<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; herbdoa</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?author=2&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Apr 2026 04:13:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>หนอนคืบกะหล่ำ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3472</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3472#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2022 04:54:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงศัตรูพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3472</guid>
		<description><![CDATA[<p>หนอนคืบกะหล่ำ (cabbage looper) ชื่อวิทยาศาสตร์ Trichoplusia ni (Hbner) วงศ์ Noctuidae อันดับ Lepidoptera ความสำคัญและลักษณะการทำลาย หนอนคืบกะหล่ำเป็นหนอนขนาดกลางกินจุ ในระยะแรกตัวหนอนจะกัดกินที่ผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินใบทำให้เปนรอยแหว่งเหลือแต่ก้านใบ แมลงชนิดนี้จะทำลายโดยการกัดกินใบเป็นส่วนใหญ่ และการทำลายเป็นไปอย่างรวดเร็ว พบตามแหล่งปลกทั่วๆ ไปในประเทศไทยในภาคกลางที่จังหวัด ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพฯ ปทุมธานี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ แม่ผีเสื้อวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ สีขาวนวล หรือเหลืองอ่อนตามใต้ใบ มีลักษณะคล้ายฝาชีตรงกลางมีรอยบุ๋ม มีผิวเป็นมัน ขนาดของไข่ประมาณ 0.5-0.6 มม. ระยะไข่ 3-4 วัน ตัวหนอนโตเต็มที่มีสีเขียวอ่อน ความยาว 2.5-3.5 ซม.หัวเล็ก ลำตัวแบ่งออกเป็นปล้องชัดเจน และมีขนปกคลุมกระจายทั่วไปใกล้ ๆ กับสันหลัง ลำตัวมีแถบสีขาว 2 แถบขนานกัน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3472">หนอนคืบกะหล่ำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>หนอนคืบกะหล่ำ </strong><strong>(cabbage looper)<span id="more-3472"></span></strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> <em>Trichoplusia ni</em> (Hbner)</p>
<p><strong>วงศ์</strong> Noctuidae <strong> </strong><strong></strong></p>
<p><strong>อันดับ </strong>Lepidoptera</p>
<p><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong><strong> </strong></p>
<p>หนอนคืบกะหล่ำเป็นหนอนขนาดกลางกินจุ ในระยะแรกตัวหนอนจะกัดกินที่ผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินใบทำให้เปนรอยแหว่งเหลือแต่ก้านใบ แมลงชนิดนี้จะทำลายโดยการกัดกินใบเป็นส่วนใหญ่ และการทำลายเป็นไปอย่างรวดเร็ว พบตามแหล่งปลกทั่วๆ ไปในประเทศไทยในภาคกลางที่จังหวัด ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพฯ ปทุมธานี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ</strong><strong> </strong></p>
<p>แม่ผีเสื้อวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ สีขาวนวล หรือเหลืองอ่อนตามใต้ใบ มีลักษณะคล้ายฝาชีตรงกลางมีรอยบุ๋ม มีผิวเป็นมัน ขนาดของไข่ประมาณ 0.5-0.6 มม. ระยะไข่ 3-4 วัน ตัวหนอนโตเต็มที่มีสีเขียวอ่อน ความยาว 2.5-3.5 ซม.หัวเล็ก ลำตัวแบ่งออกเป็นปล้องชัดเจน และมีขนปกคลุมกระจายทั่วไปใกล้ ๆ กับสันหลัง ลำตัวมีแถบสีขาว<br />
2 แถบขนานกัน เคลื่อนตัวโดยการงอตัวและคืบไป ระยะหนอน 14-21 วัน เข้าดักแด้ภายในรังสีขาวตามใต้ใบพืช ดักแด้จะมีสีเขียวในระยะแรกและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดดักแด้ประมาณ 2 ซม. อายุดักแด้ประมาณ 5-7 วัน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดกลาง เมื่อกางปีกกว้างประมาณ 2.7-3 ซม. ปีกคู่หน้าสีน้าตาลแก่ปนเทา รอบๆ ปลายปีกมีสีน้ำตาลแก่ และปลายสุดของปีกจะมีสีขาว ส่วนท้องปกคลุมด้วยขนสีขาวปนเทา อายุตัวเต็มวัย 8-10 วัน เพศเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 400-1,150 ฟอง เพศผู้สามรถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง ส่วนเพศเมียผสมพันธุ์ได้ครั้งเดียว</p>
<p><strong>พืชอาหาร</strong><strong></strong></p>
<p>พืชผักตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหัว เป็นต้น</p>
<p><strong>ศัตรูธรรมชาติ</strong><strong></strong></p>
<p>หนอนคืบกะหล่ำ มีแตนเบียนทำลายหนอนอยู่ 2 ขนิด คือ แตนเบียนหนอน <em>Apanteles</em> sp. และ <em>Brachymeria</em> sp. นอกจากนี้ยังมีเชื้อแบคทีเรีย <em>Bacillus thuringensis</em> Berliner ซึ่งสามารถทำลายหนอนคืบกะหล่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><strong></strong></p>
<ol>
<li>การใช้โรงเรือนตาข่ายไนล่อน หรือการปลูกผักกางมุ้ง</li>
<li>การใช้เชื้อแบคทีเรีย (บาซิลลัส ทูริงเยนซิส) ที่มีจำหน่ายเป็นการค้า ได้แก่ <em>Bacillus thuringiensis subsp. aizawai</em> เช่น เซนทรี และ ฟลอร์แบค ดับบลิวดีจี เป็นต้น <em>Bacillus thuringiensis subsp.kurstaki </em>เช่นเดิลฟิน และแบคโทสปิน เอ็ชพี เป็นต้น 3</li>
<li>การใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน (คาราเต้ 2.5 อีซี 5% อีซี) หรือ เดลทาเมทริน (เดซีส 3.3 % อีซี ) หรือ คลอฟลูอาซูรอน (อาทาบรอน 5 % อีซี) อัตรา 30 ,20 และ 40 มล./น้ำ 20 ลิตร ตามลำดับ</li>
</ol>
<div></div>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3472">หนอนคืบกะหล่ำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3472</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนอนใยผัก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=3576</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=3576#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Feb 2022 08:41:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงศัตรูพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=3576</guid>
		<description><![CDATA[<p>หนอนใยผัก (Diamondback moth:DBM) ชื่อวิทยาศาสตร์ Plutella xylostella L. วงศ์ Plutellidae อันดับ Lepidoptera ความสำคัญและลักษณะการทำลาย หนอนใยผักเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญและก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชผักตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ฯลฯ ยกเว้นผักกาดหอม พบการระบาดตามแหล่งปลูกผักทั่วไปทุกภาค ปัจจุบันหนอนใยผักได้มีการพัฒนาสร้างความต้านทานอย่างรวดเร็วและหลายชนิด จึงต้องใช้วิธีป้องกันกำจัดหลายๆ วิธีผสมผสานกันจึงสามารถลดการระบาดของหนอนชนิดนี้ลงได้ ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่ในวัยแรกจะเข้ากัดกินภายในใบและเมื่อเข้าสู่ระยะวัย 2 จะออกมากัดกินภายนอกทำให้ใบเป็นรูพรุน หากพบการระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย มีวงจรชีวิตสั้น รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กเมื่อกางปีกวัดได้ประมาณ 6-7 มิลลิเมตร มีสีเทา ส่วนหลังมีแถบสีเหลืองส้ม หนวดเป็นแบบเส้นด้าย ตัวเต็มวัยมีความสามารถวางไข่ได้สูงและหลายครั้ง พบวางไข่ได้ประมาณ 47-407 ฟอง จึงทำให้หนอนใยผักมีอัตราการเพิ่มประชากรได้รวดเร็ว พบตัวเต็มวัยบินมากให้เวลา 18.00-21.00 น. ไข่มีลักษณะค่อนข้างแบนและยาวรี มีสีเหลืองอ่อนเป็นมัน เมื่อใกล้ฟักจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวหนอนมีลักษณะลำตัวเรียวยาว หัวแหลมท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็น 2 แฉก เมื่อถูกรบกวนจะทิ้งตัวลงตามใย ตัวหนอนเมื่อโตเต็มที่ขนาด 1 เซนติเมตร [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3576">หนอนใยผัก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>หนอนใยผัก (</strong><strong>Diamondback moth:DBM)<span id="more-3576"></span></strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> <em>Plutella xylostella </em>L.</p>
<p><strong>วงศ์</strong> Plutellidae</p>
<p><strong>อันดับ</strong> Lepidoptera</p>
<p><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong><strong></strong></p>
<p>หนอนใยผักเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญและก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชผักตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ฯลฯ ยกเว้นผักกาดหอม พบการระบาดตามแหล่งปลูกผักทั่วไปทุกภาค ปัจจุบันหนอนใยผักได้มีการพัฒนาสร้างความต้านทานอย่างรวดเร็วและหลายชนิด จึงต้องใช้วิธีป้องกันกำจัดหลายๆ วิธีผสมผสานกันจึงสามารถลดการระบาดของหนอนชนิดนี้ลงได้ ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่ในวัยแรกจะเข้ากัดกินภายในใบและเมื่อเข้าสู่ระยะวัย 2 จะออกมากัดกินภายนอกทำให้ใบเป็นรูพรุน หากพบการระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย มีวงจรชีวิตสั้น</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ</strong><strong></strong></p>
<p>ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กเมื่อกางปีกวัดได้ประมาณ 6-7 มิลลิเมตร มีสีเทา ส่วนหลังมีแถบสีเหลืองส้ม หนวดเป็นแบบเส้นด้าย ตัวเต็มวัยมีความสามารถวางไข่ได้สูงและหลายครั้ง พบวางไข่ได้ประมาณ 47-407 ฟอง จึงทำให้หนอนใยผักมีอัตราการเพิ่มประชากรได้รวดเร็ว พบตัวเต็มวัยบินมากให้เวลา 18.00-21.00 น. ไข่มีลักษณะค่อนข้างแบนและยาวรี มีสีเหลืองอ่อนเป็นมัน เมื่อใกล้ฟักจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวหนอนมีลักษณะลำตัวเรียวยาว หัวแหลมท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็น 2 แฉก เมื่อถูกรบกวนจะทิ้งตัวลงตามใย ตัวหนอนเมื่อโตเต็มที่ขนาด 1 เซนติเมตร มี 4 วัย เข้าดักแด้ตามใบพืชโดยมีใยปกคลุม ดักแด้ในระยะแรกๆ มีสีเขียวและเมื่อใกล้ออกเป็นตัวเต็มวัยจะมีสีน้ำตาล ดักแด้มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร การเจริญเติบโตของหนอนใยผักมีวงจรชีวิตประมาณ 2-3 สัปดาห์ มี 17-25 ชั่วอายุขัยต่อปี</p>
<p><strong>การแพร่กระจายและฤดูการระบาด</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ระบาดตามแหล่งปลูกผักทั่วไป หนอนใยผักมักเริ่มระบาดตั้งแต่ฤดูหนาวและจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนระบาดมากในช่วงท้ายของฤดูหนาวต่อฤดูแล้ง ส่วนในฤดูฝนระบาดบ้างแต่ไม่รุนแรง</p>
<p><strong>ศัตรูธรรมชาติ</strong><strong></strong></p>
<p>หนอนใยผักมีแมลงศัตรูธรรมชาติหลายชนิด ได้แก่ แตนเบียนไข่ <em>Trichogrammatoidae bactrae</em> Nagaraja ทำลายไข่ 45.2% นอกจากนั้นยังพบแตนเบียนหนอน Cotesia plutellae Kurdj ซึ่งทำลายในระยะตัวหนอนได้ 69.2% สำหรับแตนเบียนดักแด้ที่พบได้แก่ <em>Thyraeela collaris</em> (Grave) แตนเบียนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการทำลายดักแด้ได้สูงถึง 23.28%</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><strong></strong></p>
<ol>
<li>การใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 80 กับดักต่อไร่ สามารถลดการใช้สารฆ่าแมลงมากกว่า 50%</li>
<li>การใช้โรงเรือนตาข่ายไนล่อนสีขาวหรือผักกางมุ้ง สามารถป้องกันหนอนใยผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li>การใช้สารฆ่าแมลงหากพบหนอนใยผักระบดความพ่นด้วย สปินโนแซด (ซัคเซส 120 เอสซี) อินด๊อกซาคาร์บ (แอมเมท15 % SC) และฟิโปรนิล (แอสเซ็นด์ 5 % SC)</li>
</ol>
<div><span style="color: #993300;">การทำกาวเหนียว Ento 92 </span>สูตรกาวเหนียวที่ผลิตเองนี้สามารถทนทานและมีความเหนียวคงทนอยู่ในแปลงพืชได้นานถึง  10-15 วัน สูตรกาวเหนียวนี้ใช้อัตราส่วนประกอบ 600:390:10 ประกอบด้วย 1.น้ำมันละหุ่ง 600 ซีซี 2.ยางสนชนิดบดละเอียด 390 กรัม 3.ไขคาร์นัวบาร์ 10 กรัม ต้นทุน 120 บาทต่อลิตร</div>
<div>
<p><span style="color: #993300;">วิธีการทำกาวเหนียว</span><br />
1. เตรียมอุปกรณ์สำหรับเคี่ยว (อุ่น) กาวซึ่งอาจใช้กระป๋องสังกะสี  หม้อ  กระทะหรือวัสดุ  อะไรก็ได้ที่ทนความร้อนได้ดี<br />
2. นำมาตั้งบนเตาไฟ (เตาถ่านก็ได้ เตาแก๊สก็ดี) จากนั้นค่อยๆ เทน้ำมันละหุ่งลงไป  เคี่ยวให้ร้อน ทยอยเติมยางสนที่บดแล้ว  และไขคาร์นัวบาร์  ลงไปตามลำดับ<br />
3.เคี่ยวทิ้งไว้นานประมาณ  45 – 60 นาที  หรือจนไฟถ่านมอดหมดแล้ว  หรือเคี่ยวให้นานมากที่สุด  เพื่อที่จะทำให้การคืนสภาพของกาวเหนียวช้าลงและเก็บกาวไว้ได้นานโดยใช้ไม้คนให้ทั่วตลอดการเคี่ยวกาว ข้อควรระมัดระวัง คือ  ถ้าเคี่ยวไฟแรงจัดจะทำให้เกิดการติดไฟได้หรือเกิดอันตราย ยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็นหรือตั้งทิ้งไว้หนึ่งคืน</p>
</div>
<p style="text-align: right;">By สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ (Satja Prasongsap)<br />
Professional Research Scientist<br />
Horticulture Research Institute<br />
E-mail : herbdoa@gmail.com</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=3576">หนอนใยผัก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=3576</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการพ่นสารเคมีทางการเกษตรด้วยโดรน(Drone)</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=6482</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=6482#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2019 02:20:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Drone]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสมัยใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=6482</guid>
		<description><![CDATA[<p>เทคนิคการพ่นสารเคมีทางการเกษตรด้วยโดรน Drone ชนิดของโดรน 1. fixe Wing ข้อดี บินได้นาน ใช้รันเวย์ในการบิน 2. Helicopter ขึ้นลงแนวดิ่ง 3. Multirotor ขึ้นลงแนวดิ่ง แบตหมดเร็ว ประโยขน์ของโดรน 1.ใช้สำรวจโรงไฟฟ้า สำรวจพื้นที่ดิน บินสำรวจโครงการทุกวันโดยทำพิกัดไว้ สำรวจเมืองจะมีการอัพเดทมากกว่า google ซึ่งจะมีการอัพเดทปีละครั้ง 2. แผนที่มีความคมชัด ความละเอียดสูง มึความเป็นแนวดิ่งที่ชุดเจนกว่าแผนที่ดาวเทียม ใช้เวลาสำรวจหน้างานน้อย สามารถสำรวจพื้นที่ได้กว้าง และรวดเร็ว สามารถนำผลข้อมูลมาเปรียบเทียบกันได้ง่าย เข่น การคำนวณปริมาตรหรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ไฟล์ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงนำเข้าโปรแกรมทางสำรวจอื่นๆ มีความปลอดภัยสามารถสำรวจเข้าพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าได้ การบินของโดรนต้องสูงจากพืช 1.5-2.5 เมตรเหนือทรงพุ่ม ขนาดละออง 150-180 ไมครอน ความเร็วลม 3-7 วินาที ความเร็วการบิน 3-6 เมตรต่อวินาที ในโรคพืชใช้ละอองขนาด 30-150 ไมครอน แมลง 10-50 ไมครอน วัชพืช 100-300 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6482">เทคนิคการพ่นสารเคมีทางการเกษตรด้วยโดรน(Drone)</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: large; color: #0000ff;"><strong>เทคนิคการพ่นสารเคมีทางการเกษตรด้วยโดรน Drone</strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7564" rel="attachment wp-att-7564"><img class="aligncenter size-full wp-image-7564" title="drone" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/drone.jpg" alt="" width="404" height="404" /></a><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/05/drone1.jpg"><br />
</a>ชนิดของโดรน</p>
<p style="text-align: left;">1. fixe Wing ข้อดี บินได้นาน ใช้รันเวย์ในการบิน</p>
<p style="text-align: left;">2. Helicopter ขึ้นลงแนวดิ่ง</p>
<p style="text-align: left;">3. Multirotor ขึ้นลงแนวดิ่ง แบตหมดเร็ว</p>
<p style="text-align: left;">ประโยขน์ของโดรน</p>
<p style="text-align: left;">1.ใช้สำรวจโรงไฟฟ้า สำรวจพื้นที่ดิน บินสำรวจโครงการทุกวันโดยทำพิกัดไว้ สำรวจเมืองจะมีการอัพเดทมากกว่า google ซึ่งจะมีการอัพเดทปีละครั้ง</p>
<p style="text-align: left;">2. แผนที่มีความคมชัด ความละเอียดสูง มึความเป็นแนวดิ่งที่ชุดเจนกว่าแผนที่ดาวเทียม ใช้เวลาสำรวจหน้างานน้อย สามารถสำรวจพื้นที่ได้กว้าง และรวดเร็ว สามารถนำผลข้อมูลมาเปรียบเทียบกันได้ง่าย เข่น การคำนวณปริมาตรหรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ไฟล์ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงนำเข้าโปรแกรมทางสำรวจอื่นๆ มีความปลอดภัยสามารถสำรวจเข้าพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าได้</p>
<p>การบินของโดรนต้องสูงจากพืช 1.5-2.5 เมตรเหนือทรงพุ่ม ขนาดละออง 150-180 ไมครอน ความเร็วลม 3-7 วินาที ความเร็วการบิน 3-6 เมตรต่อวินาที ในโรคพืชใช้ละอองขนาด 30-150 ไมครอน แมลง 10-50 ไมครอน วัชพืช 100-300 ไมครอน</p>
<p>1.การพ่นสารด้วยโดรนนั้นสามารถใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามอัตราข้างฉลากได้ เช่น อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ไร่ใช้ 100 ลิตร <span id="more-6482"></span>การคำนวณตัวสารควรคำนวณเป็นไร่ว่าใช้สารจริงๆ เท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้ใช้สาร 100 ซีซีต่อไร่ เวลาขึ้นบินด้วยโดรนก็ต้องใช้รวมกันแล้วอยู่ในอัตรา 100 ซีซีต่อไร่</p>
<p>2.การบินของโดรนต้องคำนวณออกมาว่าบินได้กี่นาทีต่อไร่ เช่น ในคะน้า 3 นาทีต่อไร่ ในข้าว 4 นาทีต่อไร่ ในอ้อย 5 นาทีต่อไร่ ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่โดรนสามารถบรรจุได้ เช่น ขนาด 2 ลิตร 3 ลิตร 5 ลิตร 10 ลิตร  และปริมาณการไหลของหัวฉีด (ความเร็วในการบิน ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง  4-6 เมตรต่อวินาที อ้อย 2-6 เมตรต่อวินาที อ้อย 3 เดือนบินที่ 3 หรือ 4 เมตรต่อวินาที อ้อยใหญ่ 8 เดือน บินให้ช้าลงเพื่อน้ำจะได้คลุมต้นอ้อยได้มากขึ้น) อัตราน้ำต่อไร่่ ในข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง  3-5 ลิตรต่อไร่</p>
<p>3.ความสูงที่ใช้ในการบินเหนือยอดควรจะประมาณ 1-3 เมตร(คะน้า ตะกูลกะหล่ำปลี) และความกว้างของการพ่นสารประมาณ  1.5-3.0 เมตรหรือขึ้นกับประสิทธิภาพของหัวฉีดและแรงดัน จำนวนหัวฉีด การวางหัวฉีดใต้ใบพัด หรือแบบสเปรย์บูม (ระดับความสูงการพ่นสาร ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง  4-6 เมตร อ้อย 2-6 เมตร)</p>
<p>4.ละอองสารที่เกิดขึ้น แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ</p>
<p>4.1 ขนาดละอองสารที่อยู่ระหว่าง 50 – 200 ไมโครเมตร ละอองสารกลุ่มนี้ตกอยู่ในพื้นที่ที่ทำการพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และพื้นที่ข้างเคียง บางส่วนถูกกระแสลมพัดพาไป สรุปว่าการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยละอองขนาดนี้มีการสูญเสียมาก และทำให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษสูง</p>
<p>4.2 ขนาดละอองสารที่เล็กกว่า 50 ไมโครเมตร ละอองสารกลุ่มนี้ถูกชักนำ หรือพัดพาไปยัง เป้าหมาย และแทรกซึมเข้าสู่ทรงพุ่มของต้นพืชโดยอาศัยกระแสลม ละอองสารกลุ่มนี้ฟุ้งกระจายได้ดี สรุปว่าการ ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยละอองขนาดขนาด 50 ไมโครเมตร หรือเล็กกว่าใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ดีที่สุด</p>
<p>ตารางแสดง ขนาดละอองสารที่ตกบนเป้าหมายต่างๆ ขนาดของละอองสาร(ไมโครเมตร) เป้าหมายที่ละอองสารตก</p>
<p>220 – 340 ไมโครเมตรพื้นดินรอบทรงพุ่มของต้นพืช/พืชเป้าหมาย</p>
<p>100 – 220 ไมโครเมตรพื้นดินรอบทรงพุ่มของต้นพืช/ปลิวไปยังพื้นที่ข้างเคียง/พืชเป้าหมาย</p>
<p>40 – 100 ไมโครเมตรทั่วทรงพุ่มของต้นพืช/แทรกซึมเข้าในทรงพุ่ม และฟุ่งกระจายไปยัง แปลงข้างเคียง</p>
<p>10 &#8211; 40 ไมโครเมตรกระจายได้ทั่วด้วยกระแสลม และสัมผัสกับแมลงเป้าหมายได้ดี</p>
<p>สารฆ่าแมลง และสารป้องกันโรคพืช ขนาดละอองที่เหมาะสม 50 – 250 ไมโครเมตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง</p>
<p>5. ความเร็วลมที่เหมาะสมต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที ถ้าเกิน 5 เมตรต่อวินาที หรือ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องเลิกการพ่นสารเคมี เนื่องจากกระแสลมจะพัดพาละอองสารออกนอกเป้าหมาย</p>
<p>6. อุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ เป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญ ในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง เช่นเวลากลางวัน ระหว่าง 11.00-14.00 น. ในช่วงเวลาดังกล่าวละอองสารขนาดเล็กมาก น้ำในละอองจะระเหย ไปก่อนที่ละอองสารจะตกบนเป้าหมาย การพ่นสารเคมีจึงควรพ่นในตอนเช้าหรือช่วงเย็น อุณภูมิไม่เกิน 38 องศาเซลเซียสและมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 50 เปอร์เซนต์</p>
<p>7. ฝน เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้สารเคมี เนื่องจากฝนจะชะล้างสารเคมี ทำให้ประสิทธิภาพการใช้สารเคมีลดลง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการพ่นเมื่อมีแนวโนมว่าฝนจะตก</p>
<p>8. หัวฉีด หัวฉีดพัด หัวฉีดรูปกรวย และหัวฉีดผสมอากาศ หัวฉีดพัดจะพ่นละอองออกมาเป็นม่านน้ำรูปพัด 2 ชั้น เมื่อลมพัดแรงปะทะม่านน้ำด้านใดด้านหนึ่ง จะมีละอองน้ำด้านหนึ่งทำหน้าที่เป็นฉากกั้น ให้ละะอองไปปะทะและตกลงพื้นดินเป็นหยดน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงไม่ปลิวไปตามกระแสลม หัวฉีดผสมอากาศหรือหัวฉีดเจ็ตแบบพัดคู่ จะพ่นลงสู่เป้าหมายได้ดี ไม่ฟุ้งกระจายหากบินต่ำจะทำให้พื้นที่ตรงกลางมีช่องว่างทำให้พืชไม่ได้รับสาร มีราคาแพงกว่า หัวทั่วไป การใช้หัวชนิดนี้จะต้องมีการปรับแรงดันการพ่นสาร และแรงดันไฟฟ้าสำหรับมอเตอร์ให้มีกำลังมากขึ้น</p>
<p><span style="color: #800080;">เทคโนโลยีการฉีดพ่นสารด้วยโดรนในปัจจุบัน</span></p>
<p>1. ใช้ RTK จับดาวเทียมจีนคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 ซม. สามารถวางจุดพิกัดการบินเสริมความแม่นยำ ส่วนดาวเทียม GNSS ของสหรัฐ</p>
<p>2. สามารถฉีดพ่นเป็นรายต้น พ่นเป็นจุด</p>
<p>3. มีระบบเรดาห์รอบทิศ สามารถป้องกันการชนต้นไม้</p>
<p>4. รัศมีการพ่นสารกว้างได้ถึง 8 เมตร</p>
<p>5. มีความเร็วในการฉีดพ่น 8 ลิตรต่อนาที</p>
<p>6. ความเร็วในการทำงานสูงสุด 100 ไร่ต่อชั่วโมง</p>
<p>7. แบตเตอร์รี่มีรอบการชาร์จได้นาน 1,500 ครั้ง</p>
<p>8. แบตเตอร์รี่ใช้เวลาชาร์ทได้เร็วขึ้น 10-15 นาที</p>
<p>9. มีระบบถังหว่านปุ๋ย เมล็ดพันธุ์แม่นยำมากขึ้น</p>
<p>การบินโดรนเพื่่อสำหรับงานวิจัย ขนาด 4 หัวฉีด ความกว้าง 2 เมตร</p>
<p>1.ขนาดแปลงที่เหมาะสมคือ ความยาวแปลง 20 เมตร ความกว้างที่เหมาะสม 16*20 เมตร บินไป 2 ครั้ง กลับ 2 ครั้ง (ความกว้าง 4 เมตร)  พื้นที่ 320 ตารางเมตร พื้นที่เก็บข้อมูล 12*10 เมตร พื้นที่เล็กที่สุดสำหรับทำงานวิจัย คือ 12*20 เมตร บินไป-มา 3 ครั้ง (ความกว้าง 4 เมตร) พื้นที่ 240 ตารางเมตร พื้นที่เก็บข้อมูล 8*10 เมตร ความสูงในการบินโดรน 1.5-2 เมตรเหนือยอดพืช ความกว้างของการฉีดพ่น 2.5-3.0 เมตร หรือ 3.0-3.5 เมตร ความเร็วในการบิน 1-4 เมตรต่อวินาที ขนาดละออง 100-150 ไมครอนเมตร ความเร็วหมุนแผ่นจาน 6,000-13,000 รอบ rpm พืชที่นำไปใช้ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี</p>
<p>2. อัตราการใช้น้ำเพื่อการพ่นสารด้วยโดรน ในข้าวใช้น้ำอัตรา 2.5-3.0 ลิตรต่อไร่ ในข้าวโพดหรืออ้อยใช้น้ำอัตรา 3-5 ลิตรต่อไร่ขึ้นอยู่กับระยะการเจริญเติบโต ในมันฝรั่งใช้น้ำอัตรา 3-5 ลิตรต่อไร่ ในพืชผักใช้น้ำอัตรา 3-5 ลิตรต่อไร่ ในส้มใช้น้ำอัตรา 15-25 ลิตรต่อไร่</p>
<p>ข้อพิจารณาในการใช้โดรนทางการเกษตรดังนี้</p>
<p>1.ความเร็วการบินโดรน speed  (m/s) การบินระหว่างการพ่น 4.5-5.0  การบินมาจุดขึ้นบิน หรือการเลี้ยวน้อยกว่า 5.5 เมตร<br />
2.ระยะความสูงเหนือทรงพุ่ม (m) ได้แก่ ช่วงระยะการเจริญเติบโต ช่วงระยะเก็บเกี่ยวหรือพักต้ว จะมีความสูงของต้นพืชที่แตกต่างกัน และความแข็งแรงของต้นพืชที่ทนทานต่อการบอบช้ำของแรงลม เช่น ข้าวช่วงกำลังเจริญเติบโตบินสูง 1.5-2.5 เมตร ช่วงระยะเก็บเกี่ยวบินสูง 2.0-3.0 เมตร หากบินต่ำทำให้ข้าวล้มได้<br />
3.ปริมาณน้ำต่อไร่ ได้แก่ ระยะต้นอ่อนจะมีการใช้น้ำน้อย เช่น 3 ลิตรต่อไร ระยะต้นแก่จะใช้น้ำ 4 ลิตรต่อไร่<br />
4.หัวฉีด พืจารณาดังนี้ ชนิดหัวฉีด, ขนาดละออง µm, อัตราการไหล (L/mim), มุมตกละออง (องศา), ความยาวแนวพ่น (m), จำนวนหัวฉีด, ความดันหัวฉีด (bar)<br />
5.ตารางการฉีดพ่น ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูฝน : ช่วงเวลาเช้า 6.00-10.00 น. ช่วงเวลาเย็น 15.00-18.00 น. ฤดูหนาว : ช่วงเวลาเช้า 6.00-10.00 น. ช่วงเวลาเย็น 15.00-18.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีแสง และอุณหภูมิไม่สูงที่จะมีผลกระทบต่อละอองสาร</p>
<p>6.ไม่พ่นระยะออกดอก ในช่วงเวลา 6.00-11.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงมีการผสมเกสร มีผึ้ง แมลง และลมเป็นพาหะนำเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย</p>
<table style="width: 1052px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<colgroup>
<col width="270" />
<col width="69" />
<col span="2" width="75" />
<col width="76" />
<col span="2" width="82" />
<col width="78" />
<col width="77" />
<col width="82" />
<col width="86" /> </colgroup>
<tbody>
<tr>
<td colspan="4" align="left" width="489" height="41">การบินโดรนสารควบคุมการเจริญเติบโตในพืชสวน พืชไร่ และไม้ผล</td>
<td width="76"></td>
<td width="82"></td>
<td width="82"></td>
<td width="78"></td>
<td width="77"></td>
<td width="82"></td>
<td width="86"></td>
</tr>
<tr>
<td height="20">ข้อกำหนด</td>
<td>ข้าว</td>
<td>พริก</td>
<td>แตงกวา</td>
<td>หญ้า</td>
<td>ถั่วเขียว</td>
<td>คะน้า</td>
<td>มะเขือเทศ</td>
<td>ผักกาดขาว</td>
<td>อ้อย</td>
<td>กะหล่ำปลี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">1.ความเร็วการบินโดรน speed  (m/s)</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">1.1 การบินระหว่างการพ่น</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>4.0-5.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
<td>3.5-4.5</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>4.5-5.0</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">1.2 การบินมาจุดขึ้นบิน หรือการเลี้ยว</td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
<td>&lt; <span>5.5</span></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">2.ระยะความสูงเหนือทรงพุ่ม (m)</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">2.1 ช่วงกำลังเจริญเติบโต</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>1.5-2.0</td>
<td>1.5-2.0</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>1.5-2.5</td>
<td>3.0-4.0</td>
<td>3.0-4.0</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">2.2 ช่วงระยะเก็บเกี่ยวหรือพักตัว</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td>2.0-2.5</td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">3.ปริมาณน้ำต่อไร่</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">3.1 ระยะต้นอ่อน</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
<td>3</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">3.2 ระยะต้นแก่</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
<td>4</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.หัวฉีด</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.1 ชนิดหัวฉีด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
<td>รูปพัด</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.2 ขนาดละออง <span>µm </span><span>(สารควบคุมการเจริญเติบโต)</span></td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
<td>250-350</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.3 อัตราการไหล (L/mim)</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
<td>0.3-0.6</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.4 มุมตกละออง (องศา)</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
<td>60-120</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.5 ความยาวแนวพ่น (m)</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
<td>3.0-6.0</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.6 จำนวนหัวฉีด</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
<td>4.0-6.0</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">4.7 ความดันหัวฉีด (bar)</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
<td>2.0-3.0</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">5.ตารางการฉีดพ่น</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">5.1 ฤดูร้อนและฤดูฝน</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">ช่วงเวลาเช้า</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
<td>6.00-10.00</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">ช่วงเวลาเย็น</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
<td>15.00-18.00</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">5.2 ฤดูหนาว</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">ช่วงเวลาเช้า</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
<td>8.00-11.00</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">ช่วงเวลาเย็น</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
<td>14.00-18.00</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" height="20">6.ไม่พ่นระยะออกดอก</td>
<td>6.00-11.00</td>
<td>6.00-11.00</td>
<td></td>
<td></td>
<td>6.00-11.00</td>
<td></td>
<td>6.00-11.00</td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td height="20"></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>case 1. การใช้โดรนพ่นในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขนาด 10 ลิตร สามารถบินพ่นได้ประมาณ 10 นาที Drone ต่อการใช้แบตเตอรี่ 2 ก้อน(ขนาดกำลัง 16,000 mAh) โดยพ่นแบบน้ำน้อยที่อัตราพ่น 2.37 ลิตรต่อไร่ และหัวฉีดแบบพัดจำนวน 2 หัว ที่ความกว้างของแนวพ่นสาร 4 เมตร  จะใช้เวลาประมาณ 1 นาที 52 วินาทีต่อไร่ รวมแล้วสามารถพ่นได้ 4.2 ไร่</p>
<p>case 2. การทดสอบประสิทธิภาพฮอร์โมน trinexapac-ethyl เพิ่มความหวานในอ้อย ซึ่งสารตัวนี้มีสูตรความเข้มข้นอยู่ 3 สูตรได้แก่ trinexapac-ethyl 12% SL ,1 7.5% , 25% W/V EC ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในการก่อตัวของกรด gibberellic (GA1) ป้องกันการเกิด gibberellins ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชซึ่งช่วยยืดอายุเซลล์ หญ้าทำให้ข้อปล้องสั้น ลดการตัดหญ้า ในอ้อยความหวานของอ้อยจะเพิ่มขึ้นบริกซ์ละ 50 บาทต่อตัน ความหวานอ้อยมาตรฐานอยู่ที่ 10 บริกซ์ ในเขตชลประทานความหวานอยู่ที่ 10-12 บริกซ์ ส่วนพื้นที่ภาคอีสานความหวานจะมีมากกว่า 11-13 บริกซ์ การฉีดพ่นจะเริ่มที่อายุ 8 เดือน และเก็บเกี่ยวที่อายุ 10 เดือน</p>
<p>การพ่นสาร trinexapac-ethyl บานชื่นหนูพันธุ์สีขาว อัตรา 400 ppm พ่น 3 ครั้งห่างกัน 14 วัน ทำให้ต้นเตี้ย และดอกมีขนาดเล็กลง</p>
<p>การพ่นสารควบคุมการเจริญเติบโตด้วยอากาศยานไร้คนขับ เป็นโดรน dji mg &#8211; 1 p ขนาด 4 หัวฉีด 8 ใบพัด ความกว้างการพ่น 3 เมตร ความสูงจากยอดพืช 1 เมตร บินได้ 15 นาทีต่อแบตเตอร์รี่ 1 ก้อน บินได้ 4 บล็อก ถังความจุ 10 ลิตร 1 ไร่ใช้น้ำ 3 ลิตร หัวฉีดจะอยู่ใต้ใบพัด น้ำจะเหลือก้นถัง 100 cc เพื่อรักษาระดับน้ำในปั๊ม โดรนสามารถรับน้ำหนักรวมได้ ไม่เกิน 25 กิโลกรัม แบตเตอรี่เตรียมไว้ 8 ก้อน ราคาก้อนละ 10,000 กว่าบาท การติดแท็กหาปริมาณละอองสารจะติดที่ต้นอ้อยระยะสูง กลาง ต่ำ และที่พื้นดินว่างเปล่าไม่มีอ้อย  พบว่าละอองจะตกที่ระดับสูงหลังใบ และระดับกลางหน้าใบอ้อย ส่วนหน้าใบอ้อยที่ระดับสูง หลังใบอ้อยที่ระดับกลาง หน้าใบและหลังใบอ้อยที่ระดับต่ำไม่พบละอองสาร การควบคุมใช้รีโมท วางผังลากจุดเป็น plot พร้อมทั้งควบคุมให้ปริมาณสารต่อพื้นที่แบบอัตโนมัติ จ.สุพรรณบุรี และ จ. กาญจนบุรี</p>
<p>ข้อดีคือ กำหนดจุดการพ่น ปริมาณสารที่ใช้พ่น ความเร็วในการพ่นสาร ระบบหัวฉีดหากมีปัญหาจะแจ้งเตือน หากสารหมดก่อนพ่นสามารถบินมาเติมสารแล้วกลับไปพ่นต่อได้</p>
<p>ข้อเสียคือ แบตเตอร์รี่ 12,000 mAh บินได้ประมาณ 15 นาที การทดลองมี 6 ทรีทเมนต์ต้องใช้แบตถึง 8 ก้อน การพ่นสารแต่และแปลงเป็นอัตโนมัติ แต่การบินไปพ่นระหว่างแปลง ต้องอัพโหลดผังแปลงแต่ละครั้งที่จะพ่น ไม่สามารถรันต่อเนื่องได้ ระบบ GPS ยังมีการคลาดเคลื่อนจากที่บันทึกไว้ต้องมาปรับที่หน้าแปลงให้ตรงร่อง ระบบกันชนต้นไม้บางครั้งไม่ทำงานในกรณีไปเจอกิ่งไม้ที่มีใบไม้บางๆ แต่มีระบบ safety เมื่อชน จะเด้งกลับและลอยตัวอยู่กับที่ แม้ใบพัดเสียไป 2 ก้านมีระบบชดเชยทำให้ไม่ตกกระแทกพื้น ระบบกล้องดูหน้างาน การส่งสัญญาณภาพจะมีปัญหาเมื่ออยู่ในระยะไกล 50 เมตร ภาพจะค้างเนื่องจากมีการใช้เน็ตจากมือถือ สารเมื่อพ่นเสร็จจะมีการคงเหลือสารในถังพ่น 0.3-0.5 ลิตร จะต้องมีการคำนวณสารให้ถูกต้อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8945" rel="attachment wp-att-8945"><img class="aligncenter size-full wp-image-8945" title="sugar011" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/05/sugar011.jpg" alt="" width="804" height="604" /></a></p>
<p>เศรษฐกิจ : ราคารับจ้างพ่นสารในนาข้าวด้วยโดรนคิดไร่ละ 60 บาท อัตราการใช้น้ำ 3-5 ลิตรต่อไร่</p>
<p>การพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชในมันฝรั่งป้องกันโรคใบไหม้ ( Late blight) มีสาเหตุจากเชื้อรา ไฟทอปทอร่า ใช้สารไดเมโทมอร์ฟ 50% WG  อัตรา 120-150 กรัมต่อไร่ อัตราการใช้น้ำ 3-5 ลิตรต่อไร่ในการบินโดรน บินที่ความสูง 2 เมตร ความเร็วในการบิน 4 เมตรต่อวินาที ความกว้างการฉีดพ่น 5 เมตร</p>
<p>ประเทศไทยมีประมาณ 40,000 ลำ โดยส่วนใหญ่เป็น hobby ที่ใช้ทางการเกษตร 4,600 ลำ ข้อจำกัดด้านกฎหมาย เช่น ห้ามมีน้ำหนักเกิน 25 kg รวมของที่ใส่ในการบินโดรน ห้ามบินสูงเกิน 90 เมตร น้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัมห้ามบินใกล้คน หรืออาคาร 30 เมตร น้ำหนักมากกว่า 2 กิโลกรัมห้ามบินใกล้คนหรืออาคาร 50 เมตร ห้ามบินในเขตพื้นที่บิน และต้องห่างอย่างน้อย 9 กิโลเมตร</p>
<p>ความถี่ตามที่ กสทช อนุญาติ</p>
<p>1. UAV and remote controller 433.05-434.79 Mhz  10 mW, 2400 -2500 Mhz  100 mW, 5725 -5850 Mhz  1000 mW</p>
<p>2. UAV with radar system installed 24.05-24.25 GHz 100 mW</p>
<p>ม.เกษตรวิจัยการใช้โดรนในการนับต้นพืช วัดความสูง ทรงพุ่ม ความสมบูรณ์ต้นพืช การเกิดโรคในพื้น 1 ตารางกิโลเมตร ใช้เวลาการทำและประมวณผล 50 นาที</p>
<p>จีนบินโดรนโดยใช้ดาวเทียมไป่ตู้ กำหนดจุด ภาพถ่าย ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การบังคับโดรนผ่านมือถือ เกษตรกรไม่ได้ซื้อโดรนมาเป็นของตัวเอง ใช้ลักษณะการเช่าเครื่องมาใช้ โดรนในจีนก็มีการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด บริษัท XAG มีโดรนมากกว่า 66,000 ลำ บินครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 6 ล้าน ha ในจีน ได้รับสิทธิ์การใช้ข้อมูลดาวเทียม ลดการใช้สารเคมี 32,000 ตัน ลดการใช้น้ำ 15.4 ล้านตัน ในจีนบริษัท dji ส่่วนแบ่งการตลาด 64%เป็นอันดับ 1 XAG  เป็นอันดับ 2 ส่วนแบ่งการตลาด 28%</p>
<p>UAV Value Chain Thailand</p>
<p>1. UAS Prime : structures, manufacturing, sensor, aircrat design, software</p>
<p>2. UAS Operation : Airworthiness, Operation systems, Ground system, Counter Drone, UTM</p>
<p>3. Application and Service : Software, Payload, Infrastructure</p>
<p>ความปลอดภัยการใช้โดรน personal protection equipment (PPE) and sop</p>
<p>โปรแกรมการวางแผนการบิน ตัดต่อภาพมีโปรแกรมดังนี้</p>
<p>1. DJI tera https://www.dji.com/dji-terra</p>
<p>2. drone deploy https://www.dronedeploy.com/</p>
<p>โดรนประเทศไทยในอนาคต</p>
<p>1.เป็นศูนย์กลางชิ้นส่วนสำรองโดรน และตัวแทนจำหน่ายโดรนทางการเกษตร Spar part factory and D<span style="font-family: Consolas, Monaco, monospace; font-size: 12px;">ealer</span></p>
<p>2.การออกแบบโดรนที่ทันสมัย และเทคนิคการใช้งานรูปแบบต่างๆ เช่นทางการเกษตร การสำรวจ การใช้ร่วมกับการดำเนินชีวิตกิจวัตรประจำวันของคน Design and Application type</p>
<p>3.ศูนย์เรียนรู้และเพิ่มทักษะ คู่มือการเรียนการสอนระดับประถม มัธยม วิชาชีพ เข้าค่ายสอนการขับโดรนในเครื่องซิมมูเลชั่น ในตาข่าย ในสนามจริง และสนามสอบใบอนุญาติ ส่งเสริมเยาวชนเรียนรู้ พัฒนา software และ  hardwear</p>
<p>4.พัฒนากฎหมายให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน ความมั่นคงประเทศ ตอบสนองต่อผู้ผลิตและผู้ใช้โดรน</p>
<p>5. เผยแพร่งานด้านวิชาการ exhibition ความร่วมมือกับจีน</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6482">เทคนิคการพ่นสารเคมีทางการเกษตรด้วยโดรน(Drone)</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=6482</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Big data กับการเกษตร</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=6460</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=6460#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 May 2019 08:10:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bigdata]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสมัยใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=6460</guid>
		<description><![CDATA[<p>ระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา big data โดยเจ้าหน้าที่ google 1. Big Data ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่บอกว่าให้ไอทีเป็นคนวางระบบแล้วเดี๋ยวจะได้ข้อมูลเอง แต่ผู้ใช้งานต่างหากที่ต้องเป็นคนกำหนดโจทย์ที่คิดว่าอยากจะแก้ปัญหา ถ้าเอะอะบอกว่าให้ไอทีไปคิดมา อันนี้คือจบกัน 2. เรามักจะเข้าใจผิดคิดว่าเอา Data มากองเยอะๆ เดี๋ยวก็มีข้อมูลดีๆ เอง แต่หารู้ไม่ว่าบางครั้งการเอาข้อมูลมาบางอย่่างมีต้นทุนในการได้มาที่สูงมาก แต่มีประโยชน์น้อย ดังนั่นเราควรกำหนดโจทย์ปัญหาให้ชัดเจนก่อนว่า โจทย์ไหนได้ข้อมูลมาไม่ยาก แล้วแก้แล้วมีประโยชน์เยอะก็ทำก่อนเลย 3. ในงานด้านวิเคราะห์ Big Data Analytic ถ้าเราวางแผนเรื่อง Infrastructure ของระบบข้อมูลไม่ดี เราต้องเสียเวลาร้อยละ 70 ของเวลาการทำงานหมดไปกับการ setup การดึงข้อมูลมา ฯลฯ ก่อนที่จะลงมือวิเคราะห์ ดังนั่นให้ดีสุดคือทำบน Cloud นี่ล่ะครับ เรียกว่าทุกอย่างมีครบ เราเน้นที่ Data Analytics อย่่างเดียว 4. เราต้องเข้าใจข้อมูลบางประเภท จะเก็บความถี่แบบไหน ซุ่งต้องสอดคล้องกับการใช้งาน เพราะข้อมูลบ่งอย่างไม่ต้องเก็บแบบ real time ก็ได้ ต้องคำนวณต้นทุนของการจัดเก็บให้ดีๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6460">Big data กับการเกษตร</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา big data โดยเจ้าหน้าที่ google<br />
1. Big Data ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่บอกว่าให้ไอทีเป็นคนวางระบบแล้วเดี๋ยวจะได้ข้อมูลเอง แต่ผู้ใช้งานต่างหากที่ต้องเป็นคนกำหนดโจทย์ที่คิดว่าอยากจะแก้ปัญหา <span id="more-6460"></span>ถ้าเอะอะบอกว่าให้ไอทีไปคิดมา อันนี้คือจบกัน<br />
2. เรามักจะเข้าใจผิดคิดว่าเอา Data มากองเยอะๆ เดี๋ยวก็มีข้อมูลดีๆ เอง แต่หารู้ไม่ว่าบางครั้งการเอาข้อมูลมาบางอย่่างมีต้นทุนในการได้มาที่สูงมาก แต่มีประโยชน์น้อย ดังนั่นเราควรกำหนดโจทย์ปัญหาให้ชัดเจนก่อนว่า โจทย์ไหนได้ข้อมูลมาไม่ยาก แล้วแก้แล้วมีประโยชน์เยอะก็ทำก่อนเลย<br />
3. ในงานด้านวิเคราะห์ Big Data Analytic ถ้าเราวางแผนเรื่อง Infrastructure ของระบบข้อมูลไม่ดี เราต้องเสียเวลาร้อยละ 70 ของเวลาการทำงานหมดไปกับการ setup การดึงข้อมูลมา ฯลฯ ก่อนที่จะลงมือวิเคราะห์ ดังนั่นให้ดีสุดคือทำบน Cloud นี่ล่ะครับ เรียกว่าทุกอย่างมีครบ เราเน้นที่ Data Analytics อย่่างเดียว<br />
4. เราต้องเข้าใจข้อมูลบางประเภท จะเก็บความถี่แบบไหน ซุ่งต้องสอดคล้องกับการใช้งาน เพราะข้อมูลบ่งอย่างไม่ต้องเก็บแบบ real time ก็ได้ ต้องคำนวณต้นทุนของการจัดเก็บให้ดีๆ</p>
<div>
<p>ใครๆ ก็พูดถึง Big Data แต่จะทำให้เกิดในองค์กรต้องมี know how ในการวางแผนที่ดีนะครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</div>
<div>Satja Prasongsap</div>
<div>Professional Research Scientist</div>
<div></div>
<div>Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<div>P.O.Box 50 Chattuchak, Bangkok 10900, Thailand</div>
<div>Tel: 66-2940-5484</div>
<div>Fax: 66-2561-4667</div>
<div>E-mail address : <a href="mailto:herbdoa@gmail.com">herbdoa@gmail.com</a></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6460">Big data กับการเกษตร</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=6460</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการปลูกพืช plant factory</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=6434</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=6434#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 11:14:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[plant factory]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสมัยใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=6434</guid>
		<description><![CDATA[<p>การปลูกพืชใน plant factory ต้องมีเทคนิคอะไรบ้าง Concept : การปลูกพืชใน plant factory มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ Hard wear + Soft wear + Human wear ในส่วนของ Hard wear ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมว่าการตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อมในสภาพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดพืชแล้ว ยังขึ้นกับชนิดพันธุ์ และระยะการเจริญเติบโตของพืชด้วย ก. โครงสร้าง 1.ห้องที่ใช้ปลูกต้องเป็นระบบบปิดไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศ ความร้อนภายนอกได้ ผนังต้องกันความร้อน และผนัง พื้นสามารถทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคได้ ผนังนิยมใช้ไอโซวอล์ จะสร้างเป็นห้อง หรือใช้ตู้คอนเทรนเนอร์ ขนาดตามความเหมาะสม บางที่สร้างเป็นห้องกระจกโดยเฉพาะที่มีอากาศหนาว เพราะต้องการความร้อนมาช่วยในการสร้างอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ค่าฝุ่นละอองในห้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล หน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร เช่น ระดับห้องไอซียู -ผนังนิยมใช้แผ่น isowall หรือ Sandwich Panel คือแผ่นฉนวนสำเร็จรูป มีคุณสมบัติควบคุมอุณหภูมิ นิยมนำมาใช้เป็นงานผนังห้องเย็น ห้องคลีนรูม เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษมีน้ำหนักเบา [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6434">เทคนิคการปลูกพืช plant factory</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การปลูกพืชใน plant factory ต้องมีเทคนิคอะไรบ้าง</p>
<pre dir="ltr" data-placeholder="Translation">Concept : การปลูกพืชใน plant factory มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ Hard wear + Soft wear + Human wear ในส่วนของ Hard wear ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอ</pre>
<pre id="tw-target-text" dir="ltr" data-placeholder="Translation">และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมว่าการตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อมในสภาพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดพืชแล้ว ยังขึ้นกับชนิดพันธุ์ และระยะการเจริญเติบโตของพืชด้วย</pre>
<p>ก. โครงสร้าง</p>
<p>1.ห้องที่ใช้ปลูกต้องเป็นระบบบปิดไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศ ความร้อนภายนอกได้ <span id="more-6434"></span>ผนังต้องกันความร้อน และผนัง พื้นสามารถทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคได้ ผนังนิยมใช้ไอโซวอล์ จะสร้างเป็นห้อง หรือใช้ตู้คอนเทรนเนอร์ ขนาดตามความเหมาะสม บางที่สร้างเป็นห้องกระจกโดยเฉพาะที่มีอากาศหนาว เพราะต้องการความร้อนมาช่วยในการสร้างอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ค่าฝุ่นละอองในห้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล หน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร เช่น ระดับห้องไอซียู</p>
<p>-ผนังนิยมใช้แผ่น isowall หรือ Sandwich Panel คือแผ่นฉนวนสำเร็จรูป มีคุณสมบัติควบคุมอุณหภูมิ นิยมนำมาใช้เป็นงานผนังห้องเย็น ห้องคลีนรูม เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษมีน้ำหนักเบา สะดวกในการขนย้าย ง่ายต่อการติดตั้ง สามารถตัดตามแบบต่างๆ ตามที่ต้องการได้ ประหยัดพลังงาน ป้องกันความชื้นจากพื้นผิวดิน อายุการใช้งานยาวนานและที่สำคัญไม่ลามไฟ เนื่องจากโฟมที่ใช้เป็น Polystyrene F-Grade Foam ไม่ลามไฟ สามารถกันความร้อนและเก็บความเย็น</p>
<p>-พื้นพียู (พื้น pu) กับพื้นอีพ็อกซี่ และควรเป็นสีขาวหรือสีเทา</p>
<p>A.พื้นพียู(พื้น PU : Polyurethane Floor System) คือ เป็นวัสดุเคลือบพื้นทีออกแบบมาสําหรับปกปองผิวคอนกรีตจากการทําลายของนํ้ำ ความชืน กรดด่างและสารเคมี มี 3 ประเภทตามความหนาความหนาของฟิลม์สีคือ</p>
<p>1. พื้นพียูแบบบาง PU-LF มีความหนา 1.5-2 มิลลิเมตร ใช้งานพื้นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตยา ห้อง Clean Room และห้องทดลอง มี คุณสมบัติทางเคมี เช่น ทนทานต่อ กรด-ด่าง สารเคมีตัวทําละลายทินเนอร์และความชืนได้ดี ราคาถูกที่สุด</p>
<p>2. พื้นพียูแบบปานกลาง PU-MF มีความหนา 3-4 มิลลิเมตร ใช้งานพื้นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เครื่องดื่ม พื้นพียูชนิดนี้เหมาะกับ การใช้งานที่หนักได้ทนต่อการขีดข่วนและการกระแทกได้ดี มีคุณสมบัติทางเคมีเช่น ความทนทานต่อ กรด-ด่าง สารเคมีและความชื้นได้ดี</p>
<p>3. พื้นพียูแบบหนามาก มีความหนา 5-10 มิลลิเมตร ใช้งานพื้นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเคมีอาหาร เครืองดื่ม ยา เครืองสําอาง ลานโหลด สินค้า แท่นวางเครืองจักร ทนทนต่อการขีดข่วนและการกระแทกได้มากขึ้น มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี</p>
<p>B. พื้นอีพ็อกซี (พืน EPOXY) คือ พื้นปูนซีเมนต์ที่ทาทับด้วย EPOXY โดยปกติจะเห็นเป็นสีแดง สีฟ้า สีเหลือง และสีเขียว มักพบตามห้างสรรพสินค้าโดย เฉพาะช่องจอดรถพิเศษ พื้นโรงพยาบาลกันซึม พื้นโรงงานอุตสาหกรรม พื้นห้องเย็น โรงอาหารในโรงงานอุตสาหกรรม</p>
<p>พื้นอีพ็อกซี่(พืน EPOXY) มี 3 ประเภท</p>
<p>1. Water Base หรือ Epoxy Coating (ผสมน้ำ) จะมีลักษณะฟิลม์สีบางเป็นผิวเปลือกส้ม ไม่มีกลิ่นฉุน ป้องกันการเกิดฝุนในชั้นคอนกรีต พื้นอีพ็อกซี่ชนิดนี จะไม่ทนต่อรอยขีดข่วน</p>
<p>2. Solvent Base หรือ Epoxy Coating (ผสมทินเนอร)์ จะมีลักษณะฟิลม์สีบางเป็นผิวเปลือกส้ม มีกลิ่นฉุน ทนรอยขูดขีดได้ในระดับหนึ่ง ไม่สามารถ รองรับน้ำหนักได้พื้นชนิดนี้เหมาะกับพื้นที่ใช้งานไม่หนักมาก</p>
<p>3. Solvent Free หรือ Epoxy Self – Leveling ฟิลม์สีจะหนา ลักษณะเป็นฟิลม์ผิวเรียบ สามารถรองรับนําหนักได้ดีป้องกันความเสียหายของคอนกรีตที่เกิดจากการซึมของน้ำ น้ำมัน เหมาะกับบริเวณพื้นที่ใช้งานหนัก</p>
<p>ทําไมพื้นอีพ็อกซีี่(พืน EPOXY) ถึงพองตัว เนื่องจาก พื้น EPOXY เป็นพื้นทีมีลักษณะฟิลม์ปด 100% เมือมีน้ำ น้ำมัน หรือของเหลวหกลงบนพื้นผิวด้านบน จะไม่ซึมเข้าสู่พืนคอนกรีตด้านล่าง แต่หากพื้นมีความชื้นจากพื้นผิวคอนกรีต ความชื้นนั้น จะไม่สามารถระเหยออกมาได้จึงทําให้เกิดการสะสมและดันพื้น EPOXY ทําให้เกิดการบวมพอง และเกิดการหลุดร่อนในที่สุด</p>
<p>2.ประตูเป็นระบบ 2 ชั้น ชั้นแรกจะเป็นห้องสำหรับทำความสะอาดผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติงาน โดยใช้ลมเป่าเพื่อเอาฝุ่นละอองและเชื้อโรค พื้นจะต้องมีอ่างใส่น้ำแช่เท้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>3.หลอดไฟควรเป็นหลอด LED สำหรับการปลูกพืช การดูค่าหลอดไฟให้พิจารณาจำนวนวัตต์ ค่าความยาวของแสงว่ามีสีอะไรบ้างที่มีอยู่ในหลอด เช่น สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สำหรับค่าพลังงานขึ้นอยู่กับการติดตั้งว่าระยะห่างจากต้นพืชถึงหลอดไฟมีค่าเท่าใด โดยใช้เครื่องวัดควอนตั้ม และต้องระวังเรื่องของความร้อนที่จะออกมาจากหลอดไฟทำให้ต้นพืชได้รับความเสียหาย เกิดอาการใบแห้ง หงิก และตายในที่สุด และส่งผลจากการใช้หลอดไฟทำให้ความร้อนภายในห้องเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว ต้องใช้แอร์ที่มีค่า BTU สูงๆ โดยความร้อนมาจากหลอดไฟ รางหลอดไฟ ที่ปล่อยความร้อนสะสมออกมา ต้องมีการออกแบบที่เหมาะสมในการระบายความร้อน เพราะจะส่งผลถึงค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายเพิ่ม บางที่มีการส่งท่อระบายความร้อนจากรางไฟยิงตรงไปสู่ภายนอกห้องไม่ให้มีการสะสมภายในห้อง การกระจายของแสงต้องวัดค่าพลังที่ระดับผิวใบพืชกระจายให้ทั่วพื้นที่ หากไม่สม่ำเสมอจะทำให้ต้นพืชมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน เช่น ตรงกลางได้รับแสงมากเจริญเติบโตดี ตรงขอบกะบะได้รับแสงน้อยเจริญเติบโตช้า ระยะเวลาการให้แสงก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับการปลูกพืช โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 16 ชั่วโมง สำหรับพืชผักทั่วไปต้องการค่าพลังงานแสงไม่ต่ำกว่า 100 µmol m-2 s-1</p>
<p>-แสงสีแดง ความยาวคลื่น 648-760 นาโนเมตร ช่วยสังเคราะห์แสง เป็นสีที่พืชดูดซับมากที่สุด ส่งเสริมการงอกของเมล็ดพืช หรือ ยับยั้งการงอกของเมล็ดพืชบางชนิด และยังส่งผลต่อการออกดอกของพืช</p>
<p>-แสงสีน้ำเงิน 426-492 นาโนเมตร ช่วยสังเคราะห์แสง  ช่วยการตอบสนองของพืชต่อแสงในเรื่องการเบนหรือโค้งงอเข้าหาแสงของพืช</p>
<p>-แสงสีเขียว 493-535 นาโนเมตร ระงับการเจริญเติบโตของพืช</p>
<p>-แสงสีแดงไกล (Far Red) 761-810 นาโนเมตร มีผลในการยับยั้งการงอกของเมล็ด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2.อุณหภูมิและความชื้นขึ้นกับชนิดของพืช บางชนิดต้องการอุณหภูมิต่ำเพื่อใช้ในการออกดอก เช่น strawberry</p>
<p>3.ค่าความเป็นกรด-ด่าง เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดควรเป็นกรดอ่อนๆ<br />
4.ค่า EC ของปุ๋ยมีความสำคัญระยะกล้าค่า EC ต่ำ และค่อยเพิ่มไปจนเก็บเกี่ยว แบ่งได้เป็นระยะกล้า ระยะพัฒนาการเจริญเติบโต ระยะดอก ระยะผล จนถึงเก็บเกี่ยว<br />
5.ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงพืชนำไปปรุงอาหาร ภายใต้การปลูกทั่วไปในห้องจะมีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 400-600 ppm การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใส่ต้นพืชเพื่อให้มีปริมาณ 1,000 ppm ถังคาร์บอนจะมีขนาด 6 คิว 40 ลิตร ราคาถังเปล่า 6,400 บาท ราคาแก๊ส 480 บาท ก๊าซที่ใช้เป็นเกรดอุตสาหกรรม 99.5 เปอร์เซนต์ ต้องมีวาวล์ปล่อยแก๊ส regulator ราคาประมาณ 900-1,000 บาท สายแล้วแต่ระยะราคาเมตรละ 60 บาท เหมาะสำหรับปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเซนเซอร์วัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และมีสัญญาณเตือนเมื่อเกินระดังที่ไม่ปลอดภัย ไม่ควรเกิน 1,500 ppm<br />
6.การหมุนเวียนของอากาศภายในโรงเรือน ช่วยทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตดี</p>
<p>7. ปุ๋ยที่ให้จะเป็นปุ๋ย AB ต้องมีรางได้หลายแบบ เป็นกะบะ หรือเป็นท่อ สายที่ให้ปุ๋ยในระบบใช้สายลม PU (สายลมพียูหรือสายลมโพลียูรีเทน ทนต่อแรงดันสูง มีความยืดหยุ่นและทนต่อแรงดึงสูง แรงต้านในการไหลต่ำเนื่องจากด้านในมีผนังเรียบ ทนไฟปลอดสารพิษทนการกระแทกทนทานต่อการเสียดสี ท่อลมพียูสามารถบิดงอได้โดยที่ไม่เกิดความเสียหายและง่ายต่อการติดตั้ง ทำงานได้ตลอดอายุภายใต้ความดันคงที ทนความร้อน -25 ถึง +80 C แรงดันทะลุ 30 Bar Or 450 Psi ) หรือสายน้ำมัน และใช้ข้อต่อ PU ขนาดที่ใช้ เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก 10 mm เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 6.5 mm ปั๊มน้ำใช้ขนาดแรงดันสูง 3 เมตร 40 วัตต์</p>
<p>8. ไฟฟ้าต้องใช้ไฟ 3 เฟส</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=7558" rel="attachment wp-att-7558"><img class="aligncenter size-full wp-image-7558" title="plant-factory" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2019/09/plant-factory.jpg" alt="" width="1224" height="1632" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>case 1. พืชผักในโรงเรือนระบบไฮโดรโปนิกส์ มูลค่าโรงเรือนไม่รวมที่ดินสูงถึง 50 ล้านบาท โดยใชัระบบโรงเรือนอัตโนมัติจากเนเธอแลนด์ ใช้ระบบการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ แบบ DFT (Deep Flow Technique) สารละลายสูงประมาณ 30 ซ.ม.มีระบบควบคุมการให้ปุ๋ยแบบอัตโนมัติตลอด 24 ช.ม.บริเวณ ระบบออกแบบให้รางปลูกพืชลอยไปบนสารละลายสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของรางปลูกไปยังจุดเก็บเกี่ยว 1 แห่งภายในโรงเรือน กระบะปลูกจะมีเซ็นเซอร์ ตรวจวัดค่า pH EC และ อุณหภูมิของน้ำ ส่งข้อมูลให้ระบบจัดการสภาพสารละลายให้เหมาะสมกับการปลูกพืช หลุมปลูก 60,000 ต้น ผลิตผักคะน้าเพื่อส่งเข้าโรงงานผลิตอาหาร ระดับน้ำลึก 1 ฟุต ค่า Ec 2.2 ค่าแสง 600 ไมโครโมล ความเร็วลม 1 เมตรต่อวินาที ได้มีการทดลองกับพืชไม่น้อยกว่า 40 เช่น ไอซ์แพลนท์ ผักสลัด คะน้าใบหยิก บัวบก</p>
<table border="1" cellspacing="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600; font-size: medium;">ธาตุอาหารที่ขาด<br />
</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600; font-size: medium;">อาการ </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ไนโตรเจน</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ใบเหลืองจากปลายใบ หากขั้นรุนแรงใบจะแห้งตาย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> ฟอสฟอรัส</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">ใบล่างและลำต้นมีสีแดงอมม่วง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> แคลเซียม</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">ใบอ่อนบิดม้วน ยอดหงิก ใบคลี่ได้ ไม่เต็มที่</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> แมกนีเซียม</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">เส้นใบมีสีเขียว แต่เนื้อเยื่อจากเส้นใบไปถึงขอบจะเหลือง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">กำมะถัน </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">ใบอ่อนหรือใบบนเหลืองทั้งใบ</span></td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: left;"><span style="color: #000000; font-size: medium;">สังกะสี </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ขอบเส้นกลางใบของใบอ่อนจะเหลือง ใบเล็กผิดปกติ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ทองแดง </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">ปลายใบอ่อนซีดหรือสีขาว</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">แมงกานิส </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">มีจุดสีน้ำตาลบนใบ มีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> เหล็ก</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-family: 'Droid Sans', Arial, Tahoma; font-size: medium;">ใบอ่อนมีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">โบรอน </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ใบย่น หนาผิดปกติ ม้วน ขาดง่าย </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> โมลิบดีนัม</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">มีจุดสีน้ำตาลไม้บนใบ หรือ ใบเหลือง </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">คลอรีน </span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ใบเหลือง ปลายใบแห้ง </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> นิเกิล</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">พืชให้ผลผลิตไม่เต็มที่ </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;"> โพเเทสเซียม</span></td>
<td><span style="color: #000000; font-size: medium;">ใบเหลืองจากขอบใบเริ่มจากใบล่าง และเปลื่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้าสู่กลางใบ</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>1.การปลูกแบบ Hydroponic System หลัก ๆที่ใช้กันอยู่ ได้แก่&#8230;<br />
1.1) NFT (Nutrient Film Technique)<br />
1.2) DRFT (Dynamic Root Floating Technique)<br />
ควรเลือกใช้ระบบไหนดี ที่จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งที่วังรีใช้ระบบ NFT ที่ CM Plant Factory ใช้ระบบ DRFT<br />
***แต่ที่ผมทดลองเลือกใช้ NFT ซึ่งลองทำชั้นปลูกไปแล้ว 3 ชุด</p>
<p>2.ชนิดของพืชที่เลือกปลูก&#8230;ผมโฟกัสไปที่ผักกินใบ ซึ่งเป็นที่นิยมทานกัน ได้แก่ -เรดโอ๊ด(Red Oak Lettuce)-กรีนโอ๊ด(Green Oak Lettuce)-กรีนคอส(Cos Lettuce)-บัตเตอร์เฮด(Butterhead Lettuce)-ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก(Frillice Ice Berg Lettuce)-ผักกาดแก้ว(Crisphead Lettuce)<br />
-ผักกาดหอม(Green Coral Lettuce)-ผักกาดหอมแดง(Red Coral Lettuce)-ผักร็อคเก็ต(Rocket Arugula Lettuce)-ผักคะน้าใบหยัก(Kale)<br />
-สวิสชาร์ด(Swiss Chard)***โดยชั้นปลูกที่เราทดลองทำไว้เพื่อรองรับผักกินใบดังกล่าว แต่ผมก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่มีอัตราการงอกสูง ๆ พอมีแหล่งไหมครับ&#8230;***ระยะห่างของแต่ละชั้นห่างกัน 50 ซ.ม.(ระยะเคลียร์ใน) เผื่อหลอดไฟและรางปลูก เพื่อให้ระยะของ<br />
แสงได้ความเข้มที่เหมาะสม ระยะนี้ใช้ได้หรือไม่ครับ!!!</p>
<p>3.ชั้นปลูกเราได้ทดลองทำขึ้นมา 3 ชุด-ยาว 6.00 เมตร(ใช้ความยาวของรางปลูก)-กว้าง 1.20 เมตร(ใช้ความยาวของหลอดไฟ)-สูง 5.70 เมตรมีชั้นปลูกพืชอนุบาลในตัวหนึ่งชั้น และชั้นปลูกพืชโตหกชั้น ระยะห่างระหว่างชั้น50 ซ.ม.***โครงสร้างของชั้นปลูกใช้เหล็กของบริษัทเราเอง<br />
นำมาพับขึ้นรูป ซึ่งเป็นเหล็กเคลือบคุณภาพสูงสามารถทนกรด และความชื้นได้ดีไม่เป็นสนิม***ไม่ทราบว่ามีคำแนะนำเกี่ยวกับชั้นปลูกนี้หรือไม่<br />
ซึ่งชั้นปลูกที่เหลือ&#8230;ยังสามารถปรับเปลี่ยนไปตามชนิดของพืชและระบบของการปลูกได้&#8230;มีคำแนะนำไหมครับ!!!***ผมคิดว่าการออกแบบ<br />
ชั้นปลูกมันขึ้นอยู่กับชนิดของระบบ ชนิดของพืชและจำนวนผลผลิตที่ตัองการ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>4.ตัวโรงเรือนตัวโรงเรือนที่ทำไว้ ใช้วัสดุของทางบริษัทเกือบทั้งหมดแต่ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ Lay-outและความสูง&#8230;.แต่ในเบื้องต้นก็ได้กำหนด<br />
Lay-out ไว้ตามแบบที่ให้อาจารย์ไป ไม่ทราบว่าอาจารย์มีคำแนะนำในส่วนนี้หรือไม่ (เบื้องต้นผมใช้ Layout ของ วังรี เป็นแนวทาง)</p>
<p>5.หลอดไฟปลูกพืชราคา,ค่า PPFD ฯลฯ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
6.ระบบป้อนน้ำปุ๋ย&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
7.ระบบควบคุม PH และEC ของน้ำปุ๋ย&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
8.ระบบ LED Power supply&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
9.พัดลมให้ลมกับต้นพืช&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
10.ระบบควบคุมการป้อนคาร์บอนไดออกไซด์&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
11.เครื่องปรับอุณหภูมิและความชื้น&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
12. Air Shower&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
13.ไฟฟ้าที่จะป้อนให้กับตัว Plant&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
14.พนักงานที่ปฎิบัติงานในPlant (ต้องฝึกอบรม?)&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
ข้อ 5 ถึงข้อ 14 นี้รอดำเนินการต่อครับ อาจารย์มีข้อแนะนำไหมครับ)&#8230;!!!</p>
<p>11. เรื่องการตลาดข้อนี้คงต้องวางแผนกันต่อไป&#8230;อาจารย์มีคำแนะนำ ด้วยก็ดีครับ.</p>
<p>1.ถ้าพืชได้แสงจากหลอดไฟ 24 ชม โดยไม่ปิดเลยจะเกิดอะไรขึ้นครับ</p>
<p>-การทดลองปลูกผักกาดหอมบัทเธอร์ เฮด ตั้งแต่ 12 ไล่ไปจนถึง 24 ชม. พบว่านน.สดก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับครับ แต่พบอาการผิดปกติมากขึ้นตามไปด้วยครับ คืออาการปลายยอดไหม้ ปลายใบชยายออกไม่ได้ ทำให้กลางใบย่นเป็นคลื่นเลยครับ  ซึ่งผักชนิดนี้เป็นกลุ่มผักกาดหอม(คอส บัทเธอร์ เฮด และไอซ์ เบอร์ก) ที่เรามักพบอาการนี้ได้เนืองๆ  ผมคิดว่าในกรณีนี้ น่าจะเกิดจากผักถูกเร่งการเจริญเติบโต แบ่งและขยายเซลล์มากขึ้นเมื่อได้แสงมากขึ้น แต่มีเคลื่อนย้ายแคลเซียมมา สร้างมิดเดิ้ลลาเมลล่า ที่มีหน้าที่เชื่อมเซลล์ใหม่กับเก่าที่ไม่สมดุลกัน เซลล์ใหม่ที่ปลายใบเลยตายลงครับ ผมทดลองกับผักกาดหอมที่เป็นโรคปลายยอดไหม้ง่ายด้วย เลยเจอปัญหานี้ ถ้าเป็นชนิดอื่นๆ อาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็เป็นได้</p>
<p>-ผมใช้เทคนิคให้แสง 24 ชม. . ร่วมกับการลดค่า EC ก่อนเก็บเกี่ยว 24-48 ชม. เพื่อลดธาตุไนโตรเจนในเนื้อเยื่อผัก</p>
<p>-ปลูกกัญชงและเด็กเค้าตั้งเวลาTimer แต่ไม่ปรับเป็น Auto ไฟเลยเปิด 24ชม ไม่ได้สังเกต จนใบเริ่มเป็นสีเหลืองใบเล็กกระด้าง ต้นไม่ยืด เลยไปดูที่ไฟสรุปคือให้ 24 ชม มา20วันครับ เลยสงสัยว่าให้ไฟ24ชม ทำไมใบพืชจึงเหลืองครับ เดี๋ยววันจันทร์จะไปปรับไฟเป็น 18/6ครับ ไม่รู้จะกลับมาได้หรือเปล่า แต่ที่แปลงปลูก4ต้นเหลือง3ต้น อีกต้นยังเขียว แต่ต้นเตี้ยครับ</p>
<p>2.ถ้าเราใส่เเคลเซี่ยมในสารละลายเพิ่ม จะช่วยทำให้เซลล์ใหม่ที่ปลายใบรอดได้ไหม</p>
<p>-ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชในสารละลายแปรผันตรงกับอัตราการการเคลื่อนที่เข้าสู่รากพืชของธาตุนั้นครับ แต่เข้ามาแล้วจะไปตรงส่วนที่เราต้องการให้ไปนั้น ก็ขึ้นกับชนิดธาตุ  กรณีของแคลเซียมซึ่งต้องอาศัยน้ำพาไปยังส่วนต่างๆของพืช ผ่านทางท่อลำเลียงน้ำ (xylem) เท่านั้น ไม่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหาร (pholem) ถ้าส่วนใดของพืชมีน้ำไปมาก ส่วนนั้นก็จะได้รับแคลเซียมมากตามไปด้วย มักได้แก่บริเวณที่มีการคายน้ำมาก เช่น ใบที่โตเต็มที่แล้ว  แต่ใบอ่อน และผลอ่อน ไม่ค่อยคายน้ำ จึงมีโอกาสได้รับแคลเซียมน้อยกว่าใบแก่  ถ้าเราใส่แคลเซียมในสารละลายเพิ่ม ก็เป็นโอกาสให้ความเข้มข้นแคลเซียมที่ไปกับน้ำไปหาส่วนต่างๆของพืชรวมทั้งที่ใบอ่อนมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นด้วยครับ  แต่จะพอกับความต้องการใช้ในการแบ่งเซลล์หรือไม่ก็ยังขึ้นกับอัตราการแบ่งเซลล์ ถ้าเกิดขึ้นมากไป ก็อาจไม่พอ และเกิดอาการปลายยอดไหม้ได้ แต่ก็จะเกิดน้อยลงกว่าที่เราไม่เพิ่มแคลเซียม ดังนั้นต้องใช้หลายวิธีร่วมด้วย คือ ใส่แคลเซียมมากขึ้น ควบคุมให้พืชคายน้ำที่ใบแก่ไม่มากไปจะได้เหลือน้ำไปใบอ่อนมากขึ้น และควบคุมปัจจัยแวดล้อมอื่นๆไม่ให้พืขเติบโตเร็วเกินไปด้วยครับ&#8230;แต่ก็อย่าลืมว่าชนิดของพืช/พันธุ์ก็มีผล บางพืข/พันธุ์อ่อนแอต่อการเกิดอาการมากกว่าบางพืช/พันธุ์  เพราะฉะนั้น วิธีการที่เราทำข้างบนก็จะได้ผลดีกับพืชต่างชนิดไม่เหมือนกันด้วย ต้องปรับวิธีการเป็นของแต่ละชนิดพืช/พันธุ์ไปด้วย</p>
<p>3.ภายในพืชเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ ทำไมพืชใบเหลือง</p>
<p>-ผมเดาว่าคลอโรฟิลล์ถูกทำลาย ใบจึงเหลือง ถ้าใบมีอาการหนาขึ้นเมื่อได้แสงมากหรือนาน ก็น่าจะสนันสนุนว่าแสงที่มากไปทำร้ายใบ ใบจึงปกป้องตัวเองด้วยการสร้างชั้นเซลล์ palisade ให้มากขึ้น เพื่อพลางแสงให้ใบ  อ.อิท เจออาการใบหนาขึ้นด้วยใช่ไหมครับ</p>
<p>-พืชที่มีการสังเคราะห์แสงมากๆ หรือสังเคราะห์แสงต่อเนื่องนั้นจะมี การสะสมแป้งที่ใบจำนวนมาก ทำให้สัตราส่วนคลอโรฟิลล์ต่อน้ำหนักหรือต่อพื้นที่ใบลดลง ทำให้เราเห็นว่าใบมีสีจางลง   และโดยปกติพืชจะทำการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและเคลื่อนย้ายได้ดีในเวลากลางคืน เนื่องจากพืชได้รับแสงตลอดเวลาพืชก็ทำการสังเคราะห์แสงตลอดเวลา ทำให้การเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลทำได้น้อยครับ  แต่ผมไม่แน่ใจว่าการสังเคราะห์แสงตลอดเวลานี้จะมีผลต่อกลไกอื่นๆ หรือไม่ เช่น การสร้างคลอโรฟิลล์  (ผมแก้ด้วยการเพิ่ม Mg2+)  การคายน้ำ (และส่งผลต่อการขาดธาตุอาหารเช่น แคลเซียม) ตลอดจนกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาชีวิตของพืชครับ ด้วยความเคารพ</p>
<p>4.หลอดไฟ Uv ฆ่าเชื้อในห้อง ติดตั้งตามชั้น หรือเพดานดีครับ</p>
<p>-ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ออกคำเตือนแล้วนะครับ ถึงคนที่ซื้อโคมไฟหลอด UV กะจะเอามาใช้ฆ่าเชื้อในห้องทำงานหรือที่บ้าน แล้วเปิดขณะที่มีคนอยู่ด้วย ส่งผลให้เกิดอาการกระจกตาถลอก เยื่อบุตาอักเสบ ผิวหนังไหม้</p>
<p>-ไม่ต้องติดตั้ง แต่หาทางป้องกันการปนเปื้อนในห้องจากฝุ่นและเชื้อโรค ดีกว่าครับ ต้องพิจารณาดูว่าความเสี่ยงในการปนเปื้อนของเรามาจากจุดไหนบ้าง แล้วจัดการลดความเสี่ยงเสียครับ การใช้แสงยูวีกับสารละลาย ยังทำให้เหล็กคีเลทสลายตัวด้วย ถ้าจำเป็นต้องใช้กับสารละลาย ต้องเติมเหล็กเพิ่มหลังผ่านหลอดยูวี</p>
<p>5.ถ้าผมอยากตรวจเรื่องไนเตรต และคุณค่าทางอาหารในผักเอง แบบไม่ต้องส่ง lab ตรวจ ไม่ทราบพอจะแนะนำเครื่องมือรุ่นไหนยี่ห้อไหนดีบ้างครับ?</p>
<p>-เครื่องมือวัดไนเตรทในผักแบบรวดเร็วครับที่ผมเคยใช้มี 2 ตัวตัวแรก คือ RQ-flextomer ของ บ.MERK นอกจากวัดไนเตรมแล้วยังวัดสารอื่นๆ เช่น วิตามิน ซี ได้ด้วย โดยการซื้อแผ่น stripของสารนั้นมาใช้งาน แล้วเปลี่ยน Code การวัดตามแผ่นstrip ราคาเครื่อง หลายหมื่น และราคา strip ก็แพง 40-50 บาทต่อแผ่น ความน่าเชื่อถือปานกลางเมื่อเทียบกับวิธีมาตรฐานในห้องแลป แบบที่สอง เรียกว่า ปากกา  HORIBA ใช้งานไม่ยุ่งยาก แค่บีบน้ำคั้นลงมาที่ปลายปากกา ก็อ่านค่าได้แล้ว ราคาก็ถูกกว่า ไม่มีเสียค่าแผ่นวัดอะไรเพิ่ม แต่วัดได้สารชนิดเดียว เพราะเซนเซอร์ออกแบบมาเป็นของแต่ละสาร  ตอนนี้เลิกใช้แล้ว เพราะอ่านค่าไม่แน่นอน โดยเฉพาะกับตัวอย่างพืช ที่สกัดน้ำมามีสีเขียวคลอโรฟิลล์ติดมาด้วย รบกวนการอ่านค่า แต่ถ้าเป็นสารเคมีใสๆ อ่านได้ดีครับ ตอนนี้เลยไม่ใช้แล้ว เพราะทำกับตัวอย่างพืช</p>
<p>6. ผักคอสปลูกใน hydroponic เกิดอาการ Tip burn จะดูอย่างไรว่าเกิดจากความร้อน หรือปุ๋ยสารละลาย หรือความชื้นแรงดันผิวใบ หรือขาดแคลเซียม หรือว่าดูที่อายุพืชที่การเจริญเติบโตแตกต่างกัน</p>
<p>อาการปลายยอดไหม้ (Tip burn) ในผักกาดหอมคอส เกิดจากการที่ปลายของใบอ่อนที่กำลังมีกิจกรรมแบ่งและสร้างเซลล์ใหม่ ได้รับธาตุแคลเซียมที่จำเป็นในการสร้างรอยต่อ (middle lamella) ในผนังเซลล์ใหม่ต่อกับเซลล์เก่าไม่เพียงพอ ทำให้ผนังแยกออกจากกัน เซลล์ใหม่เลยตายกลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนสาเหตุที่แคลเซียมเคลื่อนย้ายไปที่ปลายใบที่กำลังแบ่งเซลล์ไม่พอนั้น เกิดจากมีน้ำเคลื่อนย้ายไปที่บริเวณนั้นน้อยเกินไป ซึ่งมาจากหลายมูลเหตุ อย่างที่ถามมา ได้แก่<br />
1. อาการร้อนจัด.และหรือแสงแดดแรงไป จนผักต้องคายน้ำมากกว่าปกติ โดยใบโตเต็มที่แล้วจะคายน้ำได้ดีกว่าใบอ่อน จึงดึงน้ำไปหมด<br />
2. สภาพอากาศปิด ชื้นจัด พืชไม่คายน้ำเลย น้ำจึงไม่เคลื่อนที่จากรากขึ้นไปตามส่วนต่างๆของพืชรวมถึงใบอ่อน<br />
3. สารละลายเค็มเกินไป มีศักย์ของน้ำน้อยไป น้ำจึงเคลื่อนที่เข้าสู่รากได้น้อยลง ทุกส่วนรวมถึงใบอ่อนได้น้ำน้อยลง<br />
4. เกิดเหตุทั้ง 1 และ 3 หรือ 2 และ 3 พร้อมกัน</p>
<p>ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด อาการที่เกิดขึ้นมีลักษณะเหมือนกัน จึงดูจากอาการแล้วบอกสาเหตุที่มาไม่ได้ ผู้ปลูกจึงต้องวิเคราะห์เองว่าสภาพแวดล้อมในขณะนั้นที่ชักนำให้เกิดอาการนั้นที่ฟาร์มตัวเองเกิดจากสาเหตุใด  ดูสภาพแวดล้อมของสัปดาห์ท้ายๆ ของการปลูก ซึ่งเป็นช่วงที่ผักกำลังมีการขยายขนาดใบ เติบโตอย่างรวดเร็วมาก</p>
<p>แปลงปลูก Tipburn จะพบมากใน Cos และ Red corel แต่จะพบใน Cos มากกว่า จะเกิดเมื่อ อากาศปิดนาน มีฝนความชื้นสัมพัทธ์สูงอาจจะต่อเนื่อง 4-7 วัน พืชคายน้ำไม่ได้ สังเกตที่ยอดอ่อนปลายใบจะบางเซลเต่งมาก หลังจากนั้นท้องฟ้าเปิดทันทีมีแสงแดดพืชคายน้ำอย่างรวดเร็ว เซลจะเสียหายเกิด tip burn</p>
<p>ปัจจัย ที่สำคัญที่สุดคือสายพันธุ์โดยเฉพาะ Cos บางพันธ์เกิดง่ายมาก 50-70% บางสายพันธุ์ไม่เกิดเลย</p>
<p>เนื่องจากเป็นโรงเรือน evap เจอหลายสภาพ 1 ความชื้นสูงตอนกลางคืน และตอนสภาพอากาศปิด 2.อาการร้อนในเวลากลางวัน 3.สารละลายไม่มีการเปลี่ยนถ่ายเป็นระบบหมุนเวียน<br />
ได้วางแผนการแก้ 1.ฉีดแคลเซียม โบรอนเสริม 2 ปรับสูตรปุ๋ย 3 ถ่ายน้ำออก 10% 4. เปลี่ยนสายพันธุ์ 5.เปลี่ยนพืชปลูก</p>
<p>ปลูกในโรงเรือน  Evap ก็จะได้เปรียบที่อากาศจะไม่ร้อนจัดที่จะกระตุ้นให้พืขคายน้ำมากไป และอาจจะน้อยเกินไปด้วย จึงต้องบริหารความชื้นในโรงเรือนให้เหมาะสม ใช้หลักการ VPD ประมาณ 1  KPa  โดยการใช้แรงลมดูดอากาศจากโรงเรือนที่เหมาะสม และปิด-เปิดน้ำที่ใช้ชโลมรังผึ้ง ซึ่งถ้ามีเซ็นเซอร์วัดความชื้นสัมพัทธ์ต่อกับระบบควบคุมปั๊มน้ำในถังที่ดูดน้ำมาชโลมรังผึ้งด้วยก็จะให้ความสะดวกและง่ายในการควบตุมความชื้นในโรงเรือนในเวลากลางวัน ส่วนการควบคุมความชื้นในเวลากลางคืนที่มักจะสูงเกินไป ต้องใช้พัดลมดูดอากาศครับ (ปั๊มน้ำมักปิดตอนกลางคืน) ปกติพัดลมจะคุมด้วยเซนเซอร์อุณหภูมิ พอตกกลางคืน อุณหภูมิลดลง พัดลมจะหยุดทำงาน ซึ่งจะสร้างปัญหาความชื้นสะสมสูงไปในโรงเรือน โดยเฉพาะในปลายฝนต้นหนาว แก้ปัญหสาปัญหานี้ โดยกลางคืนต้องเปิดพัดลมดูดลมออก อย่างน้อย 1 ตัว โดยปลดการควบคุมจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ เพื่อให้ระบายอากาศชื้นในโรงเรือนออกมา ให้อากาศที่แห้งกว่าด้านนอกเข้าไปแทนที่ ยกเว้นวันที่มีฝนตกตอนกลางคืน</p>
<p>7. อัตราการไหลของธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับการปลูกคือเท่าไหร่ ขึ้นกับอะไรบ้าง ?</p>
<p>อัตราการไหลธาตุอาหารที่่เหมาะสม คืออัตราการไหลที่สามารถพาธาตุอาหารพืขและออกซิเจนในสารละลายไปให้ต้นพืชในรางปลูกทุกต้นอย่างเพียงพอ เรื่องอัตราการไหลที่เหมาะสมของน้ำลึกและน้ำบาง คงตอบเป็นตัวเลขตรงๆไม่ได้ เพราะขึ้นกับสภาพอากาศที่ทำการปลูกพืช ความยาวรางปลูก และความลึกของน้ำที่ใช้ (กรณีใช้น้ำลึก) ระบบน้ำบางได้เปรียบเรื่องออกซิเจนที่รากส่วนที่ไม่ได้จมอยูใต้น้ำ สามารถได้ออกซิเจนจากอากาศเหนือผิวน้ำด้วย จึงสามารถใช้อัตราการไหลตต่ำกว่าของน้ำลึกได้ ในความยาวรางที่เท่ากับ และสภาพอากาศเดียวกัน  คำแนะนำอัตราการไหลในระบบ NFT ที่ 2 L/m ใช้ได้ดีกับสภาพอากาศเย็น (รวมถึงการปลูกใน PFAL ที่มีการควบคุมอุณหภูมิอากาศได้)  แต่พบว่าในสภาพอากาศร้อน จะไม่พอ เพราะอุณหภูมิน้ำบางในรางร้อนเร็ว จนทำให้ออกซิเจนลดลง ราง 6 ม. อาจไม่มีผลเสียมาก แต่ถ้า ราง 12 ม. ขึ้นไป ต้องเพิ่มอัตราการไหลให้มากขึ้น เช่น 3-4 L/m (ต้องใช้ปั๊มน้ำขนาดใหญ่และไฟฟ้ามากขึ้น) ส่วนระบบน้ำลึก ออกซิเจนในน้ำจะมีอยู่น้อยกว่าน้ำบาง จึงต้องใช้อัตราการไหลมากกว่าอยู่แล้ว ยิ่งรางปลูกยาวเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้อัตราการไหลมากขึ้น ผมมีประสบการณ์พบฟาร์มระบบน้ำลึก ใช้อัตราการไหล ถึง 8  L/m กับรางยาว 12 ม สามารถปลูกผักทุกฤดูกาล  ส่วนใน PFAL ที่มีอากาศเย็น คงไม่จำเป็นอัตราการไหลไม่ถึงขนาดนั้น ประมาณ 3-4 L/m ก็น่าจะพอสำหรับรางปลูกยาว 12 ม. ถ้ารางยาวกว่านี้ ก็ควรเพิ่มอัตราการไหลขึ้นอีก ยังมีปัจจัยชนิดพืชอีกด้วย ผักกาดหอม ปวยเหล็ง ตั้งโอ ที่ต้องการอากาศเย็น ก็ต้องการออกซิเจนในรางมากกว่าผักไทยที่ทนอากาศร้อนได้บ้าง    ทั้งหมดนี้เป็นแค่ข้อมูลตัวอย่างของอัตราการไหลให้ไปพิจารณานะครับ ไม่ใช้คำแนะนำเป๊ะเลย มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างที่กล่าวข้างต้น รวมถึงค่าไฟฟ้าด้วยครับ ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน เพราะในการปลูกพืชเป็นการค้า ผลผลิตสูงสุด ไม่จำเป็นต้องได้กำไรสูงสุดเสมอไป ถ้าการทำให้ผลผลิตสูงสุด ใช้ต้นทุนมากไป ในการผลิตพืช ต้นทุนการผลิตเพิ่มเป็นเส้นตรงเมื่อการใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่่มขึ้น แต่ผลผลิตไม่ใช่่ครับ ยิ่งใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น อัตราการเพิ่มผลผลิตจะเริ่่มลดลง</p>
<p>A.อาการใบพืชผิดปกติอาจเกิดจาก</p>
<p>- เรื่องการรมโอโซนซึ่งเป็นตัวชักนำให้เกิด Oxidative Stress อยู่แล้ว ประกอบกับอาการมีความคล้ายคลึงกับพืชที่ได้รับผลกระทบจาก Ozone Toxicity ในฐานข้อมูล โดยใบมักจะซีดหรือเหลือง เริ่มจากขอบใบด้านนอกไล่เข้าสู่ด้านใน</p>
<p>- pH ต่ำไป มีความเป็นกรดสูง มันจะดูดธาตุบางตัวไม่ได้</p>
<p>-ได้ธาตุอาหารไม่เท่ากัน อาจจะเป็นธาตุอาหารรอง ถ้าใช้ระบบ auto ต้องไปดูถังเก็บ nutrient ว่าจ่ายออกไปแล้วถังลดลงเท่าๆกันมั้ย และถ้าใช้ dosing pump อาจเป็นไปได้ว่าสายจ่ายธาตุอาหารมีการอุดตัน ทำให้การจ่ายออกไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจากถังใดถังหนึ่ง ถึงแม้ ec อาจจะได้ปกติ</p>
<p>- EC อาจจะได้ปกติ เพราะปั้มมันไปดันธาตุอาหารจากถังใดถังหนึ่งจนได้ถึงค่า EC ที่ตั้งไว้ แต่จริงๆอีกถังอาจจะดูดไปน้อยกว่าปกติครับ ในขณะที่อีกถังดูดไปเกินกว่าที่ต้องการมากครับ ส่วนใหญ่เป็นฝั่ง B ครับที่มักจะอุดตัน</p>
<p>-เช็คปริมาณคลอรีน คลอรีนจะเปลี่ยนเป็นคลอรามีน ค่อย ๆ ทำลายราก ทำให้รากดูอาหารได้น้อยลง</p>
<p>-เช็คค่าความเค็มน้ำ น้ำอาจ PH สูงและเค็มไป(หลังผ่านROแล้ว) กรณีที่ปลูกใกล้ทะเล หรือบริเวณแหล่งทำเกลือ เช่นสมุทรสาคร</p>
<p>การเกิดตไคร่ในระบบ วิธีการป้องกันหลุมปลูกจะต้องไม่ว่างให้แสงส่องไปถึงน้ำ หากเกิดแล้วใช้ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 50% แช่น้ำล้างระบบ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>สถานการณ์</strong></span></p>
<p>-PFAL ในจีน บ. foxconn ทำธุรกิจ Multination electronics contract manufacture เมือง Shenzhen ขนาด 10,000 ตร.ม. ผลิตผักได้ 2.5 ตันต่อวัน  JD.com ทำธุรกิจ e-commerce เมืองปักกิ่ง ขนาด 6,000 ตร.ม. ผลิตผักได้ 300 ตันต่อปี Sanan ทำธุรกิจ LED manufacturing enterprise เมือง Fujian ขนาด 20,000 ตร.ม. ผลิตได้ 5 ตันต่อวัน BOE ทำธุรกิจ Chinese electronic components producer เมือง Beijing ขนาด 5,000 ตร.ม.</p>
<p>-ต้นทุนการผลิตโรงเรือนค่าก่อสร้าง อุปกรณ์ต่างๆ ตกแต่ง น้อยกว่า 1,000 ตร.ม. 75,000-100,000 บาทต่อตร.ม. ขนาด 5,000-10,000 ตร.ม. 40,000-50,000 บาทต่อตร.ม. ขนาดมากกว่า 10,000 ตร.ม. น้อยกว่า 40,000 บาทต่อตร.ม. ค่าก่อสร้างกินส่วนแบ่ง 40.5% ค่าอุปกรณ์ 59.5% (ปี 2019)</p>
<p>-รายงาน อ.โคไซ ปี 2015 ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าไฟฟ้า 28% ค่าแรงงาน 26%  ค่าเสื่อมราคา 23% ค่าแพ็คและขนส่ง 12%  ค่าวัสดุสิ้นเปลือง 3% ค่าเมล็ดพันธุ์ 2% ค่าซ้อมแซม 2% ค่าวัตถุดิบ 1% ค่าน้ำ 1% ค่าเช่าที่ดิน 1% ค่าอี่นๆ 1%</p>
<p>-รายงาน Yang 2019 ค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่อง ค่าไฟฟ้า LED 22% ค่าแอร์ 26% ค่าวัตถุดิบการผลิต 10% ค่าแรงงาน 11% ค่าซ่อมแซมดูแลรักษา 1% ค่าเข่าที่ดิน 9% ค่าเสื่อมราคา 21%</p>
<p>- การปลูกพืชใน PFAL เกาหลีใต้แบ่งเป็น 3 ยุค  gen1 ปลูกผักกินใบ การเพาะต้นกล้า การทำพันธุ์ปลอดศัตรูพืช เช่นไวรัส และต้านทานต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่เลวร้าย ปลูกในตู้คอนเทรนเนอร์เพื่อรองรับการผลิตผักในอวกาศ ในพื้นที่หนาวเย็น เช่น แอนตั๊กติก้า เกาหลีได้ไปทดลอง 20-30 ตู้ โดย Sejong station ได้แก่ผักกินใบ สลัด แตงกวา มะเชือเทศ gen 2 ผลิตพืชเพื่อใช้ในเครื่องสำอางค์ พืชแก้ปัญหาโรคไต ผักลดโปแตสเซียม  gen 3 ใช้ผลิตพืชตัดต่อพันธุกรรม GM และ gene editing technology เพื่อการผลิตวัคซีน เช่นผลิตวัคซีนในหมู</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=6434">เทคนิคการปลูกพืช plant factory</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=6434</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านนางคำ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4333</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4333#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2015 02:47:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4333</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านนางคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma aromatica Salisb. ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสามัญ : - ชื่ออื่นๆ : - ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก เหง้าและหัวสีเหลือง มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกใกล้ราก ประมาณ 5-7 ใบ รูปใบหอกกว้าง ประมาณ 10-14 ซม. ยาวประมาณ 40-70 ซม. ปลายเรียวแหลม ท้องใบมีขน ดอกช่อเชิงลด มักมีดอกก่อนใบงอกจากเหง้า ช่อดอกยาวประมาณ 5-8 ซม. ใบประดับที่ปลายช่อสีชมพู ใบประดับที่รองรับดอกสีขาวแกมเขียว ปลายโค้ง ยาวได้ถึง 6 ซม. ใบประดับย่อยสีขาว ยาวประมาณ 2 ซม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2 ซม. กลีบดอกสีขาวแกมชมพู แฉกกลางรูปไข่กว้าง แฉกข้างรูปขอบขนาน กลีบปากรูปโล่แยกเป็น 3 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4333">ว่านนางคำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ว่านนางคำ</strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ :</strong> <em>Curcuma aromatica</em> Salisb.<span id="more-4333"></span></p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ :</strong> Zingiberaceae</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ : </strong> -</p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ : </strong> -</p>
<p><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5486" rel="attachment wp-att-5486"><img class="aligncenter size-full wp-image-5486" title="DSC_0143 (Small)" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/03/DSC_0143-Small.jpg" alt="" width="715" height="480" /></a>ลักษณะทั่วไป</strong></p>
<p>เป็นไม้ล้มลุก เหง้าและหัวสีเหลือง มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกใกล้ราก ประมาณ 5-7 ใบ รูปใบหอกกว้าง ประมาณ 10-14 ซม. ยาวประมาณ 40-70 ซม. ปลายเรียวแหลม ท้องใบมีขน ดอกช่อเชิงลด มักมีดอกก่อนใบงอกจากเหง้า ช่อดอกยาวประมาณ 5-8 ซม. ใบประดับที่ปลายช่อสีชมพู ใบประดับที่รองรับดอกสีขาวแกมเขียว ปลายโค้ง ยาวได้ถึง 6 ซม. ใบประดับย่อยสีขาว ยาวประมาณ 2 ซม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2 ซม. กลีบดอกสีขาวแกมชมพู แฉกกลางรูปไข่กว้าง แฉกข้างรูปขอบขนาน กลีบปากรูปโล่แยกเป็น 3 แฉก สีเหลืองเข้ม</p>
<p><strong>การปลูก</strong></p>
<p>ปลูกในดินร่วนที่มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดี ไม่ท่วมขัง การรดน้ำในตอนที่ว่านมีใบนั้นให้รดจนชุ่ม ว่านจะทิ้งใบฝังหัวเมื่อพ้นหน้าฝน การรดน้ำควรรดเพียงแค่หมาดๆ หากรดมากๆ เหมือนตอนมีใบก็อาจทำให้หัวว่านเน่าได้</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong>ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ</p>
<p><strong>ความเป็นมงคล</strong></p>
<p>ว่านนางคำถือเป็นพญาว่านต้นหนึ่งเช่นกันเนื่องจากสามารถคุ้มครองและแก้พิษว่านทั้งปวงได้ทั้งยังเป็นว่านที่ปลูกไว้ประจำบ้าน จะเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมแก่คนที่อยู่ในบ้านนั้น</p>
<p><strong>สรรพคุณทางยา</strong></p>
<p>ใช้หัวสดตำให้ละเอียดผสมสุราโรง ๔๐ ดีกรี พอกแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก โรคเม็ดผดผื่นคันตามร่างกาย หรือหากใช้แก้อาการปวดท้อง ถ่ายท้องให้ใช้หัวสดฝนกับน้ำปูนใสกินอาการดังกล่าวจะทุเลาลง หรือจะกินหัวสดๆ กับเหล้าขาวก็ได้เช่นเดียวกัน รากใช้เป็นยาขับเสมหะและใช้เป็นยาสมาน แก้โรคท้องร่วงโรคหนองในเรื้อรัง และว่านนางคำสามารถนำมาปรุงเข้ากับยาสมุนไพรอื่นๆ ได้ปัจจุบันตามร้านขายยาแผนโบราณยังคงใช้เป็นตัวยารักษาโรคเช่นเดิม</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4333">ว่านนางคำ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4333</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านสี่ทิศ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4328</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4328#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2015 02:43:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ดอก]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4328</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านสี่ทิศ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hippeastrum johnsonii. ชื่อวงศ์ : Amaryllidaceae ชื่อสามัญ : Wan-See-Til ชื่ออื่นๆ: - ว่านสี่ทิศแดง ว่านสี่ทิศชมพู ลักษณะทั่วไป ว่านสี่ทิศเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์พลับพลึง มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายกับหอมหัวใหญ่ ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินเป็นส่วนของก้านใบ และตัวใบเท่านั้น ลักษณะของใบเป็นสีเขียว รูปหอกยาวเรียว ปลายมน ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3-5 ซม. และยาวประมาณ 2530 ซม. ก้านดอกจะแทงสูงขึ้นจากกอ มีความประมาณ 25-30 ซม. ดอกออกตรงปลายก้านดอก มีสีชมพูตรงปลายดอก ดอกแยกออกเป็น 6 กลีบ เมื่อบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 6-8 ซม. และจะทยอยกันบานทีละ 4 ดอก จึงนิยมเรียกกันว่า ว่านสี่ทิศ การปลูก ควรปลูกในดินปนทราย ให้น้ำ และความชื้นปานกลาง ว่านสี่ทิศเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดดมาก จึงควรต้องปลูกในที่แจ้ง จึงจะเจริญเติบโตและมีดอกได้ดี การขยายพันธุ์ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4328">ว่านสี่ทิศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ว่านสี่ทิศ</strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : Hippeastrum johnsonii.<span id="more-4328"></span></p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ :</strong> Amaryllidaceae</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ :</strong> Wan-See-Til</p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ:</strong> -</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;">ว่านสี่ทิศแดง</td>
<td style="text-align: center;">ว่านสี่ทิศชมพู</td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5495" rel="attachment wp-att-5495"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5495" title="sitidred" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/03/DSC_0309-Small-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5496" rel="attachment wp-att-5496"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5496" title="sitidpink" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/03/DSC_0308-Small-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ลักษณะทั่วไป</strong></p>
<p>ว่านสี่ทิศเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์พลับพลึง มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายกับหอมหัวใหญ่ ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินเป็นส่วนของก้านใบ และตัวใบเท่านั้น ลักษณะของใบเป็นสีเขียว รูปหอกยาวเรียว ปลายมน ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3-5 ซม. และยาวประมาณ 2530 ซม. ก้านดอกจะแทงสูงขึ้นจากกอ มีความประมาณ 25-30 ซม. ดอกออกตรงปลายก้านดอก มีสีชมพูตรงปลายดอก ดอกแยกออกเป็น 6 กลีบ เมื่อบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 6-8 ซม. และจะทยอยกันบานทีละ 4 ดอก จึงนิยมเรียกกันว่า ว่านสี่ทิศ</p>
<p><strong>การปลูก</strong></p>
<p>ควรปลูกในดินปนทราย ให้น้ำ และความชื้นปานกลาง ว่านสี่ทิศเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดดมาก จึงควรต้องปลูกในที่แจ้ง จึงจะเจริญเติบโตและมีดอกได้ดี</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong>ขยายพันธุ์โดยแยกหน่อ หรือแยกหัวไปปลูกใหม่</p>
<p><strong>ความเป็นมงคล</strong></p>
<p>เชื่อกันว่าถ้าเลี้ยงว่านสี่ทิศให้ออกดอกพร้อมกันได้ทั้งสี่ดอกหรือสี่ทิศผู้เลี้ยงจะมีโชคลาภ และหากว่าในช่วงที่ว่านสี่ทิศกำลังออกดอกทั้งสี่อยู่นั้น ผู้เลี้ยงคิดจะทำอะไร ก็จะประสบความสำเร็จทุกประการ แต่ถ้าหากว่า ว่านสี่ทิศออกดอกไม่ครบทั้งสี่ดอก หรือออกดอกแค่ 2 หรือ 3 ดอก ก็จะไม่เป็นผลดีแก่ผู้เลี้ยงเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดแก่ผู้เลี้ยง</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4328">ว่านสี่ทิศ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4328</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านสาวหลง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4326</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4326#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2015 02:40:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สัจจะ ประสงค์ทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4326</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านสาวหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum cf. biflorum Jack. ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสามัญ : - ชื่ออื่นๆ : ว่านฤๅษีผสม ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุกที่มีเหง้าใต้ดิน แตกแขนงคล้ายไหลทอดไม่ยาว มีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมขอบขนาน ขนาดกว้างประมาณ 5-8 ซม. ยาวประมาณ 20-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม เกลียวบิดเล็กน้อย โคนใบสอบหรือมน สีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่องเล็กน้อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างนูนสีเดียวกับสีแผ่นใบ ผิวใบเว้านูนเป็นคลื่นมีร่องแถบตื้นตามแนวระหว่างเส้นแขนงใบที่เรียงเป็นแนวเอียง ด้านบนเป็นแถบเว้าตรงกลาง แนวเส้นแขนงใบนูนยกสูงขึ้น หลังใบมีขนนุ่มสีเขียวอ่อน มีกาบใบหุ้มโคนต้น ก้านใบ ยาว 0.5-2 เซนติเมตร ด้านบนเป็นร่อง สีเขียวแกมเหลือง ด้านล่างนูนกลม สีเขียวแกมน้ำตาลแดงหรือสีเขียว โคนก้านเป็นกาบเรียงซ้อนกันแน่น มีขนยาวสีเขียวหรือเขียวแกมน้ำตาลแดง ดอกออกที่ไหลใกล้โคนต้น ดอกสีขาว กลีบประดับหุ้มช่อดอก กลีบเลี้ยง [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4326">ว่านสาวหลง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ว่านสาวหลง</strong></p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์ :</strong> Amomum cf. biflorum Jack.<span id="more-4326"></span></p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ :</strong> Zingiberaceae</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ :</strong> -</p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ :</strong> ว่านฤๅษีผสม</p>
<p><strong>ลักษณะทั่วไป</strong></p>
<p>เป็นไม้ล้มลุกที่มีเหง้าใต้ดิน แตกแขนงคล้ายไหลทอดไม่ยาว มีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมขอบขนาน ขนาดกว้างประมาณ 5-8 ซม. ยาวประมาณ 20-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม เกลียวบิดเล็กน้อย โคนใบสอบหรือมน สีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่องเล็กน้อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างนูนสีเดียวกับสีแผ่นใบ ผิวใบเว้านูนเป็นคลื่นมีร่องแถบตื้นตามแนวระหว่างเส้นแขนงใบที่เรียงเป็นแนวเอียง ด้านบนเป็นแถบเว้าตรงกลาง แนวเส้นแขนงใบนูนยกสูงขึ้น หลังใบมีขนนุ่มสีเขียวอ่อน มีกาบใบหุ้มโคนต้น ก้านใบ ยาว 0.5-2 เซนติเมตร ด้านบนเป็นร่อง สีเขียวแกมเหลือง ด้านล่างนูนกลม สีเขียวแกมน้ำตาลแดงหรือสีเขียว โคนก้านเป็นกาบเรียงซ้อนกันแน่น มีขนยาวสีเขียวหรือเขียวแกมน้ำตาลแดง ดอกออกที่ไหลใกล้โคนต้น ดอกสีขาว กลีบประดับหุ้มช่อดอก กลีบเลี้ยง โคนเชื่อมเป็นหลอด กลีบดอก โคนเชื่อมเป็นหลอด สีขาวใส ปลายแยก 3 หยัก สีขาว เกสรเพศผู้ส่วนที่เป็นกลีบอยู่บนปลายกลีบดอก เป็นกลีบปาก สีขาวตรงกลางกลีบมีแถบสีเหลืองถึงปลายกลีบ ก้านเกสรและอับเกสรสีขาว</p>
<p><strong>การปลูก</strong></p>
<p>ใช้ดินร่วนผสมทรายเป็นเครื่องปลูก นำหัวว่านลงปลูกกลบดินและเกลี่ยให้ดินเสมอกับหัวว่าน รดน้ำพอชุ่มแต่อย่าให้น้ำขังแฉะเพราะจะทำให้หัวเน่าได้</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong> โดยการแยกเหง้าหรือหัว</p>
<p><strong>ความเป็นมงคล</strong></p>
<p>เป็นว่านงเมตตามหานิยม ปลูกไว้ในบ้านเรือนเป็นสิริมงคล ทำมาค้าขึ้น ช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้านดี เพราะเป็นที่สะดุดตามหานิยม นำหัวหรือรากมาผสมสีผึ้งหรือน้ำมันจันทน์ทาตัว ทาผม จะทำให้ผู้คนเมตตารักใคร่ จะเจรจาสิ่งใดก็จะสมความปรารถนา</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4326">ว่านสาวหลง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4326</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านกระแจะจันทน์</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4320</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4320#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2015 02:34:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4320</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านกระแจะจันทน์ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kaempferia sp. ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสามัญ : - ชื่ออื่นๆ : - ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก หัวเป็นแง่ง ลักษณะกลมยาว ออกติดต่อกันกระจายคล้ายหวีกล้วยและลูกกล้วย เนื้อในของแง่งสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรงมาก ใบและลำต้นคล้ายเปราะหอม ก้านใบสั้นหรือยาวประมาณ 3-4 ซม. ด้านในเป็นร่องกว้าง ด้านนอกกลมนูน ใบรูปกลมรีแข็งแรงและใหญ่กว่าใบเปราะ ขนาดกว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-12 ซม. ปลายใบมนแหลม โคนใบมน แผ่นใบอยู่ในลักษณะนอนขนานกับพื้นดิน ทางด้านบนเส้นกลางใบและเส้นใบเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่างขอบใบมีขลิบสีแดงทั้งด้านบนและด้านล่าง การปลูก ใช้ดินที่สะอาด จะเป็นดินกลางแจ้ง ดินกลางนา หรือดินเผาไฟ ได้ทั้งนั้น ผสมอิฐหักทุบละเอียดรวมด้วย หรือไม่ก็เป็นผงถ่านก็ได้ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็จะงอกงามดีตามธรรมชาติ หากปลูกลงกระถางให้ใช้กระถางทรงเตี้ยใบใหญ่ใส่ดิน สามในสี่ของกระถาง เพื่อใบจะได้โผล่ออกมาที่ปากกระถางเสมอกันพอดี การขยายพันธุ์ : โดยการแยกหน่อ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4320">ว่านกระแจะจันทน์</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center">ว่านกระแจะจันทน์</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : <em>Kaempferia</em> sp.<span id="more-4320"></span></p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ :</strong> Zingiberaceae</p>
<p>ชื่อสามัญ : -</p>
<p>ชื่ออื่นๆ : -</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5498" rel="attachment wp-att-5498"><img class="aligncenter size-full wp-image-5498" title="krjajun" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/03/DSC_0155-Small.jpg" alt="" width="715" height="480" /></a></p>
<p><strong>ลักษณะทั่วไป</strong></p>
<p>เป็นไม้ล้มลุก หัวเป็นแง่ง ลักษณะกลมยาว ออกติดต่อกันกระจายคล้ายหวีกล้วยและลูกกล้วย เนื้อในของแง่งสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรงมาก ใบและลำต้นคล้ายเปราะหอม ก้านใบสั้นหรือยาวประมาณ 3-4 ซม. ด้านในเป็นร่องกว้าง ด้านนอกกลมนูน ใบรูปกลมรีแข็งแรงและใหญ่กว่าใบเปราะ ขนาดกว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-12 ซม. ปลายใบมนแหลม โคนใบมน แผ่นใบอยู่ในลักษณะนอนขนานกับพื้นดิน ทางด้านบนเส้นกลางใบและเส้นใบเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่างขอบใบมีขลิบสีแดงทั้งด้านบนและด้านล่าง</p>
<p><strong>การปลูก</strong></p>
<p>ใช้ดินที่สะอาด จะเป็นดินกลางแจ้ง ดินกลางนา หรือดินเผาไฟ ได้ทั้งนั้น ผสมอิฐหักทุบละเอียดรวมด้วย หรือไม่ก็เป็นผงถ่านก็ได้ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็จะงอกงามดีตามธรรมชาติ หากปลูกลงกระถางให้ใช้กระถางทรงเตี้ยใบใหญ่ใส่ดิน สามในสี่ของกระถาง เพื่อใบจะได้โผล่ออกมาที่ปากกระถางเสมอกันพอดี</p>
<p><strong>การขยายพันธุ์ :</strong> โดยการแยกหน่อ</p>
<p><strong>ความเป็นมงคล</strong></p>
<p>ปลูกไว้เป็นเมตตามหานิยมในการเข้าหาผู้ใหญ่ ให้เกิดความเมตตาสงสารเมื่อไปขอความช่วยเหลือให้ทำการใดๆ และใช้ในการทำเสน่ห์จะมีอานุภาพมากในทางการค้าขาย นักขายเร่มักพกติดตัวไว้ เพราะเป็นเสน่ห์ทั้งตนเองและสินค้าที่นำไปขาย เข้าหาใครไม่มีใครรังเกียจ มีแต่ให้การต้อนรับเจรจาความด้วยดีทำให้ขายได้ มีกำไรดี เป็นว่านที่มีกลิ่นหอมแรงมาก จึงนิยมนำว่านนี้มาบดละเอียด แล้วคลุกเข้าด้วยกันกับแป้งหอมหรือเครื่องหอมต่างๆ เป็นเครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยโบราณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4320">ว่านกระแจะจันทน์</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4320</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านเพชรกลับ</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4317</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4317#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Mar 2015 02:04:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4317</guid>
		<description><![CDATA[<p>ว่านเพชรกลับ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia cf. thorelii (Gagnep.) Hoes ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสามัญ : Zedoary ชื่ออื่นๆ : กระชายขาว (ม้ง) ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน หัวมีลักษณะเป็นรูปกลม เนื้อในสีขาว สูง 50-80 เซนติเมตร ใบรูป ไข่แกมรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบด้านล่างสีเขียวแต้มน้ำตาลแดงจางๆ ไม่มีก้านใบ กาบใบมีขน ลิ้นใบ ขอบสองด้าน สูงยาวไม่เท่ากัน ขอบมีขน ดอกออกที่ปลายยอด ทยอยบานครั้งละ 1-3 ดอก กลีบประดับสีเขียวอ่อน มีขน กลีบเลี้ยงสีขาวใส กลีบดอกมี 3 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายกลีบแยก 3 กลีบ รูปขอบขนานสีขาวใส เกสรเพศผู้ส่วนที่เป็นกลีบมี 3 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4317">ว่านเพชรกลับ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: large; color: #339966;"><strong>ว่านเพชรกลับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> :</span> Boesenbergia cf. thorelii (Gagnep.) Hoes<span id="more-4317"></span></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อวงศ์</strong> :</span> Zingiberaceae</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> :</span> Zedoary</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ชื่ออื่นๆ</strong> :</span> กระชายขาว (ม้ง)</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ลักษณะทั่วไป</strong></span></p>
<p style="text-align: left;">เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน หัวมีลักษณะเป็นรูปกลม เนื้อในสีขาว สูง 50-80 เซนติเมตร ใบรูป ไข่แกมรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบด้านล่างสีเขียวแต้มน้ำตาลแดงจางๆ ไม่มีก้านใบ กาบใบมีขน ลิ้นใบ ขอบสองด้าน สูงยาวไม่เท่ากัน ขอบมีขน ดอกออกที่ปลายยอด ทยอยบานครั้งละ 1-3 ดอก กลีบประดับสีเขียวอ่อน มีขน กลีบเลี้ยงสีขาวใส กลีบดอกมี 3 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายกลีบแยก 3 กลีบ รูปขอบขนานสีขาวใส เกสรเพศผู้ส่วนที่เป็นกลีบมี 3 กลีบ กลีบข้างมี 2 กลีบ รูปไข่กว้างหัวกลับ สีเหลืองอ่อน แต้มสีชมพูที่โคนกลีบ กลีบปากหรือกลีบใหญ่มี 1 กลีบรูปคล้ายเรือสำเภาขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร พื้นสีขาวแกมเหลือง มีแถบสีชมพูแกมแดงยาวตามแนวกลางกลีบและปลายกลีบ เกสรเพศผู้อยู่ระหว่างกลางกลีบปาก รูปขอบขนาน ก้านเกสรสั้น ปลายเว้า ไม่มีรยางค์ที่ปลาย สีขาว มีขน ยอดเกสรเพศเมียมีสีขาว มีขนที่ปลาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-4336" title="petchakub" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2015/03/petchakub.jpg" alt="" width="494" height="258" /></p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การปลูก</strong></span></p>
<p>เป็นว่านที่ปลูกง่าย สามารถขึ้นได้ทุกสภาพดิน แต่จะให้งอกงามควรปลูกในดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี นำหัวว่านลงปลูกกลบดินและเกลี่ยให้ดินเสมอกับหัวว่าน รดน้ำพอชุ่มแต่อย่าให้น้ำขังแฉะเพราะจะทำให้หัวเน่าได้</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>การขยายพันธุ์</strong> :</span> โดยการแยกเหง้าหรือหัว</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>ความเป็นมงคล</strong> :</span> เป็นว่านที่มีอานุภาพทางป้องกันปกปักรักษา หากปลูกไว้ในบริเวณบ้านเรือนที่พักอาศัยจะคุ้มครองป้องกันคุณไสยต่างๆ แม้นผู้หนึ่งผู้ใดคิดการร้ายต่อบุคคลในบ้าน เมื่อก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณก็จะกลับใจในทันที หากจะเดินทางออกจากบ้านไปแห่งหนตำบลใด ควรนำหัวว่านนี้ติดตัวไปด้วยจะคุ้มครองภัยพิบัติได้ทั้งมวล</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>สรรพคุณทางยา</strong></span></p>
<p>เหง้าตำพอกสมานแผลสด ใช้ดองกับเหล้าขาวดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4317">ว่านเพชรกลับ</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4317</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
