<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; ไรศัตรูพืช</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=42&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Apr 2026 08:49:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>ไรแมงมุมคันซาวา</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4067</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4067#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2014 06:58:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ไรศัตรูพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4067</guid>
		<description><![CDATA[<p>ไรแมงมุมคันซาวา ชื่อสามัญ : Kanzawa spider mite ชื่อสามัญอี่นๆ : Cassava spider mite (Raros, 1986) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tetranychus kanzawai Kishida ชื่อพ้อง : Tetranychus Hydrangeae Pritchard and Baker (Navajas et al.,2001) ชื่อวงศ์ : Tetranychidae อันดับย่อย : Actinedida ความสำคัญและลักษณะการทำลาย ไรชนิดนี้แต่เดิม วัฒนาและคณะ (2530) พบว่าเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของกุหลาบ โดยจำแนกชนิดไว้ภายใต้ชื่อ Tetranychus Hydrangeae Pritchard and Baker นอกจากนั้นพบว่าเป็นศัตรูสำคัญของฝ้ายและพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ต่อมาเมื่อได้มีการศึกษาลักษณะทางอนุกรมวิธานของไรโดยละเอียด และได้ส่งตัวอย่างไรชนิดนี้ให้ Dr.M.Navajas ตรวจ DNA และทำการทดลองผสมข้ามไรแมงมุมคันซาวา แล้วพบว่า T. hydrangeae [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4067">ไรแมงมุมคันซาวา</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ไรแมงมุมคันซาวา<span id="more-4067"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> : Kanzawa spider mite</p>
<p><strong>ชื่อสามัญอี่นๆ</strong> : Cassava spider mite (Raros, 1986)</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : <em>Tetranychus kanzawai </em>Kishida</p>
<p><strong>ชื่อพ้อง </strong>: <em>Tetranychus Hydrangeae </em>Pritchard and Baker<strong> </strong>(Navajas et al.,2001)</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong> : Tetranychidae<strong></strong></p>
<p><strong>อันดับย่อย</strong> : Actinedida<strong></strong></p>
<p><strong></strong><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong></p>
<p>ไรชนิดนี้แต่เดิม วัฒนาและคณะ (2530) พบว่าเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของกุหลาบ โดยจำแนกชนิดไว้ภายใต้ชื่อ <em>Tetranychus Hydrangeae </em>Pritchard and Baker นอกจากนั้นพบว่าเป็นศัตรูสำคัญของฝ้ายและพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ต่อมาเมื่อได้มีการศึกษาลักษณะทางอนุกรมวิธานของไรโดยละเอียด และได้ส่งตัวอย่างไรชนิดนี้ให้ Dr.M.Navajas ตรวจ DNA และทำการทดลองผสมข้ามไรแมงมุมคันซาวา แล้วพบว่า <em>T. hydrangeae </em>นี้ น่าจะเป็นชนิดเดียวกันกับไรแมงมุมคันซาวา <em>Tetranychus kanzawai </em>Kishida นั่นเอง (Navajas et al.,2001) ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรชอบดูดทำลายอยู่บริเวณใต้ใบ โดยสร้างใยขึ้นปกคลุมผิวใบบริเวณที่ไรอาศัยอยู่ร่วมกัน กุหลาบที่ถูกไรชนิดดูดทำลาย ในระยะแรกจะมีรอยประสีขาวเป็นจุดเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณหน้าใบ ต่อมาจุดประสีขาวนี้จะค่อยๆ แผ่ขยายออกเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้กุหลาบทั้งใบมีอาการขาวซีด ใบจะค่อยๆเหลือง และแห้งหลุดร่วงไป ถ้าการทำลายยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง อาจมีผลทำให้กุหลาบทั้งต้นทิ้งใบ และแห้งตาย เหลือแต่กิ่ง เมื่อถึงระยะนี้ไรจะไต่ขึ้นไปรวมกันแน่นอยู่ตรงบริเวณยอด และปลายกิ่งที่ปราศจากใบนี้ พร้อมกับสร้างเส้นใยทิ้งตัวลงมา เพื่อรอเวลาให้ลมพัดปลิวไปตกยังพืชอาศัยต้นใหม่ต่อไป ในไร่ฝ้ายมักพบไรชนิดนี้ระบาดเป็นหย่อมๆ ในบางท้องที่โดยจะสังเกตเห็นใบฝ้ายในบริเวณที่ถูกไรชนิดนี้ดูดทำลาย มีลักษณะเป็นปื้นสีแดงที่บริเวณหน้าใบ บางครั้งการระบาดของไรรุนแรงมากจนทำให้ฝ้ายทั้งแปลงใบร่วง และสมอแตกเร็วกว่าฝ้ายแปลงอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่ในบริเวณเดียวกัน</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะ</strong><strong></strong></p>
<p><strong> ตัวเมีย </strong><strong>: </strong>ลักษณะตัวกลมเป็นรูปไข่ ลำตัวมีสีแดงสด-แดงเข้ม ; 2 ข้างลำตัวมีแถบสีดำ ; ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 355.93 ไมครอน ; กว้าง 279.69 ไมครอน ; ขนบนหลังเป็นเส้นยาวปลายเรียวแหลม ; ด้านหน้าของลำตัว (propodosoma) และขาทั้ง 4 คู่ มีสีเหลืองอ่อน ; มีตาเป็นจุดสีแดงอย่บนสันหลังด้านข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง ; ท่อทางเดินของอากาศ ( peritreme) ซึ่งอยู่ตอนหน้าของลำตัวจากรูหายใจมีปลายท่อหักงอเป็นตะขอทั้ง 2 ข้าง ; ปล้อง tarsus ของขาคู่ที่ 1 มี tactile setae อยู่เหนือ duplex setae ขึ้นมาทางโคนปล้องของ tarsus จำนวน 4 เส้น ; empodium ที่ปลายขอมีลักษณะเป็นแผ่นขอที่มีปลายแตกออกเป็นแฉก 3 คู่ ; ลาย (striae) ที่ผิวของลำตัวด้านสันหลัง บริเวณที่อยู่ระหว่างขนกลางหลังคู่ที่ 3 (D<sub>3</sub>) และขนกลางหลังคู่ที่ 4 (D<sub>4</sub>) เรียงกันอยู่ในลักษณะเป็น diamond shaped</p>
<p><strong> ตัวผู้ </strong><strong>:</strong> ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ; ลำตัวเรียวแคบก้นแหลม ; มีสีของลำตัวเป็นสีเหลืองอมส้ม ; อวัยวะเพศผู้มีก้านใหญ่ ; ส่วนคอ (stem) ที่ชูส่วนปลาย ( knob) ของ aedeagus จะแคบเล็กและงอขึ้นด้านบน ; ส่วนที่เป็น knob มีลักษณะคล้ายหมวกเห็ด ; ด้านหน้าของ knobกว้างกลมมน ส่วนด้านหลังแหลมเล็ก</p>
<p><strong>วงจรชีวิตของไรแมงมุมคันซาวา </strong><strong></strong></p>
<p>จากการศึกษาชีพจักรของไรชนิดนี้บนกุหลาบพบว่า <em>T. kanzawai</em> สามารถเจริญเติบโตนับจากไข่-ตัวเต็มวัยได้ภายในระยะเวลา 8.60 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.12 วัน โดยมีระยะไข่นาน 3.20 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.2 วัน ไข่มีลักษณะกลม เมื่อแรกวางจะมีสีเหลือง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเหลือบเหลือง บริเวณที่มีสีแดง จะเห็นเป็นจุดสีแดงเข้ม 2 จุด อยู่ภายในไข่เมื่อใกล้ฟักมีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนเมื่อฟักอ่อนจากไข่ใหม่ๆ มีสีเหลือง และมีขาเพียง 3 คู่ ต่อมาจะมีแต้มสีดำปรากฏขึ้นที่ 2 ข้างลำตัว ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบ 3 ครั้ง ก่อนการลอกคราบแต่ละครั้งตัวอ่อนจะหยุดกินอาหาร และไม่มีการเคลื่อนไหว ระยะเวลาในการเจริญเติบโตของตัวอ่อนระยะที่ 1,2 และ 3 นานประมาณ 1.90 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.3 วัน, 1.62 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.05 วัน, และ 1.87 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.03 วัน ตามลำดับ ภายหลังการลอกคราบครั้งที่ 1 ตัวอ่อนจะมีขาเพิ่มขึ้นเป็น 4 คู่ และมีสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว สีแดงของลำตัวจะปรากฏชัดภายหลังลอกคราบครั้งที่ 3 และจะมีสีเข้มขึ้นเมื่อตัวเต็มวัยมีอายุมากขึ้น ตัวเต็มวัยเพศเมียของ<em> T. kanzawai</em> ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์มีอายุอยู่ได้ได้นาน 22.14 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 1.44 วัน แต่ที่ได้รับการผสมพันธุ์มีอายอยู่ได้นานเพียง 13.50 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 1.87 วัน สำหรับตัวผู้มีอายุอยู่ได้นานโดยเฉลี่ย 11.48 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 1.47 วัน ภายหลังจากลอกคราบครั้งที่ 3 แล้ว ตัวเต็มวัยเพศเมียจะได้รับผสมพันธุ์ ทันที และประมาณ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะเริ่มวางไข่ โดยมีอัตราการวางไข่เฉลี่ยวันละ 5.71 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.41 ฟอง ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้โดยเฉลี่ยตลอดชีวิตประมาณ 62.25 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 12.51 ฟอง สำหรับตัวเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์สามารถวางไข่ได้เฉลี่ยวันละ 3.38 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 0.19 ฟอง และสามารถวางไข่ได้ตลอดชั่วอายุขัยประมาณ 63.06 <span style="text-decoration: underline;">+</span> 6.14 ฟอง ไรชนิดนี้สามารถใหลูกได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ แต่ลูกที่เกิดจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสมนี้จะเป็นไรเพศผู้ทั้งหมด ส่วนตัวเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์สามารถให้ลูกได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย โดยมีอัตราส่วนของเพศผู้:เพศเมีย ประมาณ 1:6</p>
<p><strong>การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด</strong><strong></strong></p>
<p>ไรแมงมุมคันซาวามีเขตการแพร่กระจายอยู่แทบทุกภาคของประเทศไทย โดยจะดูดทำลายพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งในบริเวณที่ราบที่มีอากาศค่อนข้างร้อน และในที่สูงตามไหล่เขาที่มีอากาศหนาวเย็น การแพร่กระจายของไรเป็นไปโดยลม โดยติดไปขาของนกหรือแมลงที่มาเกาะ หรือโดยการนำเอาต้นและกิ่งพันธุ์ที่มีไรชนิดนี้ติดอยู่ไปปลูก ไรจะระบาดและทำความเสียหายอย่างรุนแรงในช่วงที่สภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง หรือในฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ในต่างประเทศมีรายงานว่าไรชนิดนี้เป็นศัตรูที่สำคัญของ ชา หม่อน ถั่วเหลือง สาลี่ องุ่น ส้ม ดาเลีย ท้อ เวอบีน่า และไฮเดรนเยีย โดยพบในญี่ปุ่น ฟิลิปินส์ อินเดีย (Jeppson et al., 1975)</p>
<p><strong>พืชอาหาร</strong><strong></strong></p>
<p>ในประเทศไทยพบทำลายกุหลาบ ฝ้าย มะละกอ สตรอเบอรี่ ท้อ องุ่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วลิสง ละหุ่ง กระเทียม ถั่วฝักยาว แตงไทย มะเขือ แกลดิโอลัส ดาวเรือง โป๊ยเซียน ไฮเดรนเยีย ข้าว</p>
<p><strong>ศัตรูธรรมชาติ</strong></p>
<p>ไรในวงศ์ Phytoseiidae หลายชนิด เช่น <em>Amblyseius longispinosus</em> (Evans), <em>A. cinctus</em> Corpuz and Rimando, <em>A.nicholsi</em> Ehara and Lee และ <em>Phytoseius hawaiiensis</em> Prasad เป็นไรตัวห้ำกินไรแมงมุมคันซาวาบนฝ้ายและกุหลาบ</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด </strong><strong></strong></p>
<p>หมั่นตรวจดูแปลงกุหลาบ โดยพลิกดูใต้ใบ หากพบว่ามีไรแมงมุมคันซาวาระบาดให้ใช้สารฆ่าไร amitraz (Mitac 20% EC) อัตรา 40 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ propargite (Omite 30 % WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลงบนต้นกุหลาบให้ทั่วทั้งบริเวณด้านบนและด้านใต้ใบ หากยังพบว่ามีการระบาดอยู่ให้พ่นสารฆ่าไรซ้ำอีกครั้ง (วัฒนาและคณะ, 2544)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p>Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4067">ไรแมงมุมคันซาวา</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4067</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไรขาวพริก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4064</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4064#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2014 06:57:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ไรศัตรูพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4064</guid>
		<description><![CDATA[<p>&#160; ชื่อสามัญ : Broad mite ชื่อสามัญอี่นๆ : Yellow tea mite ;Tropical mite (Meyer, 1981) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyphagotarsonemus latus (Banks) ชื่อวงศ์ : Tarsonemidae ชื่ออันดับ : Actinedida ความสำคัญและลักษณะการทำลาย ไรขาวพริกเป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกไรชนิดนี้เนื่องจากลำตัวมีสีขาว และเป็นศัตรูสำคัญของพริก ไรขาวพริกชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน หรือยอดที่แตกใหม่ของพืช เนื่องจากอวัยวะซึ่งประกอบกันขึ้นเป็น ส่วนประกอบของปากไม่สู้จะแข็งแรง จึงไม่สามารถดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืชที่มีลักษณธหนาแข็งได้ พริกที่ถูกไรชนิดนี้ดูดทำลายจะมีอาการใบหงิก ขอบใบม้วนลง ยอดอ่อนแตกเป็นฝอย ก้านใบยืดออก ใบเรียวเล็ก ใต้ใบเป็นสีน้ำตาล ใบจะหนาแข็ง และเปราะ ถ้าการทำลายของไรเป็นไปอย่างรุนแรงและต่อเนื่องอาการใบหงิกนี้จะค่อยๆ ลุกลามจากยอด และใบอ่อนลงมายังใบล่างๆ ทำให้พริกชะงักการเจริญเติบโต แคระแกรนไม่ติดผล รูปร่างลักษณะ 1. ตัวเมีย มีรูปร่างค่อนข้างกลมหลังโค้งนูน ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 201.94 ไมครอน กว้าง [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4064">ไรขาวพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span id="more-4064"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> : Broad mite</p>
<p><strong>ชื่อสามัญอี่นๆ</strong> : Yellow tea mite ;Tropical mite (Meyer, 1981)</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : <em>Polyphagotarsonemus latus</em> (Banks)</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong> : Tarsonemidae<strong></strong></p>
<p><strong>ชื่ออันดับ</strong> : Actinedida<strong></strong></p>
<p><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรขาวพริกเป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกไรชนิดนี้เนื่องจากลำตัวมีสีขาว และเป็นศัตรูสำคัญของพริก ไรขาวพริกชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน หรือยอดที่แตกใหม่ของพืช เนื่องจากอวัยวะซึ่งประกอบกันขึ้นเป็น ส่วนประกอบของปากไม่สู้จะแข็งแรง จึงไม่สามารถดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืชที่มีลักษณธหนาแข็งได้ พริกที่ถูกไรชนิดนี้ดูดทำลายจะมีอาการใบหงิก ขอบใบม้วนลง ยอดอ่อนแตกเป็นฝอย ก้านใบยืดออก ใบเรียวเล็ก ใต้ใบเป็นสีน้ำตาล ใบจะหนาแข็ง และเปราะ ถ้าการทำลายของไรเป็นไปอย่างรุนแรงและต่อเนื่องอาการใบหงิกนี้จะค่อยๆ ลุกลามจากยอด และใบอ่อนลงมายังใบล่างๆ ทำให้พริกชะงักการเจริญเติบโต แคระแกรนไม่ติดผล</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะ</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1. ตัวเมีย </strong>มีรูปร่างค่อนข้างกลมหลังโค้งนูน ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 201.94 ไมครอน กว้าง โดยเฉลี่ย 127.0 ไมครอน ตัวเต็มวัยมีผิวของลำตัวใสเป็นมันคล้ายหยดน้ำมัน (ตัวอ่อนมีสีขาวขุ่น) กลางหลังมีแถบสีขาวรูปตัว Y พาดตามความยาวของลำตัว จากตอนหน้าลงมายังส่วนท้าย ด้านหลังบริเวณบ่าทั้งสองข้าง มีขนพิเศษซึ่งปลายขนโป่งพองออกคล้ายกระบองข้างละ 1 เส้น ส่วนโคนของเส้นขนมีลักษณะเป็นก้านเล็กฝังอยู่ในร่องขนด้านท้องถัดจากขา 2 คู่แรกมาถึงส่วนท้ายของลำตัว (hysterosoma) มีขน 6 คู่ เรียงถัดกันลงมาตามความยาวของลำตัว เล็บ (claw) ที่ปลายปล้อง tarsus ของขาคู่ที่ 3 หดหายไปเหลือแต่ empodium ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นกลมติดอยู่ที่ปลายของ tarsus ปลายสุดของ tarsus คู่ที่ 4มีขนยาวติดอยู่ที่ปลายขา 2 เส้น</p>
<p><strong>2. ตัวผู้ </strong>ลักษระกว้างตรงกึ่งกลางลำตัว และค่อยๆ เรียวแหลมไปทางด้านหัวและท้าย ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 174.67 ไมครอน กว้าง โดยเฉลี่ย 93.34 ไมครอน บริเวณ coax และ femur ของขาคู่ที่ 4 ของไรชนิดนี้มีขนาดใหญ่และแข็งแรง tibia และ tarsus จะเชื่อมติดกันเป็นปล้องเดียว และมีรูปร่างเรียวเล็ก มี tactile setae ยาวติดอยู่ 1 เส้น ปลายสุดของ tibiotarsus ของขาคู่ที่ 4 ไม่มีเล็บแหลมเหมือนไรขาวชนิดอื่น แต่จะม่ตุ่มเล็กๆคล้ายกระดุม (botton like) ติดอยู่</p>
<p><strong>วงจรชีวิตของไรขาวพริก </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรขาวพริกนี้มีชีพจักรสั้น ระยะไข่-ตัวเต็มวัยกินเวลานาน 4-5 วัน ไข่ของไรขาวพริกมีสีขาวใสลักษณะเป็นรูปไข่ผิวของไข่ด้านบนมีจุดเล็กๆ สีขาวขุ่นคล้ายฟองอากาศเรียงกันเป็นแถวพาดตามแนวยาวของไข่ประมาณ 5-6 แถว ไข่เมื่อใกล้ฟักจะมีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนระยะที่ 1 มีขา 6 ขา ลำตัวมีสีขาวขุ่นหัวท้ายแหลมการเจริญเติบโตของไข่ระยะที่ 1 นานประมาณ 1 วัน ตัวอ่อนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เหมือนการเข้าดักแด้ในแมลงและมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวเต็มวัยภายใต้ผนังลำตัวของตัวอ่อนที่เกาะนิ่งอยู่กับที่นี้ จริยา (2519) ได้ศึกษาชีพจักรของไรชนิดนี้พบว่าตัวเต็มวัยเพศเมียใช้เวลาประมาณ 0.74 วัน จึงออกจากดักแด้และมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 9 วันเศษ ส่วนตัวผู้นั้นใช้เวลาประมาณไม่ถึง 1 วัน ก็ออกเป็นตัวเต็มวัยและมีอายุอยู่ได้นายเฉลี่ย 6 วันเศษ</p>
<p><strong>เขตแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>เพศเมียและตัวอ่อนของไรชนิดนี้มีนิสัยชอบอยู่กับที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ตัวผู้จะทำหน้าที่พาดักแด้ตัวเมียและตัวอ่อนเคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปยังยอด และใบอ่อนเพื่อหาที่ดูดกินใหม่ต่อไป ไรขาวพริกนี้จะขยายพันธุ์และระบาดทำความเสียหายให้กับพริกมากในระยะที่ฝนตกชุก พบระบาดทำลายพริกในทุกแหล่งปลูกของประเทศไทย<strong></strong></p>
<p><strong>พืชอาหาร</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ส้มโอ ชา พริก ฝ้าย ปอกระเจา บวบ ถั่วเขียว โหระพา มันฝรั่ง มะม่วง และไม้ดอก เช่นเยอรบีร่า เบญจมาศ ไซคลาเมน</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด </strong><strong></strong></p>
<p>1. ควรตรวจดูต้นพริกที่ปลูกทุกๆ 7 วัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นระยะที่พริกกำลังแตกใบอ่อน ถ้าสังเกตเห็นพริกเริ่มแสดงอาการใบหรือยอดหงิก ให้ใช้กำมะถันผง (Ecosulf 80% WP หรือ Thiovit 80% WP) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นตรงบริเวณที่เกิดการระบาด และบริเวณใกล้เคียงโดยพ่น 2 ครั้งห่างกัน 3 วัน และพ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด (ไม่ควรพ่นในเวลาแดดจัดเพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้)</p>
<p>2. ถ้าพบในระยะที่ไรระบาดมากแล้วควรใช้ amitraz (Mitac 20% EC) อัตรา 40-60 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน และพ่นซ้ำหากพบว่ายังมีไรระบาด</p>
<p>3. กรณีพริกที่ปลูกแบบสวนครัวหลังบ้าน การเด็ดยอดที่หงิกไปทำลายเสียจะช่วยลดการระบาดของไรขาวได้บ้าง (กองกีฏและสัตววิทยา, 2543)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4064">ไรขาวพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4064</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไรสองจุด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4060</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4060#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2014 06:53:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ไรศัตรูพืช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4060</guid>
		<description><![CDATA[<p>ไรสองจุด ชื่อสามัญ : Two spotted spider mite ชื่อสามัญอี่นๆ : Glass house spider mite (Meyer, 1981) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tetranychus urticae Koch ชื่อวงศ์ : Tetranychidae ชื่ออันดับ : Actinedida ความสำคัญและลักษณะการทำลาย ไรสองจุดเป็นศัตรูที่สำคัญของพืชเศรษฐกิจหลายชนิดในอเมริกา ยุโรป และประเทศแถบที่มีอากาศอบอุ่น (temperate) สำหรับในประเทศที่มีอากาศร้อน (tropical) เช่น ประเทศไทย จะพบไรสองจุดได้เฉพาะในแถบที่ราบเชิงเขา หรือเทือกเขาซึ่งมีภูมิอากาศหนาวเย็น เช่น ดอยอินทนนท์ อ่างขาง โดยจะพบระบาดย่างรุนแรงในแปลงสตรอเบอรี่ ท้อ และไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ที่นำพันธ์เข้ามาจากต่างประเทศ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่บริเวณใต้ใบสตรอเบอรี่ ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่มีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนเหนือบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่จะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆ กระจายทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆเหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ขยายติดติอกันเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบมีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง และอาจเป็นผลทำให้สตรอเบอรี่หยุดชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลงได้ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4060">ไรสองจุด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ไรสองจุด<span id="more-4060"></span></strong><strong></strong></p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> : Two spotted spider mite</p>
<p><strong>ชื่อสามัญอี่นๆ</strong> : Glass house spider mite (Meyer, 1981)</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : <em>Tetranychus urticae</em> Koch</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์</strong> : Tetranychidae<strong></strong></p>
<p><strong>ชื่ออันดับ</strong> : Actinedida<strong></strong></p>
<p><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong></p>
<p>ไรสองจุดเป็นศัตรูที่สำคัญของพืชเศรษฐกิจหลายชนิดในอเมริกา ยุโรป และประเทศแถบที่มีอากาศอบอุ่น (temperate) สำหรับในประเทศที่มีอากาศร้อน (tropical) เช่น ประเทศไทย จะพบไรสองจุดได้เฉพาะในแถบที่ราบเชิงเขา หรือเทือกเขาซึ่งมีภูมิอากาศหนาวเย็น เช่น ดอยอินทนนท์ อ่างขาง โดยจะพบระบาดย่างรุนแรงในแปลงสตรอเบอรี่ ท้อ และไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ที่นำพันธ์เข้ามาจากต่างประเทศ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่บริเวณใต้ใบสตรอเบอรี่ ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่มีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนเหนือบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่จะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆ กระจายทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆเหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ขยายติดติอกันเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบมีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง และอาจเป็นผลทำให้สตรอเบอรี่หยุดชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลงได้ ไรที่ทำลายอยู่บริเวณใต้ใบนี้ เมื่อประชากรหนาแน่นมากจะสร้างใยสานโยงไปมาระหว่างใบและยอดของต้นพืชที่มันอาศัยอยู่ เพื่อรอจังหวะให้ลมพัดพาตัวไรที่เกาะอยู่ตามเส้นใย ลอยไปตกยังใบหรือยอดพืชต้นอื่นๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าต่อไป</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะ</strong><strong></strong></p>
<p><strong>ตัวเมีย </strong>ตัวเต็มวัยมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่ ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 406.25 ไมครอน กว้าง 302.30 ไมครอน ลำตัวมีสีเหลืองอ่อน-เหลืองอมเขียว สองข้างลำตัวมีแถบสีดำ ขาทั้ง 4 คู่ มีสีเข้มกว่าสีของลำตัวเล็กน้อย มีตาเป็นจุดสีแดงอยู่ที่บ่าทั้งสองข้าง ขนบนหลังเป็นเส้นยาวปลายเรียวแหลม ลาย (striae) บนผิวลำตัวด้านสันหลังระหว่างขนกลางหลังคู่ที่ 3 และขนกลางหลังคู่ที่ 4 เรียงตัวกันในลักษณธเป็น diamond shaped ปล้อง tarsus ของขาคู่ที่ 1 มี tactile setae อยู่เหนือ duplex setae ขึ้นมาทางโคนปล้อง จำนวน 4 เส้น empodium ที่ปลายขามีลักษณะเป็นแผ่นขนที่มีปลายแตกออกเป็นแฉก 3 คู่</p>
<p><strong>ตัวผู้ </strong>มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียลำตัวผอมเรียวก้นแหลม มีตาเป็นจุดสีแดงอยู่สองข้างลำตัว อวัยวะเพศมีก้าน (shaft) ใหญ่ ส่วนคอ (stem) ของ aedeagus โค้งงอขึ้น ปลายสุดของ aedeagus มีลักษณะเป็นปม(knob) ตอนกลางของ knob แหลมขึ้นเป็นมุมเล็กน้อย และค่อยๆ ลาดเอนลงสองข้าง</p>
<p><strong>วงจรชีวิตของไรสองจุด </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรเพศเมียสามารถเจริญเติบโตนับจากไข่-ตัวเต็มวัยได้ภายในเวลาเฉลี่ย 8.78 วัน ส่วนตัวผู้ใช้เวลาในการเจริญเติบโตนับจากไข่-ตัวเต็มวัยได้ภายในเวลาเฉลี่ย 8.57 วัน โดยมีระยะไข่นานเฉลี่ย 3.82 วัน ตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบ 3 ครั้ง ตัวอ่อนระยะที่ 1 (larva) ระยะที่ 2 (protonymph) และตัวอ่อนระยะที่ 3 (deutonymph) ใช้เวลาในการเจริญเติบโตนานเฉลี่ย 1.77, 1.47 และ 1.69 วัน ตามลำดับ ตัวเมียสามารถวางไข่ได้นานประมาณ 15 วัน ตัวเต็มวัย 1 ตัวสามารถวางไข่ได้เฉลี่ยตลอดชั่วอายุขัย 122.3 ฟอง โดยวางไข่ได้เฉลี่ย 8.6 ฟอง/วัน ซึ่งนับว่ามีการวางไข่มากว่าไรศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ความยาวนานของอายุตัวเต็มวัย (adult longevity) เพศเมียเฉลี่ย 15.9 วัน ส่วนไรเพศผู้มีอายุยืนยาวกว่าคือ นานเฉลี่ย 17.85 วัน ตัวเมียสามารถวางไข่ได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้ แต่ลูกที่เกิดจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะเจริญเป็นไรเพศผู้ทั้งหมด ส่วนตัวเมียที่ได้รับการผสมจะให้ลูกที่เจริญเป็นเพศผู้และเพศเมีย ในอัตราส่วน 1:4 (มานิตาและคณะ 2532)</p>
<p><strong>เขตแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>พบระบาดในสตรอเบอรี่ที่ปลูกบนดอย และในที่ราบทางภาคเหนือของประเทศ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น พบมากในจังหวัดเชียงใหมา เชียงราย เริ่มระบาดประมาณเดือนธันวาคม โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือช่วงที่อากาศหนาวเริ่มเปลี่ยนเป็นอุ่นขึ้น สภาพอากาศที่แห้งแล้ง จะเป็นสภาวะที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ของไรสองจุดบนสตรอเบอรี่มาก</p>
<p><strong>พืชอาหาร</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>กุหลาบ ฮอลลี่ฮ็อก หน้าวัว ชวนชม ลิ้นมังกร ถั่วฝักยาว วัชพืช และพืชแซมในแปลงสตรอเบอรี่ เช่น กระเทียม คื่นฉ้าย และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวอีกหลายชนิด</p>
<p><strong>ศัตรูธรรมชาติ</strong></p>
<p>จากการสำรวจในแปลงสตรอเบอรี่ที่มีการพ่นสารฆ่าแมลงไม่มากนัก พบว่าไรสองจุดมีศัตรูธรรมชาติ คือ ไรตัวห้ำ <em>Amblyseius longispinosus</em> (Evans)</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p><strong></strong>1. หมั่นทำความสะอาดแปลง อย่าให้มีวัชพืชในแปลงปลูก ลไม่ควรปลูกพืชผักแซมในแถวปลูก</p>
<p>สตรอเบอรี่ เพราะพบว่า จะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด</p>
<p>2. เมื่อสำรวจพบว่า เริ่มมีไรสองจุดทำลายใต้ใบสตรอเบอรี่ในระยะแรก (ประมาณ 1-2 ตัว/ใบ</p>
<p>ย่อย) ให้ปล่อยไรตัวห้ำ <em>A.longispinosus</em> อัตราประมาณ 2-5 ตัว/ต้น และปล่อยไรตัวห้ำซ้ำทุกๆ 2 สัปดาห์</p>
<p>3. ในกรณีที่ประชากรไรสองจุดยังเพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องใช้สารกำจัดไร สารกำจัดไรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดไรสองจุดได้ผลดี ไดแก่ สาร propargite (Omite 30% WP) อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และสาร abamectin (Vertimec 1.8% EC) อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร ควรระวังการเกิดอาการใบและผลไหม้ ไม่ควรพ่นในขณะอุณหภูมิสูง แดดจัด (กองกีฏและสัตววิทยา, 2543)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4060">ไรสองจุด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4060</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไรแดง</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4019</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4019#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2014 04:13:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ไรศัตรูพืช]]></category>
		<category><![CDATA[ไรแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ไรแมงมุม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=4019</guid>
		<description><![CDATA[<p>ไรแดง ชื่ออื่นๆ : ไรแมงมุม แมงมุมแดง ชื่อสามัญ : Spider mite, red spider mite ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eutetranychus oirentalis (Klein) Tetranychus piercei Mcgregor Tetranychus hydrageae Pritchard and Baker Tetranychus truncatus Ehara ชื่อวงศ์ : tetranychidae ชื่ออันดับ : Acarina ความสำคัญและลักษณะการทำลาย ไรแดงทีพบเป็นศัตรูละหุ่งมี 4 ชนิด แต่ละชนิด Eutetranychus oirentalis และ Tetranychus truncates จัดเป็นไรศัตรูที่สำคัญ พบระบาดทำความสียหายกับละหุ่งมากกว่าอีก 2 ชนิด ไรแดงมีขนาดโตกว่าไรชนิดอื่นๆ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็กๆ สีแดง เคลื่อนไหวไปมาบนใบพืช เมื่อโตเต็มที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเล็กน้อยมีรายงานการระบาดทำความเสียหายกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ไรแดงทำลายใบละหุ่งโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงโดยใช้ส่วนปากซึ่งประกอบด้วย Chelicerae [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4019">ไรแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ไรแดง<span id="more-4019"></span></strong></p>
<p><strong>ชื่ออื่นๆ</strong><strong> </strong>: ไรแมงมุม แมงมุมแดง</p>
<p><strong>ชื่อสามัญ</strong> : Spider mite, red spider mite</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> : <em>Eutetranychus oirentalis</em> (Klein)</p>
<p><em>Tetranychus piercei</em> Mcgregor</p>
<p><em>Tetranychus hydrageae</em> Pritchard and Baker</p>
<p><em>Tetranychus truncatus</em> Ehara</p>
<p><strong>ชื่อวงศ์ </strong>: tetranychidae <strong></strong></p>
<p><strong>ชื่ออันดับ</strong> : Acarina<br />
<iframe src="https://www.youtube.com/embed/zPNGF99tE9Q" frameborder="0" width="560" height="315"></iframe></p>
<p><strong>ความสำคัญและลักษณะการทำลาย</strong></p>
<p>ไรแดงทีพบเป็นศัตรูละหุ่งมี 4 ชนิด แต่ละชนิด <em>Eutetranychus oirentalis</em> และ <em>Tetranychus truncates</em> จัดเป็นไรศัตรูที่สำคัญ พบระบาดทำความสียหายกับละหุ่งมากกว่าอีก 2 ชนิด ไรแดงมีขนาดโตกว่าไรชนิดอื่นๆ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็กๆ สีแดง เคลื่อนไหวไปมาบนใบพืช เมื่อโตเต็มที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเล็กน้อยมีรายงานการระบาดทำความเสียหายกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ไรแดงทำลายใบละหุ่งโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงโดยใช้ส่วนปากซึ่งประกอบด้วย Chelicerae ที่มีลักษณะเป็นเข็มแหลม (Stylet) แทงเข้าไปในเนื้อเยื่อของพืช ในขณะที่ไรดูดทำลายพืชนี้เอง จะปล่อยสารพิษ (toxin) ออกมาด้วยทำให้เกิดแผลบนผิวของพืชบริเวณนั้น พืชจะสูญเสียคลอโรฟิล ใบและส่วนต่างๆ ของพืชจะเกิดเป็นจุดเล็กๆ สีขาวซีด ถ้าการทำลายเป็นไปอย่างรุนแรง จุดเล็กๆ นี้จะแพร่ขยายติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง ใบจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวซีดเป็นสีน้ำตาลแห้งและร่วงหล่นจากต้น ไรแดงตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ปกติจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (colony) แล้วสร้างเส้นใยขึ้นปกคลุมไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย เส้นใยเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาจากต่อมสร้างใย (silk gland) ประชากรไรแดงออกลูกออกหลานเพิ่มขึ้นใต้เส้นใยใต้ใบพืช และพบคราบของไรแดงเป็นผงขาวๆ ติดอยู่ตามใบคล้ายฝุ่นจับ ไรแดงชอบอากาศร้อนอุณหภูมิสูงความชื้นต่ำการขยายพันธุ์จะเพิ่มมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรแดงป็นสัตว์ 8 ขา สืบพันธุ์แบบ arrhenotokous parthenogenesis โดยที่ไรเพศเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้จะให้ลูกเป็นเพศผู้เท่านั้น ส่วนไรแดงเพศเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์จะให้ลูกทั้งเพศผู้และเพศเมีย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8821" rel="attachment wp-att-8821"><img class="aligncenter size-full wp-image-8821" title="mite015" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/12/mite015.jpg" alt="" width="404" height="304" /></a></p>
<p><strong><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=8821" rel="attachment wp-att-8821"><br />
</a>ลักษณะทั่วไป </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรแดง <em>Tetranychus truncatus</em> Ehara หรือไรแดงหม่อน (mulberry red mite) เพศเมียมรสีแดงสด ความยาวของลำตัวโดยเฉลี่ย 381.58 ไมครอน กว้าง 279.50 ไมครอน ลักษณะตัวกลมเป็นรูปไข่ เพศผู้ความยาวโดยเฉลี่ย 310.17 ไมครอน กว้าง 193.50 ไมครอน ตัวมีสีเหลืองอมส้ม ก้นแหลม วงจรชีวิตเมื่อเลี้ยงบนใบหม่อนพบว่าเพศเมียสามารถเจริญเติบโตนับจากไข่จนเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในเวลา 9.71 วัน โดยมีระยะไข่ 3.73 วัน ตัวอ่อนฟักจากไข่จะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบ 3 ครั้ง ตัวอ่อนระยะที่ 1 ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 1.7 วัน ตัวอ่อนระยะที่ 2 ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 1.85 วันตัวอ่อนระยะที่ 3 ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 2.46 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียอยู่ได้นาน 24.59 วัน และสามารถวางไข่ได้ตลอดชั่วอายุรวมทั้งสิ้น 126.82 ฟอง โดยจะวางไข่ได้เฉลี่ยวันละ 6.90 ฟอง ไรเพศผู้สามารถเจริญเติบโตนับจากไข่ถึงตัวเต็มวัยไดภายในเวลา 7.63 วัน ตัวเต็มวัยเพศผู้มีอายุได้นาน 22.8 วัน อัตราส่วนระหว่างเพศผู้และเพศเมียเท่ากับ 1:3 ระยะตัวอ่อนของไรแดงจะมีขาเพียง 3 คู่ เมื่อลอกคราบจนเป็นตัวเต้วัยแล้วจะมีขา 4 คู่</p>
<p><strong>การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>โดยปกติไรแดงชอบรวมกลุ่มกันอยู่ใต้ใบพืช แต่ถ้าประชาการหนาแน่นมากขึ้น ไรอาจเคลื่อนย้ายไปทำลายอยู่บริเวณหน้าใบและต่อไปยังลำต้นและใบที่อยู่ติดกัน การกระจายตัวนอกจากการเคลื่อนย้ายโดยตัวเองแล้วยังอาจไปได้โดยลมหรือกิ่งหรือใบที่สัมผัสกันหรือติดไปกับขาแมลงหรือนกเป็นต้น</p>
<p>ฤดูการระบาดนั้น พบว่าไรแดงชอบอากาศแห้งโดยเฉพาะในฤดูแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ &#8211; มีนาคม หรือในฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน</p>
<p><strong>พืชอาหาร</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ไรแดงชนิดนี้มีพืชอาหารหลายชนิดทั้งพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอก ไม้ประดับ หรือพืชที่ปลูกในโรงเพาะชำ พืชต่างๆ เหล่านี้ได้แก่ หม่อน มันสำปะหลัง ละหุ่ง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่งฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ฝ้าย แตงไทย ถั่วพู ดาวเรือง กล้วยไม้ บานชื่น ทานตะวัน ท้อ เสาวรส กระเจี๊ยบ ฝักแค บวบเหลี่ยม มะรุม มันเทศ โสน มะเขือเทศ กุหลาบ และปอ เป็นต้น</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>1. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้ง<br />
2. หมั่นตรวจแปลงในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง ถ้าพบระบาดของไรแดง ให้เก็บใบมาทำลาย<br />
3. ในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรง ให้พ่นสารป้องกันกำจัดไร โดยเลือกใช้สารป้องกันกำจัดไรชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเฟนบูทาทินออกไซด์ 55% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 6 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เตตระไดฟอน 7.25% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ fenpyroximate 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p><strong>ศัตรูธรรมชาติ</strong><strong></strong></p>
<p><strong> ไรแดง</strong><em> Tetranychus truncatus </em>พบมีศัตรูธรรมชาติได้แก่ ด้วงเต่า <em>Stethorus punctillum</em> Weise ซึ่งเป็นตัวห้ำได้ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เป็นด้วงขนาดเล็ก ตัวสีดำขนาด 0.9&#215;1.6 มิลลิเมตร ทำลายได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต้มวัยของไรแดง นอกจากนั้นยังพบไรตัวห้ำในวงศ์ Phytoseiidae หลายชนิดที่สำคัญได้แก่ A<em>mblyseius longispinosus</em> (Evans) เป็นต้น</p>
<p>การทดสอบประสิทธิภาพสารไรในทุเรียน กรรมวิธีค่า Df ไม่น้อยกว่า 12 เลือกทุเรียนอายุ 3-4 ปี พ่น 1 ครั้งเมื่อพบไรแดงแอฟริกันระบาด อัตราใช้น้ำ 5 ลิตรต่อต้น หรือ 100 ลิตรต่อไร่ ตรวจนับไรจากใบทุเรียนอายุปานกลางจำนวน 20 ใบต่อต้น เฉพาะตัวที่เคลื่อนที่ ด้วยแว่นขยาย 10 เท่า ก่อนพ่นสาร และหลังพ่นสารฯ 1, 3, 5, 7 และ 14 วัน นำมาวิเคราะห์สถิติ DMRT</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>โดย สัจจะ ประสงค์ทรัพย์<br />
Satja Prasongsap (Research Scientist)<br />
Horticultural Research Institute</strong></p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4019">ไรแดง</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4019</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
