<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; บทสรุปผู้บริหาร</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=64&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Apr 2026 08:49:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>Protected: เทรนด์พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ 2023</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=10368</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=10368#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2022 04:37:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=10368</guid>
		<description><![CDATA[<p>There is no excerpt because this is a protected post.</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10368">Protected: เทรนด์พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ 2023</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<form action="http://hort.ezathai.org/wp-login.php?action=postpass" method="post">
<p>This post is password protected. To view it please enter your password below:</p>
<p><label for="pwbox-10368">Password: <input name="post_password" id="pwbox-10368" type="password" size="20" /></label> <input type="submit" name="Submit" value="Submit" /></p>
</form>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=10368">Protected: เทรนด์พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ 2023</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=10368</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารพริก</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4802</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4802#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2015 08:21:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก]]></category>
		<category><![CDATA[พืชผัก บ-ม]]></category>
		<category><![CDATA[พริก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4802</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารพริก พริกเป็นเครื่องเทศที่มีเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนไทย มีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในทางเศรษฐกิจ พริกเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วไป ในทุกภาคของประเทศไทย เป็นได้ทั้งพืชหลัก และพืชเสริมรายได้ สำหรับเกษตรกร เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับผู้รวบรวมผลผลิต เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปทั้งอาหาร และยา สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่นำรายได้จากการส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่งออกไปยังต่างประเทศ ในทางสังคม ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัว และขนาดกลางในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับจังหวัด ในแง่วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เนื่องจากอาหารไทยแทบทุกชนิดจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงพริกเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนจะต้องรู้จัก พริกในประเทศไทย หากมองในแง่ของพืชผัก พริกมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ และหากมองในแง่ของเครื่องเทศที่สามารถปลูกเป็นการค้ายิ่งมีปริมาณพื้นที่ปลูกมากกว่าหลายเท่า เมื่อเปรียบเทียบกัน พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ในแต่ละปี จากพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด 150 ล้าน ไร่ และพื้นที่ปลูกผักทั้งหมด 1.3 ล้านไร่ ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ลดลงจากปี 2555 ราว 76,600 ไร่ หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ จุดเด่นที่สำคัญของพริกในประเทศไทยที่นอกเหนือจากความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์แล้ว พริกของไทยยังมีคุณลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกของแหล่งอื่นๆ [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4802">บทสรุปผู้บริหารพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารพริก </strong></p>
<p>พริกเป็นเครื่องเทศที่มีเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนไทย มีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในทางเศรษฐกิจ พริกเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วไป ในทุกภาคของประเทศไทย<span id="more-4802"></span> เป็นได้ทั้งพืชหลัก และพืชเสริมรายได้ สำหรับเกษตรกร เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับผู้รวบรวมผลผลิต เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปทั้งอาหาร และยา สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่นำรายได้จากการส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่งออกไปยังต่างประเทศ ในทางสังคม ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัว และขนาดกลางในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับจังหวัด ในแง่วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เนื่องจากอาหารไทยแทบทุกชนิดจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงพริกเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนจะต้องรู้จัก</p>
<p>พริกในประเทศไทย หากมองในแง่ของพืชผัก พริกมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ และหากมองในแง่ของเครื่องเทศที่สามารถปลูกเป็นการค้ายิ่งมีปริมาณพื้นที่ปลูกมากกว่าหลายเท่า เมื่อเปรียบเทียบกัน พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ในแต่ละปี จากพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด 150 ล้าน ไร่ และพื้นที่ปลูกผักทั้งหมด 1.3 ล้านไร่ ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ลดลงจากปี 2555 ราว 76,600 ไร่ หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ จุดเด่นที่สำคัญของพริกในประเทศไทยที่นอกเหนือจากความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์แล้ว พริกของไทยยังมีคุณลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกของแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพที่ดี สีสันสดใส รสชาติที่กลมกล่อม กลิ่นหอมที่ไม่ปรากฏในพริกของชาติใดๆในโลก การใช้ประโยชน์ของพริก</p>
<p>พริกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พริกหวาน สามารถนำไปใช้ในรูปของผักสด พริก พริกขี้หนูผลใหญ่ พริกขี้หนูผลเล็ก สามาถนำไปใช้ตั้งแต่กินผลสด นำไปตากแห้งเป็นพริกแห้ง นำพริกแห้งไปบดเป็นพริกป่น เป็นส่วนผสมในพริกแกง น้ำจิ้ม ฯลฯ แปรรูป เป็นซอสพริก อาหารเสริม ใช้พริกผลสด ผลแห้งไปสกัดเป็นส่วนผสมทางยา อาหารเสริม ตลอดจนนำต้นที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงานไปปลูกเป็นไม้ประดับ</p>
<p>ในการกำหนดนโยบายด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพืช มักจะมีพริกรวมอยู่ด้วยแทบทุกครั้งเนื่องจากความสำคัญหลายด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตามในแง่การพัฒนาส่งเสริมการผลิตพริก เพื่อให้บรรลุถึงความต้องการที่หลายหลายของผู้เกี่ยวข้อง สำหรับพืชสำคัญนี้มีความซับซ้อนในหลายแง่มุม และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา โดยเป้าหมายหลักที่ต้องการในการผลิตพริกในประเทศไทย คือทำอย่างไร พริกของประเทศไทยจึงจะเป็นพริกที่มีตรงกับความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายของการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งลักษณะของพริก และปริมาณ พริกที่ผลิตได้มีความปลอดภัย โดยมีมาตรฐานสากลเป็นเกณฑ์สำหรับเปรียบเทียบ และเนื่องจากสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งช่วงเวลา ความเปลี่ยนแปลงของความนิยม พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป และเงื่อนไขทางการค้า ที่มีข้อจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นแนวทางในการดำเนินงานสู่เป้าหมาที่ตั้งไว้</p>
<p><strong>สถานการณ์พริก ปี 2550-255</strong><strong>6</strong></p>
<p><strong>1. สถานการณ์ โลก </strong><strong></strong></p>
<p>ในปี 2550 มีการผลิตพริกทั่วโลก ประมาณ 20 ล้านตัน เป็นผลผลิตทั้งพริกผลสดเขียว และพริกแดง ประเทศ ที่ผลิตพริกมากที่สุดในโลกคือ จีน ผลผลิตได้ 14,026,272 ตัน รองลงมาคือ เม็กซิโก ตุรกี อินโดนีเซีย และสเปน มีปริมาณผลผลิตรวมทั้ง 5 ประเทศ 19,864,214 ตัน ในจำนวนนี้เป็นพริกแดงที่มีการผลิตและใช้บริโภคกันมากในแถบเอเซีย มีผลผลิตทั่วโลก 7 ล้านตัน บนพื้นที่ 1.5 ล้านเฮกตาร์ทั่วโลก ผู้ผลิตพริกแดงรายใหญ่ที่สุดในโลกคือประเทศอินเดีย ซึ่งในแต่ละปีอินเดียผลิตพริกแดงได้ประมาณ 1.1 รองลงมาคือจีน เอธิโอเปีย พม่า เม็กซิโก เวียดนาม เปรู ปากีสถาน กานา และบังคลาเทศ ซึ่งทุกประเทศดังกล่าวข้างต้นรวมกันถือเป็น 85% ของผู้ผลิตพริกแดงในโลก ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 65 ของโลกในการผลิตพริก สำหรับการใช้พริก ประเทศที่มีการใช้พริกแดงมากที่สุดในโลกคือ อินเดีย รองลงมาคือ จีน และปากีสถาน ส่วนประเทศไทยเป็นผู้บริโภคอันดับ 5 ของโลก โดยปริมาณการผลิตพริกทั่วโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2547 ถึง ปัจจุบัน</p>
<p><strong>2. สถานการณ์ของไทย</strong><strong></strong></p>
<p><strong>สถานการณ์การผลิต</strong><strong></strong></p>
<p>ปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริก 348,453 ไร่ ผลผลิต 332,888 ตัน พื้นที่ปลูกมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 128,932 ไร่ ( 37 %) ผลผลิต 117,150 ตัน ภาคเหนือ 124,011 ไร่ ( 35.6 %) ผลผลิต 84,370 ตัน ภาคกลาง 47,969 ไร่ (13.77 %) ผลผลิต 95,238 ตัน ภาคใต้ 47,541 ไร่ ผลผลิต 35,652 ตัน พริกที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทั้งหมดเป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ ได้แก่ พริกหัวเรือ ยอดสน ตุ้ม ห้วยสีทน ช่อไสว มีทั้งแบบที่ปลูกเป็นพืชหลัก และพืชที่ปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าว ขณะที่พริกที่ปลูกในภาคเหนือมักเป็นพริกใหญ่ พริกหวาน พริกหยวก พริกหนุ่ม และพริกทำซอสพริก ซึ่งมักจะปลูกในช่วงฤดูหนาว ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกกลุ่มนี้ และเป็นช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ส่วนภาคกลางและภาคตะวันตก ที่ส่วนใหญ่มีระบบชลประทานรองรับ จะปลูกทั้งพริกขี้หนูผลใหญ่ พริกใหญ่ และพริกขี้หนูผลเล็ก เช่น พริกจินดา พริกเหลือง พริกขี้หนูหอม และพริกกะเหรี่ยง พริกที่ประเทศไทยไทยผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ในบางฤดูกาลหรือบางปี ผลผลิตขาดแคลน ต้องมีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีอายุสั้นประมาณ 3-5 เดือน ทำให้เกษตรกร พื้นที่ปลูกพริกในอดีตจนถึงปัจจุบันมีทั้งพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกฉียงเหนือ และภาคใต้) และพื้นที่ในเขตชลประทาน (ภาคกลาง) สำหรับพื้นที่ปลูกในเขตชลประทานมักปลูกพริกเป็นพืชหลัก ปริมาณผลผลิตจึงสามารถคาดเดาได้ในแต่ละปี พื้นที่ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตพริกคือพื้นที่ในเขตที่ต้องพึ่งน้ำฝนธรรมชาติ ทำให้การตัดสินใจในการปลูกพริกหรือปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆทำได้ง่าย ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นราคาผลผลิตในปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศที่เอื่ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตในปีนั้น การส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากนายทุน การประกันราคาผลผลิต แนวโน้มของราคาผลผลิตของพืชผลชนิดอื่นๆในช่วงเดียวกันรวมถึงความยาก ง่ายในการผลิตพืชเหล่านั้นเมื่อเทียบกับการปลูกพริก</p>
<p><strong>ตารางที่</strong><strong> 1: </strong>พื้นที่ปลูกพริก (ไร่) ปี 2552-2556<strong> </strong></p>
<div align="center">
<table style="width: 558px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="73">ปี</td>
<td valign="top" width="108">พริกขี้หนูผลใหญ่</td>
<td valign="top" width="113">พริกขี้หนูผลเล็ก</td>
<td valign="top" width="88">พริกใหญ่</td>
<td valign="top" width="88">พริกยักษ์</td>
<td valign="top" width="87">พริกหยวก</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2552</td>
<td valign="top" width="108">115,143</td>
<td valign="top" width="113">169,141</td>
<td valign="top" width="88">24,269</td>
<td valign="top" width="88">1,736</td>
<td valign="top" width="87">6,637</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2553</td>
<td valign="top" width="108">108,558</td>
<td valign="top" width="113">149,134</td>
<td valign="top" width="88">3,102</td>
<td valign="top" width="88">1,600</td>
<td valign="top" width="87">5,829</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2554</td>
<td valign="top" width="108">333,994</td>
<td valign="top" width="113">171,075</td>
<td valign="top" width="88">31,614</td>
<td valign="top" width="88">530</td>
<td valign="top" width="87">3,968</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2555</td>
<td valign="top" width="108">113,450</td>
<td valign="top" width="113">156,908</td>
<td valign="top" width="88">23,430</td>
<td valign="top" width="88">1,540</td>
<td valign="top" width="87">6,494</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="73">2556</td>
<td valign="top" width="108">180,933</td>
<td valign="top" width="113">130,389</td>
<td valign="top" width="88">30,989</td>
<td valign="top" width="88">362</td>
<td valign="top" width="87">5,779</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ที่มา: ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>2</strong>: ผลผลิตพริกแต่ละชนิดรายภาคปี 2556 และรายปี</p>
<p>ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (รายภาค) : (ตัน)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="139"><strong>ภาค</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลเล็ก</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกหยวก</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกยักษ์</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคกลาง</td>
<td valign="top" width="108">57,415.63</td>
<td valign="top" width="108">32,762.05</td>
<td valign="top" width="95">3,828.89</td>
<td valign="top" width="95">1,233.03</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</td>
<td valign="top" width="108">7,652.63</td>
<td valign="top" width="108">101,934.07</td>
<td valign="top" width="95">2,931.25</td>
<td valign="top" width="95">4,625.46</td>
<td valign="top" width="95">2.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคเหนือ</td>
<td valign="top" width="108">36,824.22</td>
<td valign="top" width="108">24,180.16</td>
<td valign="top" width="95">20,613.71</td>
<td valign="top" width="95">2,753.84</td>
<td valign="top" width="95">475.82</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">ภาคใต้</td>
<td valign="top" width="108">20,247.68</td>
<td valign="top" width="108">14,679.62</td>
<td valign="top" width="95">22.40</td>
<td valign="top" width="95">704.81</td>
<td valign="top" width="95">2.62</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p>ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (รายปี) : (ตัน)</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="139"><strong>ปี</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลเล็ก</strong></td>
<td width="108"><strong>พริกขี้หนูผลใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกใหญ่</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกหยวก</strong></td>
<td width="95"><strong>พริกยักษ์</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2552</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2553</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="108">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
<td valign="top" width="95">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2554</td>
<td valign="top" width="108">97,151.20</td>
<td valign="top" width="108">277,071.66</td>
<td valign="top" width="95">53,627.00</td>
<td valign="top" width="95">6,637.06</td>
<td valign="top" width="95">131.14</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2555</td>
<td valign="top" width="108">333,256.58</td>
<td valign="top" width="108">230,706.36</td>
<td valign="top" width="95">49,462.65</td>
<td valign="top" width="95">7,446.49</td>
<td valign="top" width="95">300.33</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="139">2556</td>
<td valign="top" width="108">122,140.15</td>
<td valign="top" width="108">173,555.90</td>
<td valign="top" width="95">27,396.24</td>
<td valign="top" width="95">9,317.14</td>
<td valign="top" width="95">480.44</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>3: </strong>ราคาที่เกษตรกรขายได้ ปี 2555 (บาท/กิโลกรัม)</p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="width: 708px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="83"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="57"><strong>ม.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ก.พ.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มี.ค.</strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>เม.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>พ.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>มิ.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ก.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ส.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ก.ย.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>ต.ค.</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>พ.ย.</strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>ธ.ค.</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกขี้หนูสวน</td>
<td valign="top" width="57">121.33</td>
<td valign="top" width="52">83.31</td>
<td valign="top" width="51">49.87</td>
<td valign="top" width="52">60.17</td>
<td valign="top" width="51">43.61</td>
<td valign="top" width="52">28.23</td>
<td valign="top" width="51">36.58</td>
<td valign="top" width="51">62.00</td>
<td valign="top" width="52">44.70</td>
<td valign="top" width="52">35.52</td>
<td valign="top" width="52">37.43</td>
<td valign="top" width="51">29.23</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกใหญ่</td>
<td valign="top" width="57">23.55</td>
<td valign="top" width="52">31.21</td>
<td valign="top" width="51">38.55</td>
<td valign="top" width="52">18.69</td>
<td valign="top" width="51">22.06</td>
<td valign="top" width="52">31.87</td>
<td valign="top" width="51">22.73</td>
<td valign="top" width="51">21.55</td>
<td valign="top" width="52">19.90</td>
<td valign="top" width="52">31.94</td>
<td valign="top" width="52">46.40</td>
<td valign="top" width="51">45.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกยอดสน</td>
<td valign="top" width="57">39.29</td>
<td valign="top" width="52">46.31</td>
<td valign="top" width="51">31.97</td>
<td valign="top" width="52">29.07</td>
<td valign="top" width="51">32.81</td>
<td valign="top" width="52">29.53</td>
<td valign="top" width="51">29.00</td>
<td valign="top" width="51">39.68</td>
<td valign="top" width="52">33.93</td>
<td valign="top" width="52">29.77</td>
<td valign="top" width="52">29.17</td>
<td valign="top" width="51">31.00</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกหยวก</td>
<td valign="top" width="57">29.39</td>
<td valign="top" width="52">23.03</td>
<td valign="top" width="51">17.77</td>
<td valign="top" width="52">16.40</td>
<td valign="top" width="51">23.45</td>
<td valign="top" width="52">33.43</td>
<td valign="top" width="51">30.71</td>
<td valign="top" width="51">24.81</td>
<td valign="top" width="52">15.63</td>
<td valign="top" width="52">28.97</td>
<td valign="top" width="52">26.67</td>
<td valign="top" width="51">46.13</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">พริกจินดาเขียว</td>
<td valign="top" width="57">29.73</td>
<td valign="top" width="52">20.86</td>
<td valign="top" width="51">17.02</td>
<td valign="top" width="52">16.43</td>
<td valign="top" width="51">22.29</td>
<td valign="top" width="52">18.70</td>
<td valign="top" width="51">30.74</td>
<td valign="top" width="51">35.65</td>
<td valign="top" width="52">20.87</td>
<td valign="top" width="52">24.00</td>
<td valign="top" width="52">31.63</td>
<td valign="top" width="51">35.00</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: ตลาดสี่มุมเมือง</p>
<p><strong>สถานการณ์การตลาด การส่งออกและการนำเข้า</strong></p>
<p>ผลผลิตพริกส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ โดยราคาผลผลิตขึ้นกับช่วงเวลาที่พริกออกสู่ตลาด ช่วงเวลาที่ผลผลิตพริกออกสู่ตลาดมากที่สุดคือช่วงฤดูหนาวสำหรับพริกใหญ่ ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากภาคเหนือ ส่วนพริกขี้หนูผลใหญ่ออกสู่ตลาดมากมี 2 ช่วง ขึ้นกับพื้นที่ปลูก แต่ราคาจะต่ำเนื่องจากผลผลิตมีจำนวนมาก และเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่หากเกษตรกรขายผลผลิตเป็นผลสดในช่วงต้นฤดูจะได้ราคาสูงกว่า เนื่องจากผลผลิตยังมีน้อย และพริกช่วงต้นฤดูจะเป็นพริกที่มีคุณภาพดีที่สุด</p>
<p>ประเทศไทยส่งออกพริก ประมาณ15000 19000 ตัน โดยส่งออกพริกไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และ สหภาพยุโรป โดยประเทศมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าพริกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ประมาณ 70 % ของปริมาณส่งออกของพริกของไทยในทุกปี อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2552- 2556 ซึ่งปริมาณในการส่งออกขึ้นกับปริมาณการผลผลิตได้ในประเทศ สินค้าพริกที่ส่งออกประกอบด้วย พริกสดหรือแช่เย็น พริกบดหรือป่นเครื่องแกงสำเร็จรูป พริกแห้ง และซอสพริก โดยซอสพริกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกมากที่สุด ในปี 2555 ปริมาณและมูลค่าของซอสพริกที่ประเทศไทยคิดเป็น 50% ของพริกและผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยส่งออกทั้งหมด</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>4:</strong> ปริมาณและมูลค่าการส่งออกพริกของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<div align="center">
<table style="width: 656px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="111"><strong>ประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="108"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="115"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="67"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111"><strong>รวมทุกประเทศ</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>18,117</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>253</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>14,643</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>213</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>18,768</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>367</strong></td>
<td valign="top" width="67"><strong>16</strong><strong>,185</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>306</strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>15,725</strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>212</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">มาเลเซีย</td>
<td valign="bottom" width="60">14,456</td>
<td valign="bottom" width="48">83</td>
<td valign="bottom" width="60">12,298</td>
<td valign="bottom" width="48">73</td>
<td valign="top" width="60">9,636</td>
<td valign="top" width="48">61</td>
<td valign="top" width="67">10,224</td>
<td width="48">62</td>
<td valign="bottom" width="60">11,349</td>
<td valign="bottom" width="48">74</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">อินโดนีเซีย</td>
<td valign="bottom" width="60"></td>
<td valign="bottom" width="48"></td>
<td valign="bottom" width="60">73</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="top" width="60">2,460</td>
<td valign="top" width="48">68</td>
<td valign="top" width="67">123</td>
<td width="48">12</td>
<td valign="bottom" width="60">2,294</td>
<td valign="bottom" width="48">63</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">ญี่ปุ่น</td>
<td valign="bottom" width="60">104</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="bottom" width="60">124</td>
<td valign="bottom" width="48">13</td>
<td valign="top" width="60">48</td>
<td valign="top" width="48">4.5</td>
<td valign="top" width="67">737</td>
<td width="48">49</td>
<td valign="bottom" width="60">43</td>
<td valign="bottom" width="48">18</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">สหรัฐอเมริกา</td>
<td valign="bottom" width="60">47</td>
<td valign="bottom" width="48">4.1</td>
<td valign="bottom" width="60">44</td>
<td valign="bottom" width="48">4.5</td>
<td valign="top" width="60">166</td>
<td valign="top" width="48">23</td>
<td valign="top" width="67">158</td>
<td width="48">24</td>
<td valign="bottom" width="60">14</td>
<td valign="bottom" width="48">2.8</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="111">ออสเตรเลีย</td>
<td valign="bottom" width="60">35</td>
<td valign="bottom" width="48">2.3</td>
<td valign="bottom" width="60">20</td>
<td valign="bottom" width="48">1</td>
<td valign="top" width="60">123</td>
<td valign="top" width="48">13</td>
<td valign="top" width="67">61</td>
<td width="48">8</td>
<td valign="bottom" width="60">4</td>
<td valign="bottom" width="48">0.4</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>5</strong>: ปริมาณและมูลค่าการส่งออกพริกและผลิตภัณฑ์พริกของประเทศไทย (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 688px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="110"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="122"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="117"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="110"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="110"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="66"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="57"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="66"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="51"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกสดหรือแช่เย็น</td>
<td valign="top" width="66">15,229</td>
<td valign="top" width="57">114</td>
<td valign="top" width="66">12,457</td>
<td valign="top" width="51">93</td>
<td valign="top" width="59">12,797</td>
<td valign="top" width="51">138</td>
<td valign="top" width="59">14,536</td>
<td valign="top" width="51">197</td>
<td valign="top" width="59">12,886</td>
<td valign="top" width="59">128</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกบดหรือป่น</td>
<td valign="bottom" width="66">2,084</td>
<td valign="bottom" width="57">69</td>
<td valign="bottom" width="66">1,578</td>
<td valign="bottom" width="51">53</td>
<td valign="top" width="59">2,119</td>
<td valign="top" width="51">70.23</td>
<td valign="top" width="59">994</td>
<td valign="top" width="51">87.59</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">ซอสพริก</td>
<td valign="bottom" width="66">23,457</td>
<td valign="bottom" width="57">1,052</td>
<td valign="bottom" width="66">26,091</td>
<td valign="bottom" width="51">1214</td>
<td valign="top" width="59">28,147</td>
<td valign="top" width="51">1,409</td>
<td valign="top" width="59">29,345</td>
<td valign="top" width="51">1,397</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">เครื่องแกงสำเร็จรูป</td>
<td valign="bottom" width="66">10,636</td>
<td valign="bottom" width="57">1,115</td>
<td valign="bottom" width="66">12,342</td>
<td valign="bottom" width="51">1259</td>
<td valign="top" width="59">12,265</td>
<td valign="top" width="51">1,338</td>
<td valign="top" width="59">12,969</td>
<td valign="top" width="51">1,207</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="110">พริกแห้ง</td>
<td valign="bottom" width="66">925</td>
<td valign="bottom" width="57">92</td>
<td valign="bottom" width="66">403.69</td>
<td valign="bottom" width="51">55.29</td>
<td valign="top" width="59">582.58</td>
<td valign="top" width="51">60.92</td>
<td valign="top" width="59">988.23</td>
<td valign="top" width="51">73.26</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
<td valign="top" width="59">-</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p>แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกพริกค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกพืชผักทั้งหมด แต่พริกที่ประเทศไทยไทยผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งในบางฤดูกาลหรือบางปี ผลผลิตขาดแคลน ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ พริกนำเข้าเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาทดแทนพริกในการบริโภคที่ยังขาดอยู่ และนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์พริกอื่นๆ ประเทศไทยนำเข้าพริกเข้ามาทดแทน จากประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้เฉพาะที่มีรายงานอย่างเป็นทางการ ไม่นับรวมถึงพริกที่ลักลอบนำเข้ามาซึ่งค่อนข้างเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค และเสี่ยงต่อการเข้ามาของศัตรูพืชที่ไม่ผ่านตอนสุขอนามัย</p>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>6</strong>: ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าพริกของประเทศไทยกับประเทศคู้ค้าที่สำคัญ (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 697px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="112"><strong>ประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="123"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="112"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="112"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="116"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="120"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="64"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="52"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="63"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="54"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="55"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112"><strong>รวมทุกประเทศ</strong><strong></strong></td>
<td width="59"><strong>1,240</strong></td>
<td width="64"><strong>22</strong></td>
<td width="60"><strong>1,207</strong></td>
<td width="52"><strong>19</strong></td>
<td width="65"><strong>40,898</strong></td>
<td width="48"><strong>780</strong></td>
<td width="63"><strong>54,867</strong></td>
<td width="54"><strong>1,172</strong></td>
<td width="65"><strong>43,516</strong></td>
<td width="55"><strong>837</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">สาธารณรัฐประชาชนจีน</td>
<td width="59">94</td>
<td width="64">1.8</td>
<td width="60">184</td>
<td width="52">2.5</td>
<td width="65">9,641</td>
<td width="48">265</td>
<td width="63">11,130</td>
<td width="54">312</td>
<td width="65">11,877</td>
<td width="55">272</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">อินเดีย</td>
<td width="59"></td>
<td width="64"></td>
<td width="60"></td>
<td width="52"></td>
<td width="65">25,068</td>
<td width="48">398</td>
<td width="63">40,268</td>
<td width="54">664</td>
<td width="65">25,537</td>
<td width="55">390</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">เวียดนาม</td>
<td width="59">90</td>
<td width="64">0.7</td>
<td width="60">212</td>
<td width="52">2.2</td>
<td width="65">398</td>
<td width="48">10</td>
<td width="63">767</td>
<td width="54">12</td>
<td width="65">4,323</td>
<td width="55">75</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="112">มาเลเซีย</td>
<td width="59">8</td>
<td width="64">0.1</td>
<td width="60">56</td>
<td width="52">1.1</td>
<td width="65">122</td>
<td width="48">3</td>
<td width="63">4</td>
<td width="54">1.2</td>
<td width="65">2</td>
<td width="55">1.03</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>ตารางที่ 7</strong>: ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าพริกและผลิตภัณฑ์พริกของประเทศไทย (ปริมาณ:ตัน มูลค่า:ล้านบาท)</p>
<table style="width: 704px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="2" valign="top" width="106"><strong>ชนิด</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="124"><strong>2552</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="129"><strong>2553</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2554</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="119"><strong>2555</strong><strong></strong></td>
<td colspan="2" valign="top" width="107"><strong>2556</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="60"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="65"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="64"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="59"><strong>ปริมาณ</strong><strong></strong></td>
<td valign="top" width="48"><strong>มูลค่า</strong><strong></strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกสดหรือแช่เย็น</td>
<td valign="top" width="65">501</td>
<td valign="top" width="60">9</td>
<td valign="top" width="65">23.77</td>
<td valign="top" width="64">0.40</td>
<td valign="top" width="59">2,375</td>
<td valign="top" width="59">62,14</td>
<td valign="top" width="59">716.94</td>
<td valign="top" width="59">12.04</td>
<td valign="top" width="59">3,128</td>
<td valign="top" width="48">46.8</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกบดหรือป่น</td>
<td valign="bottom" width="65">2,084</td>
<td valign="bottom" width="60">69</td>
<td valign="bottom" width="65">922.56</td>
<td valign="bottom" width="64">84.57</td>
<td valign="top" width="59">905.75</td>
<td valign="top" width="59">93.30</td>
<td valign="top" width="59">3,996</td>
<td valign="top" width="59">172.56</td>
<td valign="top" width="59">2,788</td>
<td valign="top" width="48">116</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="106">พริกแห้ง</td>
<td valign="bottom" width="65">44,912</td>
<td valign="bottom" width="60">837</td>
<td valign="bottom" width="65">32,501</td>
<td valign="bottom" width="64">585.31</td>
<td valign="top" width="59">34,566</td>
<td valign="top" width="59">631.98</td>
<td valign="top" width="59">46,658</td>
<td valign="top" width="59">945.42</td>
<td valign="top" width="59">29,946</td>
<td valign="top" width="48">554</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ของการผลิตพริกของประเทศไทย</strong><strong></strong></p>
<p><strong>จุดแข็ง</strong><strong></strong></p>
<p>1. เป็นเครื่องเทศหลักที่มีความต้องการสูงภายในประเทศ และสำหรับต่างประเทศพริกและผลิตภัณฑ์พริกของไทยจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพในระดับพรีเมี่ยม ทั้งรูปลักษณ์ และรสชาติ มักถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ</p>
<p>2. มีลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะกับการปลูกและการเจริญเติบโต รวมถึงพริก</p>
<p>3. มีชนิด พันธุ์ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของการใช้ประโยชน์ในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเอื้อต่อการสร้างพันธุ์ใหม่ๆที่หลากหลาย และพันธุ์ส่วนใหญ่มีรสชาติที่เป็นที่ต้องการของตลาด</p>
<p>4. มีแหล่งรองรับวัตถุดิบ ทั้งวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน และ โรงงานแปรรูปภายในประเทศ ที่มีความต้องการผลผลิตจำนวนมาก</p>
<p>5. ผลผลิตสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ ทั้งเพื่อการบริโภคสด เป็นเครื่องปรุงรสหลากชนิด แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เวชภัณฑ์ และอาหารเสริม</p>
<p>6. ประเทศไทยมีมาตรฐานพืช (รวมถึงพริก) ได้แก่ GAP GMP HACCP ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p>
<p><strong>จุดอ่อน</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1. ความนิยมที่หลากหลายและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้การผลิตเป็นปริมาณน้อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละท้องถิ่น ไม่มีการผลิตเป็น mass ใหญ่</p>
<p>2. แรงงานในการเก็บเกี่ยวสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมด และแรงงานที่มีทักษะหายากขึ้น และไม่มีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน</p>
<p>3. ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ของสัตรูพริก เช่นเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย แมลง เพลี้ย และไร ทั้งนี้รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปเนื่องจากภาวะโลกร้อน</p>
<p>4. ผลผลิตที่มีคุณภาพมีน้อย ผลผลิตทั่วไปพบการตกค้างของสารเคมีเกินค่ามาตรฐานการส่งออก หรือการปนเปื้อนของศัตรูพืช และ/หรือ เศษชิ้นส่วน</p>
<p>5. เกษตรกรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานไปใช้ เท่าที่ควร</p>
<p>6. ขาดการบูรณาการภายในและระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินงานเรื่องพริก ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลพริกที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ 7. ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ยังขาดจิตสำนึกในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับราคาสินค้าที่ถูกกว่ามากกว่าสินค้าที่มีคุณภาพแต่มีจำเป็นจะต้องมีราคาสูงขึ้น</p>
<p><strong>โอกาส</strong><strong></strong></p>
<p>1. โรงงานแปรรูปผลผลิตพริกที่มีอยู่มากมาย และวิสาหกิจชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศยังมีความต้องการผลผลิตคุณภาพอยู่มาก</p>
<p>2. กระแสความนิยมอาหารที่ปลอดภัย และการรักษาสภาพแวดล้อม โดยไม่จำกัดด้านราคา มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการผลิตที่ปลอดภัย</p>
<p>3. อาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมากขึ้นๆ ทำให้มีความต้องการผลผลิตมากขึ้น</p>
<p><strong>อุปสรรค</strong><strong></strong></p>
<p>1. สารเคมี และ ปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง</p>
<p>2. เกษตรกรยังไม่เห็นประโยชน์และความสำคัญของการรวมกลุ่ม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐยังไม่มีสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกษตรกรตระหนักในเรื่องดังกล่าว ที่ส่งผลไปยังอำนาจในการต่อรองราคา</p>
<p>3. การเปิดเสรีทางการค้าทำให้ผลผลิตจากประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำ เข้ามาแข่งขันและมักได้เปรียบสินค้าจากประเทศไทยที่มีราคาสูงกว่า รวมถึงโอกาสที่จะสูญเสียเชื้อพันธุกรรมที่มีอยู่ได้ง่าย</p>
<p>4. สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และก่อให้เกิดศัตรูพืชใหม่ๆ</p>
<p><strong>ประเด็นปัญหาของพริก</strong><strong></strong></p>
<p>พริกแม้จะเป็นพืชผักแต่มีความซับซ้อนมากกว่าพืชผักอื่น และมีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิต ผู้รวบรวม โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก ไปจนถึงผู้บริโภค โดยปัญหาหลักสำคัญที่ควรแก้ไขเป็นลำดับแรกๆ คือ ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิตพริก พริกที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดในปริมาณที่เพียงพอ โดยไม่ต้องมีการนำเข้าพริกจากต่างประเทศที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคพริกและผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัญหาหลักนี้มีที่มาจากปัญหาย่อยๆ ต่อไปนี้</p>
<p>1. พันธุ์พริกที่มีอยู่เป็นพันธุ์พริกที่ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะท้องถิ่นซึ่งมีความหลากหลาย แต่พันธุที่ต้องการของพริกในตลาดส่งออกจะมี 2-3 พันธุ์ ซึ่งคุณลักษณะส่วนใหญ่ที่ตลาดต้องการมีอยู่ในพันธุ์พริกพื้นเมืองของไทย แต่จากการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองเป็นทอดๆ ทำให้ลักษณะที่ดีเสื่อมลงตามกาลเวลา ผลผลิตจึงน้อยลง อ่อนแอต่อโรค</p>
<p>2. เกษตรกรยังขาดการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ให้ได้พริกที่มีคุณภาพดี และปลอดภัย ที่มีอยู่ไปใช้ในการปฎิบัติจริง ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ออกสู่ตลาดยังเป็นผลผลิตที่มีปัญหาสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน การปนเปื้อนของเชื้อโรค หรือชิ้นส่วนของแมลง</p>
<p>3. ปริมาณผลผลิตพริกไม่สม่ำเสมอ และไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากพริกจะให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากที่สุดในฤดูหนาว ทำให้ผลผลิตล้นตลาด แต่ผลผลิตน้อยในช่วงฤดูฝน เนื่องจากการเข้าทำลายของโรคในฤดูดังกล่าว นอกจากนั้นอาจเกิดจากปัญหาการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ผลิตและตลาดที่ทำให้ไม่ทราบว่า ณ เวลาใดมีผลผลิตพริกที่ต้องการอยู่ที่ใด มีปริมาณเท่าไร หรือในทางกลับกัน ผู้ผลิตไม่ทราบว่าตลาดมีความต้องการพริกชนิดใด เวลาใด และเท่าใด</p>
<p>4. ปริมาณผลผลิตพริกลดลง และคุณภาพพริกด้อยลงสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมได้ในสภาพแปลงปลูกเดิม ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น ใช้สารเคมีมากขึ้นเนื่องจากเกิดศัตรูใหม่เพิ่มขึ้น ศัตรูเดิมต้านทานยาขึ้น</p>
<p>5. ผลผลิตในฤดูกาลปกติของพริกที่มีคุณภาพดีมีมากเกินความต้องการของตลาด แต่ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้พริกเป็นวัตถุดิบค่อนข้างน้อยชนิด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกระจายผลผลิตสู่ตลาดได้ ประกอบกับค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวมีราคาแพง หากราคาไม้คุ้มทุน เกษตรกรจะเลือกการปล่อยผลพริกคาต้น ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และยังอาจเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับศัตรูพืชให้มีอาหารเพื่อการดำรงชีพ หรือเกษตรกรเลือกที่จะเก็บเกี่ยวแต่ยังขาดวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เหมาะสม ผลผลิตที่ดีจากแปลงปลูกอาจจะมีคุณภาพด้อยลงได้</p>
<p>6. แม้ผลผลิตพริกของไทยเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในบางฤดูหากพริกที่ตลาดต้องการมีไม่เพียงพอ จะมีการนำเข้าพริกจากต่างประเทศทั้งที่ถูกต้อง และการลักลอบนำเข้า ซึ่งมักมีราคาถูกกว่า แต่ไม่มีหลักประกันด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต</p>
<p>7. กระบวนการในการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับเพื่อให้สินค้าที่วางตลาดมีคุณภาพและความปลอดภัยยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ขาดกระบวนการและขั้นตอนที่ปฏิบัติได้สะดวก ทำให้สินค้าปกติ กับสินค้าคุณภาพได้ค่าตอบแทนเท่ากัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4802">บทสรุปผู้บริหารพริก</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4802</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4785</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4785#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2015 03:18:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ย-ฮ]]></category>
		<category><![CDATA[สับปะรด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4785</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด การวิเคราะห์SWOT Analysis ก.จุดแข็ง (Stength) 1.สภาพพื้นที่ ลักษณะดิน และภูมิอากาศ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสับปะรด 2.เกษตรกรมีความรู้และประสบการณ์การปลูกสับปะรดอย่างดี 3.มีเทคโนโลยีการผลิตสามารถบังคับให้ออกดอกได้ 4.มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตที่ค่อนข้างเข้มแข็งในรูปสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง 5.ผลผลิตมีปริมาณเพียงพอในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก 6.มีโรงงานแปรรูปที่สามารถรองรับวัตถุดิบได้เพียงพอและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก 7.โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต สะดวกในการขนส่ง 8.แรงงานมีทักษะและความชำนาญ ข.จุดอ่อน(Weakness) 1.มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากที่ไม่มีการรวมกลุ่ม ขาดแคลนเงินทุนรวมทั้งไม่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (contract farming) ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคา 2.พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิตต่ำ ส่วนพันธุ์บริโภคสดอายุเก็บรักษาสั้น 3.ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปลอดโรคและให้ผลผลิตต่อไร่สูง 4.การขนส่งสับปะรดจากแหล่งผลิตไปสู่โรงงานยังไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเสียหาย 5.ผลผลิตป้อนโรงงานไม่สม่ำเสมอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ 6.โรงงานส่วนหนึ่งมีขนาดเล็ก ขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน 7.เกษตรกรและโรงงานแปรรูปยังขาดความร่วมมือในการวางแผนการผลิตและการร่วมใจในการแก้ไขปัญหา 8.การขยายการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมและไม่มีโรงงานรองรับ ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ 9.โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ส่งออกผ่านนายหน้า ในตราสินค้าของลูกค้า ทำให้ยากต่อการขยายตลาดใหม่ 10.ขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า 11. ขาดวิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออกสับปะรดผลสดที่เหมาะสม ข.โอกาส(Opportunity) 1. ผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดโลก 2. การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) เป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ 3. ผลิตภัณฑ์แปรรูปมีความหลากหลายในด้านขนาดบรรจุ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการ 4. การยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti Dumping) [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4785">บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</strong></p>
<p><strong>การวิเคราะห์</strong><strong>SWOT Analysis</strong></p>
<p><strong>ก.จุดแข็ง (Stength)<span id="more-4785"></span></strong></p>
<p>1.สภาพพื้นที่ ลักษณะดิน และภูมิอากาศ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสับปะรด<br />
2.เกษตรกรมีความรู้และประสบการณ์การปลูกสับปะรดอย่างดี<br />
3.มีเทคโนโลยีการผลิตสามารถบังคับให้ออกดอกได้<br />
4.มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตที่ค่อนข้างเข้มแข็งในรูปสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง<br />
5.ผลผลิตมีปริมาณเพียงพอในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก<br />
6.มีโรงงานแปรรูปที่สามารถรองรับวัตถุดิบได้เพียงพอและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก<br />
7.โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต สะดวกในการขนส่ง<br />
8.แรงงานมีทักษะและความชำนาญ</p>
<p>ข.<strong>จุดอ่อน</strong><strong>(Weakness)</strong></p>
<p>1.มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากที่ไม่มีการรวมกลุ่ม ขาดแคลนเงินทุนรวมทั้งไม่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (contract farming) ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคา</p>
<p>2.พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิตต่ำ ส่วนพันธุ์บริโภคสดอายุเก็บรักษาสั้น</p>
<p>3.ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปลอดโรคและให้ผลผลิตต่อไร่สูง</p>
<p>4.การขนส่งสับปะรดจากแหล่งผลิตไปสู่โรงงานยังไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเสียหาย</p>
<p>5.ผลผลิตป้อนโรงงานไม่สม่ำเสมอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ</p>
<p>6.โรงงานส่วนหนึ่งมีขนาดเล็ก ขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน</p>
<p>7.เกษตรกรและโรงงานแปรรูปยังขาดความร่วมมือในการวางแผนการผลิตและการร่วมใจในการแก้ไขปัญหา</p>
<p>8.การขยายการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมและไม่มีโรงงานรองรับ ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ</p>
<p>9.โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ส่งออกผ่านนายหน้า ในตราสินค้าของลูกค้า ทำให้ยากต่อการขยายตลาดใหม่</p>
<p>10.ขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า<br />
11. ขาดวิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออกสับปะรดผลสดที่เหมาะสม</p>
<p>ข.<strong>โอกาส</strong>(<strong>Opportunity</strong><strong>)</strong></p>
<p>1. ผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดโลก</p>
<p>2. การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) เป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์</p>
<p>3. ผลิตภัณฑ์แปรรูปมีความหลากหลายในด้านขนาดบรรจุ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการ</p>
<p>4. การยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti Dumping) ของสหรัฐอเมริกาทำให้ราคาสับปะรดกระป๋องของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้</p>
<p>ค.<strong>อุปสรรค</strong><strong>(Threat)</strong></p>
<p>1. ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ยเคมี สารเคมี และค่าจ้างแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น</p>
<p>2. การปลูกสับปะรดขึ้นกับปัจจัยสภาพดินฟ้าอากาศ ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตไม่แน่นอนในแต่ละปี</p>
<p>3. ขาดแคลนแรงงาน ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ</p>
<p>4. ต้นทุนการผลิตสับปะรดกระป๋องของไทยสูงกว่าคู่แข่ง</p>
<p>5. ตลาดหลักของผลิตภัณฑ์สับปะรดได้แก่สหภาพยุโรป และสหรัฐฯประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์สับปะรดลดลง</p>
<p>6. ตลาดสับปะรดผลสด มีฟิลิปปินส์เป็นผู้ส่งออกสำคัญและมีความได้เปรียบทั้งด้านภูมิประเทศและการบริหารจัดการในรูปของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพและมีความสม่ำเสมอ</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4785">บทสรุปผู้บริหารสับปะรด</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4785</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=4759</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=4759#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Dec 2015 10:03:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสรุปผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ก-ณ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไข่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=4759</guid>
		<description><![CDATA[<p>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่ ปัจจุบันกล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ จีน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยในปี 2555 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 74,000 ไร่ผลผลิต 172,587 ตัน ส่งออก 15,502 ตัน จากผลการศึกษาของ Sangudom (2013) เรื่องการจัดการการผลิตและการจัดการคุณภาพในโซ่อุปทานการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกในแหล่งผลิตที่สำคัญ 2 แหล่งคือภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี และภาคเหนือจังหวัดสุโขทัย พบว่าในโซ่อุปทานของกล้วยไข่จังหวัดจันทบุรีประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เกษตรกร ผู้รวบรวม(ล้ง) และผู้ส่งออก ส่วนของจังหวัดสุโขทัยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ เกษตรกร และผู้ส่งออก และทั้ง 2 แหล่ง เกษตรกรได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ผลผลิตตกเกรด 30-40% และจำนวนเกษตรกรเข้าระบบ GAP น้อย สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตไม่ได้มาตรฐานมีทั้งตำหนิที่ผิว(15-30%) โรคและแมลง(5-20%) ขนาดหวีเล็ก(10-30%) อายุเก็บเกี่ยวอ่อนหรือแก่เกินไป(5-10%) การชอกช้ำหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง(5-10%) นอกจากนี้ขั้นตอนการปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยวบางประการและการจัดการของโรงคัดบรรจุไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตตกเกรดต่ำกว่าราคาผลผลิตที่ได้มาตรฐาน [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันกล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ จีน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยในปี 2555 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 74,000 ไร่ผลผลิต 172,587 ตัน ส่งออก 15,502 ตัน <span id="more-4759"></span> จากผลการศึกษาของ Sangudom (2013) เรื่องการจัดการการผลิตและการจัดการคุณภาพในโซ่อุปทานการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกในแหล่งผลิตที่สำคัญ 2 แหล่งคือภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี และภาคเหนือจังหวัดสุโขทัย พบว่าในโซ่อุปทานของกล้วยไข่จังหวัดจันทบุรีประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เกษตรกร ผู้รวบรวม(ล้ง) และผู้ส่งออก ส่วนของจังหวัดสุโขทัยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ เกษตรกร และผู้ส่งออก และทั้ง 2 แหล่ง เกษตรกรได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ผลผลิตตกเกรด 30-40% และจำนวนเกษตรกรเข้าระบบ GAP น้อย สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตไม่ได้มาตรฐานมีทั้งตำหนิที่ผิว(15-30%) โรคและแมลง(5-20%) ขนาดหวีเล็ก(10-30%) อายุเก็บเกี่ยวอ่อนหรือแก่เกินไป(5-10%) การชอกช้ำหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง(5-10%) นอกจากนี้ขั้นตอนการปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยวบางประการและการจัดการของโรงคัดบรรจุไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตตกเกรดต่ำกว่าราคาผลผลิตที่ได้มาตรฐาน 8-10 เท่า นอกจากนี้พบว่าในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการสูงมีปริมาณผลผลิตน้อย และพบว่าต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง โดยเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีและสุโขทัย มีต้นทุนการผลิต 19,100 และ 21,720 บาท/ไร่ ตามลำดับ โดยเป็นต้นทุนด้านปัจจัยการผลิต 9,100 และ 10,700 บาท/ไร่ ด้านแรงงาน 6,500 และ 9,020 บาท/ไร่ และต้นทุนด้านอื่นๆ 3,500 และ 2,000 บาท/ไร่</p>
<p><strong>บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</strong></p>
<p><strong> ด้านการผลิต</strong> ปัจจุบันการผลิตกล้วยไข่ของประเทศไทยมี 2 ระบบคือการปลูกเป็นพืชเดี่ยว และการปลูกเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล ทั้งสวนเดิมและสวนปลูกใหม่ปรือปลูกแซมในระยะเริ่มแรกของการปลูกปาล์มหรือ ยางพารา ซึ่งในช่วงที่ตลาด(จีน) มีความต้องการสูงจะอยู่ในช่วงตั้งแต่เดือน ธันวาคม-เมษายน ช่วงดังกล่าวเกษตรกรมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทั้งจากสภาพอากาศร้อน ปริมาณน้ำจำกัด รวมทั้งต้นที่ปลูกมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ นอนว่าหน่อที่ปลูกจะให้ผลผลิตเมื่อไร ซึ่งความสม่ำเสมอของหน่อพันธุ์และหรือต้นพันธุ์ พบว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออายุการให้ผลผลิต ซึ่งในการปลูกกล้วยไข่ปัจจุบันเกษตรกรนิยมขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ ประเด็นปัญหาคือความสมบูรณ์และขนาดหน่อไม่สม่ำเสมอ ทำให้การเจริญเติบโตและการออกเครือไม่พร้อมกัน ทำให้การกระจายการผลิต การจัดการคุณภาพ การปฎิบัติงานในแปลงต้องทำหลายครั้ง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และไม่สามารถจัดการให้ผลผลิตออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับในต่างประเทศที่ปลูกกล้วยเป็นการค้านิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อ ซึ่งทำได้ปริมาณมากและเวลารวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้ต้นพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรค สำหรับประเทศไทย เบญจมาศ และคณะ(2551) ได้ปรับปรุงพันธุ์กล้วยไข่โดยการฉายรังสีและได้กล้วยไข่พันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 และได้ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งในช่วงแรกต้นพันธุ์จะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหน่อพันธุ์ กล้วยไข่กำแพงเพชร อีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ได้ปริมาณมากกว่าการใช้หน่อ พันธุ์และได้ต้นสม่ำเสมอคือการขยายพันธุ์โดยการผ่าหน่อ ประนอม(2552) ทดลองขยายพันธุ์กล้วยไข่โดยการผ่าหน่อออกเป็นสี่ส่วน(ไม่ให้โดนตาที่เป็นจุด เจริญ) แล้วนำไปจุ่มสารป้องกันเชื้อราแล้วนำไปชำในถุง หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน สามารถนำไปปลูกในแปลงได้ ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและกระจายการผลิตในช่วงที่ตลาดต้องการ โดยใช้หน่อพันธุ์แบบต่างๆจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่มีความจำเป็นในการเพิ่ม ศักยภาพการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออก ด้านการหักล้มของกล้วยโดยเฉพาะในช่วงที่กล้วยออกเครือมีการศึกษาทั้งด้าน ความลึกในการปลูก การตัดต้นที่ระดับต่างๆ การปลูกแซมในสวนซึ่งสามารถลดการหักล้มได้ นอกจากนี้การใช้สารชะลอการเจริญเติบโตให้ต้นกล้วยเตี้ยลง Padhye และ Graninger (2009) ใช้สารพาโคลบิวทราโวล (30-90 ppm.)และยูนิโคลนาโซล(3-9 ppm.) กับกล้ากล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หลังลงปลูก 4 สัปดาห์สารทั้ง 2 ชนิดสามารถลดความสูงของกล้วยโดยสูงน้อยกว่า control 38-50 และ 31-32% ตามลำดับ โดยอัตราความเข้มข้นสูงจะลดความสูงกล้วยได้ดีกว่าอัตราความเข้มข้นต่ำ ดังนั้นการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วย ป้องกันการหักล้มของกล้วยไข่ในแปลงปลูกได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านเทคโนโลยีการผลิต</strong> จากการศึกษาของ Sangudom (2013) พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าระบบ GAP ไม่มีการวิเคราะห์ดินและจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสม โดยพบว่าต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกประมาณ 66 75% ของต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตโดยเป็นค่าปุ๋ยคอก 19-33% ปุ๋ยเคมี 33-57% รวมทั้งมีการใส่ปุ๋ยค่อนข้างถี่โดยเฉพาะเกษตรกร จ.สุโขทัยใส่ปุ๋ย 15-25 ครั้ง/รอบการผลิต ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและ/หรือลดจำนวนครั้งและปริมาณการใส่ ปุ๋ย ซึ่ง อิทธิสุนทร(2552) การให้ปุ๋ยในระบบน้ำเป็นการให้ปุ๋ยที่มีความสม่ำเสมอและเพิ่มประสิทธิภาพการ ใช้ปุ๋ยของพืช ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ทางดิน 10-50% ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งด้านปริมาณ คุณภาพและช่วยลดต้นทุนการผลิต ชูชาติ(2552) ศึกษาความต้องการกล้วยไข่ตลอดฤดูปลูกพบว่ามีความต้องการธาตุไนโตรเจนไม่น้อย กว่า 60 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 15 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 190 กรัม/ต้น และเพื่อชดเชยธาตุอาหารบางส่วนที่สูญเสียไปหรือไม่เป็นประโยชน์เนื่องจากถูก ตรึงไว้ในดิน ถูกชะล้าง จึงควรให้ไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้นและโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น โดย 70-75% ของปริมาณธาตุอาหารถูกใช้ในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น และ 25-30% ถูกใช้ในระยะการให้ผลผลิตและแนะนำการใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วนคือครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้ง 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้ง 3 หลังปลูก 5-6 เดือนและครั้งสุดท้ายระยะการให้ผลผลิตคือประมาณ 7 เดือนหลังปลูก อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของกล้วยคือปัจจัย ด้านน้ำ Hallu et al. (2013) กล้วยที่ขาดน้ำส่งผลต่อการเจริญเติบโต การออกเครือช้าและอายุเก็บเกี่ยวช้ารวมทั้งลดขนาดของเครือและขนาดของผล ซึ่งการให้น้ำส่วนมากจะให้ในฤดูแล้งหรือหมดฝน เบญจมาศและคณะ(2551) การให้น้ำของกล้วยไข่โดยใช้สูตร= K Epan Area โดย K =สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของกล้วยไข่ (= 1 ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย) Epan = ค่าระเหยน้ำจากถาดระเหย class A-plan โดยทั่วไปการระเหยของน้ำจะอยู่ในช่วงเฉลี่ย 3.5-6 มิลลิเมตร/วัน Area= พื้นที่ดินใต้ทรงพุ่มกล้วย(3.14 0.25 0.25 ตารางเมตร) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำและจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ให้น้ำโดยใช้ระบบให้น้ำตามร่อง(furrow) เช่นที่สุโขทัย ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงและสิ้นเปลืองน้ำมาก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากการศึกษาการให้น้ำแบบ mini sprinkle ร่วมกับ mist spray ในช่วงแล้งจะช่วยให้กล้วยไข่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี (ทวีศักดิ์และคณะ, 2556) นอกจากนี้การเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและกักเก็บน้ำของดินจะช่วยส่งเสริม การเจริญเติบโตของกล้วย ซึ่งการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินทำได้หลายวิธีทั้งการคลุมโคน การใช้พลาสติกคลุมดิน และในปัจจุบันมีการนำสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่หรือเรียกสารอุ้มน้ำมาใช้ในทางการเกษตร เพื่อเพิ่มการดูดซับและกักเก็บน้ำของดินโดยการดูดน้ำจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 นาทีจะดูดซับน้ำได้ 200-400 เท่า เช่นการใช้ผสมกับดินในอัตรา 5 กรัม/ดิน 1 ลิตร ทำให้ดินสามารถดูดซับน้ำได้เพิ่มขึ้น27-38%โดยขึ้นกับชนิดของดินและช่วย เพิ่มขีดความสามารถในการดูดยึดธาตุอาหาร มีผลทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดี ลดการให้น้ำรวมถึงแรงงาน ทดลองใช้สารนี้ร่วมกับการปลูกข้าวโพดในสภาวะแล้งขาดน้ำโดยใช้ 30 kg/ha ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ดังนั้นจึงควรนำมาศึกษากับการปลูกกล้วยร่วมกับวิธีการอื่นๆซึงจำเป็นอย่าง มากโดยในฤดูแล้งที่กล้วยต้องการน้ำมาก ปริมาณน้ำมีจำกัด แต่ช่วงดังกล่าวผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ตลาดมีความต้องการมาก จึงมีผลทำให้ราคาผลผลิตสูง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการศัตรูพืช </strong>การ ปลูกกล้วยไข่เพื่อส่งออก จำเป็นต้องมีการดูแลแปลงอย่างดีเพื่อให้ต้นสมบูรณ์ปราศจากการทำลายของโรคและ แมลง และเมื่อกล้วยออกเครือ การควบคุมไม่ให้ผิวผลกล้วยถูกทำลายจากโรคและแมลงนับว่ามีความสำคัญยิ่ง โรคที่สำคัญในระยะการเจริญเติบโตของกล้วยได้แก่โรคใบจุดซิกาโตก้าสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา <em>Pseudocerospora musae </em>การป้องกันโดยการตัดใบที่เป็นโรคออกนำไปเผาทำลายและพ่นสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนโรคที่เกิดกับผลคือโรคโคนหวีเน่า เกิดจากเชื้อรา <em>Colletotrichum musae</em> และ <em>Fusarium </em>spp. มักพบในช่วงที่เก็บเกี่ยวและกล้วยอยู่ในระยะสุกแก่ การป้องกันกำจัดเริ่มตั้งแต่ดูแลสวนให้สะอาด โรงคัดบรรจุและกล่องบรรจุต้องสะอาด หลังการเก็บเกี่ยวจุ่มผลในสารละลายไธอะเบนดาโซลหรืออิมาซาริล อีกโรคที่สำคัญคือโรคแอนแทรคโนสบนผล เกิดจากเชื้อรา <em>Colletotrichum musae</em> การป้องกันพ่นสารเคมีในช่วงออกปลี รวมทั้งดูแลแปลงให้สะอาด(ชาตรีและคณะ, 2552) ส่วนแมลงที่สำคัญที่ทำลายผิวผลคือเพลี้ยไฟ เข้าทำลายตั้งแต่ระยะออกปลี ดูดกินบริเวณกาบปลี ทำให้เกิดอาการด่างลาย ดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อนทำให้ผิวผลเสียหายโดยอาการจะปรากฏชัดเมื่อผลโตขึ้น มีอาการเป็นจุดนูนสีน้ำตาล ทำให้ผลผลิตตกเกรด สภาพอากาศร้อนชื้นและมีร่มเงาเหมาะกับการแพร่ระบาด การป้องกันพ่นด้วยฟอสร์ หรืออิมิดาคลอพริค 3 ครั้งตั้งแต่ระยะเริ่มแทงปลีห่างกัน 7 กัน(จริยา, 2552) และจากผลการศึกษาการจัดการแปลงกล้วยไข่ของเกษตรกรจังหวัดสุโขทัยและจันทบุรี ของ Sangudom (2013) พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่พ่นสารเคมีในการป้องกันการทำลายของแมลง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายจากโรคและแมลง 5-20% ดังนั้นการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสียหายดังกล่าวและเพิ่ม เปอร์เซ็นต์ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว </strong>จาก ผลการศึกษาของ Sangudom (2013) พบว่าในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของจังหวัดสุโขทัย ผู้ส่งออกจะมารับซื้อผลผลิตจากสวนเกษตรกร และดำเนินการในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวที่สวนของเกษตรกร พบว่าในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยววัสดุอุปกรณ์บางอย่างไม่เหมาะสมและขาด สิ่งอำนวยความสะดวกในการปฎิบัติ เกิดความสูญเสียต่อผลผลิต ส่วนจังหวัดจันทบุรี เกษตรกรจะนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาขายที่ล้งรับซื้อ และล้งรับซื้อจะดำเนินการในขั้นตอนของหลังการเก็บเกี่ยวจนกระทั่งบรรจุกล่อง และขนส่งไปส่งบริษัท/ตู้คอนเทรนเนอร์ของผู้รับซื้อ ซึ่งก็พบว่าการจัดการบางประการไม่เหมาะสมเช่นกัน เช่นภาชนะที่ใช้ล้างขนาดเล็ก ทำให้เกิดการชอกช้ำที่ผิวผลิตผลได้ วิธีการปฎิบัติของล้ง/บริษัทฯไม่เหมือนกัน เช่นการใช้สารป้องกันเชื้อราจุ่มหวีผลในน้ำสุดท้ายของการทำความสะอาด รวมทั้งชนิดและอัตราก็แตกต่าง จากข้อมูลของ สวพ. 6 พบปัญหาสารตกค้างในกล้วยไข่เนื่องจากการใช้คาร์เบนดาซิมในอัตราที่มากเกินไป ซึ่งโรคที่สำคัญหลังการเก็บเกี่ยวคือโคนหวีเน่า(crown rot) เชื้อนี้จะเข้าในระยะที่ผลอ่อนในแปลงปลูกและจะแสดงเมื่อสุก(Gonzale-Aguilar et al., 2003) ส่วนใหญ่จะจุ่มด้วยสารเคมี โปรคลอราซและ อิมาซาริส(Aked et al., 2001) ปัจจุบันบางประเทศผู้นำเข้าเข้มงวดขึ้น บางประเทศไม่อนุญาตการใช้สารเคมีในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว(Maobool et al., 2010) ซึ่งมีการทดลองใช้ hot water treatment(HWT) โดยจุ่มในน้ำร้อน ที่ 50 องศาเซลเซียสแล้วจุ่มในน้ำที่ 25 องศาเซลเซียส 30 นาที ช่วยยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่(Srilaong and Photchanachai, 2011) นอกจากนี้การใช้กรรมวิธีร่วมระหว่างสารเคมีโดยลดอัตราการใช้สารเคมี + HWT (Schina et al., 2000) นอกจากนี้มีการใช้ cinnamon oil 0.3-0.4% สามารถชะลอการเกิดโรคแอนแทรคโนสของกล้วย(Maqbool et al., 2010) บุญญวดี(2557) ใช้ potassium sorbate 500 มล/ก จุ่มนาน 5นาที สามารถช่วยควบคุมโรคหวีเน่าของกล้วยหอม นอกจากนี้ปัจจุบันมีการนำโอโซนซึ่งคุณสมบัติในการเป็นตัวออกซิไดซ์อย่าง แรง มีความว่องไวในการทำปฎิกริยาเคมีและสลายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารพิษตกค้าง มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่เหนือกว่าสารเคมีจำพวกคลอรีน คลอรีนไดออกไซด์ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หลายประเทศในยุโรปได้มีการเลือกใช้ก๊าซโอโซนแทนสารเคมีดังกล่าว กลไกในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์เกิดได้ 2 ลักษณะคือ โมเลกุลของโอโซนเข้าทำปฎิกริยาโดยตรงกับสารเคมีที่มีอยู่ในเซลล์จุลินทรีย์ และอนุมูลตัวกลางอิสระที่เกิดขึ้นเป็นตัวเข้าทำลาย โดยสามารถเข้าทำลายเซลล์เมมเบรน ไซโตพลาสซึม โปรตีน และชั้นของไขมันในเซลล์จุลินทรีย์และเกิดการจับตัวเป็นก้อนของโปรตีนทำให้ เซลล์แตก หรือเข้าทำลายระบบหายใจของเซลล์จุลินทรีย์ ลักษณะที่ 2 โอโซนสามารถทำลายเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับ DNAและ RNA ของเซลล์จุลินทรีย์(จารุณี, 2547) Whangchai <em>et al.</em> (2006) พบว่าการให้ก๊าซโอโซนร่วมกับกรดออกซาลิก สามารถลดการเกิดโรคของผลลำไยหลังการเก็บเกี่ยวได้ ดวงธิดา และคณะ(2549) การจุ่มผลเงาะในน้ำโอโซนความเข้มข้น 0.5 ppm นาน 15 นาทีสามารถลดปริมาณเชื้อราที่ผิวผลได้ 74.6% การรมลำไยด้วยโอโซนความเข้มข้น 200 ppm ร่วมกับการแช่ในกรดออกซาลิกหรือกรดซิตริกความเข้มข้น 5% ให้ผลดีในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสีน้ำตาลและกิจกรรมของเอนไซม์ PPO และสามารถควบคุมการเกิดโรคได้ดี(กานดา, 2006) ดวงธิดาและคณะ(2549) การจุ่มผลเงาะในน้ำโอโซนความเข้มข้น 0.3 ppm นาน 15 นาทีสามารถลดปริมาณเชื้อราที่ผิว 79.2%</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ด้านการเก็บรักษา</strong>พบ ว่า การเก็บรักษากล้วยไข่ในถุงพลาสติก PE(poly-ethylene)และ LDPE(low-density poly-ethylene)ร่วมกับการใช้สารดูดซับเอทธิลีน สามารถเก็บรักษาได้นาน 8 และ6 สัปดาห์ตามลำดับ แต่พบปัญหาด้านโรคหลังการเก็บเกี่ยวและมีผลบางส่วนสุกเล็กน้อย(Sangudom, 2013)นอกจากนี้ในขั้นตอนการล้างทำความสะอาดภาชนะที่ใช้ไม่เหมาะสม ไม่มีวิธีการทำให้ผลิตผลแห้งก่อนการบรรจุและไม่มีการลดความร้อนในผลิตผล หลังเสร็จสิ้นการบรรจุ(cold chain) ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษา เนื่องจากผลกล้วยต้องอยู่ในสภาพไม่สุกเมื่อถึงตลาดปลายทาง สิ่งต่างๆเหล่านี้ถ้าได้รับการพัฒนาจะช่วยลดการสูญเสียของผลผลิต และช่วยรักษาคุณภาพผลผลิตได้ นอกจากนี้ไม่มีระบบการทำสัญญาการซื้อขาย ทำให้ไม่สามารถวางแผนการจัดการได้ ทำให้ต้องเสียเวลานานในการรวบรวมผลิตผล-ขนส่งไปยังจุดรับของบริษัทฯ ทำให้ต้นทุนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวสูง เกรียงไกรและคณะ(2554) ศึกษาเวลาและต้นทุนในกระบวนการเก็บเกี่ยว-คัดบรรจุ-ขนส่งไปยังจุดรับของ บริษัทฯ พบว่าใช้เวลาประมาณ 11.10 นาที/กล่อง และถ้าบรรจุกล่อง/วันได้น้อยจะมีต้นทุนสูงเช่นบรรจุ 50 กล่อง/วัน มีต้นทุนดำเนินการ/กล่อง 40.20 บาท ถ้าบรรจุ 400 กล่อง/วัน ต้นทุน 5.03 บาท/กล่อง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน</strong> นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการช่วยให้สินค้าออกจากมือผู้ผลิตจนไป ถึงมือผู้บริโภคให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ธนัญญา (2554) ศึกษาระบบโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสับปะรด ซึ่งในระบบต้องอาศัยการเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ คือเกษตรกร แผงผู้รวบรวม และโรงงานแปรรูป โดยแต่ละหน่วยต้องรู้จักคำว่า SCOR model คือ การวางแผน(plan) การจัดหาแหล่ง(Source) การผลิต(Make) การจัดส่ง(Delivery) และการส่งคืนสินค้า(Return) ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ การสั่งซื้อ การวางแผน การผลิต การจัดลำดับการผลิต การจัดสรรกำลังคน กำลังการผลิต การจัดการโกดังสินค้า จนกระทั่งการจัดการขนส่งไปถึงมือลูกค้า การจัดการขายและบริการลูกค้า ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรบน Supply chain ที่ทำให้วัตถุดิบทั้งหมดกลายเป็นสินค้า(finished product) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหากสามารถจัดการระบบโซ่อุปทานให้เกิดประสิทธิภาพ จะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำ กรณีของกล้วย พบว่าประเทศผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ของโลกเช่นเอควาดอร์ คอสตราริก้า ฟิลลิบปินส์ มีการดำเนินการโดยบริษัทฯส่งออกรายใหญ่ของโลกซึ่งมีระบบการจัดการโลจิสตกส์ และโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มีการวางแผนการผลิต การควบคุมการผลิต การทำ contract farming การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการขนส่งไปตลาดปลายทาง ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ลดการสูญเสีย และได้รับผลตอบแทนอย่างดี ส่วนตัวอย่างที่ดีของไทยคือ การส่งออกกล้วยหอมทองไปประเทศญี่ปุ่น ของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า 20 ปีเช่นกัน(Chanadee et al., 2011)</p>
<p><strong> </strong>จากการวิเคราะห์ SWOT พบว่า</p>
<p>1.กล้วยไข่มีจุดแข็ง(strengths)</p>
<p>- รสชาติดี มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p>- สามารถจัดการให้มีผลผลิตออกในช่วงเวลาความต้องการของตลาด</p>
<p>- ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>2.จุดอ่อน(weakness)</p>
<p>- บางช่วงผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด</p>
<p>- สายพันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้ามีเพียง1สายพันธุ์</p>
<p>- เปลือกบาง อายุการเก็บรักษาสั้นไม่ทนทานการขนส่ง โดยเฉพาะตลาดไกลที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งนานมีผลต่อคุณภาพ</p>
<p>- ผลผลิตต่ำ ต้นหักล้มง่าย</p>
<p>3.โอกาส(opportunities)</p>
<p>- ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการอยู่มาก</p>
<p>- สภาพภูมิประเทศเหมาะสมและสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้เพิ่มขึ้น</p>
<p>- กล้วยไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ตลาดมีความต้องการจึงควรมีการส่งเสริมการบริโภคและสร้าง band ของกล้วยไทย</p>
<p>4.อุปสรรค(threats)</p>
<p>- ผลผลิตออกกระจุกตัว</p>
<p>- ผลผลิตเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น วาตภัย แล้ง</p>
<p>- การคัดเกรดตามมาตรฐานของผู้รับซื้อ</p>
<p>- ราคาไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูง</p>
<p>- ขาดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง</p>
<p>- ขาดวางแผนการผลิตที่สอดคล้องความต้องการตลาด</p>
<p>- ขาดข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด รวมทั้งขาดความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายในโซ่อุปทานการผลิต</p>
<p>กล้วยไข่ มาตรฐานน้ำหนักหวี 700-800 กรัม ผลผลิตต่อไร่ 86 กก</p>
<p>- การใช้จุ่มกล้วยไข่ proclorax 125 ppm บวกโอโซน 0.5 ppm นาน 15 นาที เก็บ 2 สัปดาห์ควบคุมโรคหวีเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้</p>
<p>- สารพาโคลบิวทราซอล 90-150 ppm 5 ลิตรต่อต้น หลังปลูก 4 เดือน ก่อนการออกปลี ป้องกันการหักล้มกล้วยไข่ กล้วยไข่ไม่ค้ำเนื่องจากน้ำหนัก 7-8 กิโลกรัม กล้วยหอมน้ำหนัก 15 กิโลกรัมจะค้ำ กล้วยน้ำว้าไม่ค้ำ จะค้ำต้นที่เอน รากจะลอยปลูกตลอดชีวิต ต้นแม่ตัดแล้วจะเป็นโพรง การปลูกกล้วยควรมี wind break สารทำให้ลำต้นใหญ่ ต้นเตี้ยลง</p>
<p>- การผลิตกล้วยไข่ฤดูแล้ง การใช้สารอุ้มน้ำ การให้ระบบน้ำหยด การใช้พลาสติกคลุมดินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี การให้น้ำช่วงแล้วสู้ช่วงฝนไม่ได้</p>
<p>- การใช้ระบบ cold chain ช่วงแพ็คกิ้งก่อนเข้าตู้คอนเทรนเนอร์ ใช้น้ำเย็น ลดความร้อน 32-35 องศามาที่ 14-16 องศา 30 นาที หรือใช้ bus air ลมเย็น 2.45 ชั่วโมง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>by : Satja Prasongsap<br />
Research Scientist<br />
Horticultural Research Institute</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=4759">บทสรุปผู้บริหารกล้วยไข่</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=4759</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
