<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชผัก ย-ฮ</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=35&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Mar 2026 06:28:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>หอมหัวใหญ่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11290</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11290#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 31 May 2024 06:18:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11290</guid>
		<description><![CDATA[<p>หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ ชื่อสามัญ : Onion ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium cepa L. วงศ์ Amaryllidaceous หอมหัวใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว กลุ่มพืชล้มลุกและเป็นพืชหัว (bulb) จัดเป็นพืชสองฤดู แต่มักปลูกเป็นพืชฤดูเดียว ปลูกได้ในช่วงฤดูหนาว และมีพันธุ์ที่ตอบสนองต่อช่วงแสง ตั้งแต่เป็นพืชวันสั้น ไม่ตอบสนองช่วงแสง และเป็นพืชวันยาว เป็นพืชผสมข้ามมีโครโมโซม 2n = 16 สถานการณ์ ประเทศไทยปี 2566 มีเนื้อที่ปลูก 9,509 ไร่ ผลผลิต 36,479 ตัน ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดมากช่วงเดือน ม.ค.- เม.ย. พื้นที่ปลูกได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 1 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 13.02 บาท ด้านการนำเข้าส่งออก ประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ปี 2565 มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ 45.69 ตัน มูลค่า 572 ล้านบาท [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11290">หอมหัวใหญ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>หอมหัวใหญ่</strong></p>
<p>หอมหัวใหญ่<br />
ชื่อสามัญ : Onion<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์ : <em>Allium cepa</em> L.<span id="more-11290"></span><br />
วงศ์ Amaryllidaceous</p>
<p>หอมหัวใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว กลุ่มพืชล้มลุกและเป็นพืชหัว (bulb) จัดเป็นพืชสองฤดู แต่มักปลูกเป็นพืชฤดูเดียว ปลูกได้ในช่วงฤดูหนาว และมีพันธุ์ที่ตอบสนองต่อช่วงแสง ตั้งแต่เป็นพืชวันสั้น ไม่ตอบสนองช่วงแสง และเป็นพืชวันยาว เป็นพืชผสมข้ามมีโครโมโซม 2n = 16</p>
<p><strong>สถานการณ์</strong></p>
<p>ประเทศไทยปี 2566 มีเนื้อที่ปลูก 9,509 ไร่ ผลผลิต 36,479 ตัน ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดมากช่วงเดือน ม.ค.- เม.ย. พื้นที่ปลูกได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 1 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 13.02 บาท ด้านการนำเข้าส่งออก ประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ปี 2565 มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ 45.69 ตัน มูลค่า 572 ล้านบาท ปี 2566 มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ 86.79 ตัน มูลค่า 698 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.65 เปอร์เซนต์ ผู้ผลิตหอมหัวใหญ่รายใหญ่ของโลก ได้แก่ จีน อินเดีย สห<a href="http://tisccm.moc.go.th/tisc/f_content.aspx?tag=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90">รัฐ</a> อเมริกา และตุรกี การบริโภคหัวหอมใหญ่ของโลกพบว่านิยมรับประทานหอมหัวใหญ่เฉลี่ยประมาณ 6.20 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ประเทศลิเบียมีการบริโภคหอมหัวใหญ่มากที่สุดในโลก คือ ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อคนต่อปี</p>
<p><strong>พันธุ์หอมหัวใหญ่</strong></p>
<p>(1) พันธุ์เบา จะลงหัวเมื่อได้รับแสงวันละ ประมาณ 12-16 ชั่วโมง เป็นพันธุ์เบาอายุสั้น คือตั้งแต่เพาะเมล็ดถึงเก็บหัวมีอายุ ประมาณ 85-125 วัน และจะเก็บหัวได้ในช่วงฤดูแล้ง หัวหอมที่ใกล้ แก่เต็มที่เมื่อถูกฝนมักจะเน่า อายุเก็บรักษาได้ไม่นาน การเพาะปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูหนาวคือ พฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เพราะว่ายังมีน้้าใช้ในการเพาะปลูก</p>
<p>(2) พันธุ์หนัก เหมาะส้าหรับการปลูกในประเทศไทย ต้องการแสงสว่างวันละ 9-10 ชั่วโมง ก็ลงหัวได้เป็นพันธุ์หนักมีอายุ 165-180 วัน พันธุ์กราเน็กซ์ มีทั้งพันธุ์ เยลโลกราเน็กซ์ มีทั้งหัวกลมและหัวแบนเป็นหัวเร็วและแก่สม่้าเสมอ กันหัวใหญ่แต่คอเล็กสามารถเก็บไว้ได้นาน</p>
<p>พันธุ์ Superexมีการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>พืชวันสั้น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย นำเข้าจากประเทศเนเธอแลนด์</p>
<p>1.late shortday ได้แก่ พันธุ์ Buccaneer F1, Colossus F1 และ Fernanda F1</p>
<p>2.early shortday ได้แก่ Cavalier F1,  Minerva และ Annika</p>
<p>3. Mid short day ได้แก่ Lucinda  F1, Sweet Uno  F1, Sirius  F1</p>
<p>หอมหัวใหญ่ (F1) ที่ 11 พันธุ์ ได้แก่ Cavalier, Sirius, Minerva, Buccaneer, Colossus, Annika, Sweet Uno, Lucinda, Fernanda, BO-14 และ BO-15</p>
<p><strong>การเตรียมพื้นที่ </strong> ไถพลิกดินตากแดด 7-10 วัน &#8211; รองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 2-3 ตัน ต่อไร่ และใส่ ปุ๋ยเคมีสูตรที่มีฟอสเฟตสูง หรือ 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่</p>
<p><strong>การเตรียมเมล็ดพันธุ์</strong></p>
<p>- แช่เมล็ดพันธุ์ในน้้าอุ่น 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 คืน ในอัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่</p>
<p>- คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันก้าจัดโรค</p>
<p>- หว่านเมล็ดในแปลงเพาะเมล็ด ระยะห่างระหว่างแถว 10 เซนติเมตร ร่องที่ท้าไว้ให้เมล็ดในแต่ละแถวห่างกันประมาณ 1-2 เซนติเมตร ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลง รดน้้าพอชุ่ม แต่อย่าให้ แฉะ เมล็ดจะงอกภายใน 4-5 วัน เมื่อกล้าอายุได้ 2-3 วัน ให้ดึงเศษ ฟางหรือหญ้าแห้งที่คลุมออกให้เหลือบางๆ</p>
<p>การย้ายกล้าปลูกในขณะที่แดดยังอ่อนอยู่หรือในช่วงเวลา ประมาณ 16.00-18.00 น. และต้นกล้าควรมีอายุประมาณ 45 วัน หลังจากเพาะกล้า เพราะถ้ากล้าอายุเกิน 45 วันไปแล้วจะเริ่มลงหัว การขุดต้นกล้าต้องระมัดระวังอย่าให้รากขาดเพราะจะท้าให้ หอมหัวใหญ่ชะงักการเจริญเติบโต ระยะปลูก ระหว่างต้น 10-15 เซนติเมตร ระหว่างแถว 15-20 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น หอมหัวใหญ่สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำและอากาศดี เจริญได้ดีที่ค่าความเป็นกรด-เบสช่วง 6.0–6.8 อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 15-24 องศาเซลเซียส และมีความเค็มของดินปานกลาง</p>
<p><strong>การให้น้ำ</strong> ระยะแรกให้น้้าวันเว้นวัน และหลังจากตั้งตัวได้แล้วให้น้้า 3- 5 วันต่อครั้ง</p>
<p>การปลูก</p>
<p>การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จ้านวน 3 ครั้ง และเสริมด้วยยูเรีย ครั้งที่ 1 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 20-25 วัน หลังย้ายปลูก ครั้งที่ 2 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 40-45 วัน ครั้งที่ 3 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 50-60 วัน</p>
<p>ศัตรูพืช</p>
<p>โรคพืช</p>
<p>1. โรคแอนแทรคโนสหรือโรคหอมเลื้อย สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา<em> Colletotrichum gloeosporioides</em> (Penz) Sacc. ลักษณะอาการ เชื้อราจะสามารถเข้าท้าลายได้ทุกส่วนของพืช เช่น ที่ ใบ คอ หรือส่วนหัว ท้าให้เกิดเป็นแผล ซึ่งเนื้อแผลเป็นแอ่งต่้ากว่าระดับผิวปกติเล็กน้อย บนแผลมีสปอร์ของเชื้อราเป็นหยดของเหลวสี ส้มอมชมพู ซึ่งเมื่อแห้งแล้วจะเป็นตุ่มสีด้าเล็กๆ เรียงเป็นวงรีซ้อนกัน หลายชั้น โรคนี้ท้าให้ใบเน่าเสียหาย ต้มหอมแคระแกรน ใบบิดโค้งงอ หัวลีบยาว เลื้อย ไม่ลงหัว ระบบรากสั้น ท้าให้ต้นหอมเน่าเสียหายใน แปลงปลูก มักจะพบระบาดรุนแรงในฤดูฝน หรือภายหลังฝนตกในฤดู หนาว</p>
<p>การป้องกันก้าจัด ก่อนปลูกหอมหัวใหญ่ทุกครั้งควรปรับปรุงดินด้วยการใส่ปูนขาวและ ปุ๋ยคอก เพื่อฟื้นฟูสภาพของดินให้ดีขึ้น &#8211; ควรเก็บชิ้นส่วนของพืชที่เป็นโรคไปเผาท้าลายทุกครั้ง เพื่อลดแหล่ง แพร่กระจายของโรค พ่นด้วยสารป้องกันก้าจัดโรคพืชจ้าพวกคาร์เบนดาซิม หรือแมนโค เซ็บประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วยสารโปรคลอราส แมงกานีส 3-5 วัน/ครั้ง 2-3 ครั้ง จนโรคเบาบางลง แล้วพ่นสลับ ด้วยคาร์เบนดาซิมหรือแมนโคเซบ เพราะถ้าพ่นด้วยโปรคลอราส แมงกานีสอย่างเดียวเป็นเวลานาน จะท้าให้เกิดการดื้อยาได้</p>
<p>2. โรคใบไหม้ สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา <em>Stemphylium vesicarium</em> ลักษณะอาการ ใบหอมจะเป็นแผลฉ่้าน้้า ซึ่งในตอนเช้าตรู่จะพบหยด น้้าเล็กๆ เกาะอยู่บนแผล แผลนี้จะแห้งเมื่อถูกแสดงแดดตอนสาย แผลบนใบเป็นรูปรี หัวท้ายแหลม เนื้อเยื่อตรงกลางโปร่งใส มีขอบ แผลฉ่้าน้้า ถ้าเป็นมากแผลจะมีขนาดใหญ่ ท้าให้ใบหักพับลง แล้วใบ หอมทั้งใบจะเหี่ยวมีสีเขียวอมเทาเหมือนถูกน้้าร้อนลวก ต่อมา เปลี่ยนเป็นสีน้้าตาลแห้งตายในที่สุด</p>
<p>การป้องกันก้าจัด  พ่นป้องกันด้วยสารพวกคาโนรอน อัตราตามฉลากทุก 7-10 วัน ถ้า ระบาดมากให้พ่นทุก 3-5 วัน รดแปลงกล้าด้วยน้้าปูนใสจะช่วยให้ กล้าแข็งแรงทนทานต่อโรค</p>
<p>3. โรคใบจุดสีม่วง สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา <em>Alternaria porri</em> ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรกใบหอมจะเป็นจุดขาวเล็กๆ ต่อมา กลายเป็นแผลใหญ่รูปไข่ สีน้้าตาลปนม่วง ซึ่งมีสปอร์สีด้าเป็นผง ละเอียดอยู่บนแผล ขอบแผลมีสีเหลืองขนาดของแผลไม่แน่นอน ใบที่ เป็นแผลจะมีปลายใบแห้ง ระบาดมากในฤดูหนาว</p>
<p>การป้องกันก้าจัดโดยการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยอินทรีย์ พ่นยาป้องกันก้าจัดพวกเดอโรซาน บาวีสติน แมนเซทดี อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าการระบาดรุนแรงควรใช้รอฟรัลฉีดพ่นโดยใช้อัตราตามฉลากไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ควรใช้สลับกับพวกเดอโรซาน บาวีสติน จะได้ผลดี</p>
<p>4. โรครากเน่าโคนเน่า สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา <em>Sclerotium rolfsii</em> ลักษณะอาการ อาการใบเหลือง เหี่ยว ชะงักการเจริญเติบโต ต่อมาใบแห้งจากปลายใบ แล้วลามแห้งหมดทั้งต้น กาบใบและรากเน่า เมื่อถอนต้นจะหลุดจากดินได้ง่าย บริเวณโคนต้นพบเส้นใยหยาบสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรค และเม็ดสีขาวหรือสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ คล้ายเมล็ดผักกาดปนอยู่กับเส้นใย จึงมักเรียกว่า ราเม็ดผักกาด</p>
<p>การป้องกันก้าจัด  คลุกเมล็ดหอมก่อนปลูกด้วยยาคลุกเมล็ด เช่น เอพรอน 35 หรือได เทน เอ็ม 45 (ชนิดสีแดง)  หว่านเมล็ดให้บางๆ และไม่ควรรดน้้าแฉะเกินไป  สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์บอกซิน 75% WP อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โทลโคลฟอส-เมทิล 50% WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีไตรไดอะโซล 24% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน 6% + 24% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยรดสารทุก 5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง</p>
<p>5. โรคราด้า สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา <em>Aspergillus niger</em> ลักษณะอาการ จะพบโรคนี้ในโรงเก็บเพราะหอมที่เก็บเกี่ยวเมื่อเก็บ ไว้ในที่ๆ อากาศชื้นมักจะมีราสีด้าเป็นก้อนใหญ่ ขึ้นระหว่างกาบหัว หรือระหว่างกลีบของหัวหอมเส้นใยรามีหัวสีด้า ซึ่งจะฟุ้งกระจายได้ ง่าย เมื่อมีการกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อที่ขึ้นราจะเน่าเปื่อยกินลึกเข้า ไปทีละน้อย และขยายวงกว้างออกไปไม่มีขอบเขตจ้ากัด ส่วนมากเชื้อ ราจะเจริญเข้าไปทางแผลที่เกิดจากการตัดใบ ซึ่งยังไม่แห้งสนิท (เพราะเก็บก่อนแก่จัด) เป็นช่องทางให้โรคเข้าท้าลายได้ง่าย หอมหัวใหญ่ที่เป็นโรคจะเน่าเสียหาย และระบาดลุกลามในระหว่าง การเก็บรักษาและจ้าหน่าย</p>
<p>แมลงศัตรูหอมหัวใหญ่</p>
<p>1. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงศัตรูหอมที่มีขนาดเล็ก ล้าตัวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร สีน้้าตาลอ่อนถึงเข้ม ตัวแก่มีปีก แผลที่เกิดจากการท้าลาย ของเพลี้ยไฟมักจะเป็นช่องทางให้เกิดโรคราสีม่วงเข้าท้าลายได้พลี้ยไฟมักจะระบาดช่วงท้ายของการปลูกประมาณเดือนกุมภาพันธ์- เมษายน การป้องกันก้าจัด ควรตรวจแปลงบ่อย ๆ ถ้าพบเพลี้ยไฟมากให้ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 30 มล./ น้ำ 20 ลิตร ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD  อัตรา 40 มล./ น้ำ 20 ลิตร คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% EC อัตรา 40 มล./ น้ำ 20 ลิตร สไปโรมีซเิฟน 24% SC อัตรา 30 มล./ น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>2. หนอนกระทู้หอม มีลักษณะล้าตัวอ้วน หนัง ล้าตัวเรียบตามปกติแล้วมีหลายสี ตั้งแต่เขียวอ่อน เทา หรือน้้าตาล สังเกตดูด้านข้างจะมีแถบสีขาวข้างละแถบ พาดตามยาวของล้าตัว หนอนกระทู้หอมจะเข้าท้าลายโดยกัดกินใบยอด กาบใบ</p>
<p>การป้องกันก้าจัด</p>
<p>หนอนมักจะออกมากัดกินใบหอมในเวลากลางคืนจนถึงเช้า ส่วนตอนกลางวันหนอนจะหลบแดดอยู่ใต้วัสดุคลุมดิน ใช้สารฆ่าแมลงที่ได้ผลจะพ่นในช่วงเวลาเย็นหรืออุณหภูมิสูงไม่เกิน 28-30 องศาเซลเซียส  เมื่อพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่ม/1 ตรม. โดยการสุ่มนับ แบบทแยงมุม 25 จุด/ไร่ พ่นจนกว่าการทำลายจะลด ต่ำลงกว่า 10% ควรหลีกเลี่ยงการปลูกพืชซ้้าและพืชอาหารที่หนอนชอบ จะป้องกัน การระบาดได้ดี  การใช้เชื้อจุลินทรีย์ เอ็น พี วี (NPV) ของหนอนกระทู้หอมหรือ Bt. สารฆ๋าแมลงได้แก่ โทลเฟนไพแรด 16% EC อัตรา 30 มล./ น้ำ 20 ลิตร คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มล./ น้ำ 20 ลิตร ฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 6 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC อัตรา 20 มล./ น้ำ 20 ลิตร อินดอกซาคาร์บ 15% EC อัตรา 30 มล./ น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>การเก็บเกี่ยว</p>
<p>ประเทศไทยมีการปลูกหอมหัวใหญ่และให้ผลผลิตได้เพียง 1 ครั้ง ในรอบปี โดยจะเริ่มปลูกช่วงเดือน ปลายตุลาคม- ต้นพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวผลผลิต ตั้งแต่ธันวาคม-เมษายน หลังจากนั้นจะเก็บรักษาผลผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมไว้ใช้บริโภคจนถึงฤดูปลูกใหม่ สังเกตว่าเมื่อหอมหัวใหญ่เริ่มแก่ซึ่ง ใบจะเริ่มถ่างออกทั้งสองด้าน ใบหอมหัวใหญ่เปลี่ยนเป็นสีเขียวปนเทา และเริ่มมีสีเหลือง สีของเปลือกหุ้มหัวเป็นสีน้้าตาล แสดงว่าหอมหัวใหญ่ เริ่มแก่จัดสามารถท้าการเก็บเกี่ยวได้ เหตุที่ต้องเก็บหอมหัวใหญ่มีอายุแก่ จัดนั้นเพราะจะท้าให้สามารถเก็บรักษาได้นาน รากจะไม่งอก และมีการ แทงยอดขึ้นมาเร็วกว่าปกติ</p>
<p>เมื่อถอนขึ้นมาแล้ว ควรน้ามามัดจุกไว้ ผึ่งในที่ร่มให้แห้ง สนิทไม่ควรตัดต้นหอมหัวใหญ่ขณะที่ต้นและใบยังสดอยู่เด็ดขาด เพราะจะท้าให้เชื้อโรคเข้าทางแผลได้ ควรตัดต้นหอมเมื่อใบและต้น หอมหัวใหญ่แห้งดีแล้ว โดยตัดตรงคอหอมให้สูงจากหัวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนการตัดรากนั้นควรตัดให้ชิดกับหัวเมื่อรากแห้งแล้ว ส้าหรับหอมหัวใหญ่ที่จะต้องแขวนเก็บไว้นั้น ควรเก็บไว้ในชายคาบ้าน หรือโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีหลังการเก็บเกี่ยว หอมหัวใหญ่จะ ถูกบรรจุใส่ภาชนะ แล้วล้าเลียงไปยังแหล่งคัดบรรจุ การเก็บเกี่ยวและ การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวทุกขั้นตอน ต้องกระท้าด้วยความ ระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล หรือกระทบกระแทกชอกช้้า เก็บ รักษาในห้องเย็น (cold storage) อุณหภูมิที่ใช้ในการแช่เย็น หอมหัวใหญ่ควรควบคุมให้อยู่ระหว่าง 0 to 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75% การเก็บหอมหัวใหญ่ที่ความชื้นสัมพัทธ์ สูงจะท้าให้หอมหัวใหญ่เสื่อมเสียได้ง่าย ราขึ้น และงอกอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้  ผลผลิต/ไร่ 4,282 กิโลกรัม มีต้นทุนการผลิต 6,440 บาท/ตัน ราคาที่เกษตรกรขายได้เท่ากับ 9,780 บาท/ตัน  ผลตอบแทนสุทธิ 3,340 บาท/ตัน</p>
<p>การปรับปรุงพันธุ์หอมหัวใหญ่</p>
<p>1. ลักษณะที่สำคัญของหอมใหญ่ ได้แก่ สีสัน รูปทรง ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ รสชาติและความฉุน ระยะการเก็บรักษา และคุณค่าทางโภชนาการ</p>
<p>2. คุณลักษณะของพืชทั่วไป คือ ความทนทานต่อการเกิดโรค แมลงศัตรูพืช และส่วนของก้านดอก</p>
<p>3.การผลิตเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่มีคุณลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ การออกดอกสม่ำเสมอ มีก้านดอกแข็งแรง มีเกสรเพศผู้เป็นหมันคงที่ และปริมาณของเมล็ดพันธุ์</p>
<p>ด้านนโยบาย</p>
<p>1.มีคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เลขานุการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผู้ช่วยเลขานุการกรมวิชาการเกษตร</p>
<p>2.การเปิดตลาดสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2567-2569 ปริมาณในโควต้า 3.15 ตัน อัตราภาษีในโควต้าร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควต้าร้อยละ 218 และชุมนุมสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้นำเข้าในโควต้าแต่เพียงผู้เดียว</p>
<p>การบริหารจัดการ</p>
<p>1. กำหนดให้หอมหัวใหญ่เป็นสินค้าควบคุม โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ออกประกาศควบคุมการขนย้ายหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่ 400 กิโลกรัมขึ้นไป โดยทางบกหรือทางทะเล เข้าหรือออกจากจังหวัดที่กำหนด 52 จังหวัด ต้องขนอนุญาตขนย้าย</p>
<p>2. เข้มงวดตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด</p>
<p>3.กรมศุลกากรติดตาม ตรวจสอบ และเข้มงวดการลักลอบนำเข้า การประเมินราคา และการตรวจปล่อยสินค้า</p>
<p>4.กรมส่งเสริมสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ช่วยระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต</p>
<p>5.กระทรวงพาณิชย์สุ่มตรวจสอบสต๊อกสินค้าของผู้นำเข้า และป้องปรามการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร</p>
<p>6. เชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมส่งห้างค้าปลีก-ค้าส่งกับกลุ่มเกษตรกรโดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน</p>
<p>7.การปรับปรุงพันธุ์หอมหัวใหญ่ให้ได้มาตรฐาน</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11290">หอมหัวใหญ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11290</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สะตอ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10691</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10691#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jun 2023 06:51:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10691</guid>
		<description><![CDATA[<p>สะตอ ชื่อสามัญ Stink bean ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Parkia speciosa Hassk. วงศ์ Mimosaceae    สะตอไม้ยืนต้น รสชาติดีมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถปรุงอาหารได้หลากหลาย และมีการนำมาแปรรูปแช่แข็งเพื่อส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีปริมาณความต้องการผลผลิตสะตอปีละ 20-30 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15-20 ล้านบาท  คุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย โปรตีน 8.0 กรัม ไขมัน 8.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.4 กรัม แคลเซียม 76.0 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 83.0 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับเมล็ดสะตอ 100.0 กรัม ปี 2565 มีพื้นที่ปลูก 31,879 ไร่ ผลผลิตรวม 11,705 ตัน การจำหน่ายในประเทศ ราคาขาย [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10691">สะตอ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>สะตอ</strong></span></p>
<p style="text-align: left;">ชื่อสามัญ Stink bean<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า <em>Parkia speciosa</em> Hassk.<br />
วงศ์ Mimosaceae</p>
<p style="text-align: left;">   สะตอไม้ยืนต้น รสชาติดีมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถปรุงอาหารได้หลากหลาย และมีการนำมาแปรรูปแช่แข็งเพื่อส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีปริมาณความต้องการผลผลิตสะตอปีละ 20-30 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15-20 ล้านบาท  คุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย โปรตีน 8.0 กรัม ไขมัน 8.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.4 กรัม แคลเซียม 76.0 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 83.0 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับเมล็ดสะตอ 100.0 กรัม ปี 2565 มีพื้นที่ปลูก 31,879 ไร่ ผลผลิตรวม 11,705 ตัน การจำหน่ายในประเทศ ราคาขาย ฝักสด 10- 20 บาทต่อฝัก เมล็ดสดแช่เย็น ราคา 250-350 บาทต่อกิโลกรัม มีการส่งออกไป มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ โดยเมล็ดแช่แข็งมีมุลค่า 15-20 ล้านบาท ส่วนเมล็ดสดแช่เย็น 1,000 ตันต่อปี มูลค่า 262 ล้านบาทต่อปี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การปลูก</strong>  ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น x แถว เท่ากับ 8 x 8 หรือ 8 x 9 หรือ 9 x 9 เมตร การค้ำกิ่ง</p>
<p style="text-align: left;"><strong>พันธุ์ </strong>: พันธุ์พื้นเมือง</p>
<p style="text-align: left;">พันธุ์ตรัง 1  มีเมล็ด 15 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดเรียงชิดกัน มีกลิ่นน้อย ที่อายุ 10 ปี ให้ผลผลิต 153 ฝัก นอกฤดูให้ผลผลิต  55 ฝัก</p>
<p style="text-align: left;">สะตอพันธุ์ ตง 10 ให้ผลผลิตเร็วกว่าพื้นเมือง 4 ปี หลังปลูก ทรงพุ่มเตี้ย 4-5 เมตร ให้ผลผลิต มิย.-กย และ มค.-มีค รสชาติหวานมัน กลิ่นฉุนน้อย ความหวาน 4.51 ความมัน 3.93 กลิ่น 3.80  ที่อายุ 10 ปี ให้ผลผลิตในฤดู  53 ฝัก นอกฤดู 53 ฝัก</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การขยายพันธุ์  </strong>การเพาะแมล็ดและการติดตา  การเจริญเติบโตในระยะแรกมีลักษณะเอนเอียงไปด้านข้างใดข้างหนึ่ง  ดังนั้นต้องใช้หลักค้ำกิ่งช่วยให้ตั้งตรงเพื่อให้การเจริญเติบโตขึ้นตรง</p>
<p style="text-align: left;">การตัดยอดและจัดทรงพุ่ม  เมื่อต้นสะตอสูง 1.3 &#8211; 1.5 เมตร  (5 – 6 เดือนหลังปลูก) ตัดยอดที่ความสูง 0.8 – 1.0 เมตร เพื่อให้มีการแตกกิ่ง แขนง เลือกไว้กิ่งแขนงทุกทิศทางใหมความสมดุลกัน 4 – 5 กิ่ง  เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นกิ่งหลักของสะตอ และเพื่อให้ผลผลิตมีทรงพุ่ม สมดุลกันทุกด้าน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การปฏิบัติดูแลรักษา</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>การให้น้ำ</strong>  ในระยะแรกรดน้ำ 2 &#8211; 3 ครั้งต่อสัปดาห์</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การใส่ปุ๋ย</strong>  ระยะก่อนการให้ผลผลิต อายุ 1 – 3 ปีหลังปลูก ใส่ปุ๋ยสตร 15-15-15 อัตรา 200 – 400 กรัมต่อต้นต่อปี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งต่อปี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ศัตรูพืช</strong></p>
<p style="text-align: left;">หนอนเจาะฝักสะตอ ปลวก และหนอนชอนเปลือก (หนอนชอน เปลือกขนาดใหญ่ C. <em>cossus</em>.  และหนอนชอนเปลือกชนิดเล็ก <em>Microchlora</em> sp.)</p>
<p style="text-align: left;">การเก็บเกี่ยวผลผลิต  สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ช่วง คือ  ในฤดู เดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และนอกฤดู เดือนมกราคม – เดือนเมษายน</p>
<p style="text-align: left;">ปัญหาสะตอไม่ติดฝัก คือ ไม่ควรปลูก 1-2 ต้น ควรปลูกมากๆ เพื่อให้เกสรตัวผู้และตัวเมีย มีความอุดมสมบรูณ์ เนื่องจากเป็นพืชผสมข้าม หรือการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตเข้ามาช่วยในการเพิ่มเกสรตัวผู้และตัวเมีย เมื่อติดฝักช่วงแรกมักจะเกิดฝักร่วง ต้องมีการทำให้ขั้วเหนียว ซึ่งใน 1 ช่อจะมีประมาณ 4-5 ฝัก</p>
<p style="text-align: left;">ลักษณะคุณภาพของสะตอ ดูลักษณะฝัก ความแน่นเนื้อ รสชาติ (ความหวาน และความมัน) กลิ่น ปริมาณผลผลิต</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10691">สะตอ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10691</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักร๊อคเก็ต</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=8570</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=8570#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2020 06:10:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=8570</guid>
		<description><![CDATA[<p>การปลูกผักร๊อคเก็ต (Arugula) ในสภาพแสงเทียม (LED) ทำให้ผักร๊อคเก็ตออกดอกลักษณะเป็นช่อยาวตั้งตรงที่ปลายยอด มีจำนวน 8-10 ดอก/ช่อ กลีบดอกสีเหลืองมีลายเส้นสีม่วงเข้มเกือบดำมีจำนวน 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน มีระบบการผสมพันธุ์แบบผสมข้าม เนื่องจากผสมตัวเองไม่ติด (self-incompatibility) จัดอยู่ในวงศ์ผักกาด (Brassicaceae) &#160; &#160; สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ Satja Prasongsap Professional Research Scientist Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA) P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand Tel: 66-2940-5484 Fax: 66-2561-4667 E-mail address : herbdoa@gmail.com</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8570">ผักร๊อคเก็ต</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การปลูกผักร๊อคเก็ต (Arugula) ในสภาพแสงเทียม (LED)<span id="more-8570"></span> ทำให้ผักร๊อคเก็ตออกดอกลักษณะเป็นช่อยาวตั้งตรงที่ปลายยอด มีจำนวน 8-10 ดอก/ช่อ กลีบดอกสีเหลืองมีลายเส้นสีม่วงเข้มเกือบดำมีจำนวน 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน มีระบบการผสมพันธุ์แบบผสมข้าม เนื่องจากผสมตัวเองไม่ติด (self-incompatibility) จัดอยู่ในวงศ์ผักกาด (Brassicaceae)</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8571" rel="attachment wp-att-8571"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8571" title="rocket01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2020/09/rocket01-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8572" rel="attachment wp-att-8572"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8572" title="rocket02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2020/09/rocket02-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8573" rel="attachment wp-att-8573"><img class="aligncenter size-medium wp-image-8573" title="rocket03" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2020/09/rocket03-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=8570">ผักร๊อคเก็ต</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=8570</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระย่อม tetraphylla</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=7839</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=7839#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Oct 2019 07:57:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=7839</guid>
		<description><![CDATA[<p>ระย่อม ชื่อวิทยาศาสตร์: Rauvolfia tetraphylla  ชื่อภาษาอังกฤษ: Fourleaf Devilpepper ชื่อจีน : Sì yè luó fú mù 四叶萝芙木 ชื่อวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้พุ่มใบเรียงเป็นวง จำนวนวงไม่เท่ากัน ก้านใบสี่ใบพัดขนาดแตกต่างกันดอกเกิดในซอกใบ เกิดที่ยอดมีสีขาวแกมเขียวขนาดเล็ก ผลแบบเมล็ดเดียวแข็ง ผลจากสีเขียวเป็นสีแดงเป็นสีดำเมื่อสุก สรรพคุณสำหรับอาเจียน, ท้องร่วง, เสมหะ, ขับปัสสาวะ, ผลไม้สามารถใช้เป็นหมึกและย้อมสีดำ  การเพาะปลูกในมณฑลกวางตุ้งกวางสีและยูนนาน การกระจาย อเมริกากลาง อเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ในบริเวณทุ่งหญ้าสะวันนา &#160; สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ Satja Prasongsap Professional Research Scientist Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA) P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand Tel: 66-2940-5484 Fax: 66-2561-4667 E-mail address : herbdoa@gmail.com</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=7839">ระย่อม tetraphylla</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ระย่อม</strong></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์: <em>Rauvolfia tetraphylla </em></p>
<p><strong><span><span>ชื่อภาษาอังกฤษ:</span></span></strong><span><span> Fourleaf Devilpepper</span></span></p>
<p><a href="https://cli.im/rn2MV">ชื่อจีน :</a> <span style="font-family: Consolas, Monaco, monospace; font-size: 12px;">Sì yè luó fú mù </span>四叶萝芙木</p>
<p><em></em>ชื่อวงศ์ Apocynaceae</p>
<p>เป็นไม้พุ่มใบเรียงเป็นวง จำนวนวงไม่เท่ากัน ก้านใบสี่ใบพัดขนาดแตกต่างกัน<span id="more-7839"></span>ดอกเกิดในซอกใบ เกิดที่ยอดมีสีขาวแกมเขียวขนาดเล็ก ผลแบบเมล็ดเดียวแข็ง ผลจากสีเขียวเป็นสีแดงเป็นสีดำเมื่อสุก</p>
<p><span><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7840" rel="attachment wp-att-7840"><img class="aligncenter size-full wp-image-7840" title="ระย่อมจีน" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/10/ระย่อมจีน.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a>สรรพคุณสำหรับอาเจียน, ท้องร่วง, เสมหะ, ขับปัสสาวะ, </span><span>ผลไม้สามารถใช้เป็นหมึกและย้อมสีดำ</span></p>
<p><strong> การเพาะปลูกในมณฑลกวางตุ้งกวางสีและยูนนาน</strong></p>
<p><span><strong><span>การกระจาย </span></strong></span>อเมริกากลาง อเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ในบริเวณทุ่งหญ้าสะวันนา</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=7839">ระย่อม tetraphylla</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=7839</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หอมหัวใหญ่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5647</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5647#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2016 02:38:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5647</guid>
		<description><![CDATA[<p>หอมหัวใหญ่ (Onion) ชื่อสามัญ Onion ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium cepa Linn. สถานการณ์การผลิตและการตลาดโลก : ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่สด ปริมาณ 39,814 ตัน มูลค่า 509.38ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31,119 ตัน มูลค่า 433.48 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 27.9 และ17.5 ตามลำดับ สำหรับการส่งออก ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกหอมหัวใหญ่สด ปริมาณ 5,379 ตัน มูลค่า91.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,499 ตัน มูลค่า 38.93 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 115.2และ 134.3 ตามลำดับ ผลผลิตหอมหัวใหญ่ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.14 โดยในปี 2556 มีผลผลิต 84.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 มีผลผลิต 73.77 ล้านตัน - การส่งออกหอมหัวใหญ่ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.20 โดยในปี 2556 มีการส่งออก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5647">หอมหัวใหญ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img title="More..." src="http://hort.ezathai.org/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /></div>
<div style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>หอมหัวใหญ่ (Onion)<span id="more-5647"></span></strong></span></div>
<div style="text-align: left;">ชื่อสามัญ Onion</div>
<div>ชื่อวิทยาศาสตร์ <em>Allium cepa</em> Linn.</div>
<div style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5655" rel="attachment wp-att-5655"><img class="aligncenter size-full wp-image-5655" title="oinion" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/12/oinion.jpg" alt="" width="402" height="402" /></a></div>
<p><span style="color: #008000;"> สถานการณ์การผลิตและการตลาดโลก :</span></p>
<p>ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่สด ปริมาณ 39,814 ตัน มูลค่า 509.38ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31,119 ตัน มูลค่า 433.48 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 27.9 และ17.5 ตามลำดับ สำหรับการส่งออก ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกหอมหัวใหญ่สด ปริมาณ 5,379 ตัน มูลค่า91.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,499 ตัน มูลค่า 38.93 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 115.2และ 134.3 ตามลำดับ</p>
<p>ผลผลิตหอมหัวใหญ่ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.14 โดยในปี 2556 มีผลผลิต 84.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 มีผลผลิต 73.77 ล้านตัน</p>
<div>
<p>- การส่งออกหอมหัวใหญ่ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.20 โดยในปี 2556 มีการส่งออก 7.01 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 มีการส่งออก 6.33 ล้านตัน</p>
<p>- การนำเข้าหอมหัวใหญ่ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2552-2556) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.20 โดยในปี 2556 มีการนำเข้า 6.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 มีการนำเข้า 6.23 ล้านบาท</p>
<p><span style="color: #008000;"> สถานการการผลิตและการตลาดของไทย</span></p>
<p>ปี 2566 มีเนื้อที่ปลูก 8,047 ไร่ ผลผลิต 28,682 ตัน ลดลงจากจากปี 2565 จากเนื้อที่9,118 ไร่ ผลผลิต 33,507 ตัน หรือลดลงร้อยละ 11.75 และ 8.87  ราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 0 และ 1 ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเดือนมกราคม – มีนาคม 2565กิโลกรัมละ 12.53 และ 12.31 บาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ขายได้กิโลกรัมละ9.45 และ 8.66 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.55 และ 42.02 ตามลำดับ</p>
<p>ปี 2559 เนื้อที่ให้ผลผลิต 9,610 ไร่ ผลผลิต 43,378 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 4,202 กิโลกรัม คาดว่า ปี 2560 ผลผลิตเพิ่ม 43,000 ตัน แหล่งปลูก</p>
<p>ปี 2558 มีเนื้อที่เพาะปลูก 8,847 ไร่ และผลผลิต 35,466 ตัน มีแนวโน้มลดลงจากปี 2554 ที่มีเนื้อที่เพาะปลูก 12,602ไร่ และผลผลิต 50,104 ตัน ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10.33 และ 10.01 ต่อปี ตามลำดับ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่จำนวน 4,110 ครัวเรือน อำเภอสันป่าตอง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี<br />
ต้นทุนการผลิตหอมหัวใหญ่ ปี 2558 มีต้นทุนไร่ละ 27,789.30 บาท และกิโลกรัมละ 6.93 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีต้นทุนไร่ละ 24,539.30 บาท และกิโลกรัมละ 6.17 บาท ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.19 และร้อยละ 2.43 ต่อปี ตามลำดับ</p>
</div>
<div>
<p>นโยบายตามข้อตกลง WTO หอมหัวใหญ่เปิดตลาดในโควตาปี 2557 ปริมาณ 365 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 142 ให้ชุมนุมสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้บริหารการนำเข้า เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่เปิดตลาดตามข้อผูกพัน WTO ในโควตาปี 2557 ปริมาณในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218 ให้ชุมนุมสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้นำเข้า</p>
</div>
<div><span style="color: #008000;">หอมหัวใหญ่</span>เป็นพืชล้มลุกมีความสูงประมาณ 30-40 เชนติเมตร มีหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลมป้อม มีเปลือกนอกบางๆ สีม่วงแดงหุ้มอยู่ แต่แห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ลำต้นใต้ดินหรือที่เรียกหัวนั้น ภายในจะมีกลีบสีขาวอวบหุ้มซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ดินที่มีความกรดเบสในช่วง 6.0-6.8 มีความเค็มของดินปานกลาง และในอุณหภูมิที่เหมาะสม 15-24 องศาเซลเซียส</div>
<div>
<p><span style="color: #008000;">พันธุ์หอมหัวใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ</span></p>
<p>(1) พันธุ์กลางวันยาว จะลงหัวเมื่อได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์วันหนึ่งๆ ประมาณ 12-16 ชั่วโมง เป็นพันธุ์เบาอายุสั้น คือตั้งแต่เพาะเมล็ดถึงเก็บหัวมีอายุ 85-125 วัน และจะเก็บหัวได้ในช่วงฤดูแล้ง หัวหอมที่ใกล้แก่เต็มที่เมื่อถูกฝนมักจะเน่า อายุเก็บรักษาได้ไม่นาน การเพาะปลูกควรปลูกในช่วงต้นฤดูหนาวคือ พฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เพราะว่ายังมีน้ำใช้ในการเพาะปลูก</p>
<p>(2) พันธุ์กลางวันสั้น เหมาะสำหรับการปลูกในประเทศไทยต้องการแสงสว่างเพียงวันละ 9-10 ชั่วโมง ก็ลงหัวได้เป็นพันธุ์หนักมีอายุ 165-180 วัน นิยมปลูกในบ้านเรา ซึ่งมีพันธุ์กราเน็กซ์ มีทั้งพันธุ์เยลโลกราเน็กซ์ มีทั้งหัวกลมและหัวแบนเป็นหัวเร็วและแก่สม่ำเสมอกันหัวใหญ่แต่คอเล็กสามารถเก็บไว้ได้นาน</p>
<p>ประเทศไทยมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาปลูกเป็นลักษณะพันธุ์ลูกผสมได้แก่ Super Rex แอสโกร 33 ที่นิยมนำมาปลูกในประเทศไทย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>หอมหัวใหญ่ที่มีคุณสมบัติที่ดีต้องมีคุณภาพขั้นต่ำดังต่อไปนี้</strong></span></p>
<p>(1) เป็นหอมหัวใหญ่ทั้งหัว</p>
<p>(2) ขั้ว หรือโคนใบ หรือคอ (neck) แห้งเพียงพอตามวัตถุประสงค์การนำไปใช้ประโยชน์</p>
<p>(3) ไม่แตกยอด และ/หรือไม่แตกรากใหม่</p>
<p>(4) สะอาด และปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้</p>
<p>(5) ไม่มีความเสียหายอันเนื่องมาจากอุณหภูมิสูง อุณหภูมิต่ำ และ/หรือน้ำค้างแข็ง</p>
<p>(6) ไม่มีหัวแฝด และ/หรือลักษณะผิดปกติที่ชัดเจน</p>
<p>(7) ไม่นิ่ม ไม่เน่าเสีย หรือมีรอยช้ำที่จะทำให้ไม่เหมาะสมต่อการบริโภค</p>
<p>(8) ไม่มีศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อลักษณะทั่วไปของผลิตผล</p>
<p>(9) ไม่มีความเสียหายของผลิตผลเนื่องจากศัตรูพืช</p>
<p>(10) ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม และ/หรือรสชาติที่ผิดปกติ</p>
<p>(11) ใบจะต้องถูกตัดออกให้มีความยาวไม่เกิน 6 cm และตัดแต่งราก</p>
<p>โรคและศัตรูหอมหัวใหญ่ได้แก่ โรคแอนแทรคโนส หรือโรคหอมเลื้อย หนอนกระทู้หอม หนอนชอนใบ</p>
<p>1. โรคใบไหม้ (เชื้อรา <em>Stemphylium vesicarium</em>) อาการเริ่มแรก พบจุดสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อนบนใบ มีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดเล็กจะขยายเป็นแผลรูปยาวรี หัวท้ายแหลมสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลอมม่วง เมื่อสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูง แผลจะขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว เกิดอาการไหม้ตั้งแต่ปลายใบลงมายังรอยแผล หรือไหม้ทั่วทั้งใบ โดยแผลไหม้ในระยะแรกมีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอมม่วง จนเป็นสีดำในที่สุด บางครั้งพบสปอร์ของเชื้อราสาเหตุโรค มีลักษณะเป็นผงสีดำบนแผล ซึ่งโรคนี้มักพบเกิดร่วมกับโรคใบจุดสีม่วง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูกหอมและกระเทียม โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์<br />
2. ใช้หัวพันธุ์ที่ปราศจากโรค โดยแช่หัวพันธุ์ หรือต้นกล้าก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% WP อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที<br />
3. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50 % WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 50% WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง สลับกับ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุ โดยพ่นทุก 5-7 วัน<br />
4. เก็บซากพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก<br />
5. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมกระเทียมสลับ</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>2.โรคใบจุดสีม่วง (เชื้อรา<em> </em><em>Alternaria porri</em>) พบจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็กรูปร่างกลมหรือรี ซึ่งเมื่อแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาว หรือสีเหลืองส้มล้อมรอบ ถ้าอากาศชื้นจะพบผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรคบนแผล หากระบาดรุนแรงใบจะแห้งตายหมด ผลผลิตลดลง การป้องกันกำจัดเหมือนโรคใบไหม้ พ่นสารฟูลโอไพแรน+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นสาร penthiopyrad20% SCอัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #008000;">การแปรรูป</span> มีการนำหอมหัวใหญ่มาแปรรูปในอุตสาหกรรม ประมาณ 1.5 % เช่น ซอสหอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ชนิดผง เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;">การตลาด</span> การนำเข้าหอมหัวใหญ่และผลิตภัณฑ์ ปี 2558 มีปริมาณ 53,982 ตัน มูลค่า 532.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 38,249 ตัน มูลค่า 246.87 ล้านบาท ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 18.80 และร้อยละ 27.40 ต่อปี ตามลำดับ การส่งออกหอมหัวใหญ่และผลิตภัณฑ์ ปี 2558 มีปริมาณ 10,563 ตัน มูลค่า 127.86 ล้านบาท ลดลงจากปี 2554 ที่มีการส่งออกปริมาณ 16,376 ตัน มูลค่า 289.04 ล้านบาท ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7.70 และร้อยละ 13.61 ต่อปี ตามลำดับ</p>
<p>ราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 1 ที่เกษตรกรขายได้ ปี 2558 ราคากิโลกรัมละ 8.72 บาท มีแนวโน้มลดลงจากปี 2554 ที่ราคากิโลกรัมละ 13.80 บาท ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8.14 ต่อปี</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ปัญหาของหอมหัวใหญ่</strong></span></p>
<p>1. ผลผลิตกระจุกตัวออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีปัญหาราคาตกต่ำ รัฐเคยใช้เงินแทรกแซงตลาด</p>
<p>2. อายุการเก็บรักษาได้ไม่ยาวนานเหมือนหอมต่างประเทศ</p>
<p>3. ต้นทุนการผลิตและผลผลิตต่อไร่ต่ำ สู้หอมหัวใหญ่ต่างประเทศไม่ได้</p>
<p>4. มีหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศขายแข่งขันในประเทศทำให้บางปีระบายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่ทันราคาตกต่ำ</p>
<p>5. มีเมล็ดพันธุ์นอกระบบมาให้เกษตรกรเพาะปลูก</p>
<p>6. โรคหอมหัวใหญ่และแมลง แอนแทรคโนส โรคใบจุดสีม่วง หนอนกระทู้หอม</p>
<p>7. ผลิตภัณฑ์หอมหัวใหญ่ออกสู่ตลาดมีน้อย</p>
<p>8. การส่งเสริมเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้ายังไม่มีความหลากหลาย</p>
<p>9. นโยบายจำกัดเมล็ดพันธุ์ผลิตหอมหัวใหญ่เพื่อการบริโภค ไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้มาก</p>
<p>10. มีการลักลอบหอมหัวใหญ่และหอมแขกมาขายในประเทศ ทำให้แย่งส่วนแบ่งการตลาดภายใน</p>
<p>11. การใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนยังมีน้อย</p>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5647">หอมหัวใหญ่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5647</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน่อไม้ฝรั่ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=5478</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=5478#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2016 10:16:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=5478</guid>
		<description><![CDATA[<p>หน่อไม้ฝรั่ง Asparagus หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชดั้งเดิมที่มีการปลูกในเขตติดต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ชาวกรีกและชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิกรู้จักนำมาบริโภคเมื่อ พ.ศ. 343 เพราะเชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ กินแล้วร่างกายแข็งแรง และกำลังกายดี ชาวจีนนำมาใช้เป็นยาดองกับเหล้าดื่มบำรุงกำลัง ในยุคล่าอาณานิคมชาวยุโรปเป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ประเทศไทยเกษตรกรนิยมปลูก และมีแนวโน้มความต้องการสูง ทั้งตลาดส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นทั่วไปมี 2 ประเภท ได้แก่ ชนิดหน่อสีเขียวใช้รับประทานและการส่งออก และชนิดหน่อสีขาวใช้ในการแปรรูป การปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะให้หน่อสีเขียวหรือสีขาวขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติในการปลูก แหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และกาฬสินธุ์ &#160; 1. พันธุ์ : หน่อไม้ฝรั่งที่เกษตรกรนิยมปลูกเชิงการค้ามีพันธุ์หลัก ได้แก่ พันธุ์ยูซี 152 พันธุ์บร็อคอิมพรู๊ฟ และสายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หน่อไม้ฝรั่งมีอายุได้ 3 เดือน โดยใน 1 เดือนแรกเป็นระยะการเจริญเติบโต และออกดอก ติดผล เก็บหน่อได้ 2 เดือน การเก็บผลผลิตจะเริ่มปลูกด้วยเมล็ดแล้วเลี้ยงกอให้ครบ 8-9 เดือน จากนั้นจึงเริ่มเก็บหน่อ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5478">หน่อไม้ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>หน่อไม้ฝรั่ง Asparagus</strong></span><span id="more-5478"></span></p>
<p>หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชดั้งเดิมที่มีการปลูกในเขตติดต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ชาวกรีกและชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิกรู้จักนำมาบริโภคเมื่อ พ.ศ. 343 เพราะเชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ กินแล้วร่างกายแข็งแรง และกำลังกายดี ชาวจีนนำมาใช้เป็นยาดองกับเหล้าดื่มบำรุงกำลัง ในยุคล่าอาณานิคมชาวยุโรปเป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ประเทศไทยเกษตรกรนิยมปลูก และมีแนวโน้มความต้องการสูง ทั้งตลาดส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นทั่วไปมี 2 ประเภท ได้แก่ ชนิดหน่อสีเขียวใช้รับประทานและการส่งออก และชนิดหน่อสีขาวใช้ในการแปรรูป การปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะให้หน่อสีเขียวหรือสีขาวขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติในการปลูก แหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และกาฬสินธุ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5561" rel="attachment wp-att-5561"><img class="aligncenter size-full wp-image-5561" title="aspargus" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/06/aspargus.jpg" alt="" width="602" height="602" /></a><strong>1. พันธุ์ : </strong></span>หน่อไม้ฝรั่งที่เกษตรกรนิยมปลูกเชิงการค้ามีพันธุ์หลัก ได้แก่ พันธุ์ยูซี 152 พันธุ์บร็อคอิมพรู๊ฟ และสายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ</p>
<p>หน่อไม้ฝรั่งมีอายุได้ 3 เดือน โดยใน 1 เดือนแรกเป็นระยะการเจริญเติบโต และออกดอก ติดผล เก็บหน่อได้ 2 เดือน การเก็บผลผลิตจะเริ่มปลูกด้วยเมล็ดแล้วเลี้ยงกอให้ครบ 8-9 เดือน จากนั้นจึงเริ่มเก็บหน่อ การเก็บหน่อจะเก็บ 2 เดือน แล้วจะพักต้น 1 เดือน เลี้ยงต้น 4-5 ต้นในการสร้างกอ หน่อไม้ฝรั่งจะมีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และกระเทย</p>
<p><span style="color: #008080;">การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ</span></p>
<p>-เมื่อย้ายต้นหน่อไม้ฝรั่งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ไปเลี้ยงต่อบนอาหารที่มี NAA และอยู่ในที่สว่าง 3,000 หรือ 10,000 ลักซ์ ก่อนนำออกปลูก จะทำให้ต้นกล้ามีอัตราการรอดตาย 95-100%</p>
<p>-การย้ายปลูกหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์ UC500W และ UC711 จากการเพาะเลี้ยงข้อที่มีตา 1 ตาและมีรากยาว 4-6 เซนติเมตร ลงใน jiffy7 peat แล้วย้ายลงในกระบะพ่นหมอกอีก 5-8 วัน จากนั้นนำไปไว้ข้างนอกอีก 4 สัปดาห์ พบว่าหน่อไม้ฝรั่งมีอัตราการรอดตาย 89%</p>
<p><strong><span style="color: #008000;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=6474" rel="attachment wp-att-6474"><br />
</a><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=6476" rel="attachment wp-att-6476"><img class="aligncenter size-full wp-image-6476" title="aa" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/06/aa.jpg" alt="" width="947" height="467" /></a></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=6474" rel="attachment wp-att-6474"><img class="aligncenter size-full wp-image-6474" title="ka asparagus" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2016/06/ka-asparagus.jpg" alt="" width="480" height="610" /></a>2. การเพาะกล้า</span></strong></p>
<p>2.1 การเพาะกล้าในแปลง</p>
<div>- เตรียมแปลงเพาะกว้าง 1 เมตร ยาวตามที่ต้องการ</div>
<div>- ใส่ปุ๋ยคอก และ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 2 กก. และ 30 ก./ตรม.</div>
<div>- ใช้เมล็ด 100-250 กรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่</div>
<div>- โรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 15-20 ซม. กลบดินบางๆ เสมอผิวดิน แต่ละเม็ดห่างกัน 15-20 ซม.</div>
<div>
<p>2.2 ในถุงเพาะกล้า</p>
<div>- นำเมล็ดไปแช่น้ำอุ่น นาน 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำไปห่อในผ้าและรดน้ำให้ชุ่มใส่ไว้ในกระติกน้ำปิดฝาบ่มไว้จนเริ่มมีปุ่มรากสีขาว(ประมาณ 4-10 วัน จะเกิดปุ่มราก) แล้วนำไปหยอดลงถุงพลาสติกสีดำขนาด 4 x 6 หรือ 6 x 8 โดยหยอด 1-2 เมล็ด/ถุง</div>
<div>- หากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ใหม่สามารถนำไปเพาะเมล็ดได้ทันทีแต่ระยะเวลา ในการงอกประมาณ 10 &#8211; 15 วัน วัสดุเพาะกล้า ดินร่วน : ปุ๋ยคอก : ถ่านแกลบ : ขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 หรือหากหาวัสดุไม่ได้อาจใช้ ดินร่วน : ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1 : 1 ได้</div>
<div></div>
<div><span style="color: #0000ff;">เทคนิคการทำกล้า</span></div>
<div>-ใช้วิธีตัดยอดต้นกล้าอายุ 4-6 สัปดาห์ และคัดต้นที่ให้หน่อใหม่ภายใน 2-3 สัปดาห์ ปรากฏว่าต้นที่คัดเลือกแข็งแรงกว่าต้นที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในสามเดือนต่อมา อย่างไรก็ตามปรากฏว่าลักษณะแตกหน่อเร็วดังกล่าว ไม่มีความสัมพันธ์กับผลผลิตเมื่อหน่อไม้ฝรั่งโตเต็มที่</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</div>
<div>
<p><strong><span style="color: #008000;">3. การเตรียมดิน</span></strong></p>
<div>- ไถตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 2-4 ตัน/ไร่</div>
<div>- ถ้าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 6.0 หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ และไถพรวนปรับดินให้สม่ำเสมอ</div>
<div>
<div>- ปลูกด้วยต้นกล้าที่มีอายุ 4-6 เดือน และปลูกลงแปลงในช่วงเวลาที่มีแดดอ่อนๆ ตั้งแต่ 15.00-19.00 น.</div>
<div>- ตัดยอดให้เหลือลำต้นเหนือดินสูง 15-20 ซม. ควรแช่กล้าด้วยคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์85% ดับบลิวพีอันตรา60 ก./น้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที แล้วผึ่งให้แห้งก่อนปลูก เพื่อป้องกันกำจัดโรคลำต้นไหม้</div>
<div>- ระยะปลูก 50 x 150 ซม. จำนวน 1 ต้น/หลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 ก./หลุม แล้วกลบดินหนา 3-5 ซม.</div>
<div>- หลังปลูกควรให้น้ำวันละครั้ง เมื่อตั้งตัวได้แล้วจึงให้น้ำ 3-5 วันครั้ง การให้น้ำมีทั้งแบบสปริงเกอร์ และระบบน้ำหยด</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</div>
<div><span style="color: #008000;"><strong>4. การใส่ปุ๋ย</strong></span></div>
<div>
<p>ช่วงระยะการเจริญเติบโตและพักต้น ควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตัวหน้าสูง (N สูง) ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอเช่น 15-15-15, 16-16-16 อัตราการใส่ 25 30 กก.ต่อไร่ ใส่ทุก 10 15 วัน และปุ๋ยอินทรีย์ 3-5 ตัน/ไร่/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้งห่างกัน 6 เดือน ช่วงระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต ใส่ปุ๋ยที่มีตัวหน้าและตัวหลังสูง (N, K สูง) เช่นสูตร 21-7-14, 13-7-35, 15-5-20 อัตราการใส่25 30 กก.ต่อไร่ ใส่ทุก 10 15 วัน</p>
<p>บางท่านจะให้ปุ๋ยด้วยระบบน้ำหยด โดยการเอาปุ๋ยมาละลายกับน้ำแล้วส่งผ่านท่อให้น้ำโดยมีการติดท่อเวนทูล่าที่หัวจ่ายน้ำเพื่อดูดปุ๋ย</p>
<p>ถ้าพบต้นหน่อไม้ฝรั่งมีใบสีเหลืองออกขาวแสดงว่ามีการขาดปุ๋ยให้พ่นธาตุอาหารเสริม</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. ศัตรูพืช</strong></span></p>
<p>5.1 แมลงศัตรูพืช</p>
<p>1. เพลี้ยไฟหอม (Thrips tabaci Lindeman) ในระยะแรกของการเข้าทำลายถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่พบร่องรอย หรืออาการที่ถูกทำลาย แต่จะเห็นได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อพืชถูกทำลายรุนแรงแล้วหน่อไม้ฝรั่งจึงจะมีลักษณะแคระแกรน ปลายหน่อเหลืองซีด กาบใบที่หุ้มบริเวณลำต้นมีสีน้ำตาล และแสดงอาการเหี่ยว ซึ่งหน่อไม้ฝรั่งที่มีลักษณะดังกล่าวจะขายไม่ได้ราคาและที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ปัจจัยที่สำคัญต่อการระบาดของเพลี้ยไฟหอม ได้แก่ ฝน และอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะลดการเคลื่อนย้ายและการระบาดของเพลี้ยไฟหอมลงได้มาก พบระบาดในช่วงฤดูร้อนหรืออากาศแห้งแล้ง ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ของทุกแหล่งที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง</p>
<p>การป้องกันกำจัด: วิธีกล โดยการติดกับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 80 กับดักต่อไร่ พบว่า มีประสิทธิภาพในการดักจับเพลี้ยไฟชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี และสามารถลดการระบาดลงได้ ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ เช่น อิมิดาคลอพริด (imidacloprid 10% W/V SL) หรือ ฟิโปรนิล (Fipronil 5% W/V SC)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>2. หนอนกระทู้หอม Spodoptera exigua (Hubner) เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะตามแหล่งปลูกการค้าต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ปลูกผักอย่างมาก ทั้งนี้เกษตรกรไม่สามารถป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ได้ เนื่องจากหนอนสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงหลายชนิด และมีพฤติกรรมชอบหลบซ่อนตัว การระบาดจะรุนแรงมากในช่วงฤดูร้อน โดยหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะกัดกินผิวใบบริเวณส่วนต่างๆ ของพืชเป็นกลุ่ม และความเสียหายรุนแรงในระยะหนอนวัย 3 ซึ่งจะแยกย้ายกัดกินทุกส่วนของพืช หากปริมาณหนอนมากความเสียหายจะรุนแรง ผลผลิตจะเสียหายและคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด</p>
<p>การป้องกันกำจัด: การใช้วิธีทางเขตกรรม เช่น การไถพรวนดินตากแดด ใช้สารฆ่าแมลงไพโรล (pyroles) สปิโนซินส์ (spinosyns) เบนโซอีลยูเรีย (benzoylureas)</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ</p>
<p>- แตนเบียนธรรมชาติ ได้แก่ แตนเบียน <em>Microplitis manilae</em> Ashmead, แตนเบียน <em>Charops</em> sp. และแมลงวัน <em>Peribaea orbata</em> (Wiedemann)</p>
<p>- ตัวห้ำธรรมชาติ ได้แก่ มวนพิฆาต Eocanthecona furcellata (Woff)</p>
<p>- การใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ที่สำคัญมีจำหน่ายเป็นการค้า ได้แก่ Bacillus thuringiensis var. aizawai และ Bacillus thuringiensis var. kurstaki เป็นต้น</p>
<p>- การใช้เชื้อไวรัส Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) กำจัดหนอนกระทู้หอม</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>3. หนอนกระทู้ผัก Spodoptera litura (Fabricius) ระยะแรกเข้าทำลายเป็นกลุ่ม ในระยะต่อมาจะทำลายรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่สามารถกัดกินใบ ก้าน ดอก ทำความเสียหายและยากแก่การป้องกันกำจัด ซึ่งการเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ และมักแพร่ระบาดได้รวดเร็วตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. การใช้วิธีทางเขตกรรม เช่น การไถตากดิน</p>
<p>2. การใช้วิธีกล เช่น การเก็บกลุ่มไข่ และหนอนไปทำลาย</p>
<p>3. การใช้โรงเรือนคลุมด้วยตาข่ายไนล่อน หรือการปลูกผักกางมุ้ง</p>
<p>4. การใช้สารฆ่าแมลงไพโรล (pyroles) สปิโนซินส์ (spinosyns) เบนโซอีลยูเรีย (benzoylureas)</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ</p>
<p>- การใช้เชื้อแบคทีเรีย (Bt)</p>
<p>- การใช้เชื้อไวรัส NPV หนอนกระทู้ผัก</p>
<p>- การใช้แตนเบียน ตัวห้ำ และมวนพิฆาต</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>4. แมลงหวี่ขาวยาสูบ Bemisia tabaci (Gennadius) ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบ และเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากไวรัส การกระจายของแมลงและโรคที่เกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตร้อน แต่ก็พบในเขตกึ่งร้อนและเขตอบอุ่นด้วยเช่นกัน</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. คลุกเมล็ดก่อนเพาะกล้าด้วยสารคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan 25% ST)</p>
<p>2. ใช้สารฆ่าแมลงอิมิดาคลอพริด (imidacloprid 10% W/V SL) หรือ ฟิโปรนิล (fipronil 5% W/V SC)</p>
<p>ศัตรูธรรมชาติ : แตนเบียน Encrasia sp.</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5.2 โรคศัตรูหน่อไม้ฝรั่งและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p><span style="color: #cc99ff;">1. โรคลำต้นไหม้ (Stem Blight) เกิดจากเชื้อรา <em>Phomopsis</em> sp.</span> มีลักษณะอาการเริ่มแรก พบลำต้นเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ สีเขียวรูปกระสวย จากนั้นจุดจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นแผลสีม่วง หรือสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลเป็นสีน้ำตาลอ่อนยาวรีคล้ายรูปไข่ตามแนวยาวของลำต้น เมื่อแผลขยายจะมีเม็ดสีดำเล็กๆ กระจายทั่วแผล ต้นจะทรุดโทรมและแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังพบอาการของโรคได้บนกิ่ง ก้าน และใบ</p>
<p>การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่แสดงอาการเป็นโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5-10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน สลับกับคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร นำต้นที่ตัดแต่งและถอนทิ้ง จากการพักต้น ไปเผาทำลาย ควรปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดปริมาณเชื้อโรค และไม่ควรปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #cc99ff;">2. โรคแอนเทรคโนส <em>Colletotrichum gloeosporioides</em> (Penz.)</span> มีลักษณะอาการเริ่มแรก พบลำต้นเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ สีน้ำตาล ต่อมาแผลขยายใหญ่เป็นวงรี ตามความยาวของลำต้น ตรงกลางแผลมีสีซีดและพบเม็ดสีดำเล็กๆ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น แผลยุบตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อพืช ถ้าอากาศชื้นจะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อนที่บริเวณแผล เมื่อแผลขยายลุกลามมากขึ้น จะทำให้ต้นเหี่ยว ลีบแบน เป็นสีเขียวอมเหลืองคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ใบเทียมเหลืองซีดและตายในที่สุด</p>
<p>การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่แสดงอาการเป็นโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก กำหนดระยะปลูกให้เหมาะสม ทำให้กอโปร่ง โดยการถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เก็บเศษซากพืช และวัชพืชออกจากแปลง หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โพรคลอราซ 50 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน สลับกับแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรพิเนบ 70% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #cc99ff;">3. โรคกิ่งไหม้หรือใบเทียมร่วง (Cercospora Leaf Blight) เกิดจากเชื้อรา</span> <em>Cercospora asparagi.</em> เกิดอาการที่กิ่งแขนงที่เพิ่งแตกใหม่ และใบเทียม เป็นแผลกลมสีม่วงอมน้ำตาล หรือม่วงแดง ตรงกลางแผลมีสีเทาหรือขาวขุ่น ขอบแผลเป็นสีน้ำตาล ถ้าอาการรุนแรงทำให้กิ่งก้านและใบเทียมร่วงและต้นแห้งตายได้<strong> </strong>ระบาดในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง โดยสปอร์ของเชื้อจะปลิวไปกับน้ำฝน หรือระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ได้ สามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโต</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong> รักษาความสะอาดในแปลงปลูก ตัดแต่ง กิ่ง ก้านที่เป็นโรคออกจากแปลง และเผาทำลาย ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช พ่นคาร์เบนดาซิม 50% W/V/SC อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นสลับกับแมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #cc99ff;"><em>4.</em> โรคเน่าเปียก เกิดจากเชื้อรา <em>Choanephora sp.</em></span> จะมีลักษณะอาการส่วนของปลายยอดของต้นอ่อนที่กำลังแตกยอดเหี่ยว หรือหน่ออ่อนเน่า เหี่ยวฟุบ และพบเชื้อราสร้างเส้นใยสีเทายื่นออกมาเป็นก้านที่ปลายก้านมีตุ่มเล็ก ๆ สีดำ <strong></strong>พบโรคระบาดในช่วงที่ฝนตกชุก และอากาศมีความชื้นสูง โดยสปอร์ของเชื้อจะปลิวไปกับน้ำฝน หรือระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ได้ <strong></strong><strong></strong></p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><strong> </strong>รักษาความสะอาดในแปลงปลูก ตัดแต่งและถอนต้นที่เป็นโรคออกจากแปลง และเผาทำลาย ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยด ถ้าพบการระบาดของโรคให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไตรโฟรีน 12% EC</p>
<p style="text-align: center;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong></span></p>
<div>-เลือกเก็บเกี่ยวหน่อซึ่งมีปลายหน่อแน่นไม่บานยาว 20-25 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางโคนมากกว่า 0.8 ซม.ใช้วิธีการถอนโดยจับโคนหน่อที่ติดกับดินแล้วดึงขึ้น รวบรวมผลผลิตใส่ภาชนะบรรจุที่สะอาด แล้วขนย้ายไปไว้ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกทันที</div>
<div><span style="color: #0000ff;">การไว้ต้น</span></div>
<div>-การไว้ต้นแม่จำนวน 5 ต้น/กอ ให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์ Brock’s Improve สูงที่สุดทั้งจำนวนหน่อและน้ำหนักหน่อที่เก็บเกี่ยวได้ แต่ไม่มีความแตกต่างกับการไว้ต้นแม่ 4 และ 6 ต้น/กอ</div>
<div>- เกษตรกรบางส่วนไม่ได้ไว้ต้นแม่ 4-5 ต้น ตามคำแนะนำในเอกสารระบบการจัดการคุณภาพ GAP หน่อไม้ฝรั่ง บางรายไว้ถึง 10 ต้น/กอ เนื่องจากเสียดายถ้าจะต้องตัดทิ้ง ทำให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ แต่หลายแปลงที่มองดูเหมือนไว้จำนวนต้น/กอ มากเกินกว่า 4-5 ต้นนั้น ความจริงแล้วเป็นเพราะใน 1 หลุมปลูก ไม่ได้มีหน่อไม้ฝรั่งเพียงต้นเดียว แต่มี 2-3 ต้น เนื่องจากปลูกด้วยวิธีการหยอดเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรงหรือปลูกจากต้นกล้าที่เพาะในถุง<br />
-ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวและพักต้นหน่อไม้ฝรั่งที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยควรเป็นเก็บเกี่ยว 2 เดือนและพักต้น 1 เดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพต้นและแวดล้อม ซึ่งหมายถึงสภาพอากาศและการระบาดของศัตรูพืช</div>
<div></div>
<div><strong><span style="color: #008000;">7. ต้นทุนการผลิตหน่อไม้ฝรั่ง</span></strong></div>
<div>เกษตรกรปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะทำการปลูกหน่อไม้ฝรั่งโดยใช้พันธุ์บล็อกอิมพรู๊ฟ และเก็บพันธุ์ต่อมาเรื่อยๆ โดยจะมีการลงทุนปลูกปีแรกประมาณ 119,324.02 บาท และหลังจากปลูก 8 เดือน จึงจะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกร<br />
ในปีที่ 2 ปีที่ 4 โดยต้นทุนทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งต้นทุนก่อนเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวเฉลี่ยไร่ละ 126,249.80 บาท หรือกิโลกรัมละ 33.19 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 44,915.35 บาท หรือกิโลกรัมละ 11.81 บาท</div>
</div>
<div></div>
<div><strong><span style="color: #008000;">8. มาตรฐานหน่อไม้ฝรั่ง </span></strong><span style="color: #000000;">จะต้องมีคุณภาพขั้นต่ำ จะต้องมีมาตรฐานต่อไปนี้</span></div>
<div>
<p>(1) หน่อสด สมบูรณ์</p>
<p>(2) ไม่แคระแกรน ไม่คดงอ</p>
<p>(3) ปราศจากรอยช้ำ รอยถลอกที่เด่นชัด</p>
<p>(4) สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้</p>
<p>(5) ไม่มีศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อรูปลักษณ์ทั่วไปของผลิตผล</p>
<p>(6) ไม่มีความเสียหายของผลิตผลเนื่องจากศัตรูพืช</p>
<p>(7) รอยตัดที่โคนหน่อต้องสะอาด</p>
<p>(8) ไม่มีกลิ่นและรสชาติที่ผิดปรกติ</p>
<p>(9) ปราศจากความชื้นภายนอกที่ผิดปกติ ยกเว้นหยดน้ำที่เกิดหลังการนำออกจากห้องเย็น หน่อไม้ฝรั่งได้มีการกำหนดมาตรฐานแล้วอยู่ใน มกอช. 1500-2547 ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ก. ปัญหาการผลิตหน่อไม้ฝรั่ง</strong></span></p>
<p>1. ประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ดี เกษตรกรที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่วนใหญ่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามีราคาแพง จึงมีการนำเข้ามาปลูกแทนพันธุ์เดิมน้อย ทำให้คุณภาพผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2. การระบาดของศัตรูพืช มีโรคลำต้นไหม้ โรคเน่า และโรคใบทียมร่วง เนื่องจากพันธุ์ที่ปลูกไม่ต้านทานโรค ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก<strong></strong></p>
<p>3. ขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ที่ดี ทำให้ไม่ได้รับเมล็ดพันธุ์ดีกระจายออกสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง และมีต้นทุนสูงในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี เกษตรกรยังต้องใช้พันธุ์และเมล็ดพันธุ์คุณภาพต่ำไปปลูก <strong></strong></p>
<p>4. สภาพพื้นที่ปลูกเดิมเสื่อมโทรม เช่น นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี เกษตรกรจึงต้องย้ายฐานการผลิตไปสู่จังหวัดอื่นๆ เช่น เพชรบูรณ์ ซึ่งไกลจากโรงงานแปรรูปที่มีการรับซื้อเพื่อส่งออก<strong></strong></p>
<p>5. เกษตรกรมีการเข้าร่วมการปฏิบัติตามที่ดี (Good Agricultural Practice) เพื่อผลิตหน่อไม้ฝรั่งยังมีจำนวนน้อย ทำให้หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตออกมายังมีการปนเปื้อนจากสารตกค้าง<strong></strong></p>
<p>6. ตลาดส่งออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผลผลิตที่มีคุณภาพน้อย ทำให้ไม่สามารถส่งออกและรักษาตลาดเดิมไว้ได้<strong></strong></p>
<p>7. ยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีที่มีคุณภาพกระจายออกสู่เกษตรกร เกษตรกรจึงขาดเมล็ดพันธุ์ดีปลูก ทำให้พื้นที่ปลูกมีแนวโน้มลดลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=5478">หน่อไม้ฝรั่ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=5478</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หอมแดง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4455</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4455#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2015 06:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4455</guid>
		<description><![CDATA[<p>หอมแดง สถานการณ์การผลิตหอมแดง ปลูกในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ราคาหอมแดงสดคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเดือนมกราคม – มีนาคม 2565 กิโลกรัมละ11 บาท และราคาหอมแดงใหญ่มัดจุก (อายุ 7-15 วัน ) อยู่ที่กิโลกรัมละ 28.56 บาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ขายได้กิโลกรัมละ 14.98 บาท และ 34.82 ตามลำดับ หรือลดลงร้อยละ 26.57 และ 18.00 ตามลำดับ ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการนำเข้าหอมแดงสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 13,086 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 3.10 ขณะที่มูลค่า 120.91 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ31.90 สำหรับการส่งออก ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกหอมแดงสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 10,745 ตัน มูลค่า248.35 ล้านบาท ลดลงจาก 16,025 ตัน มูลค่า 356.60 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 33และ 30.40 ตามลำดับ ปี 2564 หอมแดงมีพื้นที่เพาะปลูก 59,754 ไร่  เนื้อที่เก็บเกี่ยว 59,345 ไร่ ผลผลิต 159,869 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 2,694 กิโลกรัม ปี 2563 หอมแดงมีพื้นที่เพาะปลูก [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4455">หอมแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>หอมแดง<span id="more-4455"></span></strong></span></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>สถานการณ์การผลิตหอมแดง</strong> </span>ปลูกในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา <span style="color: #0000ff;">อุตรดิตถ์</span> เพชรบูรณ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัด<span style="color: #0000ff;">ศรีสะเกษ</span> ยโสธร อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ</p>
<p>ราคาหอมแดงสดคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเดือนมกราคม – มีนาคม 2565 กิโลกรัมละ11 บาท และราคาหอมแดงใหญ่มัดจุก (อายุ 7-15 วัน ) อยู่ที่กิโลกรัมละ 28.56 บาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ขายได้กิโลกรัมละ 14.98 บาท และ 34.82 ตามลำดับ หรือลดลงร้อยละ 26.57 และ 18.00 ตามลำดับ</p>
<p>ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการนำเข้าหอมแดงสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 13,086 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 3.10 ขณะที่มูลค่า 120.91 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ31.90 สำหรับการส่งออก ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกหอมแดงสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 10,745 ตัน มูลค่า248.35 ล้านบาท ลดลงจาก 16,025 ตัน มูลค่า 356.60 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 33และ 30.40 ตามลำดับ</p>
<p>ปี 2564 หอมแดงมีพื้นที่เพาะปลูก 59,754 ไร่  เนื้อที่เก็บเกี่ยว 59,345 ไร่ ผลผลิต 159,869 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 2,694 กิโลกรัม</p>
<p>ปี 2563 หอมแดงมีพื้นที่เพาะปลูก 51,924 ไร่  เนื้อที่เก็บเกี่ยว 51,789 ไร่ ผลผลิต 134,655 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 2,600 กิโลกรัม</p>
<p>ปี 2559 หอมแดงมีพื้นที่เพาะปลูก 48,685 ไร่ ผลผลิต 88,160 ตัน ต้นทุนการผลิตไร่ละ 22,158.11 บาท หรือกิโลกรัมละ 9.34 บาท</p>
<p>ตลาดต่างประเทศที่นำเข้าหอมแดงจากไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตลาดคู่แข่งได้แก่ ประเทศเวียตนาม อินเดีย และจีน ปี 2560 จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 99,000 ตัน เนื่องจากราคาดีอยู่ที่ 15.33 บาท</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การวิเคราะห์ SWOT</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><img title="More..." src="http://hort.ezathai.org/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /><strong>ความได้เปรียบของหอมแดง</strong></span></p>
<p>1. เกษตรกรนิยมปลูกมากเนื่องจากมีรายได้ดีกว่าพืชอื่นๆ หลายชนิด เป็นพืชอายุสั้น 45 &#8211; 75 วัน เกษตรกรสามารถปลูกปีละหลายครั้งเพื่อสร้างรายได้เกษตรกรไม่ต้องดูแลรักษามาก เมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ</p>
<p>2. คุณภาพหอมแดงของไทยมีรสชาติดีเป็นที่นิยมและความต้องการของผู้บริโภคทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้อเสียเปรียบของหอมแดง</strong></span></p>
<p>1. พันธุ์หอมแดงในประเทศมีน้อย ค่าพันธุ์มีราคาแพง ผลผลิตกระจุกออกสู่ตลาดพร้อมกันทำให้มีปัญหาราคาตกต่ำต้องแทรกแซงตลาด รัฐเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีน้ำมาก?โรคหอมแดง เช่น หอมเลื้อย หรือแอนแทรกโนส การแปรรูปหอมแดงมีน้อย</p>
<p>2. ?เกษตรกรเก็บพันธุ์มาปลูกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพต่ำ ยังไม่มีเครื่องจักรกลใช้แทนแรงงานคนเพื่อลดต้นทุนการผลิต</p>
<p>3. เกษตรกรยังไม่ค่อยมีการเข้าร่วมแปลง GAP สหกรณ์หอมแดงยังไม่มีความเข้มแข็ง ไม่สามารถดำเนินธุรกิจด้านตลาดได้</p>
<p>4. อายุการเก็บรักษาได้ไม่ยาวนาน ปัญหาเน่าเสียระหว่างการขนส่งมากเนื่องจากหอมแดงมีน้ำมากทำให้เป็นภาระต้น ทุนกับพ่อค้าและผู้ส่งออกการนำเข้าหอมแดงมาขายแบ่งกับตลาดภายใน ทำให้ราคาตกต่ำ ต้นทุนการผลิตยังสูงเมื่อเทียบกับผู้แข่งขัน</p>
<p>หอมแดงในฤดูอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน และหอมซิ่งอายุเก็บเกี่ยว 45 วัน (ปลูกก่อนฤดูกาล) ห้วพันธุ์หอมแดงกิโลกรัมละ 200 บาท</p>
<p>หอมแดงที่ปลูกเดือนธันวาคมจะให้ผลผลิตมาก และลดลงเมื่อปลูกเดือนถัดไป</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration-line: underline;">1.โรคแอนแทรคโนส หรือโรคหอมเลื้อย (หรือโรคหมานอน)</span></p>
<p>อาการใบเน่า พบแผลรูปรี เนื้อแผลยุบเล็กน้อย บนแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้ม เมื่อแห้งจะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆสีน้ำตาลดำ เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ถ้าแผลขยายใหญ่หรือหลายแผลมาชนกันจะทำให้ใบหักพับ แห้งตาย หรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง</p>
<p>อาการต้นเลื้อย พบอาการต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว ไม่ลงหัว หรือหัวลีบยาวบิดโค้งงอ ส่วนคอมักยืดยาว มีระบบรากสั้นกว่าปกติ มักพบแผลอาการใบเน่าที่บริเวณใบ โคนกาบใบ คอ หรือส่วนหัว</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. ถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย แล้วพ่นต้นที่เหลือด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง สลับกับ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยา หากโรคยังคงระบาดพ่นซ้ำ ทุก 5 วัน</p>
<p>ข. ในแปลงที่เกิดโรค ก่อนปลูกฤดูปลูกต่อไป ควรไถตากดิน 2-3 แดด และใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับสภาพดิน หรือปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมกระเทียมสลับ อย่างน้อย 2 ปี</p>
<p>ค. ก่อนปลูกแช่หัวพันธุ์ด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 10-20 กรัม ต่อหอมแดง 1 กิโลกรัม หรือ สารโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">2. โรคใบจุดสีม่วง</span> พบจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็ก เมื่อแผลแห้งเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาวต่อมาแผลขยายออกเป็นวงกลมรี ตามขนาดใบ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาว หรือสีเหลืองส้มล้อมรอบ ถ้าอากาศชื้นจะพบสปอร์สีดำที่แผล หากระบาดรุนแรงใบจะแห้งตายหมด ผลผลิตลดลง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>ก. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 2๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ 2๐ ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 5๐ % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรคลอราช 5๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 2๐ กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง สลับกับ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 2๐ ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุ<br />
ข. เก็บซากพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลาย<br />
ค. ฤดูปลูกถัดไป ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับสภาพดิน<br />
ง. ก่อนปลูกควรแช่หัวพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที<br />
จ. ปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมกระเทียมสลับ</p>
<p>3. หนอนกระทู้หอม กัดกินทำลายใบ</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายช่วยลดการระบาด<br />
2. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส <em>Bacillus thuringiensis</em> (Bt) อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร<br />
3. สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>หอมแดงเกณฑ์การคัดเลือก ฤดูปลูกมี 2 ช่วง ตค-พย. เมย.-พค หัวใหญ่  ทรงกลม หยดน้ำ อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว 1 สัปดาห์ อายุการเก็บรักษา 90 วัน เปรียบเทียบพันธุ์ราษีไศล ที่อายุ 90 วัน จะมีสูญเสีย 30 เปอร์เซนต์จะทำให้สูญเสีย 20 เปอร์เซนต์ เกษตรกรศรีสะเกษนิยมพันธุ์จากราษีไศล</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4455">หอมแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4455</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักกาดหอม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3818</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3818#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 07:08:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3818</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผักกาดหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuca sativaL. ชื่อวงศ์ Asteraceae ชื่อสามัญ Lettuce ชื่ออื่นๆ - 1.พันธุ์พันธุ์ของผักกาดหอมที่นิยมปลูกในบ้านเราและสามารถปลูกได้ทั้งปี คือ ลิ๊ฟ (Leaf) หรือ ลูสลี๊ฟ (Loose leaf) และพันธุ์แกรนด์ แรปปิด (Grand Rapid) หรือเรียกว่า พันธุ์ใบ หรือผักกาดหอมใบหยิก นิยมปลูกมากในบ้านเรา (ตราศรแดง, ตราเครื่องบิน) 2. การเตรียมดินไถดิน ตากแดดประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ไถพรวน ชักร่อง รดน้ำให้ชุ่ม พ่นยาคลุมหญ้าด้วย อะลาคลอ หรือเพนดิเมทาริน ทิ้งไว้ 1 คืน 3. การปลูกผักกาดหอมใบหยิกหยอดเมล็ดลงไปบนร่อง เป็นแถวเป็นแนว ระยะ ระหว่างต้น x ระหว่างแถว ประมาณ 30 x40 เซนติเมตร [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3818">ผักกาดหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ผักกาดหอม<br />
</strong></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่อวิทยาศาสตร์ </strong><em style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Lactuca sativa</em><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">L.<span id="more-3818"></span></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อวงศ์ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Asteraceae</span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อสามัญ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Lettuce</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่ออื่นๆ </span><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">-</span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3819" rel="attachment wp-att-3819"><img class="aligncenter size-full wp-image-3819" title="pakkadhom01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakkadhom01.jpg" alt="" width="235" height="169" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3820" rel="attachment wp-att-3820"><img class="aligncenter size-full wp-image-3820" title="pakkadhom02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakkadhom02.jpg" alt="" width="235" height="165" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>1.<strong>พันธุ์</strong>พันธุ์ของผักกาดหอมที่นิยมปลูกในบ้านเราและสามารถปลูกได้ทั้งปี คือ ลิ๊ฟ (Leaf) หรือ ลูสลี๊ฟ (Loose leaf) และพันธุ์แกรนด์ แรปปิด (Grand Rapid) หรือเรียกว่า พันธุ์ใบ หรือผักกาดหอมใบหยิก นิยมปลูกมากในบ้านเรา (ตราศรแดง, ตราเครื่องบิน)</p>
<p>2. การเตรียมดินไถดิน ตากแดดประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ไถพรวน ชักร่อง รดน้ำให้ชุ่ม พ่นยาคลุมหญ้าด้วย อะลาคลอ หรือเพนดิเมทาริน ทิ้งไว้ 1 คืน</p>
<p>3. การปลูกผักกาดหอมใบหยิก<strong></strong>หยอดเมล็ดลงไปบนร่อง เป็นแถวเป็นแนว ระยะ ระหว่างต้น x ระหว่างแถว ประมาณ 30 x40 เซนติเมตร หลุมละ 2-5 เมล็ด พอขึ้นมามีใบจริง 2-3 ใบ ควรแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากปลูกหน้าร้อน ควรคลุมด้วยฟางข้าว</p>
<p>4. การรดน้ำ<strong></strong>ควรรดน้ำเช้า-เย็น อย่างสม่ำเสมอ ด้วยระบบสปริงเกอร์ เรือรดน้ำ หรือลากสายยาง รดด้วยฝักบัว</p>
<p>5. การใส่ปุ๋ยนิยมใส่ปุ๋ยคอกก่อนปลูก โดยคลุกกับดิน และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 เมื่อผักกาดหอมอายุได้ 15-20 วัน อัตรา 30 กก.ต่อไร่ และหมั่นสังเกตว่าหากผักกาดหอมเจริญเติบโตไม่ค่อยดีก็ทำการใส่ปุ๋ยซ้ำได้ อย่าลืมรดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p>6. โรคและแมลงที่สำคัญ เนื่องจากผักกาดหอมไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน จึงไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นสารกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช</p>
<p>7. การเก็บเกี่ยวพันธุ์ใบหยิก อายุประมาณ 40-50 วัน ก็เริ่มตัดต้นขายได้ เมื่อตัดควรเด็ดใบสีเหลืองทิ้งแล้วล้างยางสีขาวออก ใส่ถุง หรือเข่ง ส่งตลาด</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3818">ผักกาดหอม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3818</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักกาดหัว</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3809</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3809#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 06:58:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร บ-ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3809</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผักกาดหัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Raphanus sativusLinn., Cv group Chinese radish ชื่อวงศ์ Cruciferae ชื่อสามัญ Chinese radish ชื่ออื่นๆ หัวไชเท้า ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัวผักกาดขาวเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูง 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านที่โคนต้นจำนวนมาก มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่สีขาวอยู่ใต้ดิน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรียาว กว้าง 7-14 ซม. ยาว 10-30 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเว้าลึกเป็นแฉกและจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวหรือสีม่วง กลีบเลี้ย 4 กลีบ สีเขียว กลีบดอกมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ปลายกลีบมน ผล เป็นฝักและคอดระหว่างเมล็ด เมล็ดหลายเมล็ด 1.พันธุ์พันธุ์ผักกาดหัวแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3809">ผักกาดหัว</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ผักกาดหัว<br />
</span></strong></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">ชื่อวิทยาศาสตร์ </strong><em style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Raphanus sativus</em><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">Linn., Cv group Chinese radish<span id="more-3809"></span></span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อวงศ์ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Cruciferae</span></p>
<p><strong style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">ชื่อสามัญ </strong><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;">Chinese radish</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong> </span><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: -webkit-center;">หัวไชเท้า</span></p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3810" rel="attachment wp-att-3810"><img class="aligncenter size-full wp-image-3810" title="pakkahua02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakkahua02.jpg" alt="" width="235" height="176" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3811" rel="attachment wp-att-3811"><img class="aligncenter size-full wp-image-3811" title="pakkahua01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/10/pakkahua01.jpg" alt="" width="235" height="180" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></p>
<p><strong> </strong>หัวผักกาดขาวเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูง 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านที่โคนต้นจำนวนมาก มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่สีขาวอยู่ใต้ดิน <strong>ใบ </strong>เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรียาว กว้าง 7-14 ซม. ยาว 10-30 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเว้าลึกเป็นแฉกและจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนเล็กน้อย <strong>ดอก </strong>ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวหรือสีม่วง กลีบเลี้ย 4 กลีบ สีเขียว กลีบดอกมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ปลายกลีบมน <strong>ผล</strong> เป็นฝักและคอดระหว่างเมล็ด เมล็ดหลายเมล็ด</p>
<p>1.<strong>พันธุ์</strong>พันธุ์ผักกาดหัวแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ</p>
<p>1.1 กลุ่มพันธุ์ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หนัก และพันธุ์ปานกลางมีอายุปีเดียว และสองปี</p>
<p>1.2 กลุ่มพันธุ์จีน ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์เบาและเป็นผักปีเดียว</p>
<p>พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์เบา เช่นพันธุ์แม่โจ้, พันธุ์ม.ก1, พันธุ์เอฟเวอเรส ไอบริส, พันธุ์ซากาตะมิโน, ซัมเมอร์ครอบ ไฮบริด และลูกผสมของบริษัทต่างๆ เช่นตราเครื่องบินตรา ศรแดง ตราปลา เป็นต้น</p>
<p><strong>2. การเตรียมดิน</strong>ไถดินตากไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว พรวนดิน ชักร่องขึ้นแปลง</p>
<p><strong>3. การปลูก</strong>หลังจากเตรียมดินขึ้นแปลงแล้ว หยอดเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัวลงดิน ระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 25 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวประมาณ 30 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม จนกว่าต้นกล้างอกมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือจุดละ 1 ต้น</p>
<p><strong>4. การให้น้ำ</strong>ควรให้น้ำผักกาดหัวอย่างพอเพียงเช้าและเย็น ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งผักกาดหัวได้อายุเก็บเกี่ยว เพราะถ้าผักกาดหัวขาดน้ำ จะทำให้ขนาดและคุณภาพของหัวด้อยลงไป</p>
<p><strong>5. การใส่ปุ๋ย</strong>ผักกาดหัวจะแบ่งการใส่ปุ๋ย เป็น 2 ครั้ง คือ หลังจากถอนแยกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และครั้งที่สองเมื่ออายุได้ 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p><strong>6. การกำจัดวัชพืช</strong>วัชพืชที่ขึ้นมาต้องคอยถอนออกอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งน้ำ และอาหารตลอดจนเป็นพืชอาศัยของแมลงศัตรู</p>
<p><strong>7. การเก็บเกี่ยว</strong>ปกติพันธุ์ผักกาดหัวพันธุ์เบาจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 42-50 วัน พันธุ์กลางอายุประมาณ 60-70 วัน และพันธุ์หนักอายุประมาณ 70-90 วัน โดยถอนด้วยมือตัดใบพร้อมก้านให้เหลือประมาณ 10 นิ้ว ล้างน้ำให้สะอาดก่อนถอนผักกาดหัวควรสังเกตหัวไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป</p>
<p><strong>8. โรคและแมลงศัตรูผักกาดหัว</strong>โรคและแมลงศัตรูผักกาดหัวตลอดจนสารป้องกันกำจัดเหมือนกับกะหล่ำปลี คะน้า และพืชตระกูลกะหล่ำอื่นๆ</p>
<p><strong>สรรพคุณ</strong></p>
<p>หัว มีรสเฝื่อนฉุน คั้นน้ำกินเป็นยาบำรุงประสาท แก้อาการผิดปกติของหลอดลมและทรวงอก แก้อาเจียนเป็นโลหิต รากทำให้สุกเป็นยาระลาย สมานลำไส้ บำรุงม้าม ขับลม เรียกน้ำลาย บำรุงเลือด แก้คัน แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ</p>
<p>ทั้งต้น มีรสเฝื่อนขม ช่วยเจริญอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้เจ็บคอ ขังเสมหะ ต่อมน้ำนมบวม น้ำนมคั่ง ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย</p>
<p>ใบสด มีรสเฝื่อนขม คั้นน้ำทาแก้ผิวหนังเป็นผื่นคัน แผลมีน้ำเหลือง</p>
<p>ดอก มีรสขม ช่วยขับน้ำดี</p>
<p>เมล็ด มีรสเผ็ดชุ่มสุขุม ช่วยระบายท้อง ย่อยอาหาร แก้ท้องอืดแน่น แก้บิด แก้บวม แก้หอบ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ละลายก้อนนิ่ว</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3809">ผักกาดหัว</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3809</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค้างคาวดำ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=229</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=229#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 09:27:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ประดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านค้างคาวดำ ชื่ออื่นๆ : เนียมฤาษี ม่านแผลน ว่านนางครวญ พิลพลูสี มังกรดำ ดีงูหว้า ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ดีปลาช่อน คลุ้มเสีย ม้าถอนหลัก ละเบ๊าะบูเก๊ะ เนระพูสีไทย ชื่อวงศ์ : TACCACEAE ชื่อสามัญ : Tacca J.R.&#38; G. Forst ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tacca chantriri Andre ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดินสูง 50-60 ซม. ใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม แผ่นใบแผ่รูปหอกแกมรอบขนาน กว้าง 7-15 ซม. ยาว 20-60 ซม. ก้านใบยาว 15-30 ซม. ดอก &#8211; ดอกเป็นช่อลักษณะเป็นกลุ่ม มี 4-6 (25) ดอก ก้านช่อดอกยาว [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=229">ค้างคาวดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ว่านค้างคาวดำ</span><span id="more-229"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>เนียมฤาษี ม่านแผลน ว่านนางครวญ พิลพลูสี มังกรดำ ดีงูหว้า ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ดีปลาช่อน คลุ้มเสีย ม้าถอนหลัก ละเบ๊าะบูเก๊ะ เนระพูสีไทย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> :</strong> TACCACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>:</strong> Tacca J.R.&amp; G. Forst</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong> :</strong> <em> Tacca chantriri</em> Andre</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7607" rel="attachment wp-att-7607"><img class="aligncenter size-full wp-image-7607" title="kangkaw" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/kangkaw.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=1740" rel="attachment wp-att-1740"><br />
</a></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span><strong> : </strong>ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดินสูง 50-60 ซม. ใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม แผ่นใบแผ่รูปหอกแกมรอบขนาน กว้าง 7-15 ซม. ยาว 20-60 ซม. ก้านใบยาว 15-30 ซม. ดอก &#8211; ดอกเป็นช่อลักษณะเป็นกลุ่ม มี 4-6 (25) ดอก ก้านช่อดอกยาว 30-50 ซม. สีเขียวเข้ม ผล &#8211; ลักษณะเป็นม้วนรูปสามเหลี่ยมมีสัน 6 สัน ผลแก่กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ไม่หลุดล่วงง่าย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การนำไปใช้ประโยชน์ </span> </strong><strong>: ทางอาหาร</strong> ใบยอดอ่อน เผาไฟ ลวกต้มกินกับป่น ลาบ ทางยา หัวหั่นแว่นดองเหล้า เป็นยาบำรุงกำลัง (มูเซอใช้ต้น ใบ ราก ต้มกินแก้มะเร็ง) การใช้สอยอื่น ไม้ประดับ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์ </span> </strong><strong>: </strong>แยกกอ<strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูกและการดูแล </span> </strong><strong>: </strong><strong>วิธีการปลูก</strong> หากเป็นพื้นที่สามารถทำเป็นแปลงได้ ให้ขุดดินลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ตากแดดทิ้งไว้ 7 วัน แล้วมาย่อยให้ร่วน ผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำหัวลงฝังดิน ไม่ต้องลึกมากนัก เอาแค่เพียงมิดเหง้าเป็นพอ ระยะห่างประมาณ 10 นิ้วต่อ 1 เหง้า หากชิดเกินไปก้านใบจะแน่นแออัดแลดูไม่สวย และเป็นการแย่งอาหารกันเองอีกด้วย ซึ่งเป็นผลต่อการให้ดอกด้วยก้านดอกอาจจะอ่อนแอไม่ชูตั้งตรง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สำหรับการปลูกในกระถาง</strong> </span>ใช้ดินสำเร็จที่มีจำหน่ายในตลาดต้นไม้ ใส่ลงกระถางขนาดพอเหมาะกับพื้นที่ และเหง้า 1 กระถาง ควรใช้เพียงเหง้าเดียวก็พอ ปลูกแล้วนำไปวางในที่ร่ม รอการตั้งตัวประมาณ 7 วัน จึงนำมาประดับในจุดที่ตั้งใจไว้ แต่ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม ค้างคาวดำจะให้ดอก ซึ่งจะสวย และแปลกไปอีกแบบหนึ่ง คือ ดอกจะออกไปทางสีม่วงดำ หรือ ไม่ก็เขียวเข้มเป็นช่อ ๆ ลักษณะเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะมีประมาณ 4-6 ดอก มีใบประดับดอก 2 คู่ สีเขียวเข้มหรือไม่ก็สีม่วงอมดำ อยู่ ตรงข้ามใบประดับคู่นอก นอกจากนี้ยังมีใบประดับดอก ลักษณะเป็นเส้นกลมยาวโค้ง ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างแบบเว้าโค้งของพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่วนบนประมาณ 5-25 อัน เป็นสีม่วง หรือไม่ก็ม่วงอมไปทางเขียวเข้ม ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 30-50 เซนติ เมตร สามารถตัดมาปักแจกันประดับโต๊ะ เพื่อความสวยงามในบ้านได้ และหากปล่อยไว้กับต้นพร้อมดูแลบำรุงดีหน่อย โดยการให้น้ำวันละ 2 เวลา และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ทุก 1 อาทิตย์ อย่างสม่ำเสมอ ดอกจะติดก้านชูคอเด่นสวยไม่น้อยกว่า 30-45 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สรรพคุณ</strong> </span> <strong> </strong></p>
<p><strong>- เหง้า</strong> เป็นยาบำรุงกำลังสตรีมีครรภ์ แก้โรคความดันเลือดต่ำ บำรุงกำลังทางเพศ</p>
<p><strong>- ทั้งต้น </strong>ต้มอาบน้ำรักษาผื่นคัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">by Satja Prasongsap</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=229">ค้างคาวดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=229</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
