<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชไม้ผล ย-ฮ</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=59&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Apr 2026 04:13:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>อินทผาลัม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10379</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10379#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2022 08:49:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10379</guid>
		<description><![CDATA[<p>อินทผาลัม ชื่อสามัญ  Date palm ชื่อวิทยาศาสตร์  Phoenix dactylifera L. สกุล  Phoenix ปี 67 มีพื้นที่ปลูก  11,678 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,335 กก./ไร่ ราคา 452 บาท/กก. พันธุ์บาฮีจะนิยมปลูกที่ กาญจนบุรี พิษณุโลก บุรีรัมย์ ปริมาณ 1,306 /ไร่ ส่วนพันธ์ุอื่นๆ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา ปี 65 พื้นที่ปลูก 6,295 ไร่ ได้แก่ ภาคตะวันออก 260 ไร่ เช่น ปราจีนบุรี 56 ไร่  ระยอง 58 ไร่ ภาคอีสาน 1,826 ไร่ เช่น สุรีนทร์  132 ไร่ ชัยภูมิ  281 ไร่ โคราช  244 ไร่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10379">อินทผาลัม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>อินทผาลัม</strong></p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong><strong>  </strong>Date palm<span id="more-10379"></span></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong><strong>  </strong><em>Phoenix dactylifera</em> L.</p>
<p><strong>สกุล</strong><strong>  </strong><em>Phoenix</em></p>
<p>ปี 67 มีพื้นที่ปลูก  11,678 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,335 กก./ไร่ ราคา 452 บาท/กก. พันธุ์บาฮีจะนิยมปลูกที่ กาญจนบุรี พิษณุโลก บุรีรัมย์ ปริมาณ 1,306 /ไร่ ส่วนพันธ์ุอื่นๆ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา</p>
<p>ปี 65 พื้นที่ปลูก 6,295 ไร่ ได้แก่<br />
ภาคตะวันออก 260 ไร่ เช่น ปราจีนบุรี 56 ไร่  ระยอง 58 ไร่<br />
ภาคอีสาน 1,826 ไร่ เช่น สุรีนทร์  132 ไร่ ชัยภูมิ  281 ไร่ โคราช  244 ไร่ ภาคตะวันตก 1,800 ไร่<br />
ภาคใต้ 180 ไร่ เช่น นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา 25 ไร่<br />
ภาคกลาง 2.500 ไร่ เช่น ลพบุรี 135 ไร่ กาญจนบุรี 720 ไร่ นครปฐม  200 ไร่ ประจวบคีรีขันธ์ 200 ไร่ สมุทรสาคร 180 ไร่ สุพรรณบุรี 160 ไร่<br />
ภาคเหนือ 1,300 ไร่ นครสวรรค์ 235 ไร่ พิษณุโลก 112 ไร่ เชียงใหม่ 141 ไร่ เพชรบูรณ์ 188 ไร่ ฯลฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม  อินทผาลัมมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพต่าง ๆ เช่น สภาพดินเค็ม ดินสภาพด่าง สภาพอากาศแห้งแล้ง อินทาผลัมชอบอากาศร้อน ปลูกกลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน อินทผาลัมจะไม่เจริญเติบโตหากปลูกอยู่ในร่ม และสามารถเจริญเติบโตได้อุณหภูมิตั้งแต่ 7 องศาเซลเซียสเป็นต้นไป โดยมีอุณหภูมิเหมาะสมที่สุด คือ 32 องศาเซลเซียสและยังสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนไปถึง 38-40 องศาเซลเซียส</p>
<p>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์ม มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลางตอนเหนือของประเทศแอฟริกา ลักษณะเป็นต้นเดี่ยว และแตกหน่อ ลำต้นสูงประมาณ 30 เมตร ขนาดลำต้นประมาณ 0.3-0.5 เมตร มีกาบก้านใบห่อหุ้มต้นช่อดอกจะออกจากโคนใบ มีใบบนต้นประมาณ 40-60 ก้าน ก้านทางใบมีหนามแหลมยาว ยาวประมาณ 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ยาวประมาณ 6 เมตร ทางใบชี้ตรงขึ้นไป ไม่โค้งลง ปลายใบแหลมคม สีเขียวอ่อน ใต้ ใบสีเทา ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ผลสีขาวนวล รูปทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ผลมีลักษณะเป็นช่อ รสหวานฉ่ำทานได้ทั้งผลดิบและสุก ผลสีเหลืองจนถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสี น้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด สายพันธุ์ เช่น พันธุ์ฮายานีของอียิปต์ พันธุ์เด็คเล็ตนัวร์ของแอลจีเรีย พันธุ์อเบอร์ฮาจจ์ของอิรัก พันธุ์อาบิดราฮิมของซูดาน พันธุ์อาเบลของลิเบีย Barhee, Deglet Noor, Medjool , Thoory ทางเหนือปลูกพันธุ์ KL 1 (Maejo 36) บริโภคสด ส่วนพันธุ์ Deglet Nour และ Medjun บริโภคผลแห้ง</p>
<p>พันธุ์อินทผาลัม</p>
<p>1) กลุ่มรับประทานผลสด เช่น พันธุ์บาฮี ฮาลาวี คาลาส โคไนซี เคแอล 1</p>
<p>2) กลุ่มรับประทานผลสดกึ่งแห้ง เช่น พันธุ์เดคเลทนัวร์ เดย์รี ซาห์ดี</p>
<p>3) กลุ่มรับประทานผลแห้ง เช่น พันธุ์ เมดจูล อัจวะซาฟาวี ซุกการีฟาร์ด</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์</strong> ได้แก่ การเพาะเม็ด การแยกหน่อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ</p>
<p><strong>การแยกหน่อ</strong> เพิ่มความสำเร็จในการแยกหน่อโดยการตอนหน่ออินทผลัมก่อนแยกลงปลูกในแปลง ควรเลือกหน่อผิวดินบริเวณโคนต้นจะออกรากง่ายกว่าหน่อบนต้น เส้นรอบวง 60-90 เซนติเมตร ตัดกาบใบออกให้เกือบถึงเนื้อไม้ และพ่นโคนหน่อด้วยสาร iba ความเข้มข้น 1,000 หรือ 3,000 มิลลิกรัมต่อลิตร แล้วหุ้มด้วยขุยมะพร้าวเปียกและห่อด้วยพลาสติกใสมัดด้านนอกด้วยเชือก ทำให้หน่อออกรากเป็นจำนวนมาก ตัดหน่อจากต้นแม่หลังจากตอน 6 เดือน สามารถเพิ่มการรอดชีวิตได้</p>
<p>การปลูกและดูแลรักษา ระยะปลูก: 8 x 8 เมตร  9 x 9 เมตร 10&#215;10 และ 10 x 8 เมตร</p>
<p><strong>การเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผลของอินทผลัม </strong>ช่อเกสรตัวผู้จะแทงออกก่อนช่อเกสรตัวเมีย 2 &#8211; 3 สัปดาห์ การถ่ายละอองเกสรเพื่อให้มีเปอร์เซ็นต์การติดผลมากกว่า 80% ทำได้โดยการถ่ายละอองเกสรด้วยมือบนช่อดอกเพศเมียในระยะที่กาบช่อดอกเริ่มแตกและหลังจากกาบช่อดอกแตก 2 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 วัน เนื่องจากทำให้เปอร์เซ็นต์การติดผลน้อยลง และหากมีจำนวนช่อดอกเพศเมียอยู่ในระยะที่เหมาะสมพร้อมกัน สามารถดำเนินการถ่ายละอองเกสรได้ทุกช่วงเวลาในวันดังกล่าว ในกรณีที่เกษตรกรมีละอองเกสรปริมาณจำกัด สามารถนำละอองเกสรปริมาณ 0.5 กรัม (ครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ปกติ) มาผสมกับแป้ง Talc 0.5 กรัม หรือสารละลายซูโครส 20% ก่อนถ่ายละอองเกสรตามปกติ</p>
<p>อินทผลัมเริ่มออกดอกประมาณเดือนมกราคม ต้นหนึ่งจะมีช่อดอกประมาณ 5-11 ช่อ และจะทยอยบาน ประมาณปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไปทุก 5 วัน จะนำเกสรตัวผู้โดยตัดจากช่อดอกตัวผู้ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้พันธุ์ Khori และ Bahani สามารถเก็บเกสรตัวผู้ไว้ใช้ได้โดยนำช่อดอกไปผึ่งแดดให้น้้ำที่ติด มากับช่อดอกแห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกใส่ถังปิดฝาไว้ เก็บไว้ได้นานหลายเดือน เมื่อผสมเสร็จจะเริ่มติดผล หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ ทะลายที่ติดผลจะค่อยๆ โน้มห้อยลงมาใต้ทางใบทำให้ผลไม่เสียดสีกับหนามเมื่อลมพัด และสะดวกในการเก็บเกี่ยว ผลเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บางพันธุ์อาจแก่ก่อนนี้เป็นพันธุ์เบา (เช่น พันธุ์ Battas) เก็บเกี่ยวมากๆ ในเดือนสิงหาคม ระยะตั้งแต่ติดผลจนถึงผลแก่ประมาณ 180 &#8211; 200 วัน แต่ละทะลายจะมีผลติดดกประมาณ 6-8 กิโลกรัม</p>
<p><strong>ศัตรูพืช</strong></p>
<p><strong>1. ด้วงแรดมะพร้าว</strong> ตัวเต็มวัยเข้าทำลายอินทผลัม ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายหางปลาหรือรูปพัด รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>– ทำความสะอาดบริเวณสวนอินทผลัมเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกควรเกลี่ยให้หนาไม่เกิน 15 เซนติเมตร</p>
<p>– ใช้ราเขียวเมตาไรเซียม สายพันธุ์ DOA-M5 ของกรมวิชาการเกษตร ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่</p>
<p>– ใช้สารเคมีในต้นอินทผลัมที่ไม่สูง ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคออินทผลัม ใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน (กลุ่ม 1) 60% EC หรือ คาร์โบซัลแฟน (กลุ่ม 1) 20% EC 80 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล (กลุ่ม 1) 85% WP 80 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สลับกับ อิมิดาคลอพริด (กลุ่ม 4) 70% WG หรือ ไทอะมีทอกแซม (กลุ่ม 4) 25% WG 5-10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคออินทผลัมตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียกเพื่อป้องกันด้วงมาวางไข่ ส่วนอินทผลัมต้นสูง ให้เปลี่ยนเป็นวิธีการฉีดสารเข้าลำต้นด้วยสารอีมาเมกติน เบนโซเอต (กลุ่ม 6) 1.92% EC เข้มข้นโดยไม่ต้องผสมน้ำ 30-50 มล./ต้น โดยใช้สว่านเจาะรูให้เอียงลงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้ตรงกันข้ามและต่างระดับกันเล็กน้อย เจาะรูลึก 10 ซม. รูอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แล้วฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ 15 มิลลิลิตร ปิดรูด้วยดินน้ำมัน</p>
<p>-ใช้ฟีโรโมนล่อด้วงแรด เอทิล-4-เมทิลออกตะโนเอต</p>
<p><strong>2. ด้วงงวงมะพร้าว</strong> หรือด้วงสาคู หรือด้วงลาน ในอินทผลัมด้วงชนิดนี้ชอบเจาะหรือทำลายในลำต้นและทำให้ต้นอินทผลัมตายในที่สุด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>– สามารถป้องกันและกำจัดด้วงแรดโดยใช้วิธีเดียวกับวิธีการป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าว</p>
<p>– ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วหรือชันผสมกับน้ำมันยาง ทาบริเวณแผลโคนต้น หรือลำต้นอินทผลัมเพื่อป้องกันการวางไข่</p>
<p>– ใช้ฟีโรโมนล่อด้วงงวงมะพร้าว 4-เมทิล-5-โนนาโนน</p>
<p><strong>3. โรคราเขม่า</strong> หรือ โรครา  Glaphiola leaf spot เกิดจากเชื้อรา <strong> </strong>Glaphiola phoenicis มีการระบาดมากในอินทผลัม ลักษณะของเชื้อราที่ทะลุใบขึ้นมามีลักษณะเหมือนรูปถ้วย มีเส้นใยเล็กๆ สีเหลือง คล้ายเส้นด้ายโผล่ขึ้นมา เพื่อช่วยกระจายสปอร์ออกไป เมื่อกระจายสปอร์ออกไปแล้วเส้นใยเล็ก ๆ จะยุบลงเป็นสีดำ รวมทั้งสามารถสัมผัสได้ด้วยมือ</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>– ตัดใบล่างที่แสดงอาการของโรคไปเผาบริเวณนอกสวน</p>
<p>– ไม่ควรรดน้ำแบบสปริงเกอร์ เพราะเชื้อราจะกระจายมากขึ้น โดยทำเป็นแบบวงรอบทรงพุ่ม การลดความชื้นจะทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง</p>
<p>– พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ไทแรม คลอโรทาโรนิล ไทอะเบนดาโซล อะซอกซีสโตรบิน ไดฟีโนโคนาโซล หรือ แมนโคเซบ</p>
<p>การเก็บเกี่ยวเมื่อผลแก่จะมีสีแดง หรือเหลืองเข้มหรือมีผลสุก 5-10 เปอร์เซ็นต์เกษตรกร จะปีนขึ้นไปโดยใช้เชือกที่ถักแบนๆ โอบรัดไปด้านหลังของเกษตรกรและพันรอบต้น แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปโดย ใช้เท้าเหยียบไปบนต้นที่มีโคนทางใบที่หลงเหลืออยู่จากการตัด ท าให้ขึ้นได้ง่ายมาก เมื่อตัดแล้ววางลงบน ตะกร้า หย่อนเชือกลงมาด้านล่าง ผู้ที่อยู่ใต้ต้นจะเป็นผู้เก็บกองไว้ ต้นหนึ่งให้ผลผลิตประมาณ 100-150 กิโลกรัม หรือ 8,000 ลูกต่อปี ทยอยเก็บเกี่ยวได้ตลอด ระยะเวลาออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 7-8 เดือน เมื่อเก็บเกี่ยวผลอินทผลัมที่ผลสุกแก่แล้ว ควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 8องศาเซลเซียส เก็บไว้ได้นาน 1 ปีการพัฒนาของผลหลังการผสมเกสร แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะผลดิบ ระยะผลสมบรูณ์เต็มที่ ระยะผลสุกแก่ และระยะผลแห้ง อายุที่ให้ผลผลิต คือ 5 – 6 ปี และจะเริ่มให้คงที่เมื่ออายุ 8-9 ปี</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10379">อินทผาลัม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10379</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะโวคาโด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=9736</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=9736#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2021 06:19:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=9736</guid>
		<description><![CDATA[<p>อะโวคาโด ชื่อวิทยาศาสตร์ Persea americana ชื่อสามัญ avocado วงศ์ Lauraceae   เป็นไม้ผลขนาดกลางถิ่นกำเนิด ในทวีปอเมริกากลางตอนใต้ของเม็กซิโกถึงภาคกลางของเปรู กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสท์อินดิสท ลักษณะทางการเกษตร ทรงต้นแข็งแรง ทรงพุ่มทึบ ใบแก่สีเขียวเข้มหนาใหญ่ ยอดสีเขียวอ่อน บางพันธุ์ยอดสีแดง ลักษณะผล  กลมใหญ่ เนื้อหนา ผิวผลเรียบสีเขียวเข้ม สุกสีม่วง ขนาดผลเฉลี่ย 300-400 กรัม ความหนาเนื้อ 20-28 มิลลิเมตร เปลือกหนา 1.5 มิลลิเมตร สีผิวด้านในเหลืองเข้ม (YELLOW GREEN 8 A) ผิวติดเปลือกสีเขียว (YELLOW GREEN 145 B) ความกว้างผล 105 มิลลิเมตร ความยาวผล 85 มิลลิเมตร มีรสชาติหวานมัน เหนียวปานกลาง เนื้อผิวเนียนมีเส้นสีน้ำตาล ออกดอกช่วงเดือนมกราคม เริ่มติดผลเดือนพฤษภาคม ฤดูเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม พันธุ์อะโวคาโด มี 3 กลุ่มคือ 1) เม็กซิกัน 2) กัวเตมาลัน 3) เวสต์อินเดียน การแบ่งกลุ่มอะโวคาโดตามอายุการเก็บเกี่ยว [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9736">อะโวคาโด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h5><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9743" rel="attachment wp-att-9743"><br />
</a></h5>
<div style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong>อะโวคาโด</strong></span></div>
<div style="text-align: left;">ชื่อวิทยาศาสตร์ <em>Persea americana<span id="more-9736"></span></em></div>
<div style="text-align: left;">ชื่อสามัญ avocado</div>
<div style="text-align: left;">วงศ์ Lauraceae</div>
<div>
<p>  เป็นไม้ผลขนาดกลางถิ่นกำเนิด ในทวีปอเมริกากลางตอนใต้ของเม็กซิโกถึงภาคกลางของเปรู กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสท์อินดิสท ลักษณะทางการเกษตร ทรงต้นแข็งแรง ทรงพุ่มทึบ ใบแก่สีเขียวเข้มหนาใหญ่ ยอดสีเขียวอ่อน บางพันธุ์ยอดสีแดง</p>
<p>ลักษณะผล  กลมใหญ่ เนื้อหนา ผิวผลเรียบสีเขียวเข้ม สุกสีม่วง ขนาดผลเฉลี่ย 300-400 กรัม ความหนาเนื้อ 20-28 มิลลิเมตร เปลือกหนา 1.5 มิลลิเมตร สีผิวด้านในเหลืองเข้ม (YELLOW GREEN 8 A) ผิวติดเปลือกสีเขียว (YELLOW GREEN 145 B) ความกว้างผล 105 มิลลิเมตร ความยาวผล 85 มิลลิเมตร มีรสชาติหวานมัน เหนียวปานกลาง เนื้อผิวเนียนมีเส้นสีน้ำตาล ออกดอกช่วงเดือนมกราคม เริ่มติดผลเดือนพฤษภาคม ฤดูเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม</p>
</div>
<div>
<p><span style="font-size: small;">พันธุ์อะโวคาโด มี 3 กลุ่มคือ 1) เม็กซิกัน 2) กัวเตมาลัน 3) เวสต์อินเดียน</span></p>
<p><strong>การแบ่งกลุ่มอะโวคาโดตามอายุการเก็บเกี่ยว</strong><strong></strong></p>
<p>- พันธุ์เบา คืออาโวคาโดที่เก็บเกี่ยวผลผลิตอายุ 5-7 เดือน</p>
<p>- พันธุ์หนัก คือ อาโวคาโดที่เก็บเกี่ยวผลผลิตอายุ 8-12 เดือน</p>
<p><span style="color: #993366;">พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า </span></p>
<p><span style="font-size: small;">1. พันธุ์แฮส  (Hass) ใบแหลมเรียว ผลรูปแพร์  ผิวขรุขระสีเขียวเข้ม  เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ  ผลมีขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ  200-300  กรัม  เนื้อสีเหลือง  เปลือกผลค่อนข้างหนา  เก็บเกี่ยวเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์  มีไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ให้ผลดีในที่อากาศเย็น พื้นที่ปลูกสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตรขึ้นไป ระยะปลูก 8×8 เมตร<br />
</span>2. พันธุ์พิงค์เคอร์ตัน (Pinkerton) ปลูกได้ในพื้นที่มีความสูงแค่ 400-500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง<br />
<span style="font-size: small;">3. พันธุ์บูช 7  (Booth-7) </span><span style="font-size: small;">ลำต้นขนาดใหญ่ </span><span style="font-size: small;">ใบใหญ่เป็นมัน  ผลค่อนข้างกลมป้านขนาด 300 กรัม ผิวผลขรุขระสีเขียว  เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน เมล็ดขนาดกลาง  เมื่อสุกผลมักจะตกกระ มีไขมัน  7-14  เปอร์เซ็นต์  ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม พันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง<br />
</span><span style="font-size: small;">4. พันธุ์ปีเตอร์สัน  (Peterson) เป็นพันธุ์เบา ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่น ๆ คือประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กรกฎาคม ลักษณะผล กลม ใบเรียงซ้อนกันถี่ ๆ และเป็นมัน ใบอ่อนสีแดง ผลมีลักษณะกลม</span></p>
<p>การปลูกอะโวคาโดของประเทศไทยพื้นที่รวมทั้งหมด 30,000  ไร่ จาก 11 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ ราชบุรี แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก นครราชสีมา อุทัยธานี น่าน และ เลย  ผลผลิตต่อไร่ 586 กิโลกรัม ราคาขายได้ต่อกิโลกรัม 23.67 บาท</p>
<p><strong>ปริมาณการนำเข้ามูลค่าเฉลี่ย </strong><strong>300 ล้านบาทต่อปี</strong> ส่วนใหญ่มาจากนิวซีแลนด์ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,200 ตัน มูลค่า 200 ล้านบาทต่อปี และจากเปรู เฉลี่ย 70 ล้านบาทต่อปี พันธุ์ที่นำเข้าคือ พันธุ์แฮส โดยจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า modern trade</p>
</div>
<div><span style="color: #993366;"><strong>การขยายพันธุ์</strong></span> : เมล็ด หรือเสียบยอด</div>
<div>การเพาะเมล็ดอะโวคาโด ใช้ถุงดำขนาด 4&#215;10นิ้ว ใช้วัสดุดินผสมแกลบดำ และขุยมะพร้าวอัตรา 1:1 เพื่อทำเป็นต้นตอ เมื่ออายุต้นกล้า 6-8 เดือน นำกิ่งจากต้นพันธุ์ดีมาเสียบยอด</div>
<div></div>
<div>การปลูก ทำการเพาะเมล็ดในเรือนเพาะชำ เสียบยอด เมื่อกล้าอายุ 10 เดือนขึ้นทำการย้ายปลูกลงแปลง ระยะปลูก 6×6, 8×8 เมตร ทำการให้น้ำ มีที่บังแดดในช่วงแรก หลังปลูก 1 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมยูเรีย 46-0-0 อัตราส่วน 1:1  ปริมาณ 400 กรัมต่อต้น ใส่ทุก 3 เดือน</div>
<div></div>
<div><span style="color: #993366;">ศัตรูพืชที่สำคัญ</span></div>
<div></div>
<div>1.โรคจุดดำ หรือโรคแอนแทรคโนส (เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides)</div>
<p>-อาการที่ใบ พบจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม หากอาการรุนแรงแผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ใบจะแห้ง และร่วง</p>
<p>-อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลาม ทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ก้านช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยวแห้ง หลุดร่วงก่อนติดผล</p>
<p>-อาการที่ผล ผลอ่อนพบจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรงผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลม ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสาเหตุโรคที่บริเวณแผล ผลร่วงพบได้ในช่วงมีฝนตกฝนตกหนักในระยะผลอ่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-9743" title="ana avocado" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2021/08/ana-avocado1.jpg" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p><span style="font-size: small; color: #0000ff;"><strong>การป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p>1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบเริ่มมีอาการของโรค ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค 2. กำจัดวัชพืชรอบโคนต้นเพื่อลดความชื้นสะสม 3. หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรคลอราซ 45% EC อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน 4. หลังจากเก็บผลผลิตแล้ว ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง และขั้วผลที่ติดอยู่บนต้น นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค</p>
<p>แมลงศัตรูพืช</p>
<p>1) แมลงค่อมทอง หรือ ด้วงงวงกัดกินใบ ตัวอ่อนหรือหนอน จะกัดกินราก ตัวเต็มวัย จะกัดกินใบอะโวคาโด้</p>
<p>ใบแหว่งหรือมีรูพรุน และสามารถกัดกินใบจนเหลือแต่กิ่ง บางครั้งเข้าทำลายช่อดอกด้วย</p>
<p>2)หนอนผีเสื้อระบาดมากในช่วง เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนธันวาคม ต้นที่ถูกกัดกินใบมากจะไม่ออกดอก เพราะเสียอาหารที่สะสมไป</p>
<p>3)เพลี้ยไฟระบาดในช่วงฤดูร้อน เป็นระยะแทงช่อดอกหรือดอกบาน เข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ช่อดอกสั้นลง หรือเข้าทำลายในระยะดอกบานจะทำให้ดอกแห้งร่วง บางครั้งเข้าทำลายขณะติดผลอ่อน ทำให้ผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีตำหนิ</p>
<p>4)เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงที่กิ่งและใบ ทำให้ไม่เจริญเติบโต หรือดูคล้ายมีราดำจับตามกิ่งและใบ แต่นั่นคือ มูลของเพลี้ยที่ถ่ายออกมาทำให้ราดำเจริญเติบโต</p>
<p>5)เพลี้ยหอยมีหลายชนิดทำลายยอดอ่อนและใบของอะโวคาโด้ อาการที่พบคือ ด้านล่างของใบจะถูกดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ด้านบนของใบมีสีซีดเหลือง ถ้าเป็นที่กิ่งอ่อนจะทำให้กิ่งเหี่ยวแห้ง</p>
<p>6)หนอนเจาะกิ่งเป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน เข้าไปในส่วนของลำต้นและกิ่ง ทำโพรงอาศัยและกัดกินทำให้ใบของกิ่งแห้งเหี่ยว</p>
<p>ผลผลิต 2-4 ตันต่อไร่ ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 25-40 บาท</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>มาตรฐานการคัดเลือกเพื่อปรับปรุงพันธุ์</strong></span><strong></strong></p>
<p>- คุณภาพผลผลิตและผลมีรูปทรงดี ผลมีลักษณะตรงตามพันธุ์ ผลสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง มีน้ำหนักแห้งไม่ต่ำกว่า 19 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหนามากกว่า 2.5 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดเล็ก</p>
<p>- เปลือกผลไม่บางเกินไปเพื่อทนต่อการขนส่ง ผลผลิตบนต้นไม่ร่วงง่ายเมื่อแก่จัด</p>
<p>- สีของเนื้อมีสีเหลือง เนื้อในมากกว่า 65% ขึ้นไป น้ำมัน 12-25% รสชาติดี เนื้อมีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นฉุนของเมล็ด เนื้อมีรสมัน-มันหวาน ไม่มีรสขม</p>
<p>- ติดผลดกและสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตต้นละ 200 กิโลกรัมขึ้นไปเมื่ออายุ 10 ปี ต้านทานต่อโรคและแมลง</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>มาตรฐานอะโวคาโดแบ่งเกรดเป็น </strong><strong>3</strong><strong> ขนาด</strong></span><strong></strong></p>
<p>1. &#8220;Extra Class&#8221; ต้องมีรูปร่าง คุณภาพ สี คุณสมบัติตรงตามพันธุ์และตรงตามความต้องการของตลาด การเก็บรักษาและสะดวกในการขนส่ง มีความทนทานสูงสุด 5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก Size code 2, 4, 6, 8</p>
<p>2. Class I ต้องมีรูปร่าง คุณภาพ สี คุณสมบัติตรงตามพันธุ์และตรงตามความต้องการของตลาด การเก็บรักษาและสะดวกในการขนส่ง มีข้อบกพร่องของผิวจากการถูกทำลายพื้นที่ผิวต้องไม่มากกว่า 4เซนติเมตร มีความทนทานสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก Size code 10, 12, 14</p>
<p>3. Class II ต้องมีรูปร่าง คุณภาพ สี คุณสมบัติตรงตามพันธุ์และตรงตามความต้องการของตลาด การเก็บรักษาและสะดวกในการขนส่ง มีข้อบกพร่องของผิวจากการถูกทำลายพื้นที่ผิวต้องไม่มากกว่า 6 เซนติเมตร มีความทนทานสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก Size code 16, 18, 20, 22, 24, 26, 28, 30, S2</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=9736">อะโวคาโด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=9736</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลควอท</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=8477</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=8477#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2020 04:14:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=8477</guid>
		<description><![CDATA[<p>โลควอท ชื่อสามัญ โลควอท(Loquat) หรือปีแป๋ (pipa) ในภาษาจีน หรือบีวะ (biwa) ในภาษาญี่ปุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eriobotrya japonica วงศ์ Roraceae นักพฤษศาสตร์พบหลักฐานว่า แต่เดิมโลควอทมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ต่อมาได้ถูกนำเข้าไปปลูกในประเทศญี่ปุ่นจนมีชื่อเสียง และกระจายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทั้งในแถบเกาหลี ไต้หวัน ฝั่งยุโรป และอเมริกา ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศผู้ผลิตโลควอทรายใหญ่ของโลก รองลงมา คือ ปากีสถาน ตุรกี สเปน และญึ่ปุ่น (ภาพที่ 1) มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่มีไม่กี่สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและมีการปลูกอย่างแพร่หลาย เช่น พันธุ์ Zhaozhong และ Zhongjing ของประเทศจีน พันธุ์ Tomegi และ Mogi ของประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยโลควอทแต่ละสายพันธุ์ในแต่ละประเทศจะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ในจีน โลควอทจะมีใบเรียว ผลมีลักษณะคล้ายลูกแพร์ ผลมีสีส้ม เนื้อไม่ฉ่ำน้ำมากนัก เมล็ดมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ส่วนในญี่ปุ่น ใบมีลักษณะแผ่กว้าง ผลเป็นรูปไข่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8477">โลควอท</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><em>โลควอท</em></p>
<p>ชื่อสามัญ โลควอท(Loquat) หรือปีแป๋ (pipa) ในภาษาจีน หรือบีวะ (biwa) ในภาษาญี่ปุ่น <span id="more-8477"></span><br />
ชื่อวิทยาศาสตร์ : <em>Eriobotrya japonica<br />
</em>วงศ์ Roraceae</p>
<p>นักพฤษศาสตร์พบหลักฐานว่า แต่เดิมโลควอทมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ต่อมาได้ถูกนำเข้าไปปลูกในประเทศญี่ปุ่นจนมีชื่อเสียง และกระจายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทั้งในแถบเกาหลี ไต้หวัน ฝั่งยุโรป และอเมริกา ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศผู้ผลิตโลควอทรายใหญ่ของโลก รองลงมา คือ ปากีสถาน ตุรกี สเปน และญึ่ปุ่น (ภาพที่ 1) มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่มีไม่กี่สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและมีการปลูกอย่างแพร่หลาย เช่น พันธุ์ Zhaozhong และ Zhongjing ของประเทศจีน พันธุ์ Tomegi และ Mogi ของประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยโลควอทแต่ละสายพันธุ์ในแต่ละประเทศจะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ในจีน โลควอทจะมีใบเรียว ผลมีลักษณะคล้ายลูกแพร์ ผลมีสีส้ม เนื้อไม่ฉ่ำน้ำมากนัก เมล็ดมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ส่วนในญี่ปุ่น ใบมีลักษณะแผ่กว้าง ผลเป็นรูปไข่ ผลมีสีเหลืองอ่อน เนื้อไม่ฉ่ำน้ำมาก เมล็ดขนาดใหญ่และมีจำนวนไม่มาก เป็นต้น ผลโลควอทมีรสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละพันธุ์ มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ตั้งแต่ 7%-20% มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระทั้งแคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และวิตามินซี มีประโยชน์ในด้านการปรับระบบภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของอวัยวะ ส่งเสริมและควบคุมให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ และมีสรรพคุณทางยา ซึ่งได้รับความสนใจในการศึกษาวิจัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาร ursolic acid ที่พบทั้งในใบ ดอก และผล ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory activity) มีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่เพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมและทางการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมในยารักษาอาการไอ ขับเสมหะ และรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เป็นต้น</p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของโลควอท</strong><strong></strong></p>
<p>ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง เปลือกมีผิวเรียบ มีสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีลักษณะทรงกลมรี ขอบใบหยัก พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ใบแข็งและหนา ก้านใบยาว ใบมีสีเขียว ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกยาวประมาณ 5-20 ซม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกมีสีขาว ลักษณะเป็นทรงกลมเล็กๆ ขนาดกว้างประมาณ 1.2-1.5 ซม. ด้านนอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ ถัดจากกลีบดอกเข้าไปมีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 20 อัน ตรงกลางมีเกสรเพศเมีย 1 อัน โดยยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็น 5 แฉก ก้านดอกยาว 5-8 มม. มีกลิ่นหอม อาศัยแมลงในการผสมเกสร ผลเป็นทรงรี มีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์ผลประมาณ 2-5 ซม. น้ำหนักผลเฉลี่ย 30 &#8211; 70 กรัม ติดผลเป็นพวง ผลมีสีเหลืองอมส้มคล้ายมะยงชิด ผิวผลและขั้วผลจะมีขนละเอียดนุ่มปกคลุม เนื้อโลควอทมีสีเหลือง ลักษณะฉ่ำน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาลหรือดำขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่ด้านในประมาณ 3-5 เมล็ด ความหวานแตกต่างกันไปในแต่ละพันธุ์</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์</strong><strong></strong></p>
<p>โลควอทสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ วิธีการที่นิยมมากที่สุด คือการเพาะเมล็ด เนื่องจากให้ต้นที่มีระบบรากแข็งแรงมากกว่าวิธีอื่น โดยการนำเมล็ดมาเพาะในถุงเพาะชำ เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 3-4 เดือน จึงย้ายมาปลูกลงในแปลง สามารถให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 4-5 ปี ส่วนการปักชำและการตอนกิ่ง มีข้อดี คือ ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ ออกดอกและให้ผลผลิตได้เร็วกว่าต้นที่เพาะจากเมล็ด โดยสามารถให้ผลผลิตได้เมื่ออายุเพียง 2-3 ปี แต่อัตราการความสำเร็จของการปักชำและการตอนกิ่งก็แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งพันธุ์ สภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน</p>
<p><strong>การปลูก</strong><strong></strong></p>
<p>โลควอทเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น โดยอุณหภูมิต่ำสุดไม่ควรต่ำกว่า 12 องศา และอุณหภูมิสูงสุดไม่ควรเกิน 35 องศา ถ้าได้รับอุณหภูมิสูงในระหว่างการพัฒนาผลจะทำให้สีผิวผลพัฒนาได้ไม่สม่ำเสมอ เกิดอาการไหม้สีน้ำตาล ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ สามารถแก้ไขได้ด้วยการพรางแสง พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามบริเวณไหล่เขาที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 200-1,000 ม. ระยะปลูกระหว่างแถวอยู่ที่ 2.0–2.5 ม. และระหว่างต้น 2.5–4 ม. ต้นโลควอทมีการ<em>ตอบสนอง</em>ที่ดีต่อการจัดทรงต้นและการตัดแต่งทรงพุ่ม จึงควรเริ่มทำการจัดทรงต้นตั้งแต่อายุน้อย โดยมีการตัดแต่งกิ่งให้มีกิ่งหลัก 3-4 กิ่ง ควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตของกิ่งให้กิ่งก้านรับแสงได้ดี แสงส่องผ่านเข้าไปในทรงพุ่มได้ทั่วถึง และในต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ตัดกิ่งที่อยู่ตรงปลายและผ่านการเก็บผลผลิตแล้ว กิ่งที่ถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับติดดอกออกผลในฤดูกาลต่อไป นิยมให้ปุ๋ยเคมีสูตร 6-6-6 NPK ในอัตรา 0.1-0.3 กก. 3 ครั้งต่อปี โดยโลควอทจะให้ผลผลิตได้ตั้งแต่ 20-40 กก.ต่อต้น ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา</p>
<p><strong>โรคและแมลง</strong><strong></strong></p>
<p>โรคที่สำคัญของโลควอท คือ โรคเหี่ยว (Crown Rot) ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา <em>Phytophthora</em> ทำให้พืชแสดงอาการเหี่ยวตั้งแต่ยอด ใบ และผล รากและโคนต้นถูกทำลาย เกิดอาการรากเน่าโคนเน่า</p>
<p>แมลงศัตรูพืชที่สำคัญของโลควอท คือ แมลงวันผลไม้ (oriental fruit flies) ความเสียหายของผลผลิตเกิดจากตัวเต็มวัยเพศเมียของแมลงวันเข้าไปวางไข่ในผลผลิต ตัวหนอนกัดกินและพัฒนาอยู่ภายใน ทำให้ผลผลิตเน่าและร่วงก่อนกำหนด</p>
<p><strong>การจัดการช่อและผล</strong><strong></strong></p>
<p>การผลิตโลควอทมักประสบปัญหาที่สำคัญ คือ ผลมีขนาดเล็กกว่าที่ตลาดต้องการ ทำให้จำหน่ายไม่ได้ราคา แนวทางการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ คือ การตัดแต่งช่อดอกและผล (cluster thinning) เพื่อลดการแข่งขัน ทำให้ส่วนที่เหลือได้รับสารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตมากขึ้น ผลจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเทคนิคที่ใช้ในการตัดแต่งก็จะแตกต่างกันไป เช่น โลควอทพันธุ์ Mogi ที่นิยมปลูกในไต้หวันจะทำการตัดแต่งให้เหลือประมาณ 3-5 ผลต่อช่อ และห่อผลเพื่อป้องกันความเสียหายจากการเข้าทำลายของแมลง</p>
<p><strong>การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว</strong><strong></strong></p>
<p>โดยทั่วไป ในเขตภูมิอากาศหนาว โลควอทจะเริ่มออกดอกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และเก็บผลผลิตได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ส่วนในเขตภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้น โลควอทจะเริ่มออกดอกประมาณเดือนสิงหาคม – กันยายน ผลจะเริ่มสุกในเดือนกุมพาพันธ์ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม โดยราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิต พิจารณาจากหลักเกณฑ์เบื้องต้น คือ ขนาดผล สีผล ความหวาน ความแน่นเนื้อ และไม่มีตำหนิต่าง ๆ มีราคาค่อนข้างสูงประมาณ 200 &#8211; 300 บาท/กก.</p>
<p>โลควอทจะเก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกเต็มที่ คือ สีผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มทั้งผล จึงส่งผลให้มีอายุการเก็บรักษาและอายุการวางจำหน่ายสั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อการจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องประมาณ 20<sup>°</sup>C &#8211; 25<sup>°</sup>C ผลโลควอทจะเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเก็บที่อุณหภูมิ 0<sup>°</sup>C &#8211; 2<sup>°</sup>C ร่วมกับการใช้สารเคมีจะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้ประมาณ 1 เดือน</p>
<p><strong>งานวิจัย</strong></p>
<p>1. การรวบรวมและคัดเลือกสายต้นโลควอท<br />
2. การศึกษาพัฒนาการของดอกและผลโลควอทที่ปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย<br />
3.การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารในผลผลิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8477">โลควอท</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=8477</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สละ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5160</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5160#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 May 2016 07:23:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5160</guid>
		<description><![CDATA[<p>สละ Salacca สถานการณ์ พื้นที่ปลูก 21,805 ไร่ ผลผลิต 33,600 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 3,603 กก./ไร่ ราคา 41-45 บาท/กก.(ปี 67) สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม คือ ไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.0-6.5 อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส ความชื้นเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 60-70% มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และการกระจายตัวของฝนดี มีแหล่งน้ำเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง พันธุ์สละมี 4 พันธุ์ คือสละพันธุ์สละมาลี สละเนินวง สละหม้อ 1. สละพันธุ์สุมาลีซึ่งมีลักษณะเด่นคือ เนื้อมีรสชาติหวานแหลม และมีกลิ่นหอม เมล็ดใหญ่ เนื้อหนา ผลมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับผลสละเนินวง มีถิ่นกำเนิดที่ ตำบลบ่อพุ  อ.ท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี  พบในปี 2553 กลายพันธุ์มาจากสละหม้อหรือเนินวง ผลมีรูปร่างป้อมสั้น [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5160">สละ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: large; color: #800080;"><strong>สละ Salacca</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5165" rel="attachment wp-att-5165"><img class="alignnone size-full wp-image-5165" title="sala01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/sala01.jpg" alt="" width="402" height="402" /></a></p>
<p>สถานการณ์ พื้นที่ปลูก 21,805 ไร่ ผลผลิต 33,600 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 3,603 กก./ไร่ ราคา 41-45 บาท/กก.(ปี 67)</p>
<p>สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม คือ ไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.0-6.5 อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส ความชื้นเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 60-70% มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และการกระจายตัวของฝนดี มีแหล่งน้ำเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง</p>
<p><span style="color: #008000;">พันธุ์สละ</span>มี 4 พันธุ์ คือสละพันธุ์สละมาลี สละเนินวง สละหม้อ</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-5160"></span>1. สละพันธุ์สุมาลีซึ่งมีลักษณะเด่นคือ เนื้อมีรสชาติหวานแหลม และมีกลิ่นหอม เมล็ดใหญ่ เนื้อหนา ผลมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับผลสละเนินวง มีถิ่นกำเนิดที่ ตำบลบ่อพุ  อ.ท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี  พบในปี 2553 กลายพันธุ์มาจากสละหม้อหรือเนินวง ผลมีรูปร่างป้อมสั้น สีเนื้อคล้ายระกำ แต่หนากว่า รสชาติหวานมีกลิ่นเฉพาะตัว ปี 68 เนื้อที่เพาะปลูก 4,248 ไร่ พัทลุง จันทบุรี</p>
<p style="text-align: left;">2. สละเนินวงมีลักษณะเด่นคือ เนื้อมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อหนา ผลใหญ่กว่าสละพันธุ์สละมาลี มีถิ่นกำเนิดที่บางกะจะ อ.เมือง จันทบุรี กลายพันธุ์มา  จากสละหม้อ  ผลสุกจะมีสีแดง   ผลรูปร่างคล้ายกระสวย  มี 1-3 กลีบ  หนามผลยาว  เมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองนวล กลิ่นหอม เมล็ดเล็ก พื้นที่ปลูก 9,440 ไร่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช</p>
<p style="text-align: left;">3. สละหม้อมีถิ่นกำเนิด ที่กรุงเทพฯ   ผลยาวกว่าระกำ  ก้นผลเป็นจะงอย  สีเปลือกเข้ม  รสชาติหวาน เนื้อหนา   ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีสีอ่อนกว่าระกำ  ผลมี 2-3 กลีบ พื้นที่ปลูก 8,117 ไร่ จันทบุรี นราธิวาส</p>
<p style="text-align: left;">4. สละอินโด รูปร่างกลมและใหญ่กว่าสละพันธุ์ไทย มีเปลือกผลสีเทาดำ เนื้อผลหนานุ่มและรสหวานชุ่มคอ เมล็ดลีบเล็ก พื้นที่ปลูก 242 ไร่ นครศรีธรรมราช พัทลุง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9146" rel="attachment wp-att-9146"><img class="aligncenter size-full wp-image-9146" title="sala007" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/05/sala007.jpg" alt="" width="404" height="304" /></a></p>
<p style="text-align: left;">สละเป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับไม้ผลอีกหลายชนิดโดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งออกดอกทะลายแรก จะใช้เวลาประมาณ 2 &#8211; 3 ปี ถ้ามีการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม <strong> </strong>สละเริ่มมีดอกเมื่อมีอายุ 2-3 ปี มีคานดอก (ทะลาย ) 12 คาน/ปี มีช่อดอก (กระปุก)อยู่ระหว่าง 12 -15 ช่อดอก/ทะลาย มีจำนวนผลอยู่ระหว่าง 30 60 ผล/ช่อดอก มีอายุการเก็บเกี่ยว 8 &#8211; 9 เดือน</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การคัดเลือกต้นพันธุ์ :</span> ตรงตามพันธุ์ ต้นกล้าต้องแข็งแรงปราศจากโรคและแมลง ต้นสูงประมาณ 50-70 เซนติเมตร มีใบจริง 4-5 ใบ ที่มีความสมบูรณ์ สังเกต หนามของยอดอ่อนยังไม่คลี่จะมีสีขาว</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การปลูก :</span> เตรียมหลุมขนาด  30 x 30 x 30 ซม.หรือ 50 x 50 x 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 1 กิโลกรัม/หลุม และหินฟอสเฟส อัตรา 500 กรัม/หลุม ทำการพรางแสงด้วยตาข่ายพรางแสง 50 %  ปลูกไม้ร่มเงาปลูกไม้กันลม</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">ระยะปลูก</span>: ระยะ  4 เมตร x 4 เมตร  =  100 ต้น/ไร่ ระยะ  5 เมตร x 5 เมตร  =    64 ต้น/ไร่ ระยะ  6 เมตร x 4 เมตร  =    66 ต้น/ไร่</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การใส่ปุ๋ย</span></p>
<p style="text-align: left;">1. สละอายุ 1-3 ปี ใส่ปุ๋ยคอก  : 10-20 กก./กอ/ครั้ง แบ่งใส่ 2 ครั้ง/ปี ใส่ปุ๋ยเคมี  : 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 2-5 กก./กอ/ปี แบ่งใส่ 2-4 ครั้ง/ปี<br />
2. สละอายุ 3 ปีขึ้นไป ใส่ปุ๋ยคอก : 30-40 กก./กอ/ครั้ง จำนวน 2 ครั้ง/ปี ใส่ปุ๋ยเคมี :  15-15-15  หรือ 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 1-2 กก/ กอ/เดือน แบ่งใส 2 ครั้ง</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การให้น้ำ :</span> สละต้องการน้ำ 100 – 118 ลิตร/กอ/วัน ใช้ระบบน้ำสปริงเกอร์  หัวขนาด  3/4  2/3  นิ้ว หรือมินิสปริงเกอร์  ระยะเวลาให้น้ำนาน 15 นาที เว้นระยะ 2 วันครั้ง หรือให้น้ำนาน 20-30 นาที เว้นระยะ 3 วันครั้ง หรือให้น้ำนาน 30-40 นาที เว้นระยะ 4 วันครั้ง หรือให้น้ำนาน 60-90 นาที  เว้นระยะ  5 วันครั้ง</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การไว้กอ :</span> การปลูกแบบกอเดี่ยว เมื่อสละเจริญเติบโตและมีการแทงหน่อข้างให้ตัดทิ้งให้เหลือเฉพาะต้นแม่เดี่ยว การปลูกแบบกอ เมื่อหน่อสละเจริญเติบโตจากต้นแม่และอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการทำการเลี้ยงหน่อข้างนั้นไว้เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ จำนวน ต้น/กอ อยู่ระหว่าง 2-4 ต้น ขึ้นอยู่กับระยะปลูก</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การตัดแต่งทางใบสละ :</span> ให้ตัดแต่งคือ ตัดใบที่แห้ง ใบเหลือง ใบที่เป็นโรค ใบที่ตัดผลหมดแล้วออกปีละ 1 ครั้ง</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">การจัดการเพื่อเพิ่มคุณภาพ</span><br />
1.การช่วยผสมเกสร สละจะติดผลได้ดีจะต้องมีการช่วยผสมเกสร โดยใช้เกสรตัวผู้ของสละหรือระกำ การช่วยผสมเกสรสละทำได้หลายวิธี คือ<br />
- การผสมเกสรแบบเขย่าถุง นำดอกตัวผู้มาหั่นตามความยาวแล้วนำมาใส่ถุงพลาสติก จำนวน 200-300 กรัม แล้วนำไปสวมกับดอกตัวเมียที่บาน 50 % ทำการเขย่า 3-4 ครั้ง<br />
-การผสมเกสรแบบถูดอก นำดอกตัวผู้ที่บานไปถูกับดอกตัวเมียที่บาน 50 %  ดอกตัวผู้ 1 ดอกต่อดอกเมีย 7 ดอก<br />
-การผสมเกสรแบบพ่นดอก นำเกสรสำเร็จรูปมาผสมแป้งทาลคัม อัตรา 1 : 10 (เกสร 1 ส่วนผสมกับแป้งทาลคัม 10 ส่วน) จากนั้นนำเกสรที่ผสมกันแล้วบรรจุใส่อุปกรณ์พ่นดอก แล้วนำอุปกรณ์พ่นดอกไปสวมกับดอกตัวเมียที่บานแล้วร้อยละ 50 ขึ้นไป ทำการบีบพ่น 3-4 ครั้ง<br />
2.การตัดแต่งกระปุก ตัดแต่งกระปุกให้เหลือ 5 &#8211; 8 กระปุก/ทะลาย เพื่อให้สละมีคุณภาพที่ดีและทำการโยงกระปุก</p>
<p style="text-align: left;">สละที่มีความสมบูรณ์และได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจะมีการออกดอกประมาณ 12 ทะลายต่อปี โดยในแต่ละทลายจะมีกระปุกดอกประมาณโดยเฉลี่ย 12-15 กระปุก  การปล่อยให้สละติดผลทุกกระปุกจะมีผลต่อขนาดผลในแต่ละกระปุก แต่ละทะลาย โดยบางกระปุกหรือบางทะลายจะมีขนาดเล็กมากกว่าผลขนาดใหญ่เนื่องจากเกิดจากการแย่งอาหารเพื่อในการพัฒนา ทั้งภายในทะลายเดียวกัน และต่างทะลายในต้นเดียวกัน รวมทั้งจะมีผลต่อความสมบูรณ์ของต้นในฤดูถัดไป ดังนั้นการพิจารณาตัดแต่งกระปุกดอกออกบางส่วนโดยเฉพาะกระปุกที่อยู่ปลายของแต่ละทะลายดอกให้เหลือเฉลี่ยประมาณ 6 &#8211; 8 กระปุก/ทะลาย หรือตัดทะลายออกเหลือ 8-10 ทะลาย/ต้น จะช่วยให้กระปุกดอกและทะลายดอกที่เหลือมีการพัฒนาการได้ดีขึ้น ผลมีขนาดใหญ่ตรงตามความต้องการของตลาด ผลสละในกระปุกหนึ่งมีประมาณ 30 -60 ผล รูปผลเรียวปลายกลม ขนาดกว้างประมาณ 3 -4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 -5.5 เซนติเมตร เมื่อผลอ่อนสีน้ำตาลไหม้เกือบดำ เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง เปลือกผลมีเกล็ดและหนามปกคลุม ผลหนึ่งมีประมาณ 1-3 กลีบ เนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร เมล็ดมีขนาดกว้าง 14 มิลลิเมตร ยาว 16 มิลลิเมตร เม็ดมีสีน้ำตาล รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #008000;">แมลงที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">ก. ด้วงเจาะผลสละ </span><em>Mecocerina</em> sp. กัดกินอยู่ภายในเนื้อของผลสละ และเข้าดักแด้ ในเมล็ด ด้วงเจาะผลสละเริ่มเข้าทำลายผลสละที่อายุประมาณ 7-9 เดือน ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลดำเป็นน้ำตาลแดง และเริ่มมีกลิ่นหอม ซึ่งการเข้าทำลายของด้วงเจาะผลสละชนิดนี้ไม่สามารถสังเกตจากภายนอก  หรือด้วงจะวางไข่ทางบาดแผลจากการตัดแต่งหน่อและหนอนจะกินเหง้า หรือวางไข่ที่ช่อดอกและกัดกินช่อดอกตัวผู้และตัวเมีย</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ข. ด้วงแรด</span> Rhinoceros beetle ด้วงจะกัดกินส่วนอ่อนของเหง้า ทำให้เกิดโรคทำเข้าลายซ้ำ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ค. หนอนร่าน</span> Nettle caterpillar  หนอนมีลำตัว สีเขียวมีขนแข็งขึ้นเป็นกระจุกเรียงเป็นแถวตลอดลำตัว  หนอนจะกินใบทำให้ใบเสียหาย</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. พ่นด้วยสาร พิริมิฟอส-เมทิล 50% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ไทอะมีทอกแซม 25% ดับบลิวจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 15 วัน ตั้งแต่ผลสละอายุ 6 เดือน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว<br />
2. ห่อผลสละด้วยถุงผ้ามุ้ง ถุงปุ๋ย หรือถุงพลาสติกที่เคลือบสารคลอร์ไพริฟอส 1% โดยต้องเริ่มห่อผลตั้งแต่ผลสละอายุ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของด้วงเจาะผล</p>
<p><span style="color: #008000;">โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">ก.โรคผลเน่า</span> เชื้อราสาเหตุ <em>Thielaviopsis</em> sp. เปลือกของผลสละจะมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยสีขาวหรือขาวอมชมพูของเชื้อราเกิดขึ้น เส้นใยจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผล ทำให้เปลือกเปราะ แตก เนื้อสละด้านในเน่า ผลร่วง เมื่อเชื้อราเจริญเต็มที่เส้นใยจะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ผลทะลายอื่นๆ ได้</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. ควรตัดแต่งทางใบที่แก่หมดสภาพ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่างๆ ให้มีการถ่ายเทของอากาศ ไม่ให้มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป<br />
2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลาย เก็บเผาทำลายเศษซากพืชและผลเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม<br />
3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล+ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2 เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 7 วัน</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ข. โรคใบจุด</span> เกิดจุดแผลสีเหลืองอ่อน ขนาดหัวเข็มหมุด ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผลขยายออกมีลักษณะค่อนข้างกลม</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. โรคใบจุดมักเกิดกับต้นสละที่ปลูกในสภาพโล่งแจ้ง ไม่มีไม้ร่มเงา จึงควรปลูกไม่โตเร็วเป็นนไม้ร่มเงาที่เหมาะสมให้แก่ต้นสละ<br />
2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอตัดทางใบที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลาย<br />
3. เมื่อเริ่มพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ โพรพิโคนาโซล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 20%+12.5% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;">การเก็บเกี่ยว : </span>นับอายุผล เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 8 เดือนหลังดอกบาน ดูสีเปลือก สีเปลือกจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวเปลือกแตกเป็นลายคลายเกล็ดงูชัดเจน <span style="text-align: right;">บีบผล เมื่อบีบจะรู้สึกนิ่ม ผลจะหลุดจากขั้วได้ง่าย</span></p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5160">สละ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5160</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4785</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4785#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2015 03:18:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[สับปะรด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4785</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด การวิเคราะห์SWOT Analysis ก.จุดแข็ง (Stength) 1.สภาพพื้นที่ ลักษณะดิน และภูมิอากาศ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสับปะรด 2.เกษตรกรมีความรู้และประสบการณ์การปลูกสับปะรดอย่างดี 3.มีเทคโนโลยีการผลิตสามารถบังคับให้ออกดอกได้ 4.มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตที่ค่อนข้างเข้มแข็งในรูปสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง 5.ผลผลิตมีปริมาณเพียงพอในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก 6.มีโรงงานแปรรูปที่สามารถรองรับวัตถุดิบได้เพียงพอและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก 7.โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต สะดวกในการขนส่ง 8.แรงงานมีทักษะและความชำนาญ ข.จุดอ่อน(Weakness) 1.มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากที่ไม่มีการรวมกลุ่ม ขาดแคลนเงินทุนรวมทั้งไม่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (contract farming) ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคา 2.พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิตต่ำ ส่วนพันธุ์บริโภคสดอายุเก็บรักษาสั้น 3.ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปลอดโรคและให้ผลผลิตต่อไร่สูง 4.การขนส่งสับปะรดจากแหล่งผลิตไปสู่โรงงานยังไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเสียหาย 5.ผลผลิตป้อนโรงงานไม่สม่ำเสมอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ 6.โรงงานส่วนหนึ่งมีขนาดเล็ก ขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน 7.เกษตรกรและโรงงานแปรรูปยังขาดความร่วมมือในการวางแผนการผลิตและการร่วมใจในการแก้ไขปัญหา 8.การขยายการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมและไม่มีโรงงานรองรับ ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ 9.โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ส่งออกผ่านนายหน้า ในตราสินค้าของลูกค้า ทำให้ยากต่อการขยายตลาดใหม่ 10.ขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า 11. ขาดวิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออกสับปะรดผลสดที่เหมาะสม ข.โอกาส(Opportunity) 1. ผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดโลก 2. การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) เป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ 3. ผลิตภัณฑ์แปรรูปมีความหลากหลายในด้านขนาดบรรจุ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการ 4. การยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti Dumping) [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4785">บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</strong></p>
<p><strong>การวิเคราะห์</strong><strong>SWOT Analysis</strong></p>
<p><strong>ก.จุดแข็ง (Stength)<span id="more-4785"></span></strong></p>
<p>1.สภาพพื้นที่ ลักษณะดิน และภูมิอากาศ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสับปะรด<br />
2.เกษตรกรมีความรู้และประสบการณ์การปลูกสับปะรดอย่างดี<br />
3.มีเทคโนโลยีการผลิตสามารถบังคับให้ออกดอกได้<br />
4.มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตที่ค่อนข้างเข้มแข็งในรูปสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง<br />
5.ผลผลิตมีปริมาณเพียงพอในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก<br />
6.มีโรงงานแปรรูปที่สามารถรองรับวัตถุดิบได้เพียงพอและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก<br />
7.โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต สะดวกในการขนส่ง<br />
8.แรงงานมีทักษะและความชำนาญ</p>
<p>ข.<strong>จุดอ่อน</strong><strong>(Weakness)</strong></p>
<p>1.มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากที่ไม่มีการรวมกลุ่ม ขาดแคลนเงินทุนรวมทั้งไม่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (contract farming) ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคา</p>
<p>2.พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิตต่ำ ส่วนพันธุ์บริโภคสดอายุเก็บรักษาสั้น</p>
<p>3.ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปลอดโรคและให้ผลผลิตต่อไร่สูง</p>
<p>4.การขนส่งสับปะรดจากแหล่งผลิตไปสู่โรงงานยังไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเสียหาย</p>
<p>5.ผลผลิตป้อนโรงงานไม่สม่ำเสมอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ</p>
<p>6.โรงงานส่วนหนึ่งมีขนาดเล็ก ขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน</p>
<p>7.เกษตรกรและโรงงานแปรรูปยังขาดความร่วมมือในการวางแผนการผลิตและการร่วมใจในการแก้ไขปัญหา</p>
<p>8.การขยายการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมและไม่มีโรงงานรองรับ ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ</p>
<p>9.โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ส่งออกผ่านนายหน้า ในตราสินค้าของลูกค้า ทำให้ยากต่อการขยายตลาดใหม่</p>
<p>10.ขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า<br />
11. ขาดวิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออกสับปะรดผลสดที่เหมาะสม</p>
<p>ข.<strong>โอกาส</strong>(<strong>Opportunity</strong><strong>)</strong></p>
<p>1. ผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดโลก</p>
<p>2. การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) เป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์</p>
<p>3. ผลิตภัณฑ์แปรรูปมีความหลากหลายในด้านขนาดบรรจุ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการ</p>
<p>4. การยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti Dumping) ของสหรัฐอเมริกาทำให้ราคาสับปะรดกระป๋องของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้</p>
<p>ค.<strong>อุปสรรค</strong><strong>(Threat)</strong></p>
<p>1. ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ยเคมี สารเคมี และค่าจ้างแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น</p>
<p>2. การปลูกสับปะรดขึ้นกับปัจจัยสภาพดินฟ้าอากาศ ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตไม่แน่นอนในแต่ละปี</p>
<p>3. ขาดแคลนแรงงาน ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ</p>
<p>4. ต้นทุนการผลิตสับปะรดกระป๋องของไทยสูงกว่าคู่แข่ง</p>
<p>5. ตลาดหลักของผลิตภัณฑ์สับปะรดได้แก่สหภาพยุโรป และสหรัฐฯประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์สับปะรดลดลง</p>
<p>6. ตลาดสับปะรดผลสด มีฟิลิปปินส์เป็นผู้ส่งออกสำคัญและมีความได้เปรียบทั้งด้านภูมิประเทศและการบริหารจัดการในรูปของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพและมีความสม่ำเสมอ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4785">บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4785</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สตรอเบอรี่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3373</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3373#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Aug 2014 06:39:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3373</guid>
		<description><![CDATA[<p>สตรอเบอรี่ สตรอเบอรี่ มีรสชาดหวาน เปรี๊ยว อุดมไปด้วยวิตามิน อะมิโนแอซิด และแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ มีสารแอนติ้ออกซิแดน์ เช่น ฟีโนลิก แอนโธไซยานิน มาลลิก เป็นที่ชื่นชอบอย่างแพร่หลายสำหรับผู้บริโภค และเด็กๆ สามารถนำผลสดไปบริโภค ทำเครื่องดื่ม แยม และมี food waste น้อยมาก ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูก 2,477,506 ไร่ ประเทศที่มีพื้นที่ปลูกมากได้แก่จีน 785,000 ไร่ ผลผลิต 3.2 ล้านตัน โปแลนด์ 311,875 ไร่ รัสเซีย 194,375 ไร่ และสัดส่วนพื้นที่ปลูกเอเซีย 41% ยุโรป 42% แอฟริกา 4% อเมริกาใต้ 12% ผลผลิตอเมริกา 1.02 ล้านตัน แม็กซิโก 0.86 ล้านตัน พันธุ์ของสตรอเบอร์รี่ พันธุ์เนียวโฮ (Nyoho: Fragaria [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3373">สตรอเบอรี่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สตรอเบอรี่</strong></span><span id="more-3373"></span></p>
<p style="text-align: left;">สตรอเบอรี่ มีรสชาดหวาน เปรี๊ยว อุดมไปด้วยวิตามิน อะมิโนแอซิด และแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ มีสารแอนติ้ออกซิแดน์ เช่น ฟีโนลิก แอนโธไซยานิน มาลลิก เป็นที่ชื่นชอบอย่างแพร่หลายสำหรับผู้บริโภค และเด็กๆ สามารถนำผลสดไปบริโภค ทำเครื่องดื่ม แยม และมี food waste น้อยมาก ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูก 2,477,506 ไร่ ประเทศที่มีพื้นที่ปลูกมากได้แก่จีน 785,000 ไร่ ผลผลิต 3.2 ล้านตัน โปแลนด์ 311,875 ไร่ รัสเซีย 194,375 ไร่ และสัดส่วนพื้นที่ปลูกเอเซีย 41% ยุโรป 42% แอฟริกา 4% อเมริกาใต้ 12% ผลผลิตอเมริกา 1.02 ล้านตัน แม็กซิโก 0.86 ล้านตัน</p>
<p style="text-align: left;"><strong style="color: #339966;">พันธุ์ของสตรอเบอร์รี่</strong></p>
<p><strong>พันธุ์เนียวโฮ </strong><strong>(Nyoho: <em>Fragaria x ananassa</em>)</strong> ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1984 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง Kei 210 x Reiko และจัดว่าเป็นพันธุ์เบา ผลมีขนาดกลาง เนื้อแข็งปานกลาง มีรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมมาก เหมาะแก่การบริโภคสด</p>
<p><strong>พันธุ์ </strong><strong>Rosa Linda</strong> เป็นสตรอเบอรี่จาก Florida Agricultural Experiment Station มีศักยภาพของการให้ผลผลิตที่เร็วในต้นฤดู ผลขนาดใหญ่ เนื้อผลสีแดงสด และมีรูปทรงของผลเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วไป</p>
<p><strong>พันธุ์ </strong><strong>Tochiotome</strong>ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1996 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง Kurume 49 x Tochinomine โดยTochigi Prefectural Agricultural Experiment Station ซึ่งมีคุณสมบัติที่ให้ผลผลิตสูง ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อแข็ง และรสชาติหวานกว่าพันธุ์ Nyoho</p>
<p><strong>พันธุ์ </strong><strong>Tochinomine</strong> ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1993 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง Kei 511 x Nyoho</p>
<p><strong>พันธุ์ </strong><strong>Oso Grande</strong> ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1987 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศ U.S.A. California เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง Parker x (Tioga x Pajaro)</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7942" rel="attachment wp-att-7942"><img class="aligncenter size-full wp-image-7942" title="straw01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/08/straw01.jpg" alt="" width="603" height="603" /></a></p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทานเบอร์ 16 (Tioga)</strong> เป็นพันธุ์ค่อนข้างเบาที่ถูกผสมขึ้นที่สหรัฐอเมริกา และใช้เป็นพันธุ์การค้าระหว่างปี ค.ศ. 1964-1984 เป็นพันธุ์เหมาะสำหรับพื้นราบทั่วไปทางภาคเหนือ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง ผลขนาดปานกลางถึงใหญ่ มีจำนวนผลต่อช่อมาก ผลแข็ง ผลผลิตสูง สีแดง ค่อนข้างทนต่อสภาพอุณหภูมิสูง ทนทานต่อการขนส่ง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคใบจุด เหมาะแก่การแปรรูป</p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทาน </strong><strong>20 (Sequoia)</strong> สามารถเจริญได้ดีในสภาพอุณหภูมิต่ำ ให้ผลขนาดใหญ่ขนาดผลประมาณ 50 กรัม มีจำนวนผลต่อช่อน้อย ผลนิ่ม สีแดงสด กลิ่นหอม รสหวานทนทานต่อโรคใบจุดและสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ไม่ทนทานการขนส่ง</p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทาน 50</strong> เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศญี่ปุ่นและประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1983 การเจริญเติบโตดี มีความแข้งแรง ใบมีลักษณะกลม ใหญ่ และสีเขียวเข้ม มีความต่อเนื่องของการออกดอกรุ่นต่อรุ่น เป็นพันธุ์เบาให้ผลผลิตค่อนข้างสูง น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 11.5-13.0 กรัม ผลกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ ผลมีกลิ่นหอมมาก(เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) ใช้รับประทานสดหรือแปรรูป มีเนื้อค่อนข้างแข็ง รสชาติปานกลางเป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศสหรัฐอเมริกา และนำเข้ามาคัดเลือกโดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. ผลผลิตมีคุณภาพดีโดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ น้ำหนักต่อผล 12 -18 กรัม รูปร่างเป็นลิ่มสีแดงถึงสีแดงเข้มค่อนข้างแข็ง ไม่ต้านทานต่อไร แต่ต้านทานราแป้งได้ดี</p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทาน </strong><strong>60</strong> หรือ รหัส 003-00 ได้ถูกคัดเลือกครั้งแรกใน ฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2544/2545 ที่แปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย (พิกัดที่ตั้ง 18 48 39 N, 98 53 5 E สังกัดสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการผสมข้ามระหว่างพันธุ์ Rosa Linda และ Tochiotome ในปี พ.ศ. 2543 ตามโปรแกรมการผสมพันธุ์ของโครงการวิจัย การผสมพันธุ์และคัดเลือกสตรอเบอรี่ (รหัสโครงการที่ 3025 &#8211; 3038 ระหว่างปี พ.ศ. 2541 &#8211; 2545 งบประมาณวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง) ปัจจุบันเป็นสายพันธุ์อันดับหนึ่งที่เกษตรกรในประเทศญี่ปุ่นนิยมปลูกกันเป็นการค้าสำหรับรับประทานผลสด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา สตรอเบอรี่พันธุ์ พระราชทาน 60 ก็ได้ถูก ขยายต้นพันธุ์โดยวิธีผลิตต้นไหลแบบธรรมดาและการเพาะเลี้ยงต้นเนื้อเยื่อปลอดโรค เพื่อใช้ปลูกทดสอบในพื้นที่ระดับความสูงต่างๆกันตามศูนย์/สถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมทางด้านการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต คุณภาพของผลผลิตและรสชาติที่พึงพอใจด้วยการใช้วิธีสุ่มจากตัวแทนผู้บริโภค ความทนทานต่อศัตรูพืช รวมทั้งการผลิตไหลและต้นไหลสำหรับการขยายต้นพันธุ์ให้แก่เกษตรกรในช่วงเวลานับจากนี้ จัดเป็นสตรอเบอรีประเภทวันสั้น (Short day type) และต้องการความหนาวเย็นปานกลาง (ประมาณ 15 18 C) เป็นช่วงเวลา 30 &#8211; 40 วันสำหรับกระตุ้นให้เกิดการสร้างตาดอกของเนื้อเยื่อเจริญที่ปลายยอดของลำต้น ระยะเวลาจากดอกบานถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่ากับ 60 70 วัน ผลผลิตต่อต้นสูงสุด 385 กรัม หรือประมาณ 2 &#8211; 3 ตันต่อไร่ (คำนวณจากการปลูก 10,000 ต้นต่อไร่) เนื้อผลมีค่าเฉลี่ยของปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (Total soluble solid) เท่ากับ 10.7 Brix ซึ่งสูงกว่าพันธุ์อื่นๆที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันของประเทศไทย (ยกเว้นพันธุ์พระราชทาน 72) และมีกลิ่นหอมชวนรับประทานคล้ายพันธุ์พระราชทาน 70 แต่เนื้อผลมีสีสรรสวยงามและความแน่นเนื้อมากกว่า การให้คะแนนของกรรมการทดสอบคุณภาพผลจากการทดลองชิม ปรากฏว่าได้คะแนนใกล้เคียงกันกับพันธุ์พระราชทาน 70 และ 72 แต่มากกว่าพันธุ์อื่นๆที่ใช้ทดสอบทั้งหมด 12 สายพันธุ์ การให้ไหลและต้นไหลอยู่ในระดับปานกลางเฉลี่ยราว 50 60 ต้นไหลต่อต้นแม่หนึ่งต้น นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถทนทานต่อโรคราแป้ง (Powdery Mildew) และรากเน่า (Root Rot) รวมทั้งพวกไรสองจุด (Two-spotted spider mite) หรือเพลี้ยอ่อน (Aphids) สามารถปลูกเป็นการค้าได้ตั้งแต่พื้นที่ที่มีความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นต้นไป ขนาดผลที่ใหญ่ รสชาติหวาน เนื้อในผลสีแดงสด ผิวแดงจัดเป็นเงามัน รูปทรงกรวยคล้ายหัวใจ กลิ่นหอม และผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูงซึ่งโดยรวมแล้วมีคุณสมบัติที่ดีเหมาะแก่การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อการค้าประเภทรับประทานผลสดที่ยังมีความต้องการของตลาดอีกมากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ประการสำคัญที่สุดคือ สายพันธุ์นี้เป็นสตรอเบอรีลูกผสมสายพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (ร.พ. 2) เลขที่ 276/2549 ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2549 ให้กับมูลนิธิโครงการหลวงด้วย ทางมูลนิธิโครงการหลวงโดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิฯได้ทรงประทานชื่อสตรอเบอรีสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า พระราชทาน 60 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2549 นี้</p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทาน </strong><strong>70 (Toyonoka )</strong> ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1983 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศ ญี่ปุ่น เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง Himiko x Harunoka เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก รับประทานผลสด รสชาติหวาน กลิ่นหอมเนื้อแข็ง ปานกลาง เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ใบมีลักษณะกลมใหญ่ และสีเขียวเข้มไม่ทนต่อราแป้ง แต่ทนต่อโรคเหี่ยว ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ มีความฉ่ำและรสชาติหวาน เปอร์เซ็นต์ความหวาน 9.6 Brix</p>
<p><strong>พันธุ์พระราชทาน 80</strong> (ตรงกับปี พ.ศ. 2550 ที่พระบาทสมเดชพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา) เป็นพันธุ์รับประทานผลสด และเป็นพันธุ์ที่ต้องการอากาศหนาวเย็นมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ คือต้องปลูกในพื้นที่สูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งสถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขางจะเป็นพื้นที่ปลูกได้ผลดี เพราะมีความสูงประมาณ 1,400 เมตร เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอกอย่างต่อเนื่อง และให้ผลผลิตในปริมาณมากและยาวนานขึ้น และยังเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคแอนแทรคโนสและราแป้งได้ดี นอกจากนี้ยังมีลักษณะเด่นกว่าพันธุ์อื่น ๆ ตรงที่ผลสุกมีกลิ่นหอมและมีรสชาติหวานกว่า เนื้อผลแน่น สีแดงสด รูปร่างของผลสวยงาม โดยทั่วไปเป็นรูปทรงกรวยถึงทรงกลม ปลายแหลม ผิวไม่ขรุขระ ราก ลำต้นโตเร็วสมบูรณ์ ความสูงของทรงพุ่ม 20-30 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่มเฉลี่ย 27เซนติเมตร</p>
<p style="text-align: left;"><strong>พันธุ์ </strong>Yale (<em>Fragaria </em>L.) เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์ `Oso Grande` และ `Dorit พัฒนาโดย Eva Izsak, Shamai Izhar สถาบัน The Agricultural Research Organization, the Volcani Center, Bet Dagan สังกัด State Of Israel, Ministry Of Agriculture, Agricultural Research Organization ประเทศอิสราเอล จากนั้นคัดเลือกต้นและขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ และทดสอบพันธุ์ที่ Bet Dagan ประเทศอิสราเอล มีการเจริญเติบโตดังนี้ เจริญเติบโตในเดือน ก.ย. และเริ่มสร้างดอกและติดผลในเดือน พ.ย. เดือน มี.ค. (Northern Hemisphere, latitude 30-33 degrees) โดยการปลูกภายใต้สภาพโรงเรือนพลาสติก polyethylene . จัดเป็นพวก Infra-Short-Day (I.S.D.) ที่มีการเกิดตาดอกภายใต้สภาพแสง 13-14 ชั่วโมง อุณหภูมิเฉลี่ย 22 ซ. การเกิดดอกไม่ได้ขึ้นกับความหนาวเย็น แต่ขึ้นกับความยาววันสั้น (กลางคืนยาว) ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว พันธุ์นี้เป็น self-fertile ไม่ต้องอาศัยตัวช่วยผสมเกสร ลักษณะประจำพันธุ์ คือ ลักษณะลำต้น ได้แก่ สูง 17-21 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 31-35 ซม. ลำต้นกลม ทรงพุ่มแน่น แข็งแรง ลักษณะใบ ได้แก่ ยาว 21-24 ซม. กว้าง 16-19 ซม. ใบสีเขียวเบอร์ RHS ca. 147 AB ใบพองปานกลาง (Blistering Medium) ขอบใบเว้า มี &gt; 3 ใบย่อย ลักษณะก้านใบ คือ ยาว 9-12 ซม. หนา 4-6 ม.ม. แข็งแรง มีสีเขียวเบอร์ RHS ca. 144 C ใบย่อย มีด้านความยาวใบต่อความกว้างใบมาก ใบย่อยยาว 7-8 ซม. ใบย่อยกว้าง 7-8 ซม. ดอกที่ 1 มีขนาด 25-28 ม.ม. ดอกที่ 2 มีขนาด 21-26 ม.ม. ดอกที่ 3 มีขนาด 20-26 ม.ม. กลีบดอกยาว 11-12 ม.ม. กลีบดอกกว้าง 10-13 ม.ม. ดอกมีกลิ่นหอม แต่ละต้นมี 13 ไหล หนา 3.5-4 ม.ม. มีสีม่วง ลักษณะช่อดอกยาว 10 ซม. หนา 3 ม.ม. มีสีเขียวอ่อนเบอร์ RHS ca. 144C ช่วงระยะเวลาออกดอกคือ ต้นเดือน ต.ค.-ต้นเดือน ธ.ค. มี 3-4 ดอกต่อช่อ มี 3-4 ผล/ช่อ ผลมีขนาดยาว 45-56 ม.ม. กว้าง 35-55 ม.ม. ทรงผลรูปกรวย น้ำหนัก 25-48 กรัม/ผล ผลมีสีแดง 45A เนื้อในผลมีสีส้ม แดง Flesh Orange red 43B ผลเริ่มสุกแก่ 1 เดือนหลังจากดอกบาน (อาทิตย์แรกของเดือน พ.ย. อาทิตย์แรกของเดือน ม.ค. และแก่ในปลายเดือน พ.ย. มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (Total soluble solid) เท่ากับ 6.5-14.0 ปริมาณกรด 0.32. <sup>c</sup> มีกลิ่นหอมมาก (strong aroma) ประเทศไทยโดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำต้นกล้าจากประเทศอิสราเอล ภายใต้ชื่อ พันธุ์ 329 นำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเมื่อเดือนเมษายน 2540 และเพิ่มปริมาณจนได้จำนวนต้องการจึงนำไปทำการผลิตไหลที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์พืชสวนดอยตุง และได้กระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรในโครงการต่าง ๆ ลักษณะทรงต้นแข็งแรง ก้านใบยาว ใบหูมีเล็กน้อย ผลมีขนาดใหญ่ ทรงกรวยและทรงกรวยปลายแหลม ผลมีผิวสีแดงเข้มมัน กลีบเลี้ยงลู่ปกคลุมผล เนื้อกรอบแน่นมีกลิ่นหอม ค่อนข้างหวาน เก็บผลผลิตง่าย เหมาะสำหรับบริโภคสด มีอายุการวางจำหน่ายประมาณ 6-7 วัน ทนต่อการขนส่งเนื่องจากผิวไม่เสียง่ายเมื่อถึงปลายทาง</p>
<p style="text-align: left;">เกาหลีใต้ 0.193 ล้านตันมีพื้นที่ปลูก 38,825 ไร่ ส่งออก 94.5% ไปฮ่องกง สิงค์โปร์ ไทย มาเลเซีย เวียตนาม และญี่ปุ่น ในปี 2001 ส่งออกไปถึง 1,400 เมตริกตัน และค่อยลดลงมาต่ำสุดปี 2019 และค่อยๆ เพิ่มขึ้น 300 ตัน (260-430W)สตรอเบอรี่เกาหลีมีสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์แม-ฮยัง (Maehyang ) ผลเรียว ก้นแหลม เนื้อแข็ง สำหรับการส่งออก, พันธุ์ซอล-ฮยัง (Seolhyang ) สายพันธุ์หลัก ผลใหญ่กว่า เนื้อฉ่ำ ก้นป้าน, Keumsil ให้ผลผลิตสูง, Arihyang, Jukhyang, Whiteberry, Gosul, อาคิฮิเมะ, red pearl ผลผลิตจะออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปถึงพฤษภาคม นอกฤดูจะช่วงสิงหาคม อุณหภูมิกลางวัน 17-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืน 10-15 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า -7 องศาเซลเซียสจะทำลายต้นสตรอเบอร์รี่ ต้นสตรอเบอร์รี่สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิ -2.5 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 เดือนได้ การกระตุ้นการพักตัวใช้ฮอร์โมน auxin gibberellin หรือใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 5-7 องศาเซลเซียส สำหรับในประเทศไทยไม่มีการพักตัว แส่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญโต 1 KLux(4.3W) แสงจุดอิ่มตัว 30-50 KLux</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การดูแลรักษา</span></p>
<p>สตรอเบอร์รี่อยู่ระยะพักฟื้นจากการเก็บผลผลิตและจะบำรุงต้นเพื่อผลิตไหลต้นสตรอเบอรี่ผ่านช่วงแล้งมา ต้นจะโทรม ให้ทำการแต่งใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก อาการต้นสตรอเบอรี่จะโทรม ต้น-เหลือง ใบแก่จะมีมากควรใส่ปุ๋ย 25-7-7 อัตรา 2-4 กรัมต่อต้น ทุกๆ 7-10 วัน ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ 30-20-10 อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>การให้ปุ๋ย AB ระยะการเจริญทางลำต้นให้ค่า EC=0.4-0.6 dS/m  ระยะแตกไหลให้ค่า EC=0.8-1.0 dS/m ระยะออกดอกให้ค่า EC=1.0-1.2 dS/m ระยะติดผลให้ค่า EC=1.2-1.5 dS/m</p>
<p>อุณหภูมิและการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="66">22-24</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331">อุณหภูมิสูงสุดสําหรับการพัฒนาของดอก</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66">20</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331">ช่วงแสง สารอาหาร มีผลต่อการพัฒนาตาดอก</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66">15</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66">12</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331">อุณหภูมิที่เหมาะสม</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66">10</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331">ช่วงแสง สารอาหาร ไม่มีผลต่อการพัฒนาตาดอก</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66">2-3</td>
<td valign="top" width="113">องศาเซลเซียส</td>
<td valign="top" width="331">อุณหภูมิที่ต่ำสุดสําหรับการพัฒนาตาดอก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อุณหภูมิที่มีผลต่อการออกดอกสตรอเบอร์รี่ 15-17 C ช่วงวันสั้น 8-10 ชั่วโมงการได้รับแสง คือในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ ช่วงแสงสั้น หรือปลายเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม เนื้อเยื่อเจริญจะเปลี่ยนตาใบเป็­นตาดอก โดยเริ่มพัฒนาเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า  24 องศาเซลเซียส   อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 12 องศาเซลเซียส  เมื่อช่วงแสงต่ำกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน จะกระตุ้นการพัฒนาตาดอก ช่วงแสงที่เหมาะสมคือ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่การเจริญของดอกและช่อดอกต้องการอุณหภูมิสูง และช่วงแสงยาว</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="151">ระยะก่อนสร้างตาดอก</td>
<td valign="top" width="123">ระยะสร้างตาดอก</td>
<td valign="top" width="132">ระยะพัฒนาตาดอก</td>
<td rowspan="2" width="104">ช่อดอกเจริญ</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="151">อุณหภูมิต่ำ/ช่วงแสงสั้น</td>
<td valign="top" width="123"></td>
<td valign="top" width="132">อุณหภูมิสูง/ช่วงแสงยาว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;">เทคนิคการทำสตรอเบอร์รี่</span></p>
<p><span style="color: #008000;">การทำดอกรุ่นที่ 1</span></p>
<p>1.วันที่ 10-20 กันยายนเตรียมต้นให้สมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 30-35 วันเริ่มออกดอก</p>
<p>2.วันที่ 10-25 ตุลาคมระยะดอกบานใช้เวลาประมาณ 40-45 วันเร่ิ่มเก็บเกี่ยว</p>
<p>3.วันที่ 1-10 ธันวาคมระยะเก็บเกี่ยว และเก็บเกี่ยวหมด 10-25 มกราคม</p>
<p><span style="color: #008000;">การทำดอกรุ่นที่ 2</span></p>
<p>1.วันที่ 10 ตุลาคมเริ่มแทงช่อดอกใช้เวลาประมาณ 50-55 วันเริ่มออกดอก</p>
<p>2.วันที่ 1-10 ธันวาคมเริ่มดอกบานใช้เวลาประมาณ 45-50 วันเร่ิ่มเก็บเกี่ยว</p>
<p>3.วันที่ 20 มกราคมเริ่มเก็บเกี่ยว</p>
<p>แมลงไรศัตรูพืช</p>
<p>1. ไรสองจุด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินเลี้ยงอยู่บริเวณใต้ใบสตรอเบอรี่ ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่มีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนเหนือบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่จะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบ มีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง และอาจเป็นผลทำให้สตรอเบอรี่หยุดชะงักการเจริญเติบโต และผลผลิตลดลงได้ ไรที่ทำลายอยู่บริเวณใต้ใบนี้ เมื่อประชากรหนาแน่นมากจะสร้างใยสานโยงไปมาระหว่างใบและยอดของต้นพืชที่อาศัยอยู่ เพื่อรอจังหวะให้ลมพัดพาตัวไรที่เกาะอยู่ตามเส้นใย ลอยไปตกยังใบหรือยอดพืชต้นอื่นๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อไป</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1.หมั่นทำความสะอาดแปลง อย่าให้มีวัฃพืชในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกพืชผักแซมในแถวปลูกสตรอเบอรี่ เพราะพบว่า จะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด<br />
2. เมื่อสำรวจพบว่า เริ่มมีไรสองจุดทำลายใต้ใบสตรอเบอรี่ในระยะแรก (ประมาณ 1-2 ตัวต่อใบย่อย) ให้ปล่อยไรตัวห้ำ อัตราประมาณ 2-5 ตัวต่อต้น หรือประมาณ 5,300-13,300 ตัวต่อแปลง<br />
สตรอเบอรี่พื้นที่ 1 งาน ควรปล่อยเป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ กรณีที่มีจำนวนไรสองจุดสูงเกินกว่าระดับเศรษฐกิจ (5-20 ตัวต่อใบย่อย)ให้ปล่อยไรตัวห้ำอย่างท่วมท้นในอัตราสูง ประมาณ 30-40 ตัวต่อต้น จำนวน 3-4 ครั้ง ไรตัวห้ำจะสามารถควบคุมการระบาดของไรสองจุดได้<br />
3. กรณีพบการระบาดของไรสองจุดรุนแรงและไม่มีการเลี้ยงขยายไรตัวห้ำ สารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ เฟนไพรอกซิเมต 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p style="text-align: center;">ชนิดของโตีะที่วางสตรอเบอร์รี่ในโรงเรือน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=6526" rel="attachment wp-att-6526"><img class="aligncenter size-full wp-image-6526" title="table strawberry01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/08/table-strawberry01.jpg" alt="" width="666" height="626" /></a></p>
<p style="text-align: left;">โรงเรือนปลูกสตรอเบอร์รี่พันธุ์ญึ่ปุ่น ตั้งอยู่ถนนรามอินทรา ควบคุมปัจจัยสภาพแวดล้อม ผลผลิตออกได้ทั้งปี โรงเรือนขนาด 3 งาน ราคา 14 ล้านบาท ผลผลิตประมาณ 6.5 ตันต่อปี ปลูกจากต้นกล้าจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลา 3 เดือน คืนทุนได้ภายใน 3 ปี รสหวานอร่อย ข้อเด่นคือรับประทานสดใหม่จากฟาร์ม ไม่ต้องไปถึงญีุ่ปุ่น และถ้าเทียบกับที่นำเข้ามากว่าจะมาถึงผู้บริโภคก็เสียความอร่อยไปแล้ว ผลสตรอว์เบอร์รี่ที่ออกจากโรงเรือน Green house จะเรียกว่า Haru berry strawberry</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td>   <strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8502" rel="attachment wp-att-8502"><img title="001" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/08/001-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8502" rel="attachment wp-att-8502"><br />
</a></strong></td>
<td> <a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8505" rel="attachment wp-att-8505"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8505" title="002" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/08/0021-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8502" rel="attachment wp-att-8502"><br />
</a></strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div dir="auto">การผลิตสตรอว์เบอร์รี่ในโรงเรือนระบบปิดแบบสมบูรณ์</div>
<div dir="auto">1. Carbon dioxide ในโรงเรือนที่ได้จากอากาศปกติผ่านระบบแอร์ ลม  300 ppm ทำการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็น 500-600 ppm เป็นเวลา 3 ชั่วโมง หรือ ไม่เกิน 11 โมงเช้าต่อวัน ส่วนภาคบ่ายจะมีการใช้น้อยลงเนื่องจากอุณหภูมิ แสง และกระบวนการด้านการผลิตอาหารลดน้อยลง</div>
<div dir="auto">2. วัสดุปลูก 1 ก้อนปลูก 4 ต้น เพิ่มเป็น 8 ต้น ระยะห่าง 12-14 ซม. ปลูกสลับฟันปลา ปลูกทะแยงมุม 45 องศา หันออกนอกโต๊ะ แทนนินมะพร้าวไม่เกิน EC 0.3 อัตราส่วนวัสดุปลูก ขุยมะพร้าว : เพอไรท์ : พีทมอส 2 : 1 : 2</div>
<div dir="auto">3. อุณหภูมิกลางวัน 25 กลางคืน 15 องศา ความชื้น 65 ช่วงกระตุ้นดอก 13 องศา</div>
<div dir="auto">4. แสงที่ให้ 12 ชั่วโมง</div>
<div dir="auto">5.เดือนที่ 4 เก็บเกี่ยวไปถึงเดือนที่ 7</div>
<div dir="auto">6. การผสมเกสรใช้ผึ้ง 4-5 รัง</div>
<p style="text-align: left;">การใช้สารกระตุ้นการเพิ่มผลิตภาพสตรอเบอร์รี่</p>
<p style="text-align: left;">การใช้ TiO2 50-150 มก. ฉีดพ่นช่วยเพิ่มคลอโรฟิลด์เอและบีที่ใบการสังเคราะห์แสง ลูกแข็งแรง สารประกอบฟิโนลิกลดลง<a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8505" rel="attachment wp-att-8505"><br />
</a>พันธุ์ไต้หวัน พันธุ์อียิปต์ผลผลิตเทียบเท่ากับพันธุ์พระราชทาน 80</p>
<p> สาร GA3 อัตรา 50 ppm เพิ่มปริมาณไหล เพิ่มขนาดใบ ต้น จำนวนไหล</p>
<p>วัสดุปลูก ดิน ทราย ปุ๋ยคอกอัตราส่วน 1:1:1 ให้การเจริญเติบโตดี</p>
<p>การใช้ผ้าคลุมแปลง bcr สูงกว่าการพลาสติกสะท้อนแสง เนื่องจากนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การใช้พลาสติกสะท้อนแสงให้ผลผลิตสูง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong style="text-align: right;">By Satja Prasongsap</strong></p>
<div style="text-align: right;"><strong>Professional Research Scientist</strong></div>
<div style="text-align: right;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3373">สตรอเบอรี่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3373</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สับปะรด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3191</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3191#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2014 03:37:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3191</guid>
		<description><![CDATA[<p>สับปะรด สถานการณ์การผลิต ปี 2565 สับปะรดโรงงาน เนื้อที่เพาะปลูก 458,801 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 454,376 ไร่ ผลผลิตรวม 1.76 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,865 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่รวมที่ขายผลสด เช่น นางแล ภูเก็ต ตราดสีทอง และสวี ปี 2560 พื้นที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น เกษตรกรขายได้ราคาสูง ตั้งแต่ปี 2558-59 ราคาจะตกต่ำในปี 2560 เนื่่องจากมีการปลูกมาก ราคา 8-9 บาท (ธค. 59) หน้าโรงงาน ช่วงนี้ผลผลิตเข้าโรงงานวันละ 10,000 ตัน ซึ่งปกติจะมีผลผลิตมากช่วง พค.-มิย. การผลิตสับปะรดไทยปี 2559 รายการ พื้นที่เก็บเกี่ยว(ไร่) ผลผลิต(ตัน) ผลผลิตต่อไร่(กก.) ไทย 464,975 1,794,216 3,859 &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212; พันธุ์สับปะรด [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3191">สับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">สับปะรด</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3208" rel="attachment wp-att-3208"><img class="aligncenter size-full wp-image-3208" title="p001" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/p001.jpg" alt="" width="703" height="470" /><span id="more-3191"></span></a></p>
<p>สถานการณ์การผลิต<br />
ปี 2565 สับปะรดโรงงาน เนื้อที่เพาะปลูก 458,801 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 454,376 ไร่ ผลผลิตรวม 1.76 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,865 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่รวมที่ขายผลสด เช่น นางแล ภูเก็ต ตราดสีทอง และสวี<br />
ปี 2560 พื้นที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น เกษตรกรขายได้ราคาสูง ตั้งแต่ปี 2558-59 ราคาจะตกต่ำในปี 2560 เนื่่องจากมีการปลูกมาก ราคา 8-9 บาท (ธค. 59) หน้าโรงงาน ช่วงนี้ผลผลิตเข้าโรงงานวันละ 10,000 ตัน ซึ่งปกติจะมีผลผลิตมากช่วง พค.-มิย.</p>
<p>การผลิตสับปะรดไทยปี 2559</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td>รายการ</td>
<td>พื้นที่เก็บเกี่ยว(ไร่)</td>
<td>ผลผลิต(ตัน)</td>
<td>ผลผลิตต่อไร่(กก.)</td>
</tr>
<tr>
<td>ไทย</td>
<td>464,975</td>
<td>1,794,216</td>
<td>3,859</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>พันธุ์สับปะรด ได้แก่ พันธุ์MD2 พันธุ์ตราดสีทอง  พันธุ์นางแล  พันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์เพชรบุรี 1 พันธุ์เพชรบุรี 2  พันธุ์ภูเก็ต  พันธุ์ภูชวา/โซโก้เบอร์ 6  พันธุ์ภูแล  พันธุ์ศรีราชา พันธุ์ห้วยมุ่น  พันธุ์อินทรชิตขาว พันธุ์อินทรชิตแดง</p>
<p style="text-align: center;">เทคนิคการผลิตสับปะรด</p>
<p>1.การเตรียมแปลงและเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์ธาตุอาหารกรณีแปลงเก่าสับต้นแปลงเก่าทิ้งไว้ 15 วันแล้วเผาหรือทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย(กรณีไม่เป็นโรคเหี่ยว) ไถดินลึก 20-40 ซม. และไถอย่างน้อย 2 ครั้ง และในสภาพพื้นที่ราบ ควรยกร่องเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีและป้องกันน้ำขัง และทำการตากดิน ตากดินไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อโรค/และศัตรูต่างๆที่อยู่ในดิน กำจัดวัชพืช หลังเตรียมดินพ่นสารกำจัดวัชพืชโดยใช้ไกลโฟเสท 48% SL อัตรา 500-600 มล./ไร่</p>
<p>2.เตรียมหน่อพันธุ์ โดยเลือกหน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีการระบาดของโรคเหี่ยว คัดขนาดหน่อพันธุ์ โดยคัด 3ขนาด คือขนาดใหญ่(700-900 ก.)ขนาดกลาง(500-700ก.) ขนาดเล็ก(300-500 ก.)</p>
<p>3.การปลูก ปลูกหน่อขนาดเดียวกันในแปลงเดียวกันโดยปลูก 8,000-10,000 ต้น/ไร่ 8,000 ต้น/ไร่ ใช้ระยะปลูก(ต้นxแถวxระหว่างแถว) 30x50x100 ซม. 10,000 ต้น/ไร่ ใช้ระยะปลูก25x45x100 ซม.</p>
<p>- กรณีพื้นที่ปลูกพบโรคเหี่ยวหรือพบเพลี้ยแป้ง ชุบหน่อพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสาร thimathoxam 25%WG หรือ imidacloprid 70% WG หรือ dinotefuran 10%WP ชนิดใดชนิดหนึ่งอัตรา 4,4 หรือ 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>- กรณีที่ปลูกในช่วงที่มีความชื้นสูงควรป้องกันและลดอัตราการสูญเสียที่เกิดจากโรคเน่าต่างๆ สารเคมีที่ใช้เช่น ฟอสเอสธิล อลูมินั่ม อัตรา 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือเมตาแลกซิล อัตรา 20-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>4. การจัดการดิน-ปุ๋ย</p>
<p>4.1. การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ในกรณีที่อินทรียวัตถุในดินต่ำกว่า 1% ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปริมาณ 1 ตัน ผสมหินฟอสเฟต 50-100 กก./ไร่ โดยโรยเป็นแถวหลังไถแปรตามแนวร่องปลูกสับปะรดเพื่อกระตุ้นการออกราก</p>
<p>4.2. การใส่ปุ๋ยเคมี ตามหลักการควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช</p>
<p>4.3. การใส่ปุ๋ยทางกาบใบแนะนำให้ใส่ปุ๋ยที่มีอัตรา N:P2O5:K2O เช่น 12-6-15 อัตรา 40 กรัม/ต้น แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ครั้งแรกหลังปลูก 1-3 เดือน และครั้งต่อไปห่างกัน 2-3 เดือน</p>
<p>4.4. การใส่ปุ๋ยทางใบ เมื่อพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอแนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 23-0-25 (ยูเรียผสมโพแทสเซียมซัลเฟต 1:1) ผสมน้ำความเข้มข้น 5% ต้นละ 75 มล./ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง โดยวิธีตักหยอดหรือพ่นในระยะก่อนบังคับดอก 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การใช้ปุ๋ยทางใบ</strong></span></p>
<p>1. ระยะเตรียมต้นสำหรับการบังคับดอก ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ได้แก่ ปุ๋ยสังกะสีซัลเฟต 0.5 กิโลกรัม เหล็กซัลเฟต 3 กิโลกรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม และบอแร็กซ์0.1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น ในพื้นที่ 1 ไร่ หลังปลูกสับปะรด 1-3 เดือน โดยฉีดพ่นปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง</p>
<p>2. ระยะต้นโตก่อนบังคับการออกดอก 1 เดือน ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบด้วยปุ๋ยเกรด 23-0-25 หรือปุ๋ยยูเรียผสม กับปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต สัดส่วน 1:1 เพื่อให้ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์เต็มที่ และใบจะมีสีเขียวเข้มมาก</p>
<p>3. ก่อนบังคับออกดอก 5 วัน ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบด้วยปุ๋ยเกรด 23-0-25 หรือปุ๋ยยูเรียผสมกับ ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต สัดส่วน 1:1 เพื่อช่วยในการสร้างจำนวนผลให้มากขึ้น</p>
<p>4. หลังการบังคับออกดอก 20 วัน ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบด้วยปุ๋ยเกรด 23-0-25 หรือปุ๋ยยูเรียผสมกับ ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต สัดส่วน 1:1 เพื่อช่วยในการเสริมสร้างผล (ตา) ที่อยู่ส่วนปลายของผลรวม ซึ่งโดยปกติ แล้วที่ปลายผลรวมตาของสับปะรด จะมีขนาดเล็กกว่าผลที่อยู่ล่างลงมา ไม่ควรพ่นช้ากว่า 30 วัน หลังบังคับ ออกดอก เพราะปุ๋ยจะไปมีผลกับการสร้างจุก และหน่อใหม่เป็นส่วนใหญ่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>5. <span style="color: #008000;"><strong>การให้น้ำ</strong></span> กรณีปลูกในช่วงแล้งและมีแหล่งน้ำ ควรมีการให้น้ำบ้างเดือนละครั้งเพื่อให้สับปะรดตั้งตัวได้เร็ว โดยให้น้ำอัตรา 2,000-3,000 ลิตร/ไร่ สับปะรดปากใบจะเปิดกลางคืน เมื่อปากใบเปิด การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จะเกิดขึ้นโดยการรวมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์เข้ากับสารอินทรีย์หลากหลายชนิดซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลไปเป็นสารอินทรีย์ที่เป็นกรดหลายตัวด้วยกัน สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกเก็บไว้ในแวคิวโอล (vacuole) เมื่อปากใบปิดในตอนกลางวัน ปฏิกิริยาใช้แสงจะเกิดขึ้นเพื่อสร้าง ATP และ NADPH สำหรับป้อนเข้าสู่วัฏจักรเคลวิน ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกปล่อยออกมาจากโมเลกุลสารอินทรีย์ที่พืชสร้างเอาไว้ในเวลากลางคืน ทำให้วัฏจักรเคลวินสามารถทำงานได้  เป็นพืชกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเมแทบอลิซึมของกรดอินทรีย์ในพืชครัสซูเลเชียน (crassulacean acid metabolism) เรียกย่อๆ ว่า CAM</p>
<p>ปริมาณการใช้น้ำของสับปะรดcrop evapotranspiration ; ET crop คือ ET = Kc * ETo</p>
<p>ค่า ETO เพชรบุรีเฉลี่ย  3.81 mm/day</p>
<p>ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำ Kc ของสับปะรด ระยะเริ่มต้น 180 วันเท่ากับ 0.5 ระยะกึ่งกลาง 600 วันเท่ากับ 0.5 ระยะช่วงให้ผลผลิต 10 วันเท่ากับ 0.3</p>
<p>ตัวอย่างการให้น้ำ เริ่มปลูก กพ ให้น้ำ 3 ครั้งต่อวัน เวลา 19.00, 21.00, 23.00 น. อัตราการจ่ายน้ำ 300 ลิตรต่อนาที เช่น กพ ค่า Eto 4.23 มิลลิเมตรต่อวัน ค่า Kc 0.5 เท่ากับค่า Et 2.12 มิลลิเมตรต่อวัน การให้น้ำ 3.38 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อวัน</p>
<p>6. การบังคับดอก บังคับดอกเมื่อต้นสับปะรดมีน้ำหนัก 2-2.5 กิโลกรัม โดยใช้เอทธีฟอน (39.5%) จำนวน 8 มล.ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 300 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร แล้วหยอดยอดหรือพ่นลงยอดสับปะรดต้นละ 60 -75 มล. ทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 4-7 วัน หรือหยอดถ่านแก๊ส (แคลเซียมคาร์ไบด์) ประมาณ 1 กรัมต่อต้น จำนวน 2 ครั้ง ในกรณีที่ผลเติบโตในช่วงแล้ง แดดจัด ต้องมีการคลุมผลเพื่อป้องกันความเสียหายจากแดดเผา ส่วนในสับปะรดบริโภคสดพันธุ์นางแลเกษตรกรนิยมหักจุกออกหลังดอกสุดท้ายบานและรวบใบสับปะรดขึ้นมาหุ้มผล</p>
<p>7. การจัดการโรค-แมลง สับปะรดเป็นพืชที่มีปัญหาโรค-แมลง ไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามควรมีการตรวจสอบแปลงอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งหลังปลูกให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเฉพาะจุดที่พบเพลี้ยแป้งและรัศมีโดยรอบเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเพลี้ยแป้ง สารเคมีที่ใช้เช่น ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10 % SL อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูเรน 10% WPอัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ อะเซททามิพริด 20 % SP อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และควรมีการใช้เหยื่อพิษกำจัดมด โดยหว่านสาร ไฮดราเมทิลโนน 0.73 % GR อัตรา 275 กรัม/ไร่ 2 ครั้ง โดยหว่านพร้อมปลูกและหลังปลูก 6 เดือน</p>
<p><span style="color: #339966;">การจัดการวัชพืช</span> พ่นยากำจัดวัชพืชก่อนปลูกสับปะรด 2 สัปดาห์ ได้แก่ hexazinone 90-180 กรัมสารออกฤิทธิ์ต่อไร่ หรือ hexazinone/diuron 450-600 กรัมสารออกฤิทธิ์ต่อไร่ การพ่นคลุมดินหลังปลูกพืช และก่อนวัชพืชงอก ได้แก่ atrazine 300-500 diuron 360-720 pendimethalin 200-3000  ametryn 360-720 กรัมสารออกฤิทธิ์ต่อไร่</p>
<p>8. การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว</p>
<p>8.1. อายุเก็บเกี่ยว สับปะรดส่งโรงงานเก็บเกี่ยวเมื่อผลสับปะรดมีความแก่ (สุก) ตามมาตรฐานความสุกไม่น้อยกว่า 25 % แต่ไม่เกิน 70 %(ขนาดเบอร์ 1- 4) หรือนับอายุหลังการบังคับดอก 150-160 วัน ไม่มีจุกและก้าน ส่วนสับปะรดบริโภคสดที่จำหน่ายในประเทศเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีความสุกอย่างน้อย &#8211; ของผล</p>
<p>8.2. การคัดแยก ควรมีการคัดแยกผลที่ไม่ได้คุณภาพออกเช่น ผลแกน ผลที่แดดเผาเสียหาย ผลที่ถูกศัตรูพืชทำลาย</p>
<p>3. การขนส่ง จัดเรียงผลสับปะรดโดยเอาด้านจุกลง ป้องกันการชอกช้ำ และใช้พาหนะ ขนส่งที่สะอาดและเหมาะสมกับปริมาณผลผลิตที่จะขนส่งไปโรงงานแปรรูป</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></p>
<p><span style="color: #000000;">1. การชักนำให้เกิดรากของหน่อใหม่จากต้นตัดชำ สาร NAA ความเข้มข้น 50 มก./ล โดยนำหน่อใหม่ที่ได้จากการตัดชำลำต้นแม่จุ่มในสารละลายแล้วนำไปชำในวัสดุเพาะชำ<br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;">2. การบังคับให้ออกดอกพร้อมกัน สารอีทีฟอนเพื่อการออกดอกสับปะรด </span>ให้ใช้อัตรา 100-200 ppm. ( Ethephon 48% อัตรา 6 มิลลิลิตร./ น้ำ 20 ลิตร) โดยใช้ร่วมกับปุ่ยยูเรียอัตรา 300 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทำการหยอดที่ยอดสับปะรดต้นละ 60 มิลลิลิตร ที่อายุ 11 เดือนหลังปลูก หรือน้ำหนักต้นสด 2.5 กิโลกรัม และหยอดครั้งที่ 2 หลังยอดครั้งแรก 7 วัน จะทำให้สับปะรดออกดอกพร้อมกัน</p>
<p>3. การกระตุ้นการเกิดหน่อ สาร Chlorflurenol ความเข้มข้น 750 &#8211; 1,000 มิลลิกรัม/ลิตร พ่นบนต้นสับปะรด พร้อมกับการใช้สารเร่งดอกหรือหลังการใช้สารเร่งดอกไม่เกิน 7 วัน และพ่นครั้งที่ 2 หลัง 10-12 วัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a title="การผลิตสับปะรดคุณภาพ" href="http://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2019/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.pdf" rel="attachment wp-att-8528" target="_blank"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8528" title="การผลิตสับปะรด-980x1406" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/การผลิตสับปะรด-980x1406-209x300.jpg" alt="" width="209" height="300" /></a>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><a title="บทสรุปผู้บริหารสับปะรด" href="http://hort.ezathai.org/?p=4785" target="_blank">บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</a></p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticultural Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3191">สับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3191</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>องุ่น</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3187</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3187#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jun 2014 03:28:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3187</guid>
		<description><![CDATA[<p>องุ่น ชนิดขององุ่น 1. องุ่นขาว ได้แก่ White Malaga(80%), Muscat dAlexandrie, Muscat de Saint-Vallier, Muscat de Terracina, Early muscat, Chenin, Riesling, Traminer, Ugni blanc, Sauvignon, Colibard 2. องุ่นดำ ได้แก่ Cardinal(10%), Flame Tokay, Muscat de Hambourg, A.Lavalle, Cinsault, Radjani noir, Cabernet Sauvignon, Merlot, Syrah, Gamay, Rubired, Nebbiolo, Grenache, Barbera. พันธุ์องุ่นที่ปลูกเพื่อการค้าในประเทศไทยระยะแรกปลูกในเขตจังหวัดราชบุรีและนครปฐม คือพันธุ์ไวท์มะละกาและพันธุ์คาร์ดินัล และเมื่อมีการขยายการปลูกไปเกือบทั่วทุกภาค จึงมีการนำพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศทั้งองุ่นทานสดพันธุ์ไม่มีเมล็ดและมีเมล็ดมาปลูก โดยพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยจะเน้นพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดซึ่งปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่มีโอกาสทางตลาดดี ได้แก่ บิวตี้ซีดเลส (Beauty Seedless) [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3187">องุ่น</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong>องุ่น</strong></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-3211" title="001" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/06/001.jpg" alt="" width="403" height="403" /><span id="more-3187"></span></p>
<p>ชนิดขององุ่น</p>
<p>1. องุ่นขาว ได้แก่ White Malaga(80%), Muscat dAlexandrie, Muscat de Saint-Vallier, Muscat de Terracina, Early muscat, Chenin, Riesling, Traminer, Ugni blanc, Sauvignon, Colibard</p>
<p>2. องุ่นดำ ได้แก่ Cardinal(10%), Flame Tokay, Muscat de Hambourg, A.Lavalle, Cinsault, Radjani noir, Cabernet Sauvignon, Merlot, Syrah, Gamay, Rubired, Nebbiolo, Grenache, Barbera.</p>
<p>พันธุ์องุ่นที่ปลูกเพื่อการค้าในประเทศไทยระยะแรกปลูกในเขตจังหวัดราชบุรีและนครปฐม คือพันธุ์ไวท์มะละกาและพันธุ์คาร์ดินัล และเมื่อมีการขยายการปลูกไปเกือบทั่วทุกภาค จึงมีการนำพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศทั้งองุ่นทานสดพันธุ์ไม่มีเมล็ดและมีเมล็ดมาปลูก โดยพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยจะเน้นพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดซึ่งปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่มีโอกาสทางตลาดดี ได้แก่</p>
<ol>
<li>บิวตี้ซีดเลส (Beauty Seedless) เป็นพันธุ์หลักที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีและมีการผลิตสูง โดยตัดแต่งแต่ละครั้งสามารถให้ผลผลิตต่อต้นได้สูงถึง 50 กิโลกรัมต่อต้น และเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแข็งแรงเจริญเติบโตเร็วและผลไม่มีปัญหาแตกง่าย สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่มีความสูงตั้งแต่ 300 &#8211; 1,200 เมตร องุ่นพันธุ์นี้มีลักษณะผลทรงกลม สีดำ ผลมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.0 &#8211; 1.5 เซนติเมตร เปลือกหนารสชาติอร่อย หวานและกรอบ ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ตัดแต่งจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 4.5 &#8211; 5 เดือน</li>
<li>รูบี้ซีดเลส (Ruby Seedless) เป็นพันธุ์หนักใช้เวลาตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บเกี่ยวกว่า 6 เดือน และต้องการอากาศเย็นจึงจะให้ผลผลิตได้ดี องุ่นพันธุ์นี้มีผลรียาว สีแดง ผลมีขนาดใหญ่กว่าบิวตี้ซีดเลส เปลือกหนา รสชาติอร่อย หอมหวานและกรอบ</li>
<li>เฟรมซีดเลส (Flame Seedless) เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาในไทยไม่นานนักและมีผลผลิตคุณภาพดีแต่ต้องการอากาศเย็น และเติบโตเร็ว ผลมีสีแดงเรื่อ ขนาดผลค่อนข้างเล็ก ความหวานปานกลาง เนื้อแน่นและกรอบ</li>
<li>แบล็กโอปอล (Black Opal) เป็นพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ในหลายๆสภาพภูมิอากาศ โดยพบว่าในเขตร้อนเช่น จังหวัดชลบุรีก็สามารถให้ผลผลิตดี องุ่นพันธุ์นี้เจริญเติบโตเร็ว ไม่มีเมล็ด ผลสีม่วงอมดำ ขนาดผลเล็ก ทรงกลม ความหวานสูง เนื้อนุ่มไม่เหลว ผลดกไม่แตกง่ายเมื่อโดนฝน</li>
<li>ลูสเพอเล็ท (Loose Perlette) มีลักษณะผลกลม สีเหลืองทอง ผลมีขนาดเล็ก มึความหวานสูง กลิ่นหอมเนื้อแน่นกรอบ แต่เปลือกผลบางจึงค่อนข้างมีปัญหาในระยะผลใกล้แก่ ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปหรือได้รับน้ำกะทันหัน จะทำให้ผลแตก องุ่นพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่อากาศเย็น</li>
<li>ไชน์มัสแคท ชอบสภาพอากาศร้อน หากปลูกในที่ร่มจะออกดอกยากขึ้น จะอ่อนแอต่อโรคแอนแทรคโนส และราสนิม การขยายพันธุ์ใช้ต้นตอป่า ติดตา เสียบยอด ปักชำหรือตอน การแตกตาหลังตัดแต่งกิ่งจะช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ ที่อากาศเย็น การปลูกแบบตัว T ระยะปลูก 1.5×8เมตร แบบตัว H ระยะปลูก 3×8 เมตร แบบตัว Y ระยะปลูก 1.5×8 เมตร ปลูกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เตรียมต้น 7-8 เดือน ตัดแต่งกิ่งปลายฤดูฝน อายุเก็บเกี่ยว 70-80 วันหลังดอกบาน ผลองุ่นขนาด 7.5-9.5 กรัม ช่อผลขนาด 300-380 กรัม ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ 19-23องศาบริกซ์ ปริมาณกรด 0.5-0.6 กรัม/100มิลลิลิตร ไม่มีเมล็ด 95 เปอร์เซ็นต์ ผิวผลมีสีเขียวอมเหลือง เนื้อผลแน่น กรอบ และมีกลิ่นมัสแคท</li>
</ol>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>องุ่นที่ปลูกในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์การ์แบร์เน โซวีญง (Carbernet sauvignon)  พันธุ์คาร์ดินัล  พันธุ์ชาร์ดอนเน (Chardonnay) พันธุ์ซินฟานเดล (Zinfandel) พันธุ์ซีราห์ หรือ ชีราซ (Syrah / Shiraz) พันธุ์เซมียง (Se’million)  พันธุ์โซวีญง บล็อง (Sauvignon Blanc) พันธุ์แบล็คโอปอล  พันธุ์ปีโน กรี (Pinot Gris) พันธุ์ปีโน นัวร์ (Pinot Noir) พันธุ์เฟรมซีดเลส พันธุ์มะละกา  พันธุ์แมร์โล (Merlot) พันธุ์รีสลิง (Riesling)</p>
<p>องุ่นชอบดินที่เป็นกรดอ่อน มีค่า pH ระหว่าง 5.5 &#8211; 5.6 นอกจากนี้องุ่นจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง แสงแดดจัด ความชื้นในอากาศต่ำ ระดับน้ำฝนไม่ควรเกิน 40 นิ้ว และไม่น้อยกว่า 15 นิ้วต่อปี</p>
<p>การแต่งและตัดเถาองุ่น การแต่งและตัดตามแต่งและตัดเพื่อให้องุ่นที่ปลุกแตกกิ่งก้านสาขาได้รูปทรงเข้ากับหลักหรือค้างที่ทำไว้เพื่อให้ได้รูปทรงตามความต้องการ ต้องดำเนินการตั้งแต่ปลูก หากองุ่นที่ปลูกไม่แข็งแรงให้ตัดต้น เหลือตาเพียง 2 &#8211; 3 ตา เมื่อแตกกิ่งจากตาแล้วตัดกิ่งออกเหลือกิ่งที่ แข็งแรงเพียง 1 กิ่ง เพื่อใช้เป็นเถาใหญ่ ต้องคอยเด็ดกิ่งแขนงข้าง ๆ ออกให้เหลือแต่ยอดเถาเดียว ผูกเถากับค้างหรือหลัก ให้ยึดเกาะเมื่อเถาเจริญเติบโตเป็นสีน้ำตาล ก็ตัดยอดหรือปลายของเถานั้นตามความต้องการตามปกติจะต้องตัดเหลือแค่ลวดเส้นล่าง องุ่นจะแตกกิ่งจากตาปลายแถวเป็นหลายกิ่ง เลือกตัดให้เหลือ 1 &#8211; 2 กิ่ง ซึ่งจะเป็นแขนงขององุ่น มัดกิ่งแขนงนี้เข้ากับค้างตามความต้องการ การแต่งและตัดตามแต่งและตัดเพื่อบังคับให้องุ่นแตกกิ่งออกดอกติดผลตามความต้องการ เพื่อบังคับให้ออกผลนั้นต้องดำเนินการเมื่อองุ่นขึ้นค้างเข้ารูปทรง เมื่อกิ่งแขนงเจริญเติบโตจนยาวให้ตัดยอดของแขนงนั้นออก เหลือไว้ตามที่ ต้องการโดยคำนึงถึงระยะของต้น ขนาดของค้างและหลักที่ทำไว้ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะมีตาแตกจากแขนงนี้กี่ตา เมื่อตาบนแขนงนี้แตกเป็นกิ่งเจริญเติบโตจนเป็นกิ่งแก่มีสีน้ำตาล ให้ตัดกิ่งให้สั้นเป็นตอกิ่ง มีตาเหลือ 2 &#8211; 3 ตา เพื่อให้เกิดกิ่งจากตาของตอกิ่งที่เหลือไว้ กิ่งที่เกิดเมื่อสมบูรณ์แข็งแรงจะออกดอกติดผลเมื่อออกผลแล้วต้องเลี้ยงกิ่งนี้ไปจนเป็นกิ่งแก่จึงตัดให้สั้นเข้าเหลือตาไว้ 2 &#8211; 3 ตา เพื่อให้เป็นตอกิ่ง ซึ่งจะแตกกิ่งต่อไป และกิ่งที่แตกนี้เจริญเติบโตแข็งแรงก็จะออกดอกติดผลการตัดแต่งกิ่ง ถ้าเห็นว่างอกกิ่งมากเกินไป ควรตัดออกบ้างเพื่อมิให้แยกอาหาร กิ่งที่ตัดออกนี้ หากเป็นกิ่งแก่สามารถนำไปปักชำเป็นพันธุ์ต่อไป การเด็ดตาตาที่แตกเป็นกิ่งซ้อนขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ควรตัดทิ้งยิ่งเห็นว่าเป็นตาที่ไม่สมบูรณ์ควรรีบตัดทิ้งไปการตัดมือความจริงมือขององุ่นมีไว้เพียงเพื่อยึดเกาะรับน้ำหนักของกิ่ง ถ้ามากเกินไปควรตัดทิ้ง หากปล่อยไว้ก็จะแย่งอาหาร และเมื่อองุ่นตาย จะแกะมือออกค่อนข้างยากอายุการตกผลและการเก็บผลองุ่น ตามปกติองุ่นจะตกผลปีละครั้ง</p>
<p>การเก็บผลผลิต : ต้นแข็งแรงเจริญเติบโตดีจะให้ผลในระยะ 1 ปี</p>
<p>- การตกผลจะราวต้นเดือนกันยายน &#8211; ตุลาคม และแก่เก็บได้ราวปลายเดือนธันวาคม &#8211; มกราคม</p>
<p>- การตกผลในครั้งที่สองเดือนกุมภาพันธ์ ผลจะแก่เก็บได้ในเดือนพฤษภาคม</p>
<p>ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์การบำรุงรักษาสภาพพื้นที่รวมทั้งดินฟ้าอากาศ อายุขององุ่น หากบำรุงรักษาเป็นอย่างดี สามารถจะออกผลได้นานถึง 50 &#8211; 60 ปี ส่วนการที่องุ่นจะเริ่มตกผลเมื่ออายุ 1 ปีนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะองุ่นที่ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่ง ปักชำ ติดตา ทับกิ่ง ต่อกิ่งและตอนส่วนการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะตกผลเมื่ออายุ 3 &#8211; 4 ปี <strong> </strong></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #0000ff;">แมลงศัตรูองุ่น</span>ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ หนอนกระทู้หอม (Beat armyworm, <em>Spodoptera exiqua</em> (Hubner)), หนอนเจาะสมอฝ้าย (Cotton ballworm, <em>Helicoverpa armigera</em> (Hubner)), เพลี้ยไฟพริก (Chili Thrips, <em>Scirtrothrips dorsolis</em> Hood)</p>
<p>ก. หนอนกระทู้หอม (Beat armyworm, <em>Spodoptera exiqua</em>(Hubner)),</p>
<p>เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญขององุ่นชนิดหนึ่ง หนอนชนิดนี้ทำความเสียหายต่อทุกส่วนขององุ่น ได้แก่ ใบ ดอก ผล ทั้งในระยะติดดอกออกผล และยอดที่เจริญสะสมอาหารจะไปเป็นดอกและผลในฤดูเพาะปลูกถัดไป การระบาดของหนอนชนิดนี้มีระบาดเกือบทั้งปี เพราะมีพืชอาหารมากมาย ปลูกหมุนเวียนตลอดทั้งปี แมลงจึงมีแหล่งแพร่ลูกหลานขยายพันธุ์ได้ตลอดปี ตัวเมียวางไข่ได้ 20-80 ฟอง พบกลุ่มไข่ส่วนมากตามด้านหลังใบ โดยพบตั้งแต่ใบอ่อน หรือใบเริ่มเข้าใบเพสลาด และใบแก่ ไข่ปกคลุมด้วยจนสีขาว หนอนที่ฟักจากไข่ใหม่จะอยู่เป็นกลุ่มและแทะผิวใบพรุนเป็นร่างแห ทำให้ใบแห้ง จึงไม่มีแหล่งผลิตเพื่อสะสมอาหาร จะมีผลกระทบต่อองุ่นที่กำลังติดผล ผิวเปลี่ยนสี และทำให้มีผลกระทบต่อคุณภาพและการติดผลในฤดูต่อไปด้วยและหนอนจะเคลื่อนย้ายกัดกินไปตามใบอื่นๆ หรือตามช่อดอกอื่นๆ ถ้าพบทำลายใบจะทำลายใบอ่อนทั้งหมด และทำลายใบที่มีอายุมากขึ้นเป็นลำดับ ในช่อดอกหรือผลอ่อนพบทำลายดอกและผลอ่อนทำให้เสียหาย ใบที่ถูกทำลายจะสังเกตเห็นใบแห้งตายในสวนองุ่นที่มีการทำลายมาก สภาพแวดล้อมจะมีผลต่อวงจรอายุของแมลง ทำให้อายุขัยของแมลงจะแตกต่างกันในแต่ละฤดู ในรอบวันหนึ่งๆ หนอนชนิดนี้จะเคลื่อนย้ายหากินตามยอดบริเวณใบอ่อนในช่วงตั้งแต่เวลาเย็นตลอดจนถึงเช้ามืด ในเวลากลางวันช่วงอากาศร้อนหนอนกระทู้หอมจะหาที่หลบซ่อนตัวบริเวณหลบแสงสว่าง เช่น ใบที่ซ้อนกัน ช่วงหัวค่ำผีเสื้อชนิดนี้ชอบบินมาเล่นแสงไฟ</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายช่วยลดการระบาด</p>
<p>2. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส <em>Bacillus thuringiensis</em> (Bt) อัตรา 6080 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเชื้อไวรัสนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิส (NPV) หนอนกระทู้หอม อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>3. พ่นสารฆ่าแมลงกลุ่มยับยั้งการลอกคราบ เช่น คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูเฟนนอกซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 4-7 วัน แล้วแต่การระบาด</p>
<p>4. หากพบกลุ่มไข่เฉลี่ย ๐.5 กลุ่มต่อต้น พ่นด้วยสารคลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>5. การจับทำลายหรือในกรณีที่มีการระบาดมากให้ใช้ไม้เคาะหลังค้างองุ่น หรือใช้น้ำฉีดพ่นให้หนอนร่วงตกลงบนพื้น และทำลายเสีย ใช้จาระบี หรือสารฆ่าแมลงทาบริเวณโคนลำต้นองุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้หนอนไต่ขึ้นไปทำลายบนต้นซ้ำอีก</p>
<p>ข. หนอนเจาะสมอฝ้าย (Cotton ballworm,<em> Helicoverpa armigera</em> (Hubner)) เป็นหนอนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งจะพบทำความเสียหายต่อส่วนที่เป็นผลผลิตขององุ่นโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะออกดอกและติดผลอ่อน การทำลายจะมีผลต่อผลผลิตขององุ่นโดยตรง ทำลายองุ่นโดยกัดกินส่วนดอก และเมล็ดภายในผลองุ่นทำลายระยะติดดอกตั้งแต่ดอกตูมจนถึงระยะดอกบาน จะพบช่อดอกที่ถูกทำลายโดยบางส่วนของดอกถูกทำลายกัดกินเป็นแถบ และถ้าทำลายในระยะช่อผลอ่อนที่มีอายุส่วนใหญ่จะไม่เกิน 10-14 วัน หลังจากดอกบานเท่านั้นจะเจาะกินเมล็ดภายในหมดและย้ายไปกัดกินผลอื่นต่อไป ผลที่ถูกทำลายจะเห็นรูร่องรอยถูกทำลายและจะไม่เจริญอีกต่อไป หนอนชนิดนี้ 1 ตัว สามารถทำลายได้หลายช่อดอก การป้องกันกำจัดจำเป็นต้องดำเนินการให้ทันเวลาการป้องกันกำจัดแมลงแบบผสมผสานจะพยายามเน้นการป้องกันกำจัดโดยชีววิธี จึงมีการทดลองนำไวรัสของหนอนชนิดนี้มาใช้ร่วมกับการใช้สารฆ่าแมลงด้วย</p>
<p>ค. เพลี้ยไฟมีหลายชนิดที่ทำลายองุ่น แต่ที่พบมากที่สุด คือ เพลี้ยไฟพริก (Chili Thrips, <em>Scirtrothrips dorsolis</em> Hood) สามารถทำลายพืชทั้งระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัย โดยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ตาดอก ดอก และผลอ่อน ทำให้ยอด ใบอ่อนหงิกงอ ใบแห้งกรอบ ไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด อาการที่พบส่วนมากถ้าทำลายบางส่วนจะทำให้เกิดแผลเป็นรอยสะเก็ดสีน้ำตาล ในระยะใบเมื่อเกิดทำลายจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก ถ้าเกิดในระยะดอกทำให้ดอกร่วงไม่เกิดผล และแผลสะเก็ดตามช่อองุ่นถ้าเป็นกับผล เมื่อผลเกิดแผลเป็นตำหนิคุณภาพตก ซึ่งจะเกิดตั้งแต่ระยะติดผลเมื่อผลแก่ขึ้นจะทำให้บริเวณที่ถูกทำลายไม่เจริญ และปริแตกได้ง่าย ที่สำคัญทำให้ยอดมีการเจริญเติบโตชะงักทั้งในฤดูที่กำลังติดผล และฤดูหน้าที่จะติดช่อต่อไป โดยมากพบระยะระบาดตั้งแต่หลังจากตัดแต่งกิ่ง จนผลโตเต็มที่เนื่องจากองุ่นมีการแตกยอดตลอดเวลา</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. หลีกเลี่ยงการปลูกองุ่นในพื้นที่ใกล้เคียงกับพืชอาศัยอื่นๆ เช่น มะม่วง ทั้งนี้เนื่องจากเพลี้ยไฟเป็นแมลงศัตรูที่มีขนาดเล็ก การเคลื่อนย้ายด้วยลม ทำให้มีการระบาดของเพลี้ยไฟในสวนองุ่นได้</p>
<p>2. สารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน</p>
<p>3. การตัดแต่งกิ่งยอด องุ่นเป็นพืชที่มีการแตกยอด-อ่อนอยู่เสมอ ทั้งยอดและตาข้างที่แตกออกมาควรปลิดทิ้ง เพราะยอดที่แตกมาใหม่ดังกล่าวจะพบเพลี้ยไฟเกือบตลอดเวลา</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #0000ff;">โรคศัตรูที่สำคัญ</span></p>
<p><strong>ก. โรคราสนิม</strong> ด้านใต้ใบ พบผงสปอร์สีส้มเกิดเป็นจุด หรือกลุ่มกระจายอยู่ทั่วใบ ด้านบนใบตำแหน่งที่อยู่ตรงกันเห็นเป็นจุดขนาดเล็กสีเหลือง ต่อมาจุดสีเหลืองจะขยายใหญ่และเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เห็นเป็นจุดประสีน้ำตาลทั่วทั้งใบ ใบจะแห้งและร่วงหล่น</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เก็บส่วนที่เป็นโรคและใบที่ร่วงออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>2. เมื่อเริ่มพบโรคระบาดควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะดิมีฟอน 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน</p>
<p><strong>ข. โรคใบจุด</strong> หรือโรคสแคปลักษณะอาการบนใบอ่อนพบ จุดแผลสีน้ำตาลอ่อนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วใบ ทำให้ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ ขอบแผลนูนตรงกลางยุบตัว ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล เนื้อใบบริเวณที่เกิดแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน หากแผลเกิดบริเวณก้านใบ เถาอ่อน และมือเกาะ จะทำให้ก้านใบและเถาบิดเบี้ยว ลักษณะอาการบนผลอ่อน เห็นเป็นจุดแผลกลมสีน้ำตาล ขอบนูน แผลค่อนข้างแห้ง</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อย่าให้มีใบแน่นทึบเกินไป หลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งช่วงที่มีฝนตก และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>2. เมื่อเริ่มพบโรคระบาดมากช่วงแตกใบอ่อน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดฟีโนโคลนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน หรือใช้ azoxystrobin+difenoconazole 20%+12.5% อัตรา 10-15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4 วัน</p>
<p><strong>ค. โรคแอนแทรคโนส </strong>เชื้อราสาเหตุ <em>Colletotrichum gloeosporioides</em> ลักษณะอาการของโรค เนื้อเยื้อบริเวณแผลบุ๋มลงไปเล็กน้อย ขอบแผลสีเข้ม ถ้าอากาศชื้นๆ จะ เห็นจุดสีชมพู สีส้มตรงกลางแผล ส่วนในผลแก่จะเห็นบริเวณเน่าเป็นสีน้ าตาล มีจุด สีชมพู สีส้ม เกิดขึ้นบริเวณตรงกลางแผลเต็มไปหมด ต่อไปจะท าให้ผลแห้ง เปลือก เหี่ยว ผลติดกับช่อไม่ร่วงหล่น</p>
<p><strong>การแพร่ระบาด</strong> เชื้อแพร่ระบาดทางลมและทางหยดน้ำจากใบลงสู่ผลองุ่น และเข้าทำลาย ทางแผลบริเวณก้นผลองุ่นได้ง่าย เชื้อราสามารถอยู่ตามเศษซากองุ่นที่เป็นโรค</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. ใช้หลักการเขตกรรม เช่น ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งโล่ง ทำลายเศษซากพืชเป็นโรค จัดการระบายน้ำให้ดี นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงไม่ปลูกองุ่นในช่วงปลายฝนอัน เป็นระยะระบาด จะช่วยลดอาการโรคลงได้ เช่น อาจเลี่ยงมาปลูกประมาณเดือน มกราคม</p>
<p>2. ควบคุมโรคในสวนก่อนระยะเก็บเกี่ยวด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา คาร์เบนดาซิม (carbendazim) อัตรา 6-12 มิลลิลิตรต่อน้ า 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น พืช หรือใช้คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ (copper oxychloride) ฉีดพ่นในระยะเริ่ม ออกดอก และขณะที่ดอกยังเล็กอยู่</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. กระตุ้นการแตกตาขององุ่น ใช้สาร Hydrogen cyanamide 52% W/V AS อัตรา 250-300 มล./น้ำ 20 ล. พ่นหลังการตัดแต่งกิ่งทำให้องุ่นแตกตาพร้อมกัน</p>
<p>2. การยืดช่อดอกองุ่น ใช้สารจิบเบอเรลินแอซิด ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่การยืดตัวของเซล(cell elongation) ช่วยขยายขนาดผล ทำการตัดแต่งกิ่งองุ่น แล้วให้ปุ๋ย 20-10-10 อัตรา 70 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อช่อดอกมีความยาว 2 ซม.ทำการพ่นสารอัตรา 1 ppm. เช่น Gibberellic acid 5% W/V SL ใช้อัตรา 0.8 มล./น้ำ 20 ล. Gibberellic acid 20% ST ใช้อัตรา 0.2 กรัม/น้ำ 20 ล.</p>
<p>3. การเพิ่มขนาดผลและน้ำหนักช่อผล</p>
<p>- สาร CPPU กับองุ่นไม่มีเมล็ดพันธุ์ Marroo seedless อัตรา 20 มก./ล. พ่นในระยะผลเริ่มเปลี่ยนสีหรือผลเริ่มนิ่ม</p>
<p>- สาร GA3 ความเข้มข้น 50 มก./ล. + CPPU กับองุ่นไม่มีเมล็ดพันธุ์ Perlette อัตรา 2.5 มก./ ล. พ่นหลังดอกบาน 14 วัน</p>
<p style="text-align: right;">โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p style="text-align: right;">Satja Prasongsap (Research Scientist)</p>
<p style="text-align: right;">Horticultural Research Institute</p>
<p style="text-align: right;">E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3187">องุ่น</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3187</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อินจัน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2775</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2775#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:48:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2775</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : อินจัน ชื่อสามัญ : gold apple ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูง 10 -20 เมตร มีอายุยืนยาว 40-50 ปี ขึ้นไป ลำต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านกว้าง ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ ปลายแหลม โคนมน แผ่นใบหนา ใบมีขนาดใหญ่ ยอดอ่อนมีขน สีเขียวสด ดอก เป็นแบบแยกเพศ ดอกตัวผู้ ออกเป็นช่อตามซอกใบ 10 -15 ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท หรือรูปแจกันปากเล็ก สีขาวนวล ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ดอกตัวเมีย ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ออกตามซอกใบ ลักษณะดอกเหมือนกับดอกตัวผู้ทุกประการ แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าสีขาวนวล กลีบดอกเชื่อมติดกันสั้นๆ ผล มี 2 แบบคือ เป็นรูปทรงกลมแป้น ไม่มีเมล็ด เรียกว่า [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2775">อินจัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div><span style="font-size: medium;">ชื่อต้น : อินจัน</span><br />
<span style="font-size: medium;"> ชื่อสามัญ : gold apple</span></div>
</div>
</div>
<div>
<div><span style="font-size: medium;"><span id="more-2775"></span></span></div>
<div><span style="font-size: medium;"><span style="color: #339966;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :</strong></span> เป็นไม้ยืนต้น สูง 10 -20 เมตร มีอายุยืนยาว 40-50 ปี ขึ้นไป ลำต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านกว้าง ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ ปลายแหลม โคนมน แผ่นใบหนา ใบมีขนาดใหญ่ ยอดอ่อนมีขน สีเขียวสด ดอก เป็นแบบแยกเพศ ดอกตัวผู้ ออกเป็นช่อตามซอกใบ 10 -15 ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท หรือรูปแจกันปากเล็ก สีขาวนวล ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ดอกตัวเมีย ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ออกตามซอกใบ ลักษณะดอกเหมือนกับดอกตัวผู้ทุกประการ แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าสีขาวนวล กลีบดอกเชื่อมติดกันสั้นๆ ผล มี 2 แบบคือ เป็นรูปทรงกลมแป้น ไม่มีเมล็ด เรียกว่า ลูกจัน และรูปทรงกลมหนา ไม่มีรอยบุ๋ม มีเมล็ด ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีกลิ่นหอมและกลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่ เรียกว่า ลูกอิน</span></div>
<div></div>
<div><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: #339966;">การขยายพันธุ์ :</span></strong>ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด</span></div>
<div></div>
<div><span style="font-size: medium;"><span style="color: #339966;"><strong>การปลูก :</strong></span>ปกติมักจะปลูกต้นตัวผู้และต้นตัวเมียในอัตราส่วน 1 : 10 การปลูกใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 6 x 7.5 เมตร</span></div>
<div>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #339966;"><strong>การดูแลรักษา :</strong></span> ในระยะแรกการปลูกต้นอินจันต้องการร่มเงาเพื่อการเจริญเติบโตมาก จึงควรปลูกพืชอื่นแซมให้ร่มเงาด้วย เช่น ต้นกล้วย เป็นต้นและจะออกดอกติดผล เมื่อปลูกได้ 8-10 ปี ขึ้นไป</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #339966;"><strong>โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ :</strong></span> โรคและแมลงศัตรูพืชมีไม่มากนักจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #339966;"><strong>คุณค่าอาหารและสรรพคุณ :</strong></span> ผลสุกมีกลิ่นหอม และมีรสฝาด ต้องคลึงผลให้ช้ำ รสฝาดจึงจะหายไปนิยมกินเป็นผลไม้สด หรือนำไปแปรรูปเป็นของหวาน ผลช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เนื้อไม้ มีรสขมปนหวาน เป็นยาบำรุงประสาท บำรุงเนื้อหนังให้สดชื่น แก้ไข้ แก้ปอดตับพิการ แก้ดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เหงื่อตกหน้า ขับพยาธิ แก่นใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้</span></p>
</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2775">อินจัน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2775</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลังแข</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2767</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2767#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:43:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2767</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : ลังแข ชื่อสามัญ : Balacuya, Giant Baccaurea, Malayan Baecaurea ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ ๒๕-๓๐ เมตร ใบรูปไข่ หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมรูปลิ่ม ดอกออก เป็นช่อตามกิ่งและลำต้น กลีบดอกสีเหลืองอมเขียว ก้านดอกยาว ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ผลกลมเปลือกหนาสีน้ำตาลอมเหลือง เมล็ดมีเยื้อหุ้มสีขาว การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดหรือเสียบยอด การดูแลรักษา : เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีศัตรูพืชรบกวน เป็นไม้ผลที่ไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างพิถีพิถันเมื่อเปรียบเทียบกับไม้ผลชนิดอื่นๆ เช่น ทุเรียน เงาะ เป็นต้น จากสภาพที่ปลูกอยู่โดยทั่วๆ ไป ผู้ปลูกไม่ต้องทำอะไรเลยก็ว่าได้ รอเก็บผลผลิตออกจำหน่ายเมื่อถึงช่วงที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ปล่อยให้ออกดอกออกผลตามธรรมชาติ ต้นหนึ่งๆ ก็สามารถที่จะให้ผลผลิตได้มากทีเดียว ต้นหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ &#8211; ๕๐๐ กิโลกรัมต่อต้น สามารถที่ จะทำรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่ใช่เล่นอยู่เหมือนกัน ถ้าหากเกษตรกรผู้ปลูกได้มีการปฏิบัติดูแลรักษาบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ปุ๋ยก็สามารถที่จะทำให้ผลผลิตดีขึ้นมาก การออกดอกออกผลก็สม่ำเสมอทุกๆ ปี [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2767">ลังแข</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : ลังแข<br />
ชื่อสามัญ : Balacuya, Giant Baccaurea, Malayan Baecaurea</div>
</div>
</div>
<div>
<div><span id="more-2767"></span></p>
<p>ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ ๒๕-๓๐ เมตร ใบรูปไข่ หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมรูปลิ่ม ดอกออก เป็นช่อตามกิ่งและลำต้น กลีบดอกสีเหลืองอมเขียว ก้านดอกยาว ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ผลกลมเปลือกหนาสีน้ำตาลอมเหลือง เมล็ดมีเยื้อหุ้มสีขาว<br />
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดหรือเสียบยอด<br />
การดูแลรักษา : เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีศัตรูพืชรบกวน เป็นไม้ผลที่ไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างพิถีพิถันเมื่อเปรียบเทียบกับไม้ผลชนิดอื่นๆ เช่น ทุเรียน เงาะ เป็นต้น จากสภาพที่ปลูกอยู่โดยทั่วๆ ไป ผู้ปลูกไม่ต้องทำอะไรเลยก็ว่าได้ รอเก็บผลผลิตออกจำหน่ายเมื่อถึงช่วงที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ปล่อยให้ออกดอกออกผลตามธรรมชาติ ต้นหนึ่งๆ ก็สามารถที่จะให้ผลผลิตได้มากทีเดียว ต้นหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ &#8211; ๕๐๐ กิโลกรัมต่อต้น สามารถที่ จะทำรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่ใช่เล่นอยู่เหมือนกัน ถ้าหากเกษตรกรผู้ปลูกได้มีการปฏิบัติดูแลรักษาบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ปุ๋ยก็สามารถที่จะทำให้ผลผลิตดีขึ้นมาก การออกดอกออกผลก็สม่ำเสมอทุกๆ ปี<br />
โดยอาจจะใช้ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ หรือ ๑๖-๑๖-๑๖ ใส่ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เพื่อช่วยฟื้นฟูให้ต้นสมบูรณ์ ในการเก็บเกี่ยวลังแข ควรจะเก็บเกี่ยว โดยระมัดระวังอย่าให้ผิวเปลือกนั้นบอบช้ำ ถ้าผิวเปลือกบอบช้ำแล้วเมื่อกระทบกับอากาศจะทำให้มีลักษณะเป็นสีดำ ทำให้ผลผลิตที่ได้คุณภาพไม่ดี และไม่สามารถที่จะเก็บผลผลิตไว้ได้นานเท่าที่ควรลักษณะของผลลังแขที่เก็บเกี่ยวได้จะต้องสุก มีลักษณะเป็นสีน้ำตาล</p>
<p>ประโยชน์ : ผลรับประทานเป็นผลไม้</p></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2767">ลังแข</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2767</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
