<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชผัก ก-ณ</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=32&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Mar 2026 06:28:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>กระถิน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2122</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2122#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 07:51:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2122</guid>
		<description><![CDATA[<p>กระถิน ชื่ออื่นๆ : กระถินไทย กระถินบ้าน (ภาคกลาง) กะเส็ดบก (ราชบุรี) ตอเบา สะตอเบา สะตอเทศ (ภาคใต้) ผักก้านถิน (เชียงใหม่) ผักหนองบก(ภาคเหนือ) ชื่อวงศ์ : CucurbitaceaeLeguminosae-Mimosoideae ชื่อสามัญ : Horse tamarind, Leucaena ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit 1.พันธุ์ แบ่งได้ 2 พันธุ์ คือ กระถินยักษ์ไม่นิยมรับประทาน มีรสขม โตเร็ว ใช้เลี้ยงสัตว์และพันธุ์ไทยหรือพันธุ์คันนิ่งแฮมที่นิยมปลูกตามรั้วบ้านและปลูกไว้รับประทานทั้วๆไป 2. การเตรียมดิน เนื่องจากกระถินเป็นพืชทนแล้งได้ดีและนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน รั้วกินได้ การเตรียมดินจึงไม่ต้องทำอะไรมากนัก หากจะปลูกตามแนวรั้วบ้านใช้จอบสับๆดินไห้เป็นแถวยาวตามรั้วบ้านนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินแหวกร่อง โรยเมล็ดกระถินลงไปห่างๆประมาณ 10 เซนติเมตรพอขึ้นมาแล้วถอนแยกตามใจชอบว่าจะเอาต้นไว้ห่างขนาดไหน (จะทำรั้วกินได้หรือปลูกไว้เพื่อรับประทานอย่างเดียว) หากปลูกเป็นหลุมใช้จอบขุดดินทำหลุมใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินโรยเมล็ด3-5เมล็ดกลบดินรดนํ้าให้ชุ่มประมาณ3-5วันเมล็ดก็งอกแล้วหากปลูกเพื่อขายส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต้องมีการเตรียมไถดินตากประมาณ5 วัน พรวนดินหว่านเมล็ดกระถินโดยก่อนหว่านแช่นํ้า 1 คืน หว่านในฤดูฝนดีที่สุด [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2122">กระถิน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">กระถิน<img title="More..." src="http://hort.ezathai.org/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /></span><span id="more-2122"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>กระถินไทย กระถินบ้าน (ภาคกลาง) กะเส็ดบก (ราชบุรี) ตอเบา สะตอเบา สะตอเทศ (ภาคใต้)<br />
ผักก้านถิน (เชียงใหม่) ผักหนองบก(ภาคเหนือ)</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>CucurbitaceaeLeguminosae-Mimosoideae <strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>: </strong>Horse tamarind, Leucaena</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Leucaena leucocephala</em> (Lam.) de Wit</p>
<p><span style="color: #339966;">1.<strong>พันธุ์ </strong></span>แบ่งได้ 2 พันธุ์ คือ กระถินยักษ์ไม่นิยมรับประทาน มีรสขม โตเร็ว ใช้เลี้ยงสัตว์และพันธุ์ไทยหรือพันธุ์คันนิ่งแฮมที่นิยมปลูกตามรั้วบ้านและปลูกไว้รับประทานทั้วๆไป</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>2. การเตรียมดิน</strong></span> เนื่องจากกระถินเป็นพืชทนแล้งได้ดีและนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน รั้วกินได้ การเตรียมดินจึงไม่ต้องทำอะไรมากนัก หากจะปลูกตามแนวรั้วบ้านใช้จอบสับๆดินไห้เป็นแถวยาวตามรั้วบ้านนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินแหวกร่อง โรยเมล็ดกระถินลงไปห่างๆประมาณ 10 เซนติเมตรพอขึ้นมาแล้วถอนแยกตามใจชอบว่าจะเอาต้นไว้ห่างขนาดไหน (จะทำรั้วกินได้หรือปลูกไว้เพื่อรับประทานอย่างเดียว) หากปลูกเป็นหลุมใช้จอบขุดดินทำหลุมใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินโรยเมล็ด3-5เมล็ดกลบดินรดนํ้าให้ชุ่มประมาณ3-5วันเมล็ดก็งอกแล้วหากปลูกเพื่อขายส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต้องมีการเตรียมไถดินตากประมาณ5 วัน พรวนดินหว่านเมล็ดกระถินโดยก่อนหว่านแช่นํ้า 1 คืน หว่านในฤดูฝนดีที่สุด</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>3. การปลูก</strong></span> ปลูกเป็นหลุมหยอดเมล็ด3-5เมล็ดต่อหลุม ถ้าปลูกเป็นแถวเป็นแนวรั้วบ้านให้โรยเมล็ดกระถินบางๆพอขึ้นมาแล้วถอนแยกให้เหลือจำนวนต้นตามความต้องการ</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">4. การให้นํ้า</span></strong> คารให้นํ้าหลังหยอดเมล็ดจนเมล็ดงอกดีแล้วก็เว้นการให้นํ้าถ้าปลูกฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุดและประหยัดการให้นํ้า</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">5. การใส่ปู๋ย</span></strong> ควรเน้นปุ๋ยคอกจะดีกว่าถ้าใส่ปุ๋ยเคมีจะไม่คุ้มทุนเพราะปุ๋ยเคมีมีราคาแพงส่วนราคากระถินที่ปลูกเลี้ยงสัตว์ราคาถูก ส่วนมากเกษตรกรจะปลูกโดยอาศัยธรรมชาติ</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">6. การเก็บเกี่ยว</span></strong> แบ่งเป็นถ้าปลูกไว้รับประทานคารตัดต้นให้มีความสูงประมาณ 1 เมตรเพื่อสะดวกในการเก็บยอดไว้รับประทานแต่ถ้าปลูกกระถินยักษ์เลี้ยงสัตว์ควรปลูกเป็นผืนใหญ่แล้วปล่อยให้เจริญเติบโตจนกว่าอายุได้ 1 ปีตัดต้นนำมาสับด้วยมือหรือหั่นด้วยเครื่องตากแดด 1-2 วันแล้วบรรจุกระสอบส่งขายโรงงานผสมอาหารสัตว์ส่วนต้นตอก็จะแตกกิ่งก้านสามารถเก็บได้2-3ครั้งในฤดูฝน</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. โรคและแมลง</strong> </span>ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงพบบ้างเช่นเพลี้ยไก่แจ้ระบาดในฤดูแล้งและฤดูหนาวหากปลูกมากเพื่อเป็นการค้าฉีดพ่นด้วย คาร์โบซันแฟน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2122">กระถิน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2122</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระเทียม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2130</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2130#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 08:06:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2130</guid>
		<description><![CDATA[<p>กระเทียม ชื่ออื่นๆ : หอมเทียม กระเทียมขาว หอมขาวหัวเทียม กระเทียมจีน ชื่อวงศ์ : Alliaceae ชื่อสามัญ : Garlic ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum L. กระเทียมมีการเพาะปลูกมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่เป็นดินร่วน หรือระบายน้ำได้ดี และมีอุณหภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็นหลายเดือน โดยจะปลูกในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นพืชล้มลุก สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดินแบบ Tunic bulb ลักษณะกลมแป้น 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปมาก ใบเดี่ยว (Simple leaf) ขึ้นจากดินเรียงซ้อนสลับแบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบและพับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นและเชื่อมติดกันเป็นวงหุ้มรอบใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อยๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2130">กระเทียม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong><strong>กระเทียม<span id="more-2130"></span></strong></strong></span><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>หอมเทียม กระเทียมขาว หอมขาวหัวเทียม กระเทียมจีน<strong> </strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Alliaceae<strong> </strong><strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>: </strong>Garlic</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong>: </strong><em>Allium sativum</em> L.</p>
<p>กระเทียมมีการเพาะปลูกมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่เป็นดินร่วน หรือระบายน้ำได้ดี และมีอุณหภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็นหลายเดือน โดยจะปลูกในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นพืชล้มลุก สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดินแบบ Tunic bulb ลักษณะกลมแป้น 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปมาก ใบเดี่ยว (Simple leaf) ขึ้นจากดินเรียงซ้อนสลับแบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบและพับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นและเชื่อมติดกันเป็นวงหุ้มรอบใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อยๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม (Umbel) ประกอบด้วยตะเกียงรูปไข่เล็กๆ จำนวนมากอยู่ปะปนกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนน้อย มีใบประดับใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 ซม. ลักษณะบาง ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมหุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ แต่เมื่อช่อดอกบานใบประดับจะเปิดอ้าออกและห้อยลงรองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ รูปทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 ซม. ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกันหรือติดกันที่โคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวประมาณ 4 มม. สีขาวหรือขาวอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อับเรณูและก้านเกสรเพศเมียยื่นขึ้นมาสูงกว่าส่วนอื่นๆ ของดอก รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมี ออวุล 1-2 เม็ด ผลเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆ รูปไข่หรือค่อนข้างกลม มี 3 พู เมล็ดเล็ก สีดำ</p>
<p>สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกระเทียมเป็นพืชล้มลุกสูง 30-60 เซนติเมตร เนื้ออ่อน ขนาดเล็ก อายุปลูกถึงเก็บเกี่ยว 70-150 วัน เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็น ช่วงแสงแดดยาว 9-11 ชั่วโมงต่อวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 12-18 องศาเซลเชียส เส้นผ่าศูนย์กลางกระเทียมไทย 2-4 เซนติเมตร มีแผ่นเยื่อขาวหรือสีม่วงอมชมพูหุ้ม 3-4 ชั้น ลอกออกได้แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ พันธุ์กระเทียม ที่นิยมปลูกทั่วไปได้พันธุ์ศรีสะเกษ เป็นกระเทียมอายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 75 วัน พันธุ์เชียงใหม่ เป็นกระเทียมที่อยู่กลางอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100 วันขึ้นไป หรือประมาณ 100-120 วัน ส่วนพันธุ์จีนมีการปลูกบ้างเพียงเล็กน้อยเนื่องจากว่า กระเทียมพันธุ์จีนอายุการเก็บเกี่ยวนานตั้งแต่ 150 วัน และผลผลิตที่เก็บมาได้อายุการเก็บรักษามีน้อยกว่าพันธุ์พื้นเมืองหรือฝ่อเร็ว</p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2131" rel="attachment wp-att-2131"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2131" title="garlic02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/garlic02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2132" rel="attachment wp-att-2132"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2132" title="garlic01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/garlic01-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><em><span style="color: #008000;">1.</span><strong><span style="color: #008000;">พันธุ์</span> </strong>เกษตรกรจะมีการเก็บขยายพันธุ์กันมานาน เช่นพันธุ์ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดศรีสะเกษ เเละแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวได้ ดังนี้</em></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1.1 พันธุ์เบา </strong></span>หรือพันธุ์ขาวเมือง ลักษณะใบแคบ ลำต้นแข็ง กลีบและหัวขาว กลีบเท่าหัวแม่มือ กลิ่นฉุนและรสจัด อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-90 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1.2 พันธุ์กลาง </strong></span>ลักษณะใบเล็กและยาว ลำต้นใหญ่และแข็ง หัวขนาดกลาง หัวและกลีบสีม่วงอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วัน ปริมาณ 15-20 หัวต่อ 1 กิโลกรัมนิยมปลูกในภาคเหนือ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1.3 พันธุ์หนัก </strong></span>บางทีเรียกพันธุ์จีนลักษณะใบกว้างและยาว ลำต้นเล็กหัวใหญ่ กลีบโต เปลือกหุ้มสีชมพูอายูเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน ปริมาณหัว 15-20 หัวต่อ 1 กิโลกรัม</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">2. การเตรียมดิน</span> </strong>ไถดินตากประมาณ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าหรือพรวนดินให้เข้ากันพร้อมยกร่องแบบปลูกผักปรับหน้าดินให้เรียบใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อรองพื้นรดนํ้าให้ชื้นพร้อมปลูก</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. การเตรียมพันธุ์ </strong></span>ใช้กลีบหรือโคลฟ (clove) ของกระเทียมโดยแกะออกจากหัวแยกเป็นกลีบๆคัดเลือกเฉพาะกลีบที่ใหญ่และสมบูรณ์ดีใช้พันธุ์ประมาณ 80-100 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การปลูก </strong></span>ควรรดนํ้าให้ชื้นก่อนแล้วดำกลีบกระเทียมลงในแปลงโดยดำกลีบลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบลงในดินให้เป็นแถวเป็นแนวตามระยะปลูก คือระหว่างต้น10 เซนติเมตรและระยะระหว่างแถว 10-15 เซนติเมตรคลุมด้วยฟางข้าวรดนํ้าให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การให้นํ้า </strong></span>กระเทียมควรให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอและเพียงพอในช่วงระยะของการเจริญเติบโตและควรงดการให้นํ้าเมื่อหัวเริ่มแก่</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การใส่ปุ๋ย </strong></span>ครั้งแรกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่เป็นการรองพื้น ครั้งที่สองเมื่ออายุประมาณ 10-14 วันควรใส่ปุ๋เคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบรณ์ของดินครั้งที่สามอายุประมาณ 30 วันหลังปลูกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การเก็บเกี่ยว </strong></span>เมื่อได้อายุการเก็บเกี่ยวตามพันธุ์หนักพันธุ์เบาแล้วเลือกเก็บหัวที่แก่จัดสังเกตุที่คอกระเทียม ( ระหว่างต้นกับหัว ) เหี่ยวและต้นพับลงมาใช้มือถอนทั้งต้นและหัวที่แก่จัดมัดแขวนหรือผึ่งลมในร่มกันฝนกันแดดได้ให้หมาดๆหรือเกือบแห้งแล้วมัดเป็นจุกๆรอการจำหน่ายต่อไป</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">8. โรค</span> </strong>ได้แก่โรคเน่า โรคใบใหม้ โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส และโรครานํ้าค้างป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น เมทาแลคซิล โปรคลอราช สกอร์ แมนโคเซป ตัวใดตัวหนึ่งตามอาการของโรค</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. แมลง </strong></span>ได้แก่ เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้หอม ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น อะบาเม็กติน อาทาบรอน หรือไซเปอร์เมทรินตัวใดตัวหนึ่ง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สถานการณ์การผลิตและการตลาด</strong></span></p>
<p>1 การผลิตและการตลาดกระเทียมโลก</p>
<p>ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการนำเข้ากระเทียมสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 31,730 ตัน มูลค่า 555.40ล้านบาท ลดลงจากปริมาณ 36,991 ตัน มูลค่า 631.25 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 14.2และ 12.0 ตามลำดับ สำหรับการส่งออก ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกกระเทียมสดหรือแช่เย็น ปริมาณ1,044 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2565 ร้อยละ 13.60 ขณะที่มูลค่า 37.27 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 41.10</p>
<p>ผลผลิตกระเทียมโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) อัตราเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.26 โดยปี 2556 มีผลผลิต 24.20 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีผลผลิต 22.03 ล้านตัน</p>
<p>การส่งออกกระเทียมโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) อัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.09 โดยปี 2556 มีการส่งออก 1.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีการส่งออก 1.91 ล้านตัน</p>
<p>การนำเข้ากระเทียมโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2556) อัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.58 โดยปี 2556 มีการนำเข้า 1.83 ล้านตัน ลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีการนำเข้า 1.77 ล้านตัน</p>
<p>2 การผลิตและการตลาดกระเทียมไทย พื้นที่เพาะปลูก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง</p>
<p>ปี 2566 มีเนื้อที่ปลูก 56,816 ไร่ ผลผลิต 61,722 ตัน ลดลงจากปี 2565 ร้อยละ 8.06 เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ไม่ได้จูงใจให้ขยายพื้นที่ปลูก ต้นทุนการผลิตสูงเนื่องจากราคาปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น และเกษตรกรบางรายประสบปัญหาด้านเงินลงทุนจึงลดพื้นที่ปลูกลง</p>
<p>ราคากระเทียมสดคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเดือนมกราคม – มีนาคม 2565 กิโลกรัมละ 13.35 บาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ขายได้กิโลกรัมละ 11.64 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.70 สำหรับราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ยเดือนมกราคม – มีนาคม 2565 กิโลกรัมละ 37.01 บาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ขายได้กิโลกรัมละ 42.81 บาท หรือลดลงร้อยละ 13.55</p>
<p>ปี 2564 เนื้อที่เพาะปลูก 69,193 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 68,981 ไร่ ผลผลิต 75,476 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,094 กิโลกรัม<br />
ปี 2563 เนื้อที่เพาะปลูก 70,161 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 70,056 ไร่ ผลผลิต 76,839 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,097 กิโลกรัม</p>
<p>เนื้อที่เพาะปลูกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) มีแนวโน้มลดลงในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.73 ต่อปี<br />
โดยลดลงจาก 76,809 ไร่ ในปี 2554 เป็น 71,706 ไร่ ในปี 2558 โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม จำนวน 27,663 ครัวเรือน ผลผลิตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) มีแนวโน้มลดลงในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.19 ต่อปี โดยลดลงจาก 75,589 ตัน ในปี 2554 เป็น 73,626 ตัน ในปี 2558</p>
<p>- ต้นทุนการผลิตกระเทียมแห้ง ปี 2558 มีต้นทุนไร่ละ 27,617.71 บาท และกิโลกรัมละ 26.89 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีต้นทุนไร่ละ 22,859.74 บาท และกิโลกรัมละ 23.23 บาท ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.83 และ 5.08 ต่อปี ตามลำดับ</p>
<p>- การนำเข้ากระเทียมและผลิตภัณฑ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 11.83 และ 21.68 ต่อปี ตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 77,377 ตัน มูลค่า 581.26 ล้านบาท ในปี 2554 เป็นปริมาณ 105,714 ตัน มูลค่า 1,340.25 ล้านบาท ในปี 2558</p>
<p>- การส่งออกกระเทียมและผลิตภัณฑ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.72 และ 1.58 ต่อปี ตามลำดับ</p>
<p>- ราคากระเทียมแห้งใหญ่คละที่เกษตรกรขายได้ปี 2558 มีราคากิโลกรัมละ 61.14 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 37.37 บาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 21.58 ต่อปี</p>
<p>3 การแปรรูป มีการนำกระเทียมมาแปรรูปในอุตสาหกรรม เช่น กระเทียมดอง กระเทียมผง กระเทียมเจียว</p>
<p>พื้นที่เพาะปลูกกระเทียมปี 2559 คาดว่าจะมีเนื้อที่ปลูก 71,093 ไร่ ผลผลิต 73,638 ตัน แยกเป็นภาคเหนือ 70,513 ไร่ ผลผลิต 73,215 ตัน โดยมีการเพาะปลูกได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 580 ไร่ ผลผลิต 423 ตัน ได้แก่ จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ และชัยภูมิ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">มาตรฐาน</span></p>
<p>1. มาตรฐานนี้ครอบคลุมกระเทียมที่ผลิตเพื่อการค้าที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. สำหรับการบริโภตในรูปสด กึ่งแห้ง หรือแห้ง แต่ไม่รวมกระเทียมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม</p>
<p>2. ข้อกำหนดขั้นต่ำของกระเทียม เช่น เป็นกระเทียมทั้งหัว ไม่เสื่อมเสีย เหมาะสมสำหรับการบริโภค สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อน ปลอดจากแมลงที่ทำลายผลซึ่งเป็นสาเหตุแห่งการเสื่อมเสีย ไม่มีความผิดปรกติที่เกิดจากความชื้นโดยไม่รวมหยดน้ำที่ออกจากห้องเย็น ไม่มีกลิ่นและรสที่ผลิดปกติ ไม่มีความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำและหรืออุณหภูมิสูง เนื้อแน่น ไม่มีรากที่งอกออกมา</p>
<p>การแบ่งชั้นคุณภาพมี 3 ชั้นคุณภาพ ได้แก่ ชั้นพิเศษ (Extra Class) ชั้นหนึ่ง (Class I) และชั้นสอง (Class II)</p>
<p>โดยพิจารณาจากตำหนิด้านรูปทรง สี และตำหนิอื่น ๆ ดังนี้</p>
<p>- ชั้นพิเศษ (Extra Class) กระเทียมในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดีที่สุด ตรงตามพันธุ์ ไม่มีตำหนิ มีความสม่ำเสมอในเรื่องของสีและขนาด มีขั้ว กลีบกระเทียมอัดแน่น</p>
<p>- ชั้นหนึ่ง (Class I) กระเทียมในชั้นนี้มีคุณภาพดี มีความสม่ำเสมอในเรื่องของสีและขนาด มีขั้วและรูปทรงปรกติ กลีบกระเทียมอัดแน่นพอสมควร มีความแก่ที่เหมาะสมต่อการบริโภค มีตำหนิได้เล็กน้อย โดยยอมให้ผิวมีรอยปริได้ ทั้งนี้ ตำหนิดังกล่าวต้องไม่มีผลกระทบกับเนื้อกระเทียม</p>
<p>- ชั้นสอง กระเทียมในชั้นนี้ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำของคุณภาพ ต้องมีสีตรงตามชนิดพันธุ์ โดยยอมให้มีรอยปริที่ผิว รอยแผลเป็น รูปร่างผิดปรกติได้ และยอมให้มีกลีบกระเทียมที่หายได้จำนวน 3 กลีบ ทั้งนี้ ตำหนิดังกล่าวต้องไม่มีผลกระทบกับเนื้อกระเทียม</p>
<p>3. การแบ่งชั้นด้านขนาด โดยใช้เส้นผ่าศูนย์กลางเป็นเกณฑ์ โดยกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 45 mm. ในชั้นพิเศษ</p>
<p>และในชั้น1และชั้น2 ไม่น้อยกว่า 30 mm. การจัดรหัสขนาดแบ่งเป็น 10 ขนาด คือ รหัสขนาด 12,11,10,99,8,7,6,5,4, และ 3 มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 75 A more, 70 A 75, 65 A 70, 60 A 65, 55 A 60, 50 A 55, 45 A 50, 40 A 45, 35 A 40, และ 35 A 35 ตามลำดับ</p>
<p>4. เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน กำหนดเรื่องคุณภาพและขนาดในแต่ละภาชนะบรรจุ</p>
<p>- ความคลาดเคลื่อนเรื่องคุณภาพ ในชั้นพิเศษ ยอมให้กระเทียมที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ ชั้นพิเศษแต่อยู่ในเกณฑ์ชั้นหนึ่งปนได้ไม่เกิน 5 %โดยจำนวนหรือน้ำหนักของกระเทียม ชั้นหนึ่งและชั้นสองยอมให้กระเทียมที่อยู่ในชั้นถัดไปปนได้ไม่เกิน 10 % โดยจำนวนหรือน้ำหนัก แต่ต้องไม่มีส่วนเน่าเสียหรือสภาพไม่เหมาะสมต่อการบริโภค</p>
<p>- ความคลาดเคลื่อนเรื่องขนาด ทุกรหัสขนาดมีกระเทียมที่ใหญ่หรือเล็กกว่าชั้นถัดไปหนึ่งชั้นปนได้ไม่เกิน 10 % โดยจำนวนหรือน้ำหนัก</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ SWOT</strong></p>
<p style="text-align: left;" align="center"><span style="text-decoration: underline;">จุดแข็ง</span> (S)</p>
<p>1. เป็นพืชดั้งเดิมปลูกมาเป็นเวลานานรายได้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ</p>
<p>2. อาหารไทยนิยมใช้กระเทียมไทยเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย</p>
<p>3. มีกลิ่นฉุนมีสารอัลลิซิน มากกว่าการเทียมจีน มีสรรพคุณใช้ประโยชน์ทางการแพทย์รักษาโรคบิด ป้องกันมะเร็ง ระงับกลิ่นปากและแบคทีเรีย</p>
<p>4. ราคาสูง เกษตรกรตอบสนองสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ง่าย</p>
<p style="text-align: left;" align="center"><span style="text-decoration: underline;">จุดอ่อน </span>(W)</p>
<p>1. ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำ ราคาสูง เกษตรกรขายแข่งขันกับกระเทียมจีนไม่ได้</p>
<p>2. เกษตรกรเข้าร่วมแปลง GAP น้อย ทำให้การผลิตกระเทียมคุณภาพมีน้อย</p>
<p>3. การกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางทำได้น้อย</p>
<p>4. โรคกระเทียมได้แก่ หนอน เพลี้ยไฟ เชื้อรา ใบไหม้ ใบจุด</p>
<p>5. การแปรรูปมีน้อย</p>
<p>6. การนำเข้ากระเทียมในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากทำให้ราคากระเทียมภายในตกต่ำ</p>
<p>7. อายุการเก็บรักษากระเทียมไทยไม่ยาวนามากนัก</p>
<p>8. งานวิจัยลักษณะเด่นของกระเทียมไทยมีน้อย จึงยังไม่สามารถประชาสัมพันธ์เผยแพร่จุดเด่นกระเทียมไทยได้</p>
<p>9. ยังไม่มีเครื่องจักรกลใช้แรงงานคนเพื่อลดต้นทุนการผลิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="center"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1;" lang="TH">โอกาส</span></span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1;" lang="TH"> (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1;">O)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;">1. <span lang="TH">ร้านอาหารไทยในต่างประเทศนิยมกระเทียมไทยใช้การปรุงอาหาร</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">2. นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจเหมาะสม (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;">Zoning<span lang="TH">) </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">3. นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรแก้ปัญหาราคากระเทียมตกต่ำ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;">4<span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">. กฎหมายการป้องกันการทุ่มตลาดของกระทรวงพาณิชย์ สามารถออกระเบียบและการนำเข้ากระเทียมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">5. กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการกระจายกระเทียมจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคตลาดปลายทางจำนวน 74,963 หมู่บ้าน (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;">MOI Distribution Centos<span lang="TH">) </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-element: frame; mso-element-frame-hspace: 9.0pt; mso-element-wrap: around; mso-element-anchor-vertical: paragraph; mso-element-anchor-horizontal: margin; mso-element-top: 13.7pt; mso-height-rule: exactly;"><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">6. กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรมีเทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดให้กับเกษตรกร การปฏิบัติการที่ดี (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;">GAP<span lang="TH">) และการผลิตกระเทียมให้ได้คุณภาพ</span></span></p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">7. กระเทียมใช้ประโยชน์ได้หลายชนิด เช่น อาหาร สมุนไพร ยารักษาโรค</span></p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New','serif'; color: black; mso-themecolor: text1; letter-spacing: -.3pt;" lang="TH">8. กรมวิชาการเกษตรและสถาบันการศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวกระเทียม</span></p>
<p>1. กระเทียมนำเข้ามาจากต่างประเทศมาก เช่น จีน พม่า ลาว เนื่องจากอัตราภาษีนอกโควตาไม่สามารถปกป้องคุ้มครองกระเทียมนำเข้า</p>
<p>2. ตลาดต่างประเทศไม่ค่อยนิยมบริโภคกระเทียมไทยมีกลิ่นฉุน</p>
<p>3. กระเทียมไทยไม่สามารุแข่งขันในตลาดโลกได้เนื่องจากกระเทียมจีนมีต้นทุนการ ผลิตกระเทียมถูกกว่าในประเทศภูมิภาคอาเซียน ทำให้จีนส่งออกกระเทียมขายได้ทั่วโลก</p>
<p>4. กระเทียมลักลอบนำเข้ามาตามชายแดนไทยทำให้ราคากระเทียมตกต่ำ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2130">กระเทียม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2130</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กวางตุ้ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2136</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2136#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 08:12:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2136</guid>
		<description><![CDATA[<p>กวางตุ้ง ชื่ออื่นๆ :Pak choi cabage, Pe-Tsaicabbage ชื่อวงศ์ : Cruciferae ชื่อสามัญ : Chinese cabbage ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica chinensis L. &#160; &#160; 1.พันธุ์ กวางตุ้งมี 2 ประเภท พันธุ์ผักกาดขาวกวางตุ้ง ผักกาดเขียวกวางตุ้ง พันธุ์ที่นิยมปลูกจึงเป็นพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ของบริษัทที่ผลิตออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นเกษตรกรควรเลือกปลูกตามที่ตลาดต้องการ การเพาะกล้า -  เพาะกล้าลงในถุงพลาสติก ขนาด 3×4 นิ้ว ใส่วัสดุดินผสม มีดิน ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 2:1:1:1 หยอดเมล็ดลงถุงๆละ 3-4 เมล็ด -  อายุ 10 วัน ทำการแยกถอน เหลือถุงละ 2 ต้น -  [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2136">กวางตุ้ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong><strong><strong>กวางตุ้ง<span id="more-2136"></span></strong></strong></strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>:</strong>Pak choi cabage, Pe-Tsaicabbage</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Cruciferae<strong></strong><strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong>: </strong>Chinese cabbage</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Brassica chinensis</em> L.</p>
<p>&nbsp;</p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2137" rel="attachment wp-att-2137"><img class="aligncenter  wp-image-2137" title="kwangtung01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kwangtung01-150x150.jpg" alt="" width="150" height="160" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2138" rel="attachment wp-att-2138"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2138" title="kwangtung02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kwangtung02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;">1.</span><strong><span style="color: #008000;">พันธุ์</span> </strong>กวางตุ้งมี 2 ประเภท พันธุ์ผักกาดขาวกวางตุ้ง ผักกาดเขียวกวางตุ้ง พันธุ์ที่นิยมปลูกจึงเป็นพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ของบริษัทที่ผลิตออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นเกษตรกรควรเลือกปลูกตามที่ตลาดต้องการ</p>
<p><strong>การเพาะกล้า<br />
-  </strong>เพาะกล้าลงในถุงพลาสติก ขนาด 3×4 นิ้ว<strong> </strong>ใส่วัสดุดินผสม มีดิน ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ<br />
อัตราส่วน 2:1:1:1 หยอดเมล็ดลงถุงๆละ 3-4 เมล็ด<br />
-  อายุ 10 วัน ทำการแยกถอน เหลือถุงละ 2 ต้น<br />
-  การปฏิบัติดูแลรักษา รดน้ำเช้าเย็น บังร่มด้วยตาข่ายพรางแสงชนิด 50% พ่นสารกำจัดแมลงตามความจำเป็น<br />
-  ต้นกล้าอายุ 20 วัน ทำการย้ายปลูกในแปลง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">2. การเตรียมดิน</span> </strong>ผักกวางตุ้งก่อนปลูกต้องมีการเตรียมดินเหมือนกับพืชตระกูลกะหล่ำทั่วๆ ไป คือ ไถดิน ตากแดด 7-10 วัน พรวนดิน  โรยปูนขาว อัตรา 50 กก./ไร่ พรวนดินให้ละเอียด ยกแปลงขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 10 เมตร ระยะระหว่างแปลง 50 ซม. ใส่ปุ๋ยคอก (มูลไก่) อัตรา 1600 กก./ไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. วิธีการปลูก </strong></span>หลังจากเตรียมดินแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม และพ่นสารคุมวัชพืชด้วย อะลาคลอร์ หรือเพนดิเมทาริน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วหว่านเมล็ดบางๆ หรือปัจจุบันใช้เครื่องหว่านเมล็ดแล้วเราสามารถกำหนดได้จะให้ถี่หรือห่างเท่าไรก็ได้ หรือระยะปลูก ระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 70 ซม. ขุดหลุมรดน้ำให้ชุ่ม เสร็จแล้วจึงทำการย้ายปลูกและรดน้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คุมด้วยฟางข้าวบางๆ</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">4. การให้น้ำ</span> </strong>โดยระบบสปริงเกอร์ หรือใช้เรือรดน้ำแบบร่องสวน ระยะแรกควรรดน้ำเช้า-เย็น พองอกแล้ววันละ 1 ครั้ง จากนั้นพิจารณารดน้ำอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p><span style="color: #008000;">5. การใส่ปุ๋ย</span>หลังปลูก 15-20 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 30 กก./ไร่ โดยละลายน้ำรดป้องกันกำจัดโรคแมลง พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูที่สำคัญตามความจำเป็น เช่น กำจัดหมัดกระโดด โดยฉีดพ่นสารคาร์บาริน ถ้าพบหนอนฉีดพ่นด้วย สารคาร์โบซัลแฟน ถ้ามีโรคใบจุดฉีดพ่นด้วยรอฟรัล เป็นต้น ทำรั้วรอบแปลงเมื่อผักกาดออกดอก เพื่อกันต้นล้ม หรือจะปักเฉพาะต้นก็ได้ การคัดพันธุ์ที่ปนปลอมไม่ตรงตามพันธุ์ออก โดยสังเกตจากลักษณะทรงต้น สีใบ สีดอก การออกดอกเร็ว ช้า ที่ผิดไปจากลักษณะประจำพันธุ์ทิ้งทันทีที่เห็นผิดปกติ ช่วงที่สำคัญดังนี้ ช่วงต้นกล้า ช่วงเจริญเติบโต และช่วงออกดอก การเว้นระยะห่างจากแปลงข้างเคียง ที่เป็นพืชตระกูลใกล้เคียงอย่างน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว </strong></span>อายุกวางตุ้งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 40-45 วัน ก็ทำการตัดโคนต้นแต่งใบที่เสียออก มัด บรรจุถุง หรือเข่ง ส่งตลาด</p>
<p><strong>- การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ : </strong>ผักกาดเขียวกวางตุ้งเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 3 เดือน สังเกตจากลักษณะฝัก ส่วนใหญ่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลและแข็ง เมื่อฝักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตัดก้านดอกของผักกาดเขียวกวางตุ้ง นำไปตากแดดประมาณ 3 แดด จนแห้งสนิท ทำการนวดเมล็ดและฝักแยกเปลือกหุ้มเมล็ดออกจนหมด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. โรค </strong></span>ที่สำคัญคือ โรคราน้ำค้าง ใบจุด ใบไหม้ โรคเน่า พิจารณาพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมทโธ ม็อบ แมนโคเซป และโพรพิเนป โดยพ่นตามการระบาดของโรค</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">7. แมลงศัตรู</span> </strong>ที่สำคัญคือ ด้วงหมัดผัก หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะยอด ควรพ่นด้วย ไดโครโทฟอส โปฟีโนฟอส อะบาเม็กติน และคลอร์ฟีนาเพอร์ ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงศัตรู ด้วงหมัดผัก พ่น profenofos อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่น dinotefuran+etofenprox อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">8. การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์</span><br />
</strong>8.1  ตากเมล็ดพันธุ์จนเหลือความชื้น 10% จากนั้นก็คลุกยาป้องกันแมลง โดยใช้ยา Posse อัตรา 20 กรัม/ไร่ แล้วบรรจุเมล็ดไว้ในถุงผ้า หรือถุงพลาสติก<br />
8.2  เก็บไว้ที่ร่ม หรือห้องเย็น ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 8 องศาเซลเซียส</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2136">กวางตุ้ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2136</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กะหล่ำดอก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2106</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2106#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 07:35:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2106</guid>
		<description><![CDATA[<p>กะหล่ำดอก ชื่ออื่นๆ : - ชื่อวงศ์ : Cruciferae ชื่อสามัญ : Cauliflower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea var botrytis L. &#160; 1.พันธุ์ :เกษตรกรพิจารณาปลูกตามพื้นที่ และฤดูกาล เป็น แม่สอด เพชรบูรณ์ เชียงราย เพชรบุรี จะพิจารณาเลือกพันธุ์ปลูกตามความต้องการของตลาดด้วย 2. การเพาะกล้า ควรยกร่องเตรียมดิน ขุดดินตาก คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอก คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารกันมด และสารฆ่าแมลง หว่านลงร่องที่เตรียมไว้ อย่าให้หนาแน่นจนเกินไป คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มอยู่สม่ำเสมอ จนอายุประมาณ 30-35 วัน ก็ถอนแยกไปปลูกได้ 3. การเตรียมดิน เกษตรกรจะนิยมเตรียมดินแล้วแต่พันธุ์ที่นำมาปลูก จ.เพชรบุรี,เพชรบูรณ์,ตาก จะทำการไถพรวนดิน แล้วขึงเชื อก โดยไถ พรวน ยกร่องตามแต่ละจังหวัด ขุดหลุม กว้าง x [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2106">กะหล่ำดอก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #339966;">กะหล่ำดอก</span><span id="more-2106"></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: -</strong></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : Cruciferae</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>:</strong> Cauliflower</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>:</strong> <em><em>Brassica oleracea </em> var <em>botrytis </em>L. </em></p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2111" rel="attachment wp-att-2111"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2111" title="kalumdok02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kalumdok02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
<td><img class="wp-image-2110 aligncenter" title="kalumdok01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kalumdok01-150x150.jpg" alt="" width="149" height="150" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #339966;">1.</span><strong><span style="color: #339966;">พันธุ์</span> :</strong>เกษตรกรพิจารณาปลูกตามพื้นที่ และฤดูกาล เป็น แม่สอด เพชรบูรณ์ เชียงราย เพชรบุรี จะพิจารณาเลือกพันธุ์ปลูกตามความต้องการของตลาดด้วย</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>2. การเพาะกล้า </strong></span>ควรยกร่องเตรียมดิน ขุดดินตาก คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอก คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารกันมด และสารฆ่าแมลง หว่านลงร่องที่เตรียมไว้ อย่าให้หนาแน่นจนเกินไป คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มอยู่สม่ำเสมอ จนอายุประมาณ 30-35 วัน ก็ถอนแยกไปปลูกได้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>3. การเตรียมดิน </strong></span>เกษตรกรจะนิยมเตรียมดินแล้วแต่พันธุ์ที่นำมาปลูก จ.เพชรบุรี,เพชรบูรณ์,ตาก จะทำการไถพรวนดิน แล้วขึงเชื อก โดยไถ พรวน ยกร่องตามแต่ละจังหวัด ขุดหลุม กว้าง x ยาว ประมาณ 50 x50 เซนติเมตร 5 แถวเว้นทางเดิน ประมาณ 1 เมตร แล้วขุดหลุม 5 แถว เว้นไปเรื่อย แล้วทำการปลูกหลุมละ 1 ต้น และรดน้ำด้วยการลากสายยาง ส่วนกาญจนบุรี จะปลูกบนร่องโดยใช้รถแทรคเตอร์ยกร่อง และรดน้ำด้วยสปริงเกอร์เล็ก และราชบุรี จะปลูกแบบร่องสวน รดน้ำด้วยเรือ</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>4. การให้น้ำ </strong></span>จะใช้ระบบสปริงเกอร์ รดสายยาง หรือใช้เรือ แล้วแต่พื้นที่ และควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">5. โรคและแมลงศัตรู</span> </strong>การปฏิบัติดูแลรักษาเหมือนกับ ผักกาดขาวปลี และคะน้า แต่ควรเน้นเรื่องโรคเน่าของดอก และหนอนเจาะยอด</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2106">กะหล่ำดอก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2106</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กะหล่ำปลี</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2113</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2113#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 07:44:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2113</guid>
		<description><![CDATA[<p>กะหล่ำปลี ชื่ออื่นๆ : - ชื่อวงศ์ : Cruciferae ชื่อสามัญ : Cabbage ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. capitata L. 1.พันธุ์ กะหล่ำปลีมีหลายพันธุ์ ทั้งรูปหัวกลม หัวแป้น รูปหัวใจ สีเขียว สีขาว สีม่วง ถ้าแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว คือพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลางอายุ 80-90 วัน และพันธุ์เบามีอายุ 60-70 วัน เมืองไทยพันธุ์เบาปลูกได้ผลดีเพราะไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก พันธุ์เบาที่ปลูกได้ผลดีคือ พันธุ์ โคเปนเฮเก็น ,พันธุ์เออร์ลี่ เจอซีเวคฟิลล์, พันธุ์เออร์เลียนา 2. การเตรียมดิน ไถตากดินประมาณ 7 วัน ตากดินให้แห้งใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ไถพรวนคลุกเคล้าให้ทั่ว โดยการพรวน และชักร่องด้วยรถแทรคเตอร์ ขุดหลุมปลูกระยะ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2113">กะหล่ำปลี</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><strong><span style="color: #008000;">กะหล่ำปลี</span><span id="more-2113"></span></strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: -</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : Cruciferae</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong>:</strong> Cabbage</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong>:</strong> <em>Brassica oleracea</em> L. var. capitata L.</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2115" title="kalumpe01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kalumpe01-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></p>
<p><span style="color: #008000;">1.</span><span style="color: #008000;"><strong>พันธุ์ </strong></span>กะหล่ำปลีมีหลายพันธุ์ ทั้งรูปหัวกลม หัวแป้น รูปหัวใจ สีเขียว สีขาว สีม่วง ถ้าแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว คือพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลางอายุ 80-90 วัน และพันธุ์เบามีอายุ 60-70 วัน เมืองไทยพันธุ์เบาปลูกได้ผลดีเพราะไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก พันธุ์เบาที่ปลูกได้ผลดีคือ พันธุ์ โคเปนเฮเก็น ,พันธุ์เออร์ลี่ เจอซีเวคฟิลล์, พันธุ์เออร์เลียนา</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2114" style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal;" title="kalumpe02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kalumpe02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></p>
<div><span style="color: #000000; font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif;"><span style="font-size: 11px; line-height: normal;"><br />
</span></span><span style="color: #008000;"><span><span><strong>2. การเตรียมดิน</strong></span><strong style="color: #333333;"> </strong><span style="color: #333333;">ไถตากดินประมาณ 7 วัน ตากดินให้แห้งใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ 3-4 ตั</span></span></span>นต่อไร่ ไถพรวนคลุกเคล้าให้ทั่ว โดยการพรวน และชักร่องด้วยรถแทรคเตอร์ ขุดหลุมปลูกระยะ 30 x30 หรือ 40 x40 ตามพันธุ์ที่ปลูกถ้าเป็นพันธุ์หนัก หัวใหญ่ ก็ปลูกห่าง ถ้าเป็นพันธุ์เบาหัวเล็กก็ปลูกถี่หน่อย</div>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. การเพาะกล้า</strong></span><strong> </strong>ทำการเพาะกล้าในถาดหลุม 105 หลุม ราคา 100 บาท หรือเพาะบนร่องที่มีการไถดิน  ใส่ปุ๋ยคอก พรวนดิน ชักร่องให้หน้าดินเรียบ คลุกเมล็ดด้วยสารไอโพไดโอน หรือเมทาแลคซิล+คาร์โบซัลแฟน ชนิดคลุกเมล็ด หว่าน อย่าให้ถี่ หรือห่างมาก คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้สม่ำเสมอ หมั่นตรวจเรื่องโรค และแมลง รบกวน จนอายุประมาณ 30 วัน ก็ย้ายกล้าลงปลูกได้</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">4. วิธีการปลูก</span> </strong>เมื่อเตรียมขุดหลุมตามระยะที่ต้องการแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม และก่อนถอนกล้ามาปลูกควรรดน้ำในแปลงกล้าไว้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อให้กล้าชุ่มน้ำจะได้ไม่แห้งเหี่ยวง่าย และควรปลูกตอนเย็นหลังบ่าย 4 โมงเย็นแล้ว หลังปลูกควรรดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การให้น้ำ</strong></span><strong> </strong>ควรให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ หรือรดน้ำแบบลากสายยางรดด้วยฝักบัว และควรให้อย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะเข้าปลี เมื่อเข้าปลีแล้วควรลดปริมาณให้น้ำให้น้อยลงหน่อย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การใส่ปุ๋ย?</strong></span>ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 เมื่อายุ 15 วัน หลังปลูกอัตราประมาณ 1 ช้อนชาต่อหลุม หรือต่อต้น และเมื่อายุ 30 วันใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-8-8 หรือใส่ปุ๋ยคอก 1 กำมือต่อต้น แล้วพรวนดินกลบ และควรพ่นสารอาหารเสริมทางใบด้วย เช่น โบรอน สังกะสี</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. โรคที่สำคัญ </strong></span>ที่พบในการปลูกกะหล่ำปลี ได้แก่ โรคเน่า โรคใบจุด โรคใบไหม้ โรคไส้ดำ และโรคเน่าดำ แก้ไขด้วยการพ่นด้วยสารป้องกันกำจัด แมนโดเซป คาร์เบนดาซิม ไดเมทโทม็อบ และโบรอน สังกะสี</p>
<p><span style="color: #0000ff;">โรคเน่าเละ </span>อาการเริ่มแรกแผลมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายลุกลามทำให้แผลเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลไหม้ เนื้อเยื่อบริเวณแผลยุบตัวลง มีเมือกเยิ้มออกมา และมีกลิ่นเหม็นฉุน</p>
<p><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p>1. ทำความสะอาดเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ และโรงเก็บให้สะอาด</p>
<p>2. หลีกเลี่ยงไม่ทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผล เพราะเชื้อจะเข้าทำลายพืชทางแผล</p>
<p>3. เมื่อเริ่มพบโรครีบขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>4. ทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคด้วยการนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>5. ไถกลบเศษพืชผักทันทีที่เก็บเกี่ยวแล้ว และทำการตากดิน แล้วไถกลบอีกครั้ง</p>
<p>6. ปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด เป็นต้น</p>
<p>โรครากบวม</p>
<p>เชื้อสาเหตุ : รา<em> Plasmodiophora brassicae Woromin</em></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8993" rel="attachment wp-att-8993"><img class="aligncenter size-large wp-image-8993" title="รากบวม" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/รากบวม-1024x341.jpg" alt="" width="1024" height="341" /></a></p>
<p>ชีววิทยาของเชื้อ : ราชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรครากบวมของพืชตระกูลกระหล่ำ จัดเป็นราเมือกไม่สร้าง เส้นใย แต่สร้าง vegetative structure มีลักษณะเป็น plasmodium แพร่พันธุ์โดย zoospore ที่มี flagella 2 เส้น หรือมีลักษณะเป็น amoeboid cell ที่ไม่มีผนังเซลล์ (cell wall) มีแต่เยื่อหุ้มเซลล์</p>
<p>ลักษณะอาการ : ราเข้าทำลายส่วนของต้นหรือรากที่อยู่ใต้พื้นดิน ทำให้สังเกตอาการค่อนข้างยาก จนกระทั่งอาการรุนแรงแล้วจึงปรากฏให้เห็นอาการส่วนต้นด้านบน ใบแสดงอาการเหลืองเหี่ยวเฉาใน ตอนกลางวันที่อากาศร้อน ถ้าราเข้าทำลายรากในต้นอ่อนหรือระยะกล้าจะทำให้ต้นพืชตาย สำหรับต้น ที่โตพ้นระยะกล้าจะแสดงอาการเหลือง เหี่ยวเฉา แคระแกร็นหยุดการเจริญเติบโต ถ้าอาการรุนแรงมาก เมื่อถอนต้นขึ้นมาจะพบว่าส่วนรากมีอาการบวมเป็นก้อนคล้ายกระบอง เนื่องจากว่าราไปกระตุ้นให้เซลล์ พืชมีขนาดใหญ่ (hypertrophy) และแบ่งตัวมากกว่าปกติ</p>
<p>การแพร่ระบาด : ราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน งอกได้ดีที่อุณหภูมิ 18-25 องศา เซลเซียส และเข้าทำลายพืชได้ดีที่อุณหภูมิ 12-27 องศาเซลเซียส</p>
<p>การป้องกันกำจัด :</p>
<p>1. กำจัดวัชพืชหรือพืชตระกูลกะหล่ำให้หมดจากแปลงปลูกหลังเก็บเกี่ยว</p>
<p>2. อบดินในแปลงเพาะกล้าด้วยเมททิลโบร์ไมด์ หรือหว่านด้วยดาโซเมท</p>
<p>3. จัดการแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี อย่าให้น้ำขัง</p>
<p>4. ควรปรับความเป็นกรด-ด่างของดิน ให้มีสภาพด่างเล็กน้อยหรือ pH ประมาณ 7.2 โดยการเติม ปูนขาว 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ ควรทำอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ก่อนการปลูกพืช</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>8. แมลงศัตรูที่สำคัญ </strong></span>ได้แก่ ด้วงหมัดผัก หนอนใยผัก หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยอ่อนกะหล่ำ และหนอนคืบ ควรพ่นด้วยสารเคมี ไดโดรโตฟอส อะบาเม็กติน B.T โพรไดโอฟอส โพรฟิโนฟอส</p>
<p>การบินโตรนในกะหล่ำปลีที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ราคาไร่ละ 200 บาท ค่าแรงพ่นสารเคมีแบบสูบโยกสะพายหลัง 15 ลิตร ถังละ 50 ถ้าเป็น ถัง 200 ลิตร 500 บาทแบบฉีดลากสาย การพ่นต้องบินเหนือยอดกะหล่ำปลี 3 เมตร แต่ถ้าหากมีการปลูกพริกในร่องกะหล่ำปลีต้องบินสูงมากกว่านั้นเนื่องจากลมใบพัดอาจทำให้ยอดพริกหักได้ ยาที่ไม่ควรใช้ในกะหล่ำปลีกับโดรนคือ คาร์โบซัลแฟน  อีมาเม็กตินเบนโซเอท ทำให้ขอบใบกะหล่ำปลีไหม้</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">9. การเก็บเกี่ยว</span> </strong>อายุการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกว่าพันธุ์หนักหรือพันธุ์เบา โดยหัวที่จะทำการเก็บเกี่ยวคือหัวที่แน่น และขนาดพอเหมาะ ตัดแต่งให้สวย บรรจุถุง หรือเข่ง รอส่งขายตลาด</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2113">กะหล่ำปลี</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2113</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กุยช่าย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2146</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2146#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 08:18:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2146</guid>
		<description><![CDATA[<p>กุยช่าย ชื่ออื่นๆ : - ชื่อวงศ์ : Alliaceae ชื่อสามัญ : Chives ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium schoenoprasum L. 1.พันธุ์ แบ่งได้เป็น 1.1 กุยช่ายใบ เช่น Broad leaf, Ping 1.2 กุยช่ายดอก เช่น Tai Jiu 2. การเตรียมดิน การปลูกกุยช่ายควรมีการไถดินตากให้นานๆ ไม่ต่ำกว่า 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปูนขาว เก็บวัชพืช ที่สำคัญพื้นที่ปลูกต้องไม่มีแห้วหมูขึ้น ย่อยหรือพรวนดิน ชักร่องแบบร่องผัก หรือเตรียมดินปลูกแบบร่องสวน โดยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มรอการปลูก 3. การเพาะกล้า แบ่งได้คือ 3.1 การเพาะกล้าแบบเพาะเมล็ด ทั้งในกะบะเพาะ หรือเพาะในแปลงเพาะ 3.1.1 การเพาะเมล็ดในกะบะเพาะ โดยการนำดินเพาะที่ผสมแล้วลงหลุมกะบะเพาะ แล้วนำเมล็ดกุยช่ายหยอด [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2146">กุยช่าย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><strong><strong><strong><span style="color: #008000;">กุยช่าย</span> <span id="more-2146"></span></strong></strong></strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: -</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Alliaceae</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>: </strong>Chives</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Allium schoenoprasum</em> L.<strong> </strong></p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2148" rel="attachment wp-att-2148"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2148" title="kiunchai02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kiunchai02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2149" rel="attachment wp-att-2149"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2149" title="kiunchai01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kiunchai01-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><em><span style="color: #339966;">1.<strong>พันธุ์ </strong></span>แบ่งได้เป็น</em></p>
<p>1.1 กุยช่ายใบ เช่น Broad leaf, Ping</p>
<p>1.2 กุยช่ายดอก เช่น Tai Jiu</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. การเตรียมดิน </strong></span>การปลูกกุยช่ายควรมีการไถดินตากให้นานๆ ไม่ต่ำกว่า 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปูนขาว เก็บวัชพืช ที่สำคัญพื้นที่ปลูกต้องไม่มีแห้วหมูขึ้น ย่อยหรือพรวนดิน ชักร่องแบบร่องผัก หรือเตรียมดินปลูกแบบร่องสวน โดยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มรอการปลูก</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. การเพาะกล้า </strong></span>แบ่งได้คือ</p>
<p>3.1 การเพาะกล้าแบบเพาะเมล็ด ทั้งในกะบะเพาะ หรือเพาะในแปลงเพาะ</p>
<p>3.1.1 การเพาะเมล็ดในกะบะเพาะ โดยการนำดินเพาะที่ผสมแล้วลงหลุมกะบะเพาะ แล้วนำเมล็ดกุยช่ายหยอด 3-5 เมล็ดต่อหลุม เมล็ดจะงอกภายใน 7-14 วัน โดยการรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ จนอายุกล้าประมาณ 55-60 วัน ก็นำไปปลูกได้</p>
<p>3.1.2 การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ เริ่มจากการเตรียมแปลงเพาะเหมือนกับการเตรียมแปลงเพาะพืชทั่วไป หว่านเมล็ดลงแปลงบางๆ โรยฟางข้าวทับรดน้ำให้ชุ่ม จนกล้าอายุ 55-60 วัน ก็นำกล้าไปปลูกลงแปลงปลูกได้</p>
<p>3.2 การปลูกโดยการแยกกอ ใช้ต้นแม่พันธุ์อายุ 6 เดือนขึ้นไปขุดแล้วแยกกอ ก่อนปลูกควรตัดใบออก เพื่อลดการคายน้ำ ตัดรากให้เหลือ 1-2 เซนติเมตร จุ่มยากันราก่อนปลูกด้วยจะเป็นการดี</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การปลูก </strong></span>เมื่อได้กล้าแล้วรดน้ำแปลงที่จะปลูกให้ชุ่ม นำกล้าลงปลูกใช้ระยะปลูก 30 x 30 เซนติเมตร หลุมละ 3-4 ต้น รดน้ำให้ชุ่ม กุยช่ายจะอยู่ได้ 3-4 ปี แล้วแยกกอปลูกแปลงใหม่</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การใส่ปุ๋ย </strong></span>จะเน้นเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป และปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยพิจารณาใส่หลังปลูก 7 วัน และ 30 วัน พออายุได้ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยเคมีสูตรา 13-13-21 อัตรา 2 :1 ผสมกันใส่แปลงกุยช่าย และเสริมด้วยการพ่นปุ๋ยเกล็ด ปุ๋ยน้ำมี่มีธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ทุกๆ อาทิตย์</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การให้น้ำ </strong></span>ควรให้น้ำสม่ำเสมอ และพิจารณาการให้ตามความเหมาะสมกับความต้องการของพืช</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การเก็บเกี่ยว </strong></span>กุยช่ายสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 6 เดือน เริ่มทำการเก็บดอกได้ ส่วนถ้าตัดต้นขาย จะเริ่มเมื่ออายุ 1 ปี เพื่อเลี้ยงกอให้มีขนาดใหญ่ การเก็บดอกใช้มือเด็ดดอกที่ยังไม่บาน (หากบานจะเป็นดอกที่แก่แล้ว แต่ควรเก็บดอกด้วย) และสูงเท่าระดับใบยอดนำมาคัดขนาด มัดเป็นกำๆ ด้วยยางวง ตัดโคนก้านดอกคงเหลือก้านดอกยาว 30-40 เซนติเมตร ส่วนการตัดต้นใช้มืดคมๆ ตัดโคนชิดดิน นำไปล้างน้ำ แต่งใบ ลอกใบที่ถูกทำลาย หรือใบล่างที่มีสีเหลืองออก มัดละ 1 กิโลกรัมด้วยยางวงขนาดใหญ่ รอการจำหน่าย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">8. โรค</span> </strong>ที่พบคือ โรคต้นและดอกเน่า และโรคต้นเหลืองแคระแกรน ป้องกันกำจัดโดยการตากดิน ใส่ปูนขาว ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และการจัดการดินที่ดี ส่วนจุดที่เป็นโรค ถากดินทิ้งแล้วโรยด้วยปูนขาว</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>9. แมลง </strong></span>ที่พบคือ หนอนชอนใบ ป้องกันกำจัดโดยการพ่นด้วยอะมาเม็กติน</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2146">กุยช่าย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2146</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขี้เหล็ก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2156</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2156#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Oct 2013 08:37:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2156</guid>
		<description><![CDATA[<p>ขี้เหล็ก ชื่ออื่นๆ : ขี้เหล็กหลวง ขี้เหล็กใหญ่ ผักจี้ลี้ ชื่อวงศ์ : Leguminosae-Caesalpinioideae ชื่อสามัญ : Cassod tree , Thai copper pod ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) Irwin &#38; Barneby 1.พันธุ์ เป็นพันธุ์ที่มีการปลูกต่อๆกันมา ลักษณะยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก-กลาง ต้นมีลักษณะคดงอเป็นปุ่ม เปลือกมีสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยจำนวน 5-12 คู่ เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยมีรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ ๆ ดอกแบบช่อมีสีเหลืองอยู่ปลายกิ่ง ทุกส่วนของขี้เหล็กมีสรรพคุณทางสมุนไพร ฤทธิ์ทางสมุนไพรที่โดดเด่น คือ มีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้นอนหลับสบาย ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุง เป็นต้น 2. การเตรียมดิน ไถดินตากประมาณ 7 วัน พรวนดิน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2156">ขี้เหล็ก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #339966;"><strong><strong><strong><strong><strong>ขี้เหล็ก<span id="more-2156"></span></strong></strong></strong></strong></strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: </strong>ขี้เหล็กหลวง ขี้เหล็กใหญ่ ผักจี้ลี้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Leguminosae-Caesalpinioideae</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>: </strong>Cassod tree , Thai copper pod<strong> </strong></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Senna siamea</em> (Lam.) Irwin &amp; Barneby</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><img class="aligncenter size-medium wp-image-8566" title="kelex" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kelex-224x300.jpg" alt="" width="224" height="300" /></td>
<td><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2158" title="kaelexban1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kaelexban1-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></td>
<td><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-2157" title="kaelexban2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/kaelexban2-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #339966;"><strong>1.<strong>พันธุ์ </strong></strong></span>เป็นพันธุ์ที่มีการปลูกต่อๆกันมา ลักษณะยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก-กลาง ต้นมีลักษณะคดงอเป็นปุ่ม เปลือกมีสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยจำนวน 5-12 คู่ เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยมีรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ ๆ ดอกแบบช่อมีสีเหลืองอยู่ปลายกิ่ง ทุกส่วนของขี้เหล็กมีสรรพคุณทางสมุนไพร ฤทธิ์ทางสมุนไพรที่โดดเด่น คือ มีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้นอนหลับสบาย ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุง เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #339966;">2. การเตรียมดิน</span> </strong>ไถดินตากประมาณ 7 วัน พรวนดิน ขุดหลุมขนาดกว้าง X ยาว X ลึกประมาณ 30 X 30 X 30 เซนติเมตรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลุมละ 1 กิโลกรัมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินใช้ระยะปลูกคือระหว่างต้น 3 เมตรระหว่างแถว 4 เมตร</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>3. การปลูก </strong></span>นำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดในถุงดำสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรแกะถุงดำออกนำต้นกล้าลงปลูกกลางหลุม กลบดิน รดนํ้าให้ชุ่ม ปักไม้มัดเชือก</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>4. การไห้นํ้า </strong></span>ควรให้นํ้าระยะแรกๆของการปลูกและเมื่อขี้เหล็กตั้งต้นได้ดีแล้วควรหยุดการนํ้าได้เพราะขี้เหล็กเป็นพืชทนแลงได้ดี คารปลูกในฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด (ประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน)</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>5. การใส่ปุ๋ย </strong></span>พิจารณาใส่ปุ๋ยตามความสมบูรณ์ของดินใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราหลุมละ 1 ช้อนแกงพรวนดินกลบโคน รดนํ้าให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว </strong></span>ขี้เหล็กสามารถรับประทานได้ทั้งยอดอ่อนและดอกฉะนั้นยอดขี้เหล็กสามารถเก็บรับประทานหรือขายได้ โดยพิจารณาเก็บเมื่อมีทรงพุ่มและอายุประมาณ 2 ปีก็มีดอกสามารถเก็บรับประทานและขายได้ ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา เช่น การให้นํ้าและการใส่ปุ๋ย</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>7. โรคและแมลง </strong></span>เนื่องจากขี้เหล็กเป็นพืชที่ขึ้นได้ในพื้นที่ทั่วๆไปและทนแล้งได้ดี ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ ยอด ดอก และลำต้น แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง จะมีบ้างก็ไม่นิยมฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงเพราะไม่ทำความเสียหายให้มากนัก</p>
<p>8. การตลาด หมู่บ้านบริเวณ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เพาะขี้เหล็กจากเมล็ดที่เก็บจากข้างทาง แล้วจำหน่ายเป็นไม้ถุงราคาเพียง 6 บาท/ถุง เมล็ดที่เก็บมาเพาะส่วนใหญ่มีความงอกน้อยเพียง 50% งอกค่อนข้างช้า และไม่สม่ำเสมอ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2156">ขี้เหล็ก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2156</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวโพด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4526</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4526#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2015 04:00:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4526</guid>
		<description><![CDATA[<p>ต้นทุนการผลิต ข้าวโพดหวาน เกษตรกรจะทำการปลูกข้าวโพดหวานเป็นอาชีพหลัก จะทำการปลูกปีละ 3 ครั้ง หรือฤดูละ 75 วัน ครั้งแรกเริ่ม มค.-มีค., พค.-กค., ตค.-ธค. เกษตรกรที่ปลูกหลังนาส่วนใหญ่จะปลูกปีละ 1 ครั้ง หลังทำการปลูกพืชฤดูแล้งเสร็จแล้ว มีต้นทุนปลูกข้าวโพดหวานไร่ละ 6,046.53 บาท หรือต้นทุนต่อกิโลกรัมละ 3.08 บาทรายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิต ไร่ละ 13,582.80 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 7,536.27 บาท หรือกิโลกรัมละ 3.85 บาท ข้าวโพดฝักอ่อน เกษตรกรจะปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเป็นอาชีพหลักมีการปลูกมีละ 3-5 ครั้ง หรือฤดูละ 2 เดือน ครั้งแรกเริ่มเดือน มค.-กพ., กลาง มีค.- กลาง พค., มิย.-กค., สค.-กย. ช่วงฤดูหนาว(พย.-ธค.) บางรายจะไม่ปลูก เพราะว่า เกษตรกรจะไปตัดอ้อยที่มีการปลูกควบคู่ไป ต้นทุนข้าวโพดฝักอ่อนไร่ละ 5959.32 บาท หรือต้นทุนต่อกิโลกรัมละ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4526">ข้าวโพด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ต้นทุนการผลิต</strong></p>
<p><strong>ข้าวโพดหวาน</strong> เกษตรกรจะทำการปลูกข้าวโพดหวานเป็นอาชีพหลัก<span id="more-4526"></span> จะทำการปลูกปีละ 3 ครั้ง หรือฤดูละ 75 วัน ครั้งแรกเริ่ม มค.-มีค., พค.-กค., ตค.-ธค. เกษตรกรที่ปลูกหลังนาส่วนใหญ่จะปลูกปีละ 1 ครั้ง หลังทำการปลูกพืชฤดูแล้งเสร็จแล้ว มีต้นทุนปลูกข้าวโพดหวานไร่ละ 6,046.53 บาท หรือต้นทุนต่อกิโลกรัมละ 3.08 บาทรายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิต ไร่ละ 13,582.80 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 7,536.27 บาท หรือกิโลกรัมละ 3.85 บาท<!--more--></p>
<p><strong>ข้าวโพดฝักอ่อน</strong> เกษตรกรจะปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเป็นอาชีพหลักมีการปลูกมีละ 3-5 ครั้ง หรือฤดูละ 2 เดือน ครั้งแรกเริ่มเดือน มค.-กพ., กลาง มีค.- กลาง พค., มิย.-กค., สค.-กย. ช่วงฤดูหนาว(พย.-ธค.) บางรายจะไม่ปลูก เพราะว่า เกษตรกรจะไปตัดอ้อยที่มีการปลูกควบคู่ไป ต้นทุนข้าวโพดฝักอ่อนไร่ละ 5959.32 บาท หรือต้นทุนต่อกิโลกรัมละ (ปอกเปลือก) 19.33 บาท รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตไร่ละ 9,004.38 บาท และมีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 3,045.06 บาท หรือกิโลกรัมละ 4.67 บาท</p>
<p>การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟข้าวโพด ใช้สารอะเซตามิพริด 20%SP อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>ตารางที่ 1 ต้นทุนข้าวโพดหวาน</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="343">
<p align="center">รายการ</p>
</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="center">ปี 2558</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="343">- ต้นทุนผันแปร- ต้นทุนคงที่- รวมทั้งหมด (บาท/ไร่)</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="right">5,645.63</p>
<p align="right">400.90</p>
<p align="right">6,046.53</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="343">- ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัม ทั้งเปลือก (บาท/กก.)- ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ ทั้งเปลือก (บาท/ไร่)- รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ ทั้งเปลือก- ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ ทั้งเปลือก (บาท/กก.)</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="right">3.08</p>
<p align="right">7,536.27</p>
<p align="right">13,582.80</p>
<p align="right">3.85</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตารางที่ 2 ต้นทุนข้าวโพดฝักอ่อน</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="343">
<p align="center">รายการ</p>
</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="center">ปี 2558</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="343">- ต้นทุนผันแปร- ต้นทุนคงที่- รวมทั้งหมด (บาท/ไร่)</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="right">5,788.74</p>
<p align="right">170.58</p>
<p align="right">5,959.32</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="343">- ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัม ปอกเปลือก (บาท/กก.)- รายได้ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ ปอกเปลือก- ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ ปอกเปลือก- ผลตอบแทนสุทธิ ปอกเปลือก (บาท/กก.)</td>
<td valign="top" width="186">
<p align="right">19.33</p>
<p align="right">7,366.00</p>
<p align="right">3,045.06</p>
<p align="right">4.67</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4526">ข้าวโพด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4526</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวโพดฝักอ่อน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2152</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2152#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 08:29:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2152</guid>
		<description><![CDATA[<p>ข้าวโพดฝักอ่อน ชื่ออื่นๆ : - ชื่อวงศ์ : Poaceae ชื่อสามัญ : Baby corn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays Linn. 1.พันธุ์ ข้าวโพดฝักอ่อนที่นิยมปลูกเป็นข้าวโพดลูกผสม ตามที่พ่อค้าหรือเจ้าของโควต้านำมาให้ปลูก เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะปลูกตามโควต้าที่ได้มา 2. การเตรียมดิน ข้าวโพดฝักอ่อนจะนิยมปลูกโดยการชักร่อง ปล่อยน้ำไปตามร่อง โดยไถที่ตากแดดประมาณ 7-10 วัน หากดินเป็นก้อนใหญ่ก็ทำการไถแปร หรือพรวนดินด้วยรถแทรคเตอร์ก่อนชักร่อง 3. วิธีการปลูก ข้าวโพดฝักอ่อน นิยมปลูกในร่องที่ชักแล้ว และปล่อยน้ำก่อนปลูก โกยดินพอหมาดๆ ใช้เสียมเล็กๆ แซะดินไม่ต้องลึกแล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ โดยปลูกสลับฟันปลาซ้าย-ขวา ห่างหันประมาณ 50 เซนติเมตร เสร็จแล้วพ่นยาคุมหญ้าด้วย อะลาคลอร์ ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมล็ดที่หยอดจะเริ่มงอกเป็นใบจากพื้นก็เริ่มปล่อยน้ำได้ (การปลูกควรปลูกที่ระดับน้ำเปียกถึงและจะคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีก่อนปลูก) 4. การให้น้ำ เริ่มปล่อยครั้งแรกเมื่อข้าวโพดงอกแล้ว และหมั่นส่องอากาศหรือลมแรงหรือไม่ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2152">ข้าวโพดฝักอ่อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong><strong><strong><strong><strong>ข้าวโพดฝักอ่อน</strong> <span id="more-2152"></span></strong></strong></strong></strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ</span> </strong><strong>: -</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Poaceae</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong>: </strong>Baby corn</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Zea mays</em> Linn.<strong> </strong></p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2153" rel="attachment wp-att-2153"><img class="aligncenter size-full wp-image-2153" title="baby01" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/baby01.jpg" alt="" width="235" height="128" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2154" rel="attachment wp-att-2154"><img class="aligncenter size-full wp-image-2154" title="baby02" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/baby02.jpg" alt="" width="235" height="176" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><em></em><span style="color: #008000;"><strong>1.<strong>พันธุ์ </strong></strong></span>ข้าวโพดฝักอ่อนที่นิยมปลูกเป็นข้าวโพดลูกผสม ตามที่พ่อค้าหรือเจ้าของโควต้านำมาให้ปลูก เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะปลูกตามโควต้าที่ได้มา</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. การเตรียมดิน </strong></span>ข้าวโพดฝักอ่อนจะนิยมปลูกโดยการชักร่อง ปล่อยน้ำไปตามร่อง โดยไถที่ตากแดดประมาณ 7-10 วัน หากดินเป็นก้อนใหญ่ก็ทำการไถแปร หรือพรวนดินด้วยรถแทรคเตอร์ก่อนชักร่อง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. วิธีการปลูก </strong></span>ข้าวโพดฝักอ่อน นิยมปลูกในร่องที่ชักแล้ว และปล่อยน้ำก่อนปลูก โกยดินพอหมาดๆ ใช้เสียมเล็กๆ แซะดินไม่ต้องลึกแล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ โดยปลูกสลับฟันปลาซ้าย-ขวา ห่างหันประมาณ 50 เซนติเมตร เสร็จแล้วพ่นยาคุมหญ้าด้วย อะลาคลอร์ ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมล็ดที่หยอดจะเริ่มงอกเป็นใบจากพื้นก็เริ่มปล่อยน้ำได้ (การปลูกควรปลูกที่ระดับน้ำเปียกถึงและจะคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีก่อนปลูก)</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การให้น้ำ </strong></span>เริ่มปล่อยครั้งแรกเมื่อข้าวโพดงอกแล้ว และหมั่นส่องอากาศหรือลมแรงหรือไม่ หากดูที่ดินแล้วแห้งก็ปล่อยน้ำได้ อย่าให้น้ำท่วมขัง ระยะปล่อยน้ำจะอยู่ระหว่าง 3-5 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. การใส่ปุ๋ย </strong></span>ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 ใส่เมื่อข้าวโพดงอกสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร และใส่อีกครั้งเมื่ออายุ 30 วัน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เมื่อเริ่มเก็บฝักได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การถอนยอด </strong></span>เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุได้ประมาณ 35 วัน ข้าวโพดฝักอ่อนจะมีใบยอด (ใบธง, แหลมๆ ออกมาก็ทำการดึง หรือถอนได้ แต่ส่วนมากจะมีคนเลี้ยงวัวนมมาถอนให้แล้วเอายอดไปเลี้ยงวัวนม)</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>7. การเก็บเกี่ยว </strong></span>ข้าวโพดฝักอ่อนจะเริ่มเก็บเกี่ยวฝักได้เมื่อ 45 วัน โดยการเก็บจะเก็บฝักล่างก่อน โดยคนงานที่เป็นของโควต้าจะมาเก็บ ขนส่งเข้าโรงกรีดต่อไป</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">8. โรคและแมลง</span> </strong>ข้าวโพดฝักอ่อน จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงและไม่นิยมพ่นสารเคมี</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2152">ข้าวโพดฝักอ่อน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2152</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวโพดหวาน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2172</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2172#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2013 08:54:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก ก-ณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2172</guid>
		<description><![CDATA[<p>ข้าวโพดหวาน ชื่ออื่นๆ : - ชื่อวงศ์ : Poaceae ชื่อสามัญ : Baby corn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays Linn. 1.พันธุ์ :การปลูกข้าวโพดหวานนิยมปลูกกันมากและรายละหลายไร่เมื่อผลผลิตออก จะออกพร้อมกันฉะนั้นการปลูกจะขึ้นอยู่กับโค้วต้า หรือพ่อค้านัดและกำหนดวันปลูกให้ ฉะนั้นพันธุ์ก็คือ พันธุ์ลูกผสมแล้วแต่พ่อค้าจัดหามาให้ปลูก 2. การเตรียมดิน ข้าวโพดหวานวิธีปฏิบัติก็เหมือนกับข้าวโพดฝักอ่อน คือ เตรียมดิน ชักร่อง ปล่อยน้ำ จนดินหมาดๆ ก็ปลูกได้ 3. วิธีการปลูก คลุกเมล็ดด้วยสารเคมี ด้วย คาร์โบซัลแฟน หรืออิมิดาโดลพริด แต่ส่วนมากจะคลุกมากับเมล็ดที่บรรจุกล่องมา โดยปลูกสลับฟันปลา ห่างประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใช้เหล็กบางๆ แซะดิน และหยอดเมล็ดหลุมละ 1 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ แล้วพ่นยาคลุมหญ้าด้วย อัวลาคลอร์ หรือ ไดยูรอน 4. การให้น้ำ จะเริ่มให้น้ำครั้งแรกเมื่อข้าวโพดหวานงอกแล้วเห็นใบ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2172">ข้าวโพดหวาน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong><strong><strong><strong><strong>ข้าวโพดหวาน</strong><img title="More..." src="http://hort.ezathai.org/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /><span id="more-2172"></span></strong></strong></strong></strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: -</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>Poaceae</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong></span> <strong>: </strong>Baby corn</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong></span> <strong>: </strong><em>Zea mays</em> Linn.<strong> </strong></p>
<p><span style="color: #008000;">1.</span><strong><span style="color: #008000;">พันธุ์</span> :</strong>การปลูกข้าวโพดหวานนิยมปลูกกันมากและรายละหลายไร่เมื่อผลผลิตออก จะออกพร้อมกันฉะนั้นการปลูกจะขึ้นอยู่กับโค้วต้า หรือพ่อค้านัดและกำหนดวันปลูกให้ ฉะนั้นพันธุ์ก็คือ พันธุ์ลูกผสมแล้วแต่พ่อค้าจัดหามาให้ปลูก</p>
<table class="aligncenter" border="0" cellspacing="2">
<tbody>
<tr>
<td><img class="aligncenter size-full wp-image-2173" title="corn1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/corn1.jpg" alt="" width="176" height="235" /></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=2174" rel="attachment wp-att-2174"><img class="aligncenter size-full wp-image-2174" title="corn2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2013/10/corn2.jpg" alt="" width="176" height="235" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span style="color: #008000;">2. การเตรียมดิน</span> </strong>ข้าวโพดหวานวิธีปฏิบัติก็เหมือนกับข้าวโพดฝักอ่อน คือ เตรียมดิน ชักร่อง ปล่อยน้ำ จนดินหมาดๆ ก็ปลูกได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. วิธีการปลูก </strong></span>คลุกเมล็ดด้วยสารเคมี ด้วย คาร์โบซัลแฟน หรืออิมิดาโดลพริด แต่ส่วนมากจะคลุกมากับเมล็ดที่บรรจุกล่องมา โดยปลูกสลับฟันปลา ห่างประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใช้เหล็กบางๆ แซะดิน และหยอดเมล็ดหลุมละ 1 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ แล้วพ่นยาคลุมหญ้าด้วย อัวลาคลอร์ หรือ ไดยูรอน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การให้น้ำ </strong></span>จะเริ่มให้น้ำครั้งแรกเมื่อข้าวโพดหวานงอกแล้วเห็นใบ หรือดินเริ่มแห้ง อย่าให้น้ำท่วมขัง และหมั่นปล่อย 4-5 วันครั้ง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">5. การใส่ปุ๋ย</span> </strong>จะทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 หรือ 46-0-0 โดยพิจารณาจากข้าวโพด หากสมบูรณ์ดีก็ใส่สูตร 21-0-0 หากไม่ค่อยสมบูรณ์ก็ใส่สูตร 46-0-0 เมื่อพืชสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร หรือประมาณ 15 วันหลังปลูก และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกครั้งเมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 35 วัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>6. การเก็บเกี่ยว</strong> </span>ข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 60 วัน หรือดูที่ฝักสังเกตุที่ไหม จะมีสีน้ำตาล และใช้มือกำที่ฝักแล้วบีบหากยังอ่อนจะนิ่ม และถ้าใช้ได้จะเริ่มแข็ง</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">7. โรค</span> </strong>ปัญหาที่พบคือ โรคราน้ำค้าง และโรคใบไหม้ เกษตรกรจะพ่นด้วยสารป้องกันโรคพืชคือ ไดเมทโทม๊อบ และโปรคลอราช</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">8. แมลงศัตรู</span> </strong>ที่พบคือ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนเจาะลำต้น และหนอนเจาะฝัก ควรพ่นด้วย เชฟวิน 85, อิมิดาโดลพริด, เบต้าไซฟลูทริน เดลทาเมทริน ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงศัตรู</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2172">ข้าวโพดหวาน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2172</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
