<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; โรคพืช</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=40&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Apr 2026 04:13:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>โรคโคนเน่า</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10964</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10964#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 08:15:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10964</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคโคนเน่า หรือ โคนเน่าขาด (เชื้อรา Aspergillus niger) 1.ถั่วลิสงเป็นแผลสีน้ำตาลบริเวณใบเลี้ยงซึ่งจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้เน่าตายก่อนงอก ต้นที่สามารถงอกพ้นผิวดิน จะมีอาการเหี่ยวเหลือง ยุบตัว โคนต้นระดับผิวดินเป็นแผลสีน้ำตาล เน่า พบกลุ่มสปอร์สีดำของเชื้อราปกคลุมบริเวณแผล เมื่อถอนขึ้นมา ลำต้นจะขาดจากส่วนราก **** เชื้อราสาเหตุโรคสามารถติดไปกับเมล็ดและอาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ถั่วลิสงเป็นโรคในฤดูถัดไป การป้องกันกำจัด 1.1 ไม่ควรปลูกถั่วลิสงซ้ำที่เดิมซึ่งเคยมีการระบาดของโรค หรือไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมเป็นเวลานาน หลาย ๆ ปี เพราะเชื้อสาเหตุโรคอาจสะสมอยู่ในดิน ทำให้เกิดโรคได้ ควรปลูกพืชที่ไม่ใช่ตระกูลถั่วสลับ เช่น ข้าวโพด 1.2. เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกต้องมีคุณภาพดีมีลักษณะสมบูรณ์ ความงอกดี และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์ ที่เก็บไว้นานเกิน 6 เดือน 1.3. ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไอโพรไดโอน 50% WP หรือ คาร์เบนดาซิม 50% WP หรือ คาร์บอกซิน 75% WP อัตรา 5 กรัมต่อเมล็ด [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10964">โรคโคนเน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคโคนเน่า หรือ โคนเน่าขาด (เชื้อรา <em>Aspergillus niger</em>)<span id="more-10964"></span></strong></p>
<p>1.ถั่วลิสงเป็นแผลสีน้ำตาลบริเวณใบเลี้ยงซึ่งจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้เน่าตายก่อนงอก ต้นที่สามารถงอกพ้นผิวดิน จะมีอาการเหี่ยวเหลือง ยุบตัว โคนต้นระดับผิวดินเป็นแผลสีน้ำตาล เน่า พบกลุ่มสปอร์สีดำของเชื้อราปกคลุมบริเวณแผล เมื่อถอนขึ้นมา ลำต้นจะขาดจากส่วนราก</p>
<p>**** เชื้อราสาเหตุโรคสามารถติดไปกับเมล็ดและอาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ถั่วลิสงเป็นโรคในฤดูถัดไป</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1.1 ไม่ควรปลูกถั่วลิสงซ้ำที่เดิมซึ่งเคยมีการระบาดของโรค หรือไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมเป็นเวลานาน หลาย ๆ ปี เพราะเชื้อสาเหตุโรคอาจสะสมอยู่ในดิน ทำให้เกิดโรคได้ ควรปลูกพืชที่ไม่ใช่ตระกูลถั่วสลับ เช่น ข้าวโพด</p>
<p>1.2. เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกต้องมีคุณภาพดีมีลักษณะสมบูรณ์ ความงอกดี และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์ ที่เก็บไว้นานเกิน 6 เดือน</p>
<p>1.3. ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไอโพรไดโอน 50% WP หรือ คาร์เบนดาซิม 50% WP หรือ คาร์บอกซิน 75% WP อัตรา 5 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือ แคปแทน 50% WP อัตรา 3 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม</p>
<p>1.4. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค ถอนต้นที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก และราดดินบริเวณโคนต้น และใกล้เคียง ด้วยสาร ไอโพรไดโอน 50% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บอกซิน 75% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 2-3 ครั้ง</p>
<p>1.5. ในแปลงที่มีการระบาดของโรครุนแรง ควรทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรค เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรคต่อไป</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10964">โรคโคนเน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10964</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบด่างเหลืองมะเขือ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10960</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10960#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 08:09:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10960</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบด่างเหลืองมะเขือ (เชื้อไวรัส Begomovirus) 1. มะเขือเปราะ ใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกมีสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ใบมีอาการด่างสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อนหรือเหลือง ใบที่แตกใหม่มีขนาดเล็ก ต้นแคระแกร็น ทำให้มะเขือไม่ติดผลหรือ ติดผลน้อยมาก ผลจะบิดเบี้ยว และมีขนาดเล็กผิดปกติ การป้องกันกำจัด 1.1 ใช้พันธุ์ต้านทานโรค 1.2. คัดเลือกกล้ามะเขือที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก 1.3. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง กระทกรก ลำโพง โทงเทง และขี้กาขาว 1.4. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก 1.5. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น บูโพรเฟซิน 40% SC อัตรา 25 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลอนิคามิด 50% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10960">โรคใบด่างเหลืองมะเขือ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคใบด่างเหลืองมะเขือ (เชื้อไวรัส <em>Begomovirus</em>)<span id="more-10960"></span></p>
<p>1. มะเขือเปราะ ใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกมีสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ใบมีอาการด่างสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อนหรือเหลือง ใบที่แตกใหม่มีขนาดเล็ก ต้นแคระแกร็น ทำให้มะเขือไม่ติดผลหรือ ติดผลน้อยมาก ผลจะบิดเบี้ยว และมีขนาดเล็กผิดปกติ</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1.1 ใช้พันธุ์ต้านทานโรค</p>
<p>1.2. คัดเลือกกล้ามะเขือที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก</p>
<p>1.3. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง กระทกรก ลำโพง โทงเทง และขี้กาขาว</p>
<p>1.4. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก</p>
<p>1.5. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น บูโพรเฟซิน 40% SC อัตรา 25 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลอนิคามิด 50% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสไปโรเตตระแมท 15% OD อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไบเฟนทริน 2.5% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ น้ำมันปิโตรเลียม เช่น ไวต์ออยล์ 67% EC อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>1.6. ไม่ปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค ได้แก่ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ พริก ขึ้นฉ่าย ยาสูบ งา กะเพราขาว ตำลึง หงอนไก่ บานไม่รู้โรย และทานตะวัน เป็นต้น ใกล้แปลงปลูกมะเขือ</p>
<p>7. แปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก และไม่ปลูกมะเขือซ้ำ ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10960">โรคใบด่างเหลืองมะเขือ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10960</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคราน้ำค้าง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10956</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10956#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 08:02:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10956</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคราน้ำค้าง (เชื้อรา Peronospora parasitica) 1. พืชตระกูลกะหล่ำและผักกาด (เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม ฯลฯ) พบโรคได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช มักพบอาการของโรคบนใบที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นก่อน แล้วขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน อาการเริ่มแรกจะเห็นบริเวณด้านบนใบมีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นแผลสีเหลือง ในตอนเช้าที่สภาพอากาศมีความชื้นสูงจะพบเส้นใยของเชื้อราลักษณะเป็นขุยสีขาวถึงเทาตรงแผลบริเวณด้านใต้ใบ ถ้าโรคระบาดรุนแรงแผลจะลามขยายใหญ่ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ต่อมาใบจะเหลืองและแห้ง หากเป็นโรคในระยะกล้า จะทำให้ต้นกล้าแคระแกร็น หรือตาย **** ในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี หากโรครุนแรงก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง การป้องกันกำจัด 1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและปราศจากโรค 2. ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20 – 30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม 3. ไม่ปลูกพืชระยะชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้มีความชื้นสูง 4. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10956">โรคราน้ำค้าง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคราน้ำค้าง (เชื้อรา <em>Peronospora parasitica</em>)<span id="more-10956"></span></p>
<p><span style="color: #339966;">1. พืชตระกูลกะหล่ำและผักกาด (เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม ฯลฯ) พบโรคได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช มักพบอาการของโรคบนใบที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นก่อน แล้วขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน อาการเริ่มแรกจะเห็นบริเวณด้านบนใบมีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นแผลสีเหลือง ในตอนเช้าที่สภาพอากาศมีความชื้นสูงจะพบเส้นใยของเชื้อราลักษณะเป็นขุยสีขาวถึงเทาตรงแผลบริเวณด้านใต้ใบ ถ้าโรคระบาดรุนแรงแผลจะลามขยายใหญ่ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ต่อมาใบจะเหลืองและแห้ง หากเป็นโรคในระยะกล้า จะทำให้ต้นกล้าแคระแกร็น หรือตาย</span></p>
<p><span style="color: #339966;">**** ในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี หากโรครุนแรงก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง</span></p>
<p><span style="color: #339966;">การป้องกันกำจัด</span></p>
<p><span style="color: #339966;">1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและปราศจากโรค</span><br />
<span style="color: #339966;"> 2. ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20 – 30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม</span><br />
<span style="color: #339966;"> 3. ไม่ปลูกพืชระยะชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้มีความชื้นสูง</span><br />
<span style="color: #339966;"> 4. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% WG อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5 &#8211; 7 วัน</span><br />
<span style="color: #339966;"> 5. แปลงที่มีการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก และไม่ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำและผักกาดซ้ำ ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</span></p>
<p>2. ข้าวโพด โรคเกิดได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก โดยพบจุดเล็ก ๆ สีเขียวฉ่ำน้ำบนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดมีสีเหลืองซีดโดยเฉพาะบริเวณยอด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ ในเวลาเช้าที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง มักพบส่วนของเชื้อรา ลักษณะเป็นผงสีขาวจำนวนมากด้านใต้ใบ บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น ข้อถี่ ไม่มีฝัก หรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่จะไม่สมบูรณ์ เช่น มีเมล็ดจำนวนน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย</p>
<p>**** ข้าวโพดในระยะเริ่มปลูกถึงอายุประมาณ 30 วัน จะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. ควรใช้พันธุ์ต้านทาน และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7 &#8211; 10 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือ เมทาแลกซิล-เอ็ม 35% ES อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือ ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม<br />
2. ในแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรคหากพบว่ามีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค คือ อุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง เมื่อข้าวโพดอายุ 5 &#8211; 7 วัน ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 20 &#8211; 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30 &#8211; 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน จำนวน 3 &#8211; 4 ครั้ง<br />
3. ถอนต้นที่แสดงอาการของโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก<br />
4. พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน</p>
<p>**** เชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช หลังจากข้าวโพด อายุ 20 วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10956">โรคราน้ำค้าง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10956</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบไหม้</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10948</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10948#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 07:10:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10948</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบติดหรือใบไหม้ (เชื้อรา Rhizoctonia solani) 1. ทุเรียน มักพบอาการของโรคที่ใบอ่อนก่อน โดยอาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะไหม้ แห้ง และหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อม ๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นเสียรูปทรง การป้องกันกำจัด 1.1. ตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมและมีทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดดและอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค 1.2. ในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงและมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบ 1.3. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น นำไปทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30 &#8211; 50 กรัมต่อน้ำ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10948">โรคใบไหม้</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคใบติดหรือใบไหม้ (เชื้อรา <em>Rhizoctonia solani</em>)<span id="more-10948"></span></p>
<p>1. ทุเรียน มักพบอาการของโรคที่ใบอ่อนก่อน โดยอาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะไหม้ แห้ง และหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อม ๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นเสียรูปทรง</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1.1. ตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมและมีทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดดและอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค<br />
1.2. ในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงและมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบ<br />
1.3. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น นำไปทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30 &#8211; 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 65.2% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คิวปรัสออกไซด์ 86.2% WG อัตรา 10 &#8211; 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ + คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 24.6% (14% copper metal) + 22.9% (14% copper metal) WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เพนทิโอไพแรด 20% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูไตรอะฟอล 12.5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โทลโคลฟอส-เมทิล 50% WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10948">โรคใบไหม้</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10948</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10939</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10939#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 07:00:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10939</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย (เชื้อไวรัส Tomato necrotic ringspot virus) A. พริก พบอาการใบด่างสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เกิดอาการจุดวงแหวนบนเนื้อใบ และยังพบอาการแผลเนื้อเยื่อตายสีน้ำตาลทั้งบนผลพริก ใบ และกิ่งก้าน ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต การป้องกันกำจัด 1. ใช้พันธุ์ต้านทานโรค 2. ไม่นำเมล็ดพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์ 3. ควรเพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก 4. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงทันที 5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง และกระทกรก 6. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน 7. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าเพลี้ยไฟพริก ซึ่งเป็นพาหะ นำโรคนี้ เช่น สาร สไปนีโทแรม 12% [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10939">โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย (เชื้อไวรัส <em>Tomato necrotic ringspot virus</em>)<span id="more-10939"></span></p>
<p>A. พริก พบอาการใบด่างสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เกิดอาการจุดวงแหวนบนเนื้อใบ และยังพบอาการแผลเนื้อเยื่อตายสีน้ำตาลทั้งบนผลพริก ใบ และกิ่งก้าน ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต</p>
<p>การป้องกันกำจัด<br />
1. ใช้พันธุ์ต้านทานโรค</p>
<p>2. ไม่นำเมล็ดพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์</p>
<p>3. ควรเพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก</p>
<p>4. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงทันที</p>
<p>5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง และกระทกรก</p>
<p>6. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน</p>
<p>7. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าเพลี้ยไฟพริก ซึ่งเป็นพาหะ<br />
นำโรคนี้ เช่น สาร สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ<br />
ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ<br />
อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10939">โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10939</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบด่างซีดพริก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10937</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10937#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 06:59:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10937</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบด่างซีดพริก (เชื้อไวรัส Capsicum chlorosis virus) A. พริก พบอาการจุดซีดเป็นรูปวงแหวนบนเนื้อใบ และบนผลพริก ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต การป้องกันกำจัด 1. ใช้พันธุ์ต้านทานโรค 2. ไม่นำเมล็ดพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์ 3. ควรเพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก 4. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงทันที 5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง และกระทกรก 6. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน 7. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าเพลี้ยไฟพริก ซึ่งเป็นพาหะ นำโรคนี้ เช่น สาร สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10937">โรคใบด่างซีดพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคใบด่างซีดพริก (เชื้อไวรัส <em>Capsicum chlorosis virus</em>)<span id="more-10937"></span></p>
<p>A. พริก พบอาการจุดซีดเป็นรูปวงแหวนบนเนื้อใบ และบนผลพริก ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต</p>
<p>การป้องกันกำจัด</p>
<p>1. ใช้พันธุ์ต้านทานโรค</p>
<p>2. ไม่นำเมล็ดพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์</p>
<p>3. ควรเพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก</p>
<p>4. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงทันที</p>
<p>5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายาง และกระทกรก</p>
<p>6. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน</p>
<p>7. เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืช ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารฆ่าเพลี้ยไฟพริก ซึ่งเป็นพาหะ<br />
นำโรคนี้ เช่น สาร สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ<br />
ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ<br />
อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10937">โรคใบด่างซีดพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10937</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคราแป้ง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10933</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10933#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 06:42:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10933</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium mangiferae) 1. มะม่วง -อาการที่ช่อดอก พบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นฟูตามก้านช่อดอก ก้านดอกย่อย และดอก ดอกมีลักษณะช้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีดำ แห้งและหลุดร่วง บางครั้งเหลือแต่ก้าน ช่อดอกมีสีเข้มกว่าปกติ ไม่ติดผล หากติดผลจะได้ผลที่มีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ และหลุดร่วงง่าย -อาการที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีค่อนข้างซีดเหลือง พบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นปกคลุมผิวใบ หากอาการรุนแรงแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา และใบบิดเบี้ยวผิดรูป การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบโนมิล 50% WP อัตรา 6 &#8211; 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% WG อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10933">โรคราแป้ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">โรคราแป้ง (เชื้อรา <em>Oidium mangiferae</em>)<span id="more-10933"></span></div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">1. มะม่วง</span></div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">-อาการที่ช่อดอก พบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นฟูตามก้านช่อดอก ก้านดอกย่อย และดอก ดอกมีลักษณะช้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีดำ แห้งและหลุดร่วง บางครั้งเหลือแต่ก้าน ช่อดอกมีสีเข้มกว่าปกติ ไม่ติดผล หากติดผลจะได้ผลที่มีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ และหลุดร่วงง่าย</span></div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">-อาการที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีค่อนข้างซีดเหลือง พบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นปกคลุมผิวใบ หากอาการรุนแรงแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา และใบบิดเบี้ยวผิดรูป</span></div>
<div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">การป้องกันกำจัด</span></div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบโนมิล 50% WP อัตรา 6 &#8211; 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% WG อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ซัลเฟอร์ 80% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ซัลเฟอร์ 80% WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน</span></div>
<div dir="auto"><span style="color: #0000ff;">**** สารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อน หรือมีแดดจัด เพราะอาจจะทำให้พืชเกิดอาการไหม้</span></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">2. พืชตระกูลแตง (เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ) พบเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดเป็นหย่อม ๆ บนใบ มักพบที่ใบส่วนล่างของต้นก่อน ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะเกิดกระจายทั่วทั้งใบ และลุกลามขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้น ต่อมาใบค่อย ๆ ซีดเหลืองและแห้ง หากโรคระบาดรุนแรงจะลุกลามไปยังทุกส่วนของพืช ทำให้ต้นแห้งตายในที่สุด ถ้าพืชเป็นโรคในระยะติดผลอ่อน จะทำให้ผลแกร็น บิดเบี้ยว ผิวขรุขระ เป็นตุ่ม หรือแผลที่เปลือก</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">การป้องกันกำจัด<br />
2.1. หมั่นกำจัดวัชพืช เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศในแปลงได้ดี<br />
2.2. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคเริ่มระบาด พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ฟลูโอไพแรม + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25% + 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เพนทิโอไพแรด 20% SC อัตรา 5 &#8211; 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรพิเนบ 70% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเตตระโคนาโซล 4% EW อัตรา 10 &#8211; 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 &#8211; 7 วัน<br />
2.3. แปลงที่เป็นโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรเก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10933">โรคราแป้ง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10933</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคราดำ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10929</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10929#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Nov 2023 06:39:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10929</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคราดำ (เชื้อรา Capnodium sp., Meliola sp.) 1. มะม่วง พบคราบราสีดำบนใบ กิ่ง ช่อดอก หรือผล ทำให้ดอกบานช้า หรือบานผิดปกติ หรือเหี่ยว และหลุดร่วง บางครั้งทำให้ไม่ติดผล ถ้าเป็นที่ผลอ่อนอาจทำให้ผลเหี่ยวและหลุดร่วง การป้องกันกำจัด 1.1 พ่นน้ำเปล่าล้างสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้ และคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค 1.2.เนื่องจากเชื้อราเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้งขับถ่ายไว้ จึงควรพ่นสารฆ่าแมลง ดังนี้ - เพลี้ยจักจั่นมะม่วง ได้แก่ ฟลูไพราดิฟูโรน 20% SL อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10929">โรคราดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">โรคราดำ (เชื้อรา <em>Capnodium</em> sp., <em>Meliola</em> sp.)<span id="more-10929"></span></div>
<div dir="auto">1. มะม่วง พบคราบราสีดำบนใบ กิ่ง ช่อดอก หรือผล ทำให้ดอกบานช้า หรือบานผิดปกติ หรือเหี่ยว และหลุดร่วง บางครั้งทำให้ไม่ติดผล ถ้าเป็นที่ผลอ่อนอาจทำให้ผลเหี่ยวและหลุดร่วง</div>
<div>
<div dir="auto">การป้องกันกำจัด</div>
<div dir="auto">1.1 พ่นน้ำเปล่าล้างสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้ และคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค</div>
<div dir="auto">1.2.เนื่องจากเชื้อราเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้งขับถ่ายไว้ จึงควรพ่นสารฆ่าแมลง ดังนี้</div>
<div dir="auto">- เพลี้ยจักจั่นมะม่วง ได้แก่ ฟลูไพราดิฟูโรน 20% SL อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพมีโทรซีน 50% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน 40% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลอนิคามิด 50% WG อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% WG อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซีทามิพริด 20% SP อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</div>
<div dir="auto">- เพลี้ยหอย ได้แก่ มาลาไทออน 83% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</div>
<div dir="auto">- เพลี้ยแป้ง ได้แก่ ไทอะมีทอกแซม 25% WG อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร</div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10929">โรคราดำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10929</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบหงิกเหลือง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3695</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3695#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Oct 2014 01:54:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3695</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบหงิกเหลือง Yellow Leaf curl disease เชื้อสาเหตุ ไวรัสใบหงิกเหลืองพริก (Papper yellow leaf curlo virus, PeYLCV) บางไอโซเลทเกิดจากไวรัสใบหงิกเหลืองมะเขือเทศ (Tomato yellow leaf curl virus, TYLCV) ชีววิทยาของเชื้อ อนุภาคเป็นรูปทรงกลมหลายเหลี่ยม อยู่ติดกันเป็นคู่ ขนาดประมาณ 18*30 นาโนเมตร จัดอยู่ในสกุลบีโกโมไวรัส (ฺBegomovirus) ลักษณะอาการ ใบพริกแสดงอาการด่างเหลือง เป็นขีดหรือหย่อมโปร่งแสงระหว่างเส้นใบ บางครั้งเส้นใบย่อยมีสีเหลืองและสานเป็นร่างแหบริเวณโคนใบ ใบโค้งงอ หงิกย่น บิดเบี้ยว ยอดเป็นกระจุก ต้นแคระแกร็น ผลด่างบิดเบี้ยวและมีขนาดเล็กผิดปกติ ถ้าเป็นพริกขาวแสดงอาการด่างเป็นสีขาวซีด การแพร่ระบาด พบระบาดรุนแรงในฤดูแล้ง โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci) เป็นพาหนะนำโรค พืชอาศัยที่สำคัญ ได้แก่ ยาสูบ มะเขือเทศ กระเจี๊ยบมอญ กระเจี๊ยบเขียว และวัชพืชหลายชนิด เช่น ไม้กวาด กะเม็ง [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3695">โรคใบหงิกเหลือง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>โรคใบหงิกเหลือง Yellow Leaf curl disease</strong><span id="more-3695"></span></p>
<p><strong>เชื้อสาเหตุ</strong> ไวรัสใบหงิกเหลืองพริก (<em>Papper yellow leaf curlo virus</em>, PeYLCV) บางไอโซเลทเกิดจากไวรัสใบหงิกเหลืองมะเขือเทศ (<em>Tomato yellow leaf curl virus</em>, TYLCV)</p>
<p><strong>ชีววิทยาของเชื้อ</strong> อนุภาคเป็นรูปทรงกลมหลายเหลี่ยม อยู่ติดกันเป็นคู่ ขนาดประมาณ 18*30 นาโนเมตร จัดอยู่ในสกุลบีโกโมไวรัส (ฺBegomovirus)</p>
<p><strong>ลักษณะอาการ</strong> ใบพริกแสดงอาการด่างเหลือง เป็นขีดหรือหย่อมโปร่งแสงระหว่างเส้นใบ บางครั้งเส้นใบย่อยมีสีเหลืองและสานเป็นร่างแหบริเวณโคนใบ ใบโค้งงอ หงิกย่น บิดเบี้ยว ยอดเป็นกระจุก ต้นแคระแกร็น ผลด่างบิดเบี้ยวและมีขนาดเล็กผิดปกติ ถ้าเป็นพริกขาวแสดงอาการด่างเป็นสีขาวซีด</p>
<p><strong>การแพร่ระบาด</strong> พบระบาดรุนแรงในฤดูแล้ง โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบ (<em>Bemisia tabaci</em>) เป็นพาหนะนำโรค พืชอาศัยที่สำคัญ ได้แก่ ยาสูบ มะเขือเทศ กระเจี๊ยบมอญ กระเจี๊ยบเขียว และวัชพืชหลายชนิด เช่น ไม้กวาด กะเม็ง ครอบจักรวาล หญ้ายาง กระทกรก ผักแครด พันงูเขียว มะเขือยักษ์ และสาบแร้งสาบกา โรคนี้ไม่ถ่ายทอดโดยวิธีกลและผ่านทางเมล็ด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. พ่นสารกำจัดแมลงใต้ใบเมื่อพบแมลงหวี่ขาวระบาดมาก เช่น อิมิดาโคลพริด โดยพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน</p>
<p>2. ขุดต้นพริกเป็นโรคและนำมาเผาทำลาย</p>
<p>3. กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัย และเป็นแหล่งสะสมของไวรัส</p>
<p>4. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3695">โรคใบหงิกเหลือง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3695</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคใบด่างประ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3675</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3675#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Sep 2014 08:39:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3675</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคใบด่างประ veinal mottle disease เชื้อสาเหตุ ไวรัสเส้นใบด่างประของพริก (Chilli veinal mottle virus, ChiVMV) ชีววิทยาของเชื้อ อนุภาคเป็นท่อนยาวคด ความยาวประมาณ 720-750 นาโนเมตร และกว้างประมาณ 20 นาโนเมตร อยู่ในสกุลโพทีไวรัส (Potyvirus) ลักษณะอาการ ใบพริกแสดงอาการด่างสีเขียวอ่อนหรือเหลืองสลับเขียวเข้ม มีขีดหรือจุดประสีเขียวเข้มตามเส้นใบ บางครั้งใบบิดเบี้ยวลดรูป ติดดอกและให้ผลน้อยลง ผลมีขนาดเล็ก ด่างและบิดเบี้ยว ถ้าเชื้อเข้าทำลายในระยะกล้า ต้นเตี้ยแคระแกร็น และแตกพุ่มด้านข้างน้อยลง การแพร่ระบาด ไวรัสถ่ายทอดได้โดยวิธีกล และโดยเพลี้ยอ่อนหลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อนถั่ว (Aphis craccivora) เพลี้ยอ่อนฝ้าย (A. gossypii) แต่ไม่ถ่ายทอดผ่านทางเมล็ด พืชอาศัยส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ Solanaceae ได้แก่ ยาสูบ มะเขือเทศ และพิทูเนีย รวมทั้งวัชพืชหลายชนิด เช่น โทงเทง และลำโพง การป้องกันกำจัด 1. เพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลงจนกระทั่งถึงเวลาย้ายปลูกลงแปลง [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3675">โรคใบด่างประ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคใบด่างประ veinal mottle disease</strong><span id="more-3675"></span></p>
<p><strong>เชื้อสาเหตุ</strong> ไวรัสเส้นใบด่างประของพริก (<em>Chilli veinal mottle virus</em>, ChiVMV)</p>
<p><strong>ชีววิทยาของเชื้อ</strong> อนุภาคเป็นท่อนยาวคด ความยาวประมาณ 720-750 นาโนเมตร และกว้างประมาณ 20 นาโนเมตร อยู่ในสกุลโพทีไวรัส (Potyvirus)</p>
<p><strong>ลักษณะอาการ</strong> ใบพริกแสดงอาการด่างสีเขียวอ่อนหรือเหลืองสลับเขียวเข้ม มีขีดหรือจุดประสีเขียวเข้มตามเส้นใบ บางครั้งใบบิดเบี้ยวลดรูป ติดดอกและให้ผลน้อยลง ผลมีขนาดเล็ก ด่างและบิดเบี้ยว ถ้าเชื้อเข้าทำลายในระยะกล้า ต้นเตี้ยแคระแกร็น และแตกพุ่มด้านข้างน้อยลง</p>
<p><strong>การแพร่ระบาด</strong> ไวรัสถ่ายทอดได้โดยวิธีกล และโดยเพลี้ยอ่อนหลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อนถั่ว (Aphis craccivora) เพลี้ยอ่อนฝ้าย (A. gossypii) แต่ไม่ถ่ายทอดผ่านทางเมล็ด พืชอาศัยส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ Solanaceae ได้แก่ ยาสูบ มะเขือเทศ และพิทูเนีย รวมทั้งวัชพืชหลายชนิด เช่น โทงเทง และลำโพง</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. เพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลงจนกระทั่งถึงเวลาย้ายปลูกลงแปลง</p>
<p>2. หมั่นตรวจแปลงพริกสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นเป็นโรครีบถอนและทำลายทิ้งทันที</p>
<p>3. พ่นสารกำจัดแมลงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยอ่อนในระยะต้นกล้า สัปดาห์ละครั้งและพ่นตามความจำเป็นเมื่อพริกโตขึ้น</p>
<p>4. หมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกและรอบๆ แปลงปลูกอยู่เสมอ ไม่ให้วัชพืชขึ้นรก เพื่อลดแหล่งสะสมไวรัสและแมลงพาหะ</p>
<p>5. ปลูกพืชหมุนเวียน โดยเลือกพืชที่ไม่ใช่พืชอาศัยของไวรัสปลูกสลับกับพริกเพื่อตัดวงจรของแหล่งสะสมเชื้อไวรัส</p>
<p>6. ใช้แผ่นพลาสติกสีเงินคลุมแปลงปลูกเพื่อไล่เพลี้ยอ่อนที่เป็นพาหะของไวรัสไปจากต้นพริก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3675">โรคใบด่างประ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3675</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
