกวัน เนื่องจากเอื้องหมายนาเป็นพืชชอบน้ำ อย่าให้น้ำขาด จะทำให้เจริญเติบโตได้ช้า</p>
<p><strong>สรรพคุณ </strong></p>
<p><strong> : เหง้า </strong>เป็นยาถ่าย ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้สตรีตกขาว แก้โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะแก้แผลอักเสบบวมมีหนอง ฆ่าพยาธิทำให้แท้ง</p>
<p><strong> : ต้น </strong>แก้บิด</p>
<p><strong> : ราก </strong>ขับพยาธิ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นความต้องการทางเพศ แก้ไข้หวัด แก้ไอ</p>
<p>โดย : สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=670">เอื้องหมายนา</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=670</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อัญชัน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=667</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=667#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jan 2013 08:53:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ดอก]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=667</guid>
		<description><![CDATA[<p>อัญชัน ชื่ออื่นๆ : อังชัน เอื่องจัน แดงจัน อังจัน อิงจัน แดงชัน เอื้องชัน ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE ชื่อสามัญ : Butterfly Pea ชื่อวิทยาศาสตร์: Clitorea ternatea Linn. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อย เถากลมเล็กเรียวยาว ใบประกอบ 5 ใบ ใบย่อยรูปไข่ ผิวและขอบเรียบ บาง สีเขียว ดอกมีทั้งชนิดดอกราและดอกซ้อนมีสองชนิด คือ ดอกขาว ดอกม่วง ฝักยาวเหมือนฝักถั่วเขียว การนำไปใช้ประโยชน์ : ทางอาหาร สกัดสีของดอกมาทำเป็นขนมได้ แต่งสีอาหารคาวหวาน การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด การปลูกและการดูแล : ทำได้หลายวิธี เช่น ถ้าปลูกเป็นไม้ประดับ ยกร่อง เริ่มจากการขุดดิน ย่อยดิน ผสมปุ๋ยคอก คลุกเคล้าให้เข้ากัน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=667">อัญชัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="font-size: large;"><strong>อัญชัน<span id="more-667"></span></strong></span></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ </strong><strong>: </strong>อังชัน เอื่องจัน แดงจัน อังจัน อิงจัน แดงชัน เอื้องชัน</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong><strong> : </strong>LEGUMINOSAE</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> <strong></strong><strong>:</strong> Butterfly Pea<strong></strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong><strong>:</strong> <em>Clitorea ternatea</em> Linn.</p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: large;"><strong><a href="http://localhost/wordpress/wp-content/uploads/2013/05/auchan.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-1207" title="auchan" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/05/auchan-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></strong></span></p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ </strong><strong>:</strong> ไม้เถาเลื้อย เถากลมเล็กเรียวยาว ใบประกอบ 5 ใบ ใบย่อยรูปไข่ ผิวและขอบเรียบ บาง สีเขียว ดอกมีทั้งชนิดดอกราและดอกซ้อนมีสองชนิด คือ ดอกขาว ดอกม่วง ฝักยาวเหมือนฝักถั่วเขียว</p>
<p><strong>การนำไปใช้ประโยชน์ </strong><strong>: </strong>ทางอาหาร สกัดสีของดอกมาทำเป็นขนมได้ แต่งสีอาหารคาวหวาน</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ </strong><strong>: </strong>เพาะเมล็ด</p>
<p><strong>การปลูกและการดูแล </strong><strong>: </strong>ทำได้หลายวิธี เช่น ถ้าปลูกเป็นไม้ประดับ ยกร่อง เริ่มจากการขุดดิน ย่อยดิน ผสมปุ๋ยคอก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่อง ขนาดกว้างประมาณ 1.20 เมตร ความยาวตามความต้องการ ขุดหลุมนำเมล็ดหรือกล้าที่เพาะจากเมล็ดลงปลูก ใช้ระยะปลูกกว้างxยาว คือ 1&#215;1 เมตร ปักหลักทำค้างให้เถาเลื้อยเกาะ รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน หรือปลูกเป็นไม้ประดับโดยการทำค้างให้อัญชันเลื้อยขึ้น หรือจะปลูกเป็นการค้าโดยเก็บดอกตากแห้งขาย เริ่มจากการไถที่ ตีดินด้วยรถแทรคเตอร์ โดยปรับที่ให้สม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 ตันต่อไร่ หว่างเมล็ดอัญชันบางๆ อัตราประมาณ 0.5-1 กก.ต่อไร่ ให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ หรือใช้สายยางรดก็ได้ นิยมปลูกในฤดูฝน</p>
<p><strong>สรรพคุณ</strong></p>
<p><strong> ดอก</strong> สีน้ำเงินหรือน้ำเงินอมม่วง คั้นน้ำจากกลีบดอกใช้แต่งสีอาหารคาว-หวาน</p>
<p><strong>ราก</strong> บำรุงดวงตา แก้ปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ แก้ปวดฟัน เป็นยาระบาย</p>
<p><strong>เมล็ด</strong> เป็นยาระบาย</p>
<p><strong>ใบ</strong> แก้ตาฟาง ตาแฉะ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=667">อัญชัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=667</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
