<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน &#187; พืชไม้ผล ด-น</title>
	<atom:link href="http://hort.ezathai.org/?cat=57&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://hort.ezathai.org</link>
	<description>พืชผัก เห็ด และสมุนไพร, การปลูก, ศูนย์องค์ความรู้พืชสวนด้านการเกษตร, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์, herbdoa, medicinal plant,satja prasongsap, Horti Thai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Apr 2026 08:49:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>น้อยหน่า</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=11650</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=11650#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 02:31:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://hort.ezathai.org/?p=11650</guid>
		<description><![CDATA[<p>น้อยหน่า ชื่อวิทยาศาสตร์  Annona squamosa Linn. ชื่อสามัญ the custard apple, sugar apple ชื่ออื่นๆ บักเขียบ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3–5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 3–6 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลืองแกมสีเขียวเขียว 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ หนาอวบน้ำ มีเกสรตัวผู้และรังไข่จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ค่อนข้างกลม เมล็ดสีดำ มีจำนวนมาก พันธฺุ์ 1.  น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย แบ่งออกได้  2 สายพันธุ์  ตามลักษณะของสีผล  คือ  น้อยหน่าฝ้ายเขียวซึ่งมีผลสีเขียว  กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม ลักษณะภายในผล  เนื้อหยาบเป็นทราย ยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน  เนื้อมีสีขาวในน้อยหน่าฝ้ายเขียวและสีขาวอมชมพูในน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11650">น้อยหน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>น้อยหน่า</strong></span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์  <em>Annona squamosa</em> Linn.<span id="more-11650"></span><em></em></p>
<p>ชื่อสามัญ the custard apple, sugar apple</p>
<p>ชื่ออื่นๆ บักเขียบ</p>
<p>ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3–5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 3–6 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลืองแกมสีเขียวเขียว 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ หนาอวบน้ำ มีเกสรตัวผู้และรังไข่จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ค่อนข้างกลม เมล็ดสีดำ มีจำนวนมาก</p>
<p>พันธฺุ์</p>
<p>1.  น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย แบ่งออกได้  2 สายพันธุ์  ตามลักษณะของสีผล  คือ  น้อยหน่าฝ้ายเขียวซึ่งมีผลสีเขียว  กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม ลักษณะภายในผล  เนื้อหยาบเป็นทราย ยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน  เนื้อมีสีขาวในน้อยหน่าฝ้ายเขียวและสีขาวอมชมพูในน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  เมื่อผลสุกเปลือกไม่ล่อนออกจากเนื้อเละง่าย  มีกลิ่นหอมรสหวาน</p>
<p>2.  น้อยหน่าหนังหรือน้อยหน่าญวน  แบ่งออกได้  3  สายพันธุ์  คือ  น้อยหน่าหนังเขียวมีผลสีเขียว  น้อยหน่าหนังทองเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วกลายพันธุ์ผลมีสีเหลืองทอง  และน้อยหน่าหนังครั่งเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วมีการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับหนังทองแต่มีผลสีม่วงเข้มคล้ายน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  ลักษณะภายในผล เนื้อมากเหนียวละเอียด สีขาวในน้อยหน่าหนังเขียว สีขาวอมชมพูในน้อยหน่าหนังครั่ง และสีขาวอมเหลืองในน้อยหน่าหนังทอง    เมื่อผลสุกเปลือกล่อนเป็นแผ่นลอกจากเนื้อได้  กลิ่นหอมรสหวาน</p>
<p>3.  น้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า  เป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างน้อยหน่า ( <em>A. squamosa</em> Linn.) กับ เชริมัวย่า (<em>A. cherimola</em> Mill.)  มีชื่อสามัญว่า atemoya  ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม  และได้คัดเลือกลูกผสมที่ตรงตามวัตถุประสงค์รวบรวมไว้ในแปลงฯ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ขนาดของลำต้น ขนาดใบ  ขนาดผล ผิวผล และลักษณะเนื้อเป็นต้น</p>
<p>4.  ลูกผสมอื่นๆ  เป็นกลุ่มพันธุ์ที่กลายพันธุ์เองจากธรรมชาติที่พบในแปลงเกษตรกร<strong>  </strong>ไม่สามารถทราบชื่อพ่อแม่พันธุ์หรือที่มาของพันธุ์ได้  ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับกลุ่มน้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า</p>
<p>การปลูก</p>
<p>ระยะปลูก 4 x 4  เมตรจำนวน 100  ต้น/ไร่</p>
<p>ศัตรูพืช</p>
<p>1. แมลงวันผลไม้</p>
<p>2. หนอนเจาะกิ่ง</p>
<p>3.ด้วงกินใบหรือแมลงค่อมทอง</p>
<p>4.ด้วงทำลายดอก</p>
<p>5.หนอนผีเสื้อเจาะผล</p>
<p>6.เพลี้ยแป้ง จะเข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ยอดอ่อน ช่อดอก และผลน้อยหน่า หากระบาดรุนแรงจะทำให้บริเวณที่ถูกทำลายเหี่ยวแห้งไปในที่สุด และเพลี้ยยังถ่ายมูลซึ่งเป็นน้ำหวานออกมาเป็นแหล่งเพาะราดำ ทำให้น้อยหน่าเสียคุณภาพ ซึ่งเพลี้ยแป้งจะเคลื่อนย้ายจากพื้นดินขึ้นบนต้นน้อยหน่าตั้งแต่ระยะแทงตาดอกจนถึงผลแก่ โดยมีมดเป็นพาหะพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรง</p>
<p>การปัองกันกำจัด</p>
<div dir="auto">1. หากพบเพลี้ยแป้งระบาดเล็กน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง</div>
<div dir="auto">2. เมื่อพบเพลี้ยแป้งปริมาณน้อยบนผลน้อยหน่าใช้แปลงปัด หรือใช้น้ำพ่นให้เพลี้ยแป้งหลุดไปหรือการใช้น้ำผสม white oil อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยในการกำจัดเพลี้ยแป้งได้ดี</div>
<div dir="auto">3. พ่นสารอิมิดาโคลพริด70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสารติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน</div>
<p>7.แมลงวันทองระบาดในช่วงผลแก่เริ่มสุก</p>
<p>อายุเก็บเกี่ยว  ประมาณ 110-120  วัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>By Satja Prasongsap</strong></p>
<div style="text-align: right;"><strong>Professional Research Scientist</strong></div>
<div style="text-align: right;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=11650">น้อยหน่า</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=11650</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทับทิม</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=335</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=335#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2022 23:40:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[พืชสมุนไพร ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>
		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การนำไปใช้ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะพฤกษศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/wordpress/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[<p>ทับทิม ชื่ออื่นๆ : มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว ชื่อวงศ์ : PUNICACEAE ชื่อสามัญ : Pomegranate ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn. ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="color: #008000;">ทับทิม</span><span id="more-335"></span><br />
</strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ชื่ออื่นๆ </span> </strong><strong>: </strong>มะเก๊าะ พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หมากจัง เซี๊ยลิ้ว</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวงศ์</strong></span><strong> : </strong>PUNICACEAE<strong></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อสามัญ</strong> </span> <strong> :</strong> Pomegranate</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> </span> <strong> :</strong> <em>Punica granatum</em> Linn.</p>
<p>ถิ่นกำเนิดของทับทิมอยู่แถบเอเชียตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทับทิมเป็นพืชที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในหลายเขตภูมิอากาศและดินหลายชนิด ชะงักการเจริญเติบโตเมื่ออุณหภูมิต่ำมาก (-11.1องศาเซลเซียส) อุณหภูมิสูงจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของกลิ่นได้ดี พันธุ์ทับทิมในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก มีความแตกต่างทั้งเรื่องสีเนื้อและคุณภาพ รวมถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์ Francis จากรัฐฟอริดา ผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน พันธุ์ Wonderful ผลขนาดใหญ่ ผลออกสีแดงม่วง เนื้อหุ้มเมล็ดหนาปานกลาง เหมาะสำหรับทำน้ำผลไม้มากกว่าทานผลสด</p>
<p>ชนิดของทับทิมที่ปลูกในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ ทับทิมใหญ่ ปลูกเพื่อกินผลมีทั้งชนิดเมล็ดแข็งและชนิดเมล็ดนิ่ม เนื้อทับทิมแบ่งออกเป็นชนิดสีแดงอมชมพูกับชนิดไม่มีสี ทับทิมเล็กหรือทับทิมหนู ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ทับทิมซ้อน ปลูกเป็นไม้ประดับมีแต่ดอกไม่มีผล  ลักษณะทับทิมมีผลค่อนข้างกลม ก้นผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 5-7 อัน ภายในผลแบ่งออกเป็น 5 ช่อง ในแต่ละช่องมีเมล็ดเรียงกันอยู่ เนื้อที่หุ้มเมล็ดมีลักษณะใส สีแดง สีชมพู สีขาวอมชมพู รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เมล็ดเป็นรูปยาวรีค่อนข้างแข็ง ทับทิมให้ผลผลิตมากในฤดูฝน ขนาดของผลโดยประมาณ เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-8 เซนติเมตร ยาว 8-9 เซนติเมตร แหล่งปลูก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ตาก</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การขยายพันธุ์</span> </strong><strong>: </strong>ใช้เมล็ดเพาะ และตอนกิ่ง ที่นิยมกันคือการเพาะเมล็ด</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">การปลูกและการดูแล</span> </strong><strong>: การปลูก</strong> เตรียมดินโดยยกร่องสูง 50 ซม. ระหว่างร่องห่างกัน 1 เมตร บนคันดินที่ยกไว้ขุดหลุมเป็นแถวห่างกันหลุมละ 1 เมตร กว้างยาวลึกด้านละ 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกขลุกเคล้ากันรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูกหลุม 1 ต้น กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ศัตรูทับทิม </strong></span><strong></strong></p>
<p>1.หนอนเจาะกิ่งทับทิม <strong><em>Zeuzera coffeae</em></strong><strong> Nietner</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ลักษณะอาการ หนอนกัดกินเนื้อ</strong>ไม้ภายในกิ่งเป็นเวลาหลายเดือน โพรงที่หนอนเจาะกินจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของหนอน กิ่งที่ถูกหนอนเจาะจะหักได้ง่ายตรงบริเวณรอยควั่นของหนอน ซึ่งจะพบหนอนอาศัยอยู่ในส่วนของกิ่งที่แห้งเหนือรอยควั่นเสมอ</p>
<p><strong>ตัวเต็มวัยผีเสื้อวางไข่บนกิ่ง</strong>ของพืชอาหาร เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจึงเริ่มเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในกิ่ง ถ้าต้นทับทิมอายุน้อยถูกหนอนเจาะกิ่งกัดกินในลำต้น ทำให้ยืนต้นแห้งตาย มีลำตัวสีแดงหัวสีดำและอกปล้องแรกมีแถบสีดำ ระยะหนอนที่กัดกินเนื้อไม้ค่อนข้างนานประมาณ 2 &#8211; 3 เดือน</p>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5321" rel="attachment wp-att-5321"><img class="alignnone size-medium wp-image-5321" title="pomegrant002" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_8577-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=5322" rel="attachment wp-att-5322"><img class="alignnone size-medium wp-image-5322" title="pomegrant003" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2012/11/IMG_9149-Small-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong></p>
<p>ก. การเข้าทำลายของหนอนเจาะกิ่งพบตลอดปี และช่วงการออกเป็นตัวแก่มีช่วงกว้าง พบตั้งแต่ปลายฤดูฝนตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมีนาคม การใช้สารเคมีจะได้ผลระยะที่ตัวเมียวางไข่ หรือระยะหนอนที่เริ่มฟักจากไข่ ให้ใช้สารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 1-2 มิลลิลิตรต่อรู ฉีดเข้าในรูแล้วอุดด้วยดินเหนียว</p>
<p>ข. การกำจัดกิ่งที่ถูกทำลาย โดยสังเกตอาการยอดเริ่มเหี่ยว จะพบหนอนหรือดักแด้อยู่ภายใน แต่ถ้าปล่อยให้กิ่งแห้งเป็นสีน้ำตาลแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกิ่งที่ถูกทำลายจนกระทั่งหนอนเจริญเป็นผีเสื้อบินออกไปแล้ว</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>2.หนอนผีเสื้อยักษ์</strong> หนอนผีเสื้อยักษ์จะมีขนาดตัวใหญ่สีฟ้า จะเข้ากัดกินใบและยอดอ่อนทำให้ต้นกระท้อนชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ถ้ามีระบาดควรจับตัวหนอนมาทำลายและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เมทโธมีลประมาณ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><strong>3.หนอนร่านกินใบ</strong> ตัวหนอนมีขนาดเล็กมีขนถ้าถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบและคัน ตัวหนอนเข้ากัดกินใบเสียหาย ถ้ามีระบาดมากจะพบว่าตัวหนอนจะรวมกันเป็นกระจุกกัดกินใบแหว่งเป็นวง กำจัดโดยตัดใบที่มีตัวหนอนอยู่ด้วยไปทำลายทิ้ง และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพอร์เมททริน เมทโธมมีล ประมาณ 1-2 ครั้ง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
4.<strong>หนอนเจาะขั้วผล</strong> หนอนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรังที่ทำจากกลีบดอกกระท้อนแห้ง ๆ และเข้ากัดกินขั้วผลขณะที่ผลกระท้อนยังเล็กอยู่ ทำให้ผลแห้งและร่วงหล่น การป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ โดยการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่ง เมื่อเริ่มติดผลขนาดเล็ก ควรมีพ่นละอองน้ำล้างช่อดอกจะช่วยลดการทำลายลงได้ ถ้าระบาดมากควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโปรนิล ประมาณ 3-4 ครั้ง ทุก 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
<strong>5.เพลี้ยไฟ</strong> เพลี้ยไฟจะเข้าทำลายกระท้อนตั้งแต่ระยะยอดอ่อน ระยะช่อดอกจนถึงติดผลขนาดเล็กทำให้ดอกแห้งร่วง ผลจะมีผิวลายและจะติดไปจนผลแก่ หากพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาาด ควรรีบทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟอร์มีทาเนท ในช่วงเริ่มออกช่อดอกและก่อนดอกบาน แต่งดการฉีดพ่นช่วงดอกบานหลังจาก ติดผลแล้วจึงฉีดพ่นใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><strong>6.ไรแดงเทียม</strong> หรือไรแพสชั่นฟรุท ดูดกินน้ำเลี้ยงจนใบหงิกงอ เปลือกของผลทับทิมที่ถูกไรดูดกินน้ำเลี้ยง จะมีสีซีดเป็นน้ำตาลอ่อน การป้องกันกำจัด ใช้สารไพริดาเบน ๒๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อะมิทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วบริเวณที่พบไร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><strong>7.โรคใบจุด</strong> เกิดจากเชื้อรา เกิดแผลจุดสีน้ำตาลแดงขนาดเล็กๆ บนใบและมีสีเหลืองล้อมรอบ ต่อมาเมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้นเชื่อมต่อกันจะทำให้ใบบิดงอม้วนตัวและร่วงก่อนกำหนด</p>
<p><strong>การป้องกันกำจัด</strong><br />
1. ตัดแต่งกิ่งให้ต้นโปร่ง เก็บใบที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และรักษาความสะอาดแปลงปลูกโดยกวาดใบที่ร่วงหล่น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก<br />
2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของโรค<br />
3.เมื่อพบโรคระบาดมาก ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไพราโคลสโตรบิน 25 % อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การใช้ฮอร์โมน</strong></span></p>
<p>1. การลดอาการสะท้านหนาวหลังการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ สาร Jasmonic ความเข้มข้น 1 &#8211; 2 มิลลิโมล โดยจุ่มผลหลังการเก็บเกี่ยวในสารละลาย นาน 5 นาที และเก็บรักษาที่ 1.5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สรรพคุณ</strong> </span> <strong>: </strong> <strong>ผล </strong>ผลสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้สด รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมอร่อย</p>
<p><strong> เปลือกผล</strong> แก้โรคบิดเรื้อรัง แก้ท้องเสีย <strong></strong></p>
<p><strong> ราก</strong> แก้อาการท้องร่วง ฆ่าพยาธิตัวตืด<strong></strong></p>
<p><strong> ใบ</strong> ล้างแผล แก้บิดมูกเลือด แก้อาเจียน รักษาโรคลักปิดลักเปิด</p>
<p><strong> ดอก</strong> แก้เลือดกำเดาแข็งตัว ห้ามเลือด แก้บาดแผล</p>
<p><strong> เมล็ด</strong> แก้โรคปวด, จุกแน่น เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย</p>
<p><strong> เปลือก / ลำต้น</strong> เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องเสีย สมานแผล ฝาดสมาน</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>บทสรุปผู้บริหาร</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong> (จาก สุภัทรา เลิศวัฒนาเกียรติ์ และลาวัลณย์ จันทรอัมพร)<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">มีรายงานผลการวิจัยในโครงการไม้ผลต่างถิ่น (exotic fruits) ระหว่างพ.ศ. 2525-2528 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ที่ดำเนินการรวบรวมพันธุ์ทับทิมได้ 28 พันธุ์ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ปลูกรวบรวมไว้ในสถานีวิจัยของโครงการหลวง และประเมินคุณค่าการใช้ประโยชน์เพื่อนำมาใช้ในการวิจัยเพื่อการผลิตเป็นการค้าบนที่สูง สำหรับส่งเสริมเกษตรกรชาวไทยภูเขาได้จำนวน 8 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทับทิมทอง พันธุ์บ้านหลวง พันธุ์อติชัย พันธุ์วันเดอร์ฟูล พันธุ์โกเทฟ พันธุ์อิหร่าน พันธุ์ตุรกี และพันธุ์ชาร์มี (Punsri et al. 1984; Punsri et al. 1985) ต่อมา ได้มีการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ทับทิมเพื่อการผลิตบริโภคผลสดและแปรรูป โดยการผสมพันธุ์ทับทิมของประเทศไทยกับทับทิมสายพันธุ์ต่างประเทศ และติดตามผลในระยะแรกเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า พันธุ์ UW (พันธุ์ยูท่าห์สวิท x พันธุ์ดอกขาว) ให้ผลผลิตได้เร็วและจำนวนผลมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ทั้งหมด มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 13.07 บริกซ์ และปริมาณกรด 0.19 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา คือ พันธุ์ AT (นธุ์อติชัย x พันธุ์ทอง) การศึกษาคุณภาพของผลแล้วพบว่า พันธุ์ TA (พันธุ์ทอง x พันธุ์อติชัย) ให้ผลที่น้ำหนักผลมากที่สุด คือ 298 กรัม ให้น้ำหนักของเมล็ดที่ใช้บริโภคได้มากที่สุดด้วย มีเปลือกบาง และน้ำหนักเปลือกน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ ขนาดเมล็ดใหญ่ แต่มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง (สุรินทร์ และคณะ, 2544) ซึ่งยังไม่มีข้อมูลการนำไปปลูกในแหล่งเพาะปลูกใด</p>
<p style="text-align: justify;">ทับทิมเป็นพืชที่ปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในเขตแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง แต่ในการพัฒนาการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง ใบ และการออกดอกติดผล ต้องอาศัยน้ำตลอดเวลาอย่างน้อยตลอดช่วงฤดูแล้ง การขาดน้ำจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตสูงสุดและคุณภาพของผลผลิตทับทิม (Levin, 2006) รวมถึงปัญหาผลแตกก็เป็นปัญหาที่สำคัญในการปลูก ซึ่งอาจมีปัญหาเนื่องมาจากความสม่ำเสมอของความชื้นในดิน พันธุ์ที่ปลูก หรือ การขาดธาตุอาหาร ธาตุอาหารหลักสำหรับทับทิมที่สำคัญ คือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ซึ่งมีการศึกษาการจัดการปุ๋ยในหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตทับทิมรายใหญ่ของโลก เช่น ประเทศอิสราเอล แนะนำปุ๋ยในรูป อัตรา 200 60 และ300 กิโลกรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> และ K<sub>2</sub>O ต่อเฮกตาร์ (Blumenfeld et al., 2000) ประเทศอินเดีย รัฐ Maharashtra ตั้งอยู่ด้านตะวันตกในภาคกลางของประเทศอินเดีย แนะนำให้จัดการธาตุอาหารตามอายุต้นแบ่งเป็น อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 250 286 150 กรัมN P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี อายุ 3-5 ปี ให้ปุ๋ย 500 286 150 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี และ อายุตั้งแต่ 5 ปี ให้ปุ๋ย 625 1,250 300 กรัม N P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> K<sub>2</sub>O/ต้น/ปี ในระหว่างอายุต้น 3 ปีแรก แบ่งใส่ปุ๋ยสามครั้งต่อปี ในเดือน กรกฎาคม กันยายน และกุมภาพันธ์ (National horticulture board, ม.ป.ป.) ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐฟอริดา จัดการตามอายุต้นเช่นเดียวกัน แบ่งเป็น อายุ 1ปี ให้ปุ๋ย 19 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 2 ปี ให้ปุ๋ย 3<del cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</del>0<ins cite="mailto:lawan_%20Ch" datetime="2014-08-19T15:40">.</ins>5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ อายุ 3 ปี ให้ปุ๋ย 50.5 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ และ อายุตั้งแต่ 4 ปี ให้ปุ๋ย 114 กิโลกรัมNต่อเฮคตาร์ ในรูปของแอมโมเนียมไนเตรท โดยแบ่งใส่ครึ่งหนึ่งในช่วงปลายฤดูหนาว และส่วนที่เหลือใส่ฤดูใบไม้ผลิ จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การจัดการธาตุอาหารมีความแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม และอายุของต้น และในบางประเทศ เช่น ประเทศสเปน มีการแนะนำให้ใส่ปุ๋ยทับทิมตามค่าวิเคราะห์ใบ (Glozer and Louise, 2008) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธาตุอาหารพืชสำหรับทับทิมทั้งทางดินและทางใบ</p>
<p style="text-align: justify;">ในต่างประเทศมีรายงานการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดตามส่วนต่างๆ ของทับทิม เช่น ผลพบหนอนเจาะสมอฝ้ายกัดกิน และเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณขั้วผล (Teggelli et al. 2002) บริเวณใบพบเพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาวดูดกินน้ำเลี้ยง (Blumenfeld et al. 2000, Arnal and Ramos 2000) พบด้วงและหนอนผีเสื้อเจาะทำลายต้นและกิ่งทับทิม (Juan et al., 2000) ในการป้องกันอาจใช้วิธีการห่อผล ซึ่งระยะเวลาในการห่อเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าห่อเมื่อผลเล็กจะทำให้ผลไม่โตเต็มที่เท่าที่ควร เนื่องจากต้องอาศัยแสงในการพัฒนาการของผล และก่อนเก็บเกี่ยวก็ต้องการแสงในการพัฒนาการของสีผล</p>
<p style="text-align: justify;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สัจจะ ประสงค์ทรัพย์</p>
<p style="text-align: right;">Satja Prasongsap</p>
<p style="text-align: right;">Professional Research Scientist</p>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=335">ทับทิม</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=335</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทุเรียน</title>
		<link>http://hort.ezathai.org/?p=2749</link>
		<comments>http://hort.ezathai.org/?p=2749#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2014 06:37:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>herbdoa</dc:creator>
				<category><![CDATA[GAP]]></category>
		<category><![CDATA[VDO]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[พืชไม้ผล ด-น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://th.apoc12.com/?p=2749</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชื่อต้น : ทุเรียน ชื่อสามัญ : durian สถานการณ์การผลิต ปี 2567 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,136,265 ไร่ ผลผลิต 1,590,420   ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,400 กิโลกรัม ปี 2566 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,057,574 ไร่ ผลผลิต 1,476,174  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,396 กิโลกรัม ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 978,799 ไร่ ผลผลิต 1,335,728  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,365 กิโลกรัม ปี 2563 พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เ489นื่อที่ให้ผลผลิต 797,553 ไร่ ผลผลิต 1,115,999 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,399 กิโลกรัม ปลูกทั้งหมด 1,069,668 ไร่ ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 [...]</p><p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749">ทุเรียน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>ชื่อต้น : ทุเรียน<br />
ชื่อสามัญ : durian</div>
</div>
</div>
<div><span id="more-2749"></span></div>
<div>สถานการณ์การผลิต</div>
<div>ปี 2567 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,136,265 ไร่ ผลผลิต 1,590,420   ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,400 กิโลกรัม</div>
<div>ปี 2566 เนื่อที่ให้ผลผลิต 1,057,574 ไร่ ผลผลิต 1,476,174  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,396 กิโลกรัม</div>
<div>ปี 2565 เนื่อที่ให้ผลผลิต 978,799 ไร่ ผลผลิต 1,335,728  ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,365 กิโลกรัม<br />
ปี 2563 พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เ489นื่อที่ให้ผลผลิต 797,553 ไร่ ผลผลิต 1,115,999 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,399 กิโลกรัม ปลูกทั้งหมด 1,069,668 ไร่ ปี 2559 เนื่อที่ให้ผลผลิต 578,861 ไร่ ผลผลิต 523,103 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 904 กิโลกรัม  ปี 2560 ผลผลิต 680,000 ตัน ปี 2562 ทุเรียนที่จะมีศักยภาพได้แก่ พวงมณีเม็ดลีบ มูซานคิง หมอนทอง ชะนี  เนื่อที่ให้ผลผลิต 729,466 ไร่ ผลผลิต 1,024,794 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,405 กิโลกรัม</div>
<div>แหล่งปลูกที่สำคัญและเหมาะสมอยู่ในเขตภาคตะวันออก(จ.จันทบุรี ระยอง ตราด)  และภาคใต้ ( จ.ชุมพร  จ.นครศรีธรรมราช  จ.นราธิวาส  จ.สุราษฎร์ธานี  จ.ยะลา  จ. สงขลา  จ.ระนอง) ของประเทศไทย อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็สามารถปลูกได้เป็นเชิงพาณิชย์ เช่น จ.อุตรดิตถ์ จ.นครพนม จ.ศรีสะเกษ และ จ.นนทบุรี เป็นต้น</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;">พันธุ์และการขยายพันธุ์</span></div>
<div>การขยายพันธุ์ที่นิยมในปัจจุบันได้แก่ การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ โดยวิธีเสียบยอด ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง แต่ที่นิยมมากที่สุด คือการเสียบยอด สำหรับต้นตอที่ใช้จะใช้ต้นตอจากเมล็ดของพันธุ์ชะนีหรือพันธุ์พื้นเมือง และหากใช้ต้นตอจากทุเรียนป่า เช่นทุเรียนดอน (<em>D. malaccensis </em>Planch. ex Mast.) ทุเรียนชาเรียน (<em>D. mansoni</em> Bakh.) และทุเรียน (<em>D. lowianus </em>Scort. ex King) ก็จะทำให้ต้นทุเรียนอยู่ยืนยาวมากขึ้น เนื่องจากเป็นต้นตอที่ต้านทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อรา <em>Phytophthora palmivora </em>(Butler) Butler. อย่างไรก็ตามการใช้ต้นตอเหล่านี้กับกิ่งพันธุ์ดีโดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง จะเกิดส่วนท่อนพันธุ์ดีโตมากกว่าต้นตอที่อยู่ด้านล่าง แต่ไม่เกิดกับพันธุ์ชะนีและกระดุมทอง จะเริ่มต้นให้ผลผลิตครั้งแรกที่อายุประมาณ 4-5 ปี หลังปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยจะให้ผลผลิตประมาณ 10-40 ผลต่อต้น และเมื่อให้ผลผลิตมาแล้ว 6 ปี คือมีอายุประมาณ 10-11 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 100 ผลต่อต้น และเมื่อให้ผลผลิตมาแล้ว 10 ปี หรืออายุต้นประมาณ 15 ปีขึ้นไป อาจให้ผลผลิตถึง 200 ผลต่อต้น</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;">วิธีการปลูก </span></div>
<div>การปลูกเตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ระยะปลูก 8&#215;8 เมตร หรือ 10&#215;10 เมตร ให้ผล ผลิตหลังปลูก 4-5 ปี</div>
<div>ข้อจำกัด</div>
<div>1.การปลูกทุเรียนถ้าพื้นที่ไม่ใช่น้ำท่วมแช่ขังห้ามยกโคก ข้อเสียของการยกโคกคือ ต้นทุเรียนล้มง่าย การตัดหญ้ายากเพราะใช้เครื่องจักรกลวิ่งเข้าพื้นที่ตัดไม่ได้ และการใช้เครื่องตัดหญ้าแบบเหวี่ยงตัดหญ้าตรงพื้นที่ลาดเอียงลำบาก การวางท่อน้ำยากต้องมีการหักข้องอขึ้นโคก และจะมีปัญหาในอนาคตคือเครื่องตัดหญ้าไปโดนท่อแล้วทำให้ท่อแตก</div>
<div>2.การใช้ยอดทุเรียนที่ผ่านการราดสารมาทำเสียบยอด จะทำให้ยอดมีการชะงักการเจริญเติบโต ในใบชุดที่ 2 3 4 และตายในที่สุด</div>
<div><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=3072" rel="attachment wp-att-3072"><img class="aligncenter size-full wp-image-3072" title="durian" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian.jpg" alt="" width="403" height="403" /></a></div>
<div>
<p><span style="color: #339966;">การดูแลรักษา</span>: หลังปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ส่วนการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ต้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักตัวสมบูรณ์แล้ว อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม หน่วยเป็นกิโลกรัม ช่วงก่อนออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ถ้าตาดอกระยะไข่ปลา พ่นด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมในเตรท 13-0-46 อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทั่วทรงพุ่ม ช่วงผสมเกสรพ่นด้วยปุ๋ยทางใบที่ธาตุแคลเซียมและโบรอนจำนวน 1 ครั้ง ที่ดอกและใบให้ทั่วพอเปียก ช่วงพัฒนาการของผลเมื่อผลอายุ 5-7 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมี เช่น สูตร 8-24-24 (กิโลกรัมต่อต้น) อัตรา 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม เมื่อผลอายุ 10 -11 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 , 0-0-60 (1-2 กิโลกรัมต่อต้น) หว่านให้ทั่วรอบทรงพุ่ม</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>การใช้ปุ๋ยทางใบ</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">1. ระยะเตรียมต้นเพื่อการออกดอก</span> : ฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุ อาหารรองและจุลธาตุอัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นในช่วงใบเพสลาด 1-2 ครั้ง</p>
<p><span style="color: #008000;">2.ระยะการชักนำให้ต้นออกดอก</span> : เพื่อเสริมพัฒนาการของตาดอกบริเวณท้องกิ่ง ในกรณีที่พบว่าทุเรียน ออกดอกน้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนกิ่งที่ออกดอกได้ทั้งหมด และความหนาแน่นของดอกน้อยกว่า 3 ช่อดอกต่อความยาวกิ่ง 1 เมตร ให้ฉีดพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) อัตรา 100-200 กรัม ร่วมกับสาร สกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 60 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วพอเปียกทั้งภายนอกและภายในทรงพุ่ม</p>
<p><span style="color: #008000;">3.ระยะส่งเสริมการติดผล</span> : ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเมื่อดอกทุเรียนมีอายุ 6 สัปดาห์ 1 ครั้ง ด้วยปุ๋ยที่มี ธาตุแคลเซียมและโบรอน ฉีดพ่นที่ดอกและใบให้ทั่ว</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การให้น้ำ</strong></span></p>
<p>1) ระยะเตรียมการหลังการเก็บเกี่ยว ควรให้น้ำ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>2) ระยะสร้างใบชุดที่ 1 2 และ 3 ในระยะแตกใบอ่อนถึงระยะใบเพสลาด ควรให้น้ำ 150 ลิตรต่อต้น ต่อวัน</p>
<p>3) ระยะชักนำการออกดอก งดการให้น้ำ 10-14 วัน เมื่อสังเกตว่าทุเรียนได้รับสภาวะเครียด ควรให้ น้ำ 300-400 ลิตรต่อต้นต่อวัน แล้วงดน้ำต่อ 4-5 วัน เพื่อสังเกตการออกดอกใต้ท้องกิ่งว่ามีการติดตาดอก หรือไม่ หากมีการแตกตาดอก ควรให้น้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ให้อย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>4) ระยะออกดอก ได้แก่ ระยะหลังเปิดตาดอกควรให้น้ำ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน ระยะดอกตูมควรให้ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และระยะก่อนดอกบานควรให้น้ำ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>5) ระยะ 10 วันหลังดอกบาน ระยะนี้ทุเรียนจะเริ่มเข้าสู่ระยะการติดผล ต้องการน้ำ 100 ลิตรต่อต้น ต่อวัน</p>
<p>6) ระยะ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 200 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>7) ระยะ 5-8 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 250 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>8) ระยะ 8-10 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 300 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<p>9) ระยะ 10-12 สัปดาห์หลังดอกบาน ต้องการน้ำ 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน</p>
<div dir="auto"><span style="color: #ff6600;"><strong>การจัดการสวนทุเรียนหน้าแล้ง</strong></span></div>
<div dir="auto">1.ตัดแต่งกิ่งหรือรูดปลิดใบบางส่วนออก เพื่อลดการคายน้ำของใบ</div>
<div dir="auto">2.กรณีที่จำเป็นอาจต้องพิจารณาตัดผลผลิตบางส่วนทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตของต้นไม้ไว้ก่อน ไว้ผลต่อต้นในปริมาณที่เหมาะสม หากน้ำไม่เพียงพอ แต่มีการติดผลมาก ควรตัดผลทิ้งบางส่วน เพื่อให้ต้นอยู่รอด รวมทั้งตัดแต่งใบภายในทรงพุ่มออกเพื่อลดการคาย</div>
<div dir="auto">3. เพิ่มความชื้นในทรงพุ่มโดยการให้น้ำปริมาณอย่างน้อย 200 ลิตร/ต้น/วัน ด้วยการให้น้ำ แบบสปริงเกลอร์ในช่วงเช้าเวลา 06.00 – 08.00 น. หรือ ช่วงเย็นเวลา 16.00 – 18.00 น. เพื่อลดการสูญเสียน้ำที่ระเหยจากสภาพอากาศร้อน เปลี่ยนช่วงเวลาการให้น้ำเป็นช่วงเย็นหรือกลางคืน เพื่อลดการระเหยของน้ำจากแดดที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน</div>
<div dir="auto">4.ใช้ตาข่ายพรางแสงให้แก่ต้นไม้ เพื่อลดความเข้มของแสงแดด</div>
<div dir="auto">5.ฉีดพ่นน้ำสะอาดทางใบให้แก่พืชในช่วงเวลาตอนเย็นหรือกลางคืน เพื่อเพิ่มความสดชื่นแก่ต้นไม้</div>
<div dir="auto">6.ให้น้ำแก่พืชครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อรักษาสภาพต้นไม่ให้เหี่ยวเฉา</div>
<div dir="auto">7.ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายคลุมบริเวณใต้ทรงพุ่ม เพื่อรักษาความชื้นของดิน</div>
<div dir="auto">8. ลดการให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงในช่วงติดผล เพราะจะกระตุ้นให้พืชแตกใบอ่อนส่งผลให้มีการใช้น้ำมากขึ้น<br />
9. พ่นด้วยสารเพื่อลดความรุนแรงจากอากาศร้อนและแล้ง เช่น พ่นสารเคโอลิน (Kaolin) หรือ ดินขาวเคโอลิน 6% W/v อัตรา 1 กก./น้ำ 200 ลิตร</div>
<p><span style="color: #ff6600;">การใช้สารแพคโคบิวทราซอล</span> จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินไม่ให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นจาก kaurene ไปเป็นกรด kaurenoic  ไปชะลอการเจริญเติบโตของลำต้น สารนี้เคลื่อนย้ายผ่านท่อลำเลียงน้ำ ไม่ผ่านทางท่ออาหาร การใช้สารแพคโคบิวทราซอล 15%SC อัตรา 1,000-1,200 ppm. (อัตรา 130-160 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร) พ่นไปที่ยอดในระยะใบเพสลาด ซึ่งต้องไม่มีฝนหรือแห้งแล้ง 7-10 วัน หลังพ่นสาร 30-45 วัน กระตุ้นเปิดตาดอกด้วยการพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% อัตรา 2.5-3.0 กก/น้ำ 200 ลิตร และสารไทโอยูเรียอัตรา 300 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนการพ่นสารแพคโคบิวทราซอลต้องเตรียมต้นทุเรียนสะสมอาหารให้ใบอ่อนแตก 2 ชุดสม่ำเสมอ โดยการใสุ่๋ยคอก 3-5 กก. และปุ๋ย 25-7-7 หรือ 16-16-16 อัตรา 250 กรัมต่อเส้นผ่านศูนย์กลาทรงพุ่ม 1 เมตร หลังจากใส่ 10 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อต้น และพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% อัตรา 2.5-3.0 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ตามด้วยพ่นสารแมกนีเซียมให้ทั่วทรงพุ่มจะเพิ่มความเขียวให้กับใบทุเรียน</p>
<div><span style="color: #ff00ff;"><strong>โรคศัตรูทุเรียและการป้องกันกำจัด</strong></span></div>
<div><span style="color: #ff6600;">1.โรครากเน่าและโคนเน่า (เชื้อรา <em>Phytophthora</em> <em>palmivora</em>)</span></div>
<div>
<p><span style="color: #ff6600;">อาการที่ราก</span> อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาเหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้นทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น</span> เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่ใบ</span> ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน<br />
<span style="color: #ff6600;">อาการที่ผล </span>มักพบกับผลใกล้แก่ในช่วงฝนตกชุกหรือช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือซอกหนาม จุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล พบอาการโรคได้ทั้งผลที่ยังอยู่บนต้นและผลหลังการเก็บเกี่ยว</p>
</div>
<div><span style="color: #99cc00;">การป้องกันกำจัด</span><br />
1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก<br />
2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น<br />
3. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน<br />
4. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม<br />
5. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง<br />
6. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วง ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40%<br />
เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร<br />
7. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 2๐ มิลลิลิตรต่อต้น</div>
<div>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</div>
<div>2.โรคผลเน่า เกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่ามักทำลายบริเวณก้นผล ป้องกันกำจัดโดยตัดและเผาทำลาย เมื่อพบผลที่เป็นโรค</div>
<div>3.โรคแอนแทรกโนส สำรวจพบดอกถูกทำลายมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของดอกทั้งหมดบนต้น ป้องกันกำจัด โดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล</div>
<div></div>
<div>4.โรคใบไหม้ ใบเพสลาดแสดงอาการใบไหม้สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารเบนโนมิล</div>
<div></div>
<div>5.โรคใบติด อาการใบไหม้แห้งติดกัน เป็นกระจุกเชื่อมกันด้วยเส้นใยของเชื้อรา ใบร่วงมาก ป้องกันกำจัดโดยพบอาการเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้ารุนแรงให้พ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม</div>
<div></div>
<div>6.โรคราสีชมพู พบเส้นใยสีขาวแกมชมพูปกคลุมผิวกิ่งเมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณใต้เส้นใยเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ป้องกันกำจัดโดยตัดกิ่งเผาทำลายถ้าอาการรุนแรงพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารคาร์เบนดาซิม</div>
<div></div>
<div>7.โรคดอกแห้งเนื่องจากเชื้อรา พบอาการของโรคในดอกทุเรียนระยะหัวกำไล จนถึงดอกบาน โดยพบจุดสีดำบนกลีบดอก กลีบดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีราสีเทาดำเจริญฟูคลุมกลีบดอก ดอกจะเน่าก่อนบาน แห้งและหลุดร่วงไปการป้องกันกำจัด</div>
<div>ก.ไม่ควรให้ทุเรียนขาดน้ำในระยะออกดอก เพราะจะทำให้ดอกแห้ง ดอกไม่สมบูรณ์ เขื้อราเข้าทำลายได้ง่าย</div>
<div>ข.หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบโรคควรพ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม 5o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-2o กรัม หรือ สารอะซ๊อกซี่สโตรบิน+ไดฟิโนโคนาโซล 20+12.5% เอสซี อัตรา 10-12 มิลลิลิตรต่อน้ำ 2o ลิตร</div>
<div>ค. เก็บดอกร่วงที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย</div>
<div></div>
<div><span style="color: #003300;">8. โรคใบจุดสาหร่าย Algal Leaf Spot</span> หรือใบจุดสนิม <em>Cephaleuros virescens เ</em>กิดขึ้นได้ที่ใบและกิ่ง อาการบนใบจะเป็นจุดหรือดวงสีเทาอ่อนปนเขียว จุดนูนขึ้นจากผิวใบเล็กน้อย ขอบของจุดมีลักษณะเป็นแฉกๆ ไม่เรียบ จุดเล็กๆ นี้จะขยายใหญ่ขึ้นในสภาพความชื้นสูง และได้รับแสงแดดเพียงพอ เมื่อสาหร่ายแก่ขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสนิมเหล็ก ลักษณะคล้ายกำมะหยี่ ปรากฏอาการจุดสนิม ซึ่งเป็นระยะที่สร้างอวัยวะสืบพันธุ์เพื่อแพร่ไปยังส่วนต่างๆ ของต้นพืช จุดสนิมเกิดกระจัดกระจายบนใบทำ ให้พื้นที่สังเคราะห์แสงของใบลดลง และยังดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบพืช</div>
<div>กำรป้องกันกำจัด<br />
1. กำจัดวัชพืชในแปลง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้นสะสม<br />
2. หมั่นตรวจแปลงปลูกเมื่อพบเริ่มมีอาการของโรค ตัดใบ หรือส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลาย หรือ ฝังดินนอกแปลง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (copper oxychloride) 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ า 20 ลิตร<br />
3. ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ดูแลการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม ไม่ให้ต้นมีทรงพุ่มแน่นทึบ เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดด และอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค<br />
4. หลังจากตัดแต่งกิ่งในช่วงหลังการเก็บผลผลิตแล้ว พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (copper oxychloride) 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้นทำให้ใบซีดเหลือง และร่วงในที่สุด อาการที่กิ่ง จะมีลักษณะคล้ายขนนกกำมะหยี่สีแดงหรือสีน้ำตาลแดงขึ้นเป็นหย่อมๆ จะเข้าทำลายกิ่งเล็กและเจริญปกคลุมผิวกิ่ง ต่อมากิ่งจะแตกและพบสาหร่ายเจริญแน่นหนาที่ผิวเนื้อเยื่อกิ่งที่แตก</div>
<div></div>
<div><span style="color: #008000;"><strong>แมลง ไรศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด</strong></span></div>
<div>1.เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน <em>Allocarsidora malayensis</em> Crawford เพลี้ยจักจั่นฝอยทุเรียน <em>Amrasca durianae</em> Hongsaprug  ทำลายใบทำให้ใบบิดงอ ใบอ่อนหลุดร่วง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS ไทอะมีทอกแซม 25% WG 8 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อิมิดาโคลพริด 70% WG 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูแรน 10% WP 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไทอะมีทอกแซม/แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 14.1/10.6 % ZC 30 มล./น้ำ 20 ลิตร ควรพ่นสารเมื่อสำรวจพบเพลี้ยไก่แจ้ในช่วงแตกยอดอ่อน โดยสำรวจแปลงละ 10-5% ของจำนวนต้น ทั้งหมด ต้นละ 5 ยอด พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">2.หนอนด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นทุเรียน <em>Batocerarus fomaculata</em> De Geer หนอนที่ฟักใหม่ เริ่มกัดกินไชชอนใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกเป็นระยะๆ ตามเส้นทางที่หนอนไชชอนอยู่ใต้เปลือกไม้ การปัองกันกำจัดพ่นด้วย อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) (Confidor 100SL 10%SL) อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ชุ่มเฉพาะบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ สารไทอะมีทอกแซม /แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน (thiamethoxam/(lambda-cyhalothrin) 14.1/10.6% ZC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร สารโคลไทอะนิดิน (clothianidin) 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารอะซีทามิพริด (acetamiprid) 20% SP 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</span></div>
<div>3.เพลี้ยไฟพริก <em>scirtothrips dorsalis</em> Hood  สังเกตพบแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอก ดอกแห้ง และร่วง ดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อน เพลี้ยไฟดอกไม้ <em>Frankiniello</em> sp.   ทำลายผลอ่อน ส่วนเพลี้ยชนิดอื่นๆ ทำลายดอก เพลี้ยไฟดอกถั่ว <em>Megalurothrios sjostedt</em>i Trybom เพลี้ยไฟดอกไมฮาวาย <em>Thrips hawaiiensis</em> Morgan เพลี้ยไฟหลากสี <em>Thrips coloratus</em> Schmutz เพลี้ยไฟผ้าย <em>Thrips palmi</em> Karryการปัองกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารแลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5%EC (lambda-cyhalothrin) อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) 20%EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เฉพาะที่ดอกพอเปียก</div>
<div><span style="color: #0000ff;">4. มอดเจาะลำต้น Xyleborus fornicatus Eichhoff เจาะลำต้นเป็นรู ปากทางเป็นขุย ทำลายลำต้นและกิ่ง</span></div>
<div>5.หนอนเจาะผล <em>Conogethes punctiferalis</em> Guenee ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบานถึงเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์โบซัลแฟน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">6.หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน <em>Mudaria luteileprosa</em> Holloway หนอนเข้ากัดกินเมล็ดและถ่ายมูลออกมา ทำลายผล เนื้อทุเรียนเปื้อนเสียหาย ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไดอะซินอน 60% EC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร แหล่งที่ระบาดประจำ พ่นหลังจากทุเรียนติดผล 1 เดือน แหล่งที่ไม่เคยระบาด ควรสำรวจโดยติดตั้งกับดักแสงไฟ และพ่นทันทีเมื่อพบผีเสื้อติดกับดักแสงไฟ</span></div>
<div>
<p><span style="color: #0000ff;">- ห่อผลทุเรียนโดยการใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น เจาะบริเวณก้นถุงให้สามารถระบายน้ำได้</span><br />
<span style="color: #0000ff;"> &#8211; การห่อผลระยะยาวเป็นการห่อผลอย่างเดียวตั้งแต่ผลอายุ 1 เดือนครึ่งจนถึงเก็บเกี่ยว</span><br />
<span style="color: #0000ff;"> &#8211; การห่อผลร่วมกับการพ่นสารฆ่าแมลงจะพ่นสารฆ่าแมลงตั้งแต่ผลอายุ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือนครึ่ง หลังจากนั้นจึงห่อผลจนถึงเก็บเกี่ยว</span></p>
</div>
<div>7.เพลี้ยแป้งแปซิฟิค <em>Planococcus minor</em> Maskell และเพลี้ยแป้งกาแฟ <em>Planococus lilacinus</em> Cocketell ดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล ยอดอ่อนใบอ่อน มีมดเป็นพาหะ ป้องกันกำจัดโดยตัดผลที่ถูกทำลายเผาหรือพ่นด้วยน้ำเพื่อขจัดเพลี้ยแป้งระยะตัวอ่อน โรยคาร์บาริลโคนต้นป้องกันมดพาหะ หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น สารไซเพอร์เมทริน พ่นเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ถูกทำลาย หยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว 15 วันคุณค่า</div>
<div><span style="color: #0000ff;">8.เพลี้ยหอยเกล็ดทุเรียน </span><em style="color: #0000ff;">Aulacaspis vitis</em><span style="color: #0000ff;"> Green ดูดกินน้ำเลี้ยงใบ และกิ่ง เพลี้ยหอยเกล็ดมะพร้าว Aspidious destructor Signoret ดูดกินน้เลี้ยงที่ใบ</span></div>
<div>9.ด้วงกินใบ <em>Aprostema pallida</em> Fabricius  ด้วงงวง<em> Platytrachelus psittacinus</em> Faust  แมลงค่อมทอง <em>Hypomeces squamosua</em> Fabricius ทำลายกัดกินใบทุเรียน</div>
<div><span style="color: #0000ff;">10.เพลี้ยอ่อนดำส้ม <em>Toxotera aurantii</em> Boyer de Fonscolombe ดูดกินน้ำเลี้ยงใบอ่อน เพลี้ยอ่อนฝ้าย <em>Aphis gossypii</em> Glover ดูดกินน้ำเลี้ยงดอก และใบอ่อน</span><br />
11. เพลี้ยจักจั่นฝอยทุเรียน (<em>Amrasca durianae</em>)  ป้องกันกำจัดโดยสารฟลอนิคามิด (flonicamid) 50% WG 5 กรัม /น้ำ 20 ลิตร  สารบูโพรเฟซิน (buprofezin) 25% WP 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารไพมีโทรซีน (pymetrozine) 50% WG  10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารโคลไทอะนิดิน (clothianidin) 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สารไทอะมีทอกแซม /แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน (thiamethoxam/(lambda-cyhalothrin) 14.1/10.6% ZC 10 มล./น้ำ 20 ลิตร<br />
<span style="color: #0000ff;">12. หนอนเจาะผล(<em>Conogethes punctiferali</em>s) แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambdacyhalothrin) 2.5% EC 20 มล./น้ำ 20 ลิตร ในแหล่งที่มีการระบาด พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน พ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน บริเวณที่ผลติดกันหนอนชอบทำลายควรตัดแต่งให้เหลือผลเดียว แต่ถ้าไม่มีการตัดแต่ง ควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล งดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน</span><br />
13.ไรแดงแอฟริกัน <em>Eutetranychus africanus</em> Tucker ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน</div>
<div>การป้องกันกำจัด</div>
<div>1. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม &#8211; มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง<br />
2. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารไซอีโนไพราเฟน  (cyenopyrafen)อัตรา 4 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารเฮกซีไทอะซอกซ์ (hexythiazox) 1.8% EC 40 มล./น้ำ 20 ลิตร</div>
<div>การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้ลลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร</div>
<div></div>
</div>
<div>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษ</strong>า</span></p>
<p>ทุเรียนโดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวได้ภายหลังจากผลมีอายุ 3-5 เดือนภายหลังดอกบานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ พันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ปานกลาง และยาว ผลจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 95-105 วัน 105-120 วัน และ 120-150 วัน หลังดอกบานตามลำดับ ดัชนีการเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์นับจากวันดอกบานเต็มที่ถึงเก็บเกี่ยวในทุเรียนพันธุ์การค้าบางพันธุ์เป็นดังนี้</p>
<p>พันธุ์                                         อายุเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน (วัน)</p>
<p>กระดุมทอง                                90-100</p>
<p>ชะนี                                          100-110</p>
<p>หมอนทอง                                 120-135</p>
<p>ก้านยาว                                     120-135</p>
<p>กบ                                            120-135</p>
<p>อีหนัก                                        140-150</p>
<p>ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นาน 2-9 วัน และที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ได้นาน 5-12 วัน ถ้าเก็บรักษาผลทุเรียนที่อุณหภูมิ 13-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บรักษาผลทุเรียนได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ที่ 10 องศาเซลเซียสเก็บได้ 12 วัน ที่ 2-5 องศาเซลเซียสเก็บได้ 9 วัน ทั้งนี้แล้วแต่ความแก่ ผลทุเรียนดิบจะแสดงอาการสะท้านหนาว (chilling injury) ถ้าเก็บรักษาที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส โดยผิวผลจะเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลบริเวณร่องหนาม และแผ่ขยาย จนทั่วผลเนื้อไม่สุกและมีอาการยุบตัวของเนื้อ</p>
<p>ผลทุเรียนภายหลังแกะแล้วควรเก็บรักษาในที่อุณหภูมิต่ำ เช่น ในตู้เย็นเนื่องจากเนื้อทุเรียนมีกลิ่นค่อนข้างแรง อาจรบกวนผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นของทุเรียน เนื้อทุเรียนอาจสามารถเก็บอยู่ได้นาน 3 สัปดาห์ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส เนื้อทุเรียนสามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือนที่อุณหภูมิ -24 องศาเซลเซียสโดยวิธีแช่แข็งอย่างรวดเร็ว (quick freezing) โดยที่รสชาติไม่เปลี่ยน ด้วยสภาพบรรยากาศที่ระดับ O<sub>2</sub> 5-10 เปอร์เซ็นต์ และหรือร่วมกับ CO<sub>2</sub> สูงไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การใช้วิธีควบคุมบรรยากาศดัดแปลง (Modified atmosphere) ด้วยการเคลือบผิวมีผลทำให้สามารถลดการแตกของผล โดยที่เนื้อแน่นกว่าแต่นุ่มและกลิ่นน้อยลงมาก</p>
<p>การลดผลแตกทุเรียนด้วยสารอะวิไกลซีนไฮโดรคลอไรด์  (aviglycine hydrochloride 15%W/V SP) ใช้อัตรา 13.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ชุบผลร่วมกับป้ายอีทีฟอนที่ขั้วผล  และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ช่วยลดผลแตกได้ 14 วัน เพื่อการส่งออก</p>
<p>การเคลือบผิวของทุเรียนสดด้วยขี้ผึ้งในระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส หรือ 18 องศาเซลเซียส จะช่วยลดการระเหยของน้ำได้ น้ำหนักที่สูญเสียไปขึ้นกับชนิดขี้ผึ้ง และความเข้มข้นที่ใช้การเคลือบผิวด้วยขี้ผึ้งจะสกัดกั้น การเคลื่อนที่ของแก๊สที่ผ่านเข้าออกทางเปลือก ทำให้ CO<sub>2</sub> ภายในผลสูง O<sub>2</sub> ต่ำ และ C<sub>2</sub>H<sub>4 </sub>ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ไม่ได้เคลือบขี้ผึ้ง อัตราการหายใจและการหมุนเวียนของ C<sub>2</sub>H<sub>4</sub> ลดลงในผลที่เคลือบขี้ผึ้ง นอกจากนี้ยังทำให้กลิ่นกำมะถัน (sulphurous) ของทุเรียนสุกลดลงด้วย ซึ่งในบางกรณีการสุกของทุเรียนถูกยับยั้งบางส่วนหรือทั้งหมด ดังนั้น ขี้ผึ้ง FMC SF 7055 จึงถูกนำมาใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนแก๊สและลดอัตราการสุกของทุเรียน</p>
<p>การบ่มทุเรียนให้สุก ใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตอีทีฟอน 52% SL อัตรา 390,000 ppm. หรืออัตรา 750 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร ป้ายขั้ว 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง ทำให้ทุเรียนสุกภายใน 3 วัน</p>
<p>การทดลองสารเร่งการสุกแก่ทุเรียน จะต้องคัดผลทุเรียนที่มีอายุ 110-120 วันหลังดอกบาน มีน้ำหนักแห้ง 32% ขึ้นไป ทำการป้ายสารที่ขั้ว 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง แล้วนำไปเก็บที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 4 วัน นำออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง บันทึกการสูญเสียน้ำหนักผล ก่อนและหลังการใช้สาร บันทึกการสุกแก่ ได้แก่<br />
1.การเคาะฟังเสียง ระดับ 1 เสียงแน่นทึบมาก ระดับ 2 เสียงโปร่งเล็กน้อย ระดับ 3 เสียงโปร่งปานกลาง ระดับ 4 เสียงโปร่งมาก<br />
2.การดูรอยแยกของปลิง ระดับ 1 ไม่พบรอยแตก ระดับ 2 รอยแยกเล็กน้อย ระดับ 3 รอยแยกรอบปลิง ระดับ 4 ปลิงหลุด<br />
3.สีเปลือก โดยใช้เครื่องวัดสี หาค่า L a b<br />
4.การดมกลิ่น ระดับ 1 ไม่มีกลิ่น ระดับ 2 กลิ่นอ่อน ระดับ 3 กลิ่นปานกลาง ระดับ 4 กลิ่นแรง<br />
5.ลักษณะเนื้อทุเรียน ระดับ 0 เนื้อแข็ง ระดับ 1 เนื้อนิ่มบางส่วน ระดับ 2 เนื้อทุเรียนเริ่มนิ่มทุกพู ระดับ 3 เนื้อนิ่มทุเรียนนิ่มากทุกพู ระดับ 4 เนื้อเละ<br />
6.ความแน่นเนื้อ<br />
7.การสูญเสียน้ำหนัก ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ TSS<br />
8.การชิม Hedonic scale<br />
9.การแตกของผลที่ 0 1 2 4 6 วัน<br />
10.อัตราการหายใจ และการผลิตก๊าซเอทิลีน<br />
11.อาการผิดปกติของพืช</p>
</div>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">การแปรรูปทุเรียนแช่แข็ง</span></strong></p>
<p>1. ระบบแช่แข็งแอร์บลาสต์ (air blast) หรือห้องเย็นใช้ลมเย็นอุณหภูมิต่ำ -35 ถึง -40 องศาเซลเซียส ผลทุเรียนเวลา 10-12 ชั่วโมง เนื้อทุเรียน 4-6 ชั่วโมง หากเลือกความสุกแก่ทุเรียน หรือเวลาการแช่ไม่เหมาะสม น้ำในเนื้อทุเรียนจะค่อยๆ แข็งตัวเป็นผลึกรูปเข็มแทงเซลล์จนทะลุ เมื่อละลายเนื้อทุเรียนจะเละมีน้ำไหลออกจากเนื้อทุเรียน</p>
<p>2.ระบบแช่แข็ง IQF : Individual Quick Freeze ใช้ไนโตรเจนเหลวพ่นใส่ทุเรียน ตัวไนโตรเจนเหลวมีอุณหภูมิติดลบ -196 องศาเซลเซียส น้ำในเนื้อและผลทุเรียนจึงแข็งตัวทันทีไม่ทันสร้างผลึกเข็ม เซลล์จึงยังคงรูปไม่ถูกทิ่มแทง เมื่อละลายเนื้อทุเรียนยังคงสภาพ เนื้อจึงไม่เละ มีคุณภาพดีกว่าระบบแอร์บลาสต์ การแช่แข็งทุเรียนกิโลกรัมละ 4 บาท สูงกว่าแอร์บลาสต์</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9815" rel="attachment wp-att-9815"><img class="aligncenter size-full wp-image-9815" title="durian frezz" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian-frezz.jpg" alt="" width="800" height="800" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://hort.ezathai.org/?attachment_id=9815" rel="attachment wp-att-9815"><br />
</a></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">อาหารและสรรพคุณ :</span></strong> ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมันให้พลังงานมาก ใน 100 กรัมให้พลังงานมากถึง 144 กิโลแคลอรี มีแป้งและน้ำตาลราว 30 กรัม โปรตีน 25 กรัม มีสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น ในเนื้อทุเรียนมีสารกำมะถันมากไม่ควรดื่มสุราเมื่อรับประทานทุเรียนเพราะจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คนโบราณบอกว่าทุเรียนเป็นผลไม้มีฤทธิ์ร้อน หลังรับประทานควรรับประทานมังคุดที่เป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นตาม เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายสมดุล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><span style="color: #339966;"><strong>การตรวจสอบทุเรียนอ่อน</strong></span></p>
<p>ช่วงระยะปลายเดือนมีนาคมนี้ จะเริ่มมีผลผลิตทุเรียนออกจำหน่ายตามท้องตลาดบ้างแล้ว แต่ผลผลิตในช่วงนี้มีปริมาณที่น้อยจึงทำให้มีราคาแพง การสังเกตลักษณะของผลทุเรียนแก่สังเกตได้จากลักษณะภายนอกและภายใน ดังนี้</p>
<p><strong>1. </strong><strong>ลักษณะภายนอก</strong></p>
<p>1.1 ก้านผล ก้านผลแข็ง สีเข้ม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลแข็งและมีสปริงมากขึ้น<br />
1.2 หนาม ปลายหนามแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง<br />
1.3 รอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้ชัดเจน ยกเว้นพันธุ์ก้านยาว</p>
<p>2. <strong>ลักษณะภายในของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์ที่สังเกตและตรวจสอบได้มีรายละเอียดในตารางที่ </strong><strong>1</strong></p>
<p>ตารางที่ 1 ลักษณะภายในขั้นต่ำของผลทุเรียนแก่แต่ละพันธุ์</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="83"><span style="color: #008000;"><strong>พันธุ์</strong></span></td>
<td style="text-align: center;" valign="top" width="227"><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะภายในผลดิบ</strong></span></td>
<td valign="top" width="100">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>ความแก่ (ร้อยละ)</strong></span></p>
</td>
<td valign="top" width="150">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>น้ำหนักแห้งเนื้อ <sup>1/ </sup>(ร้อยละ)</strong></span></p>
</td>
<td valign="top" width="250">
<p align="center"><span style="color: #008000;"><strong>จำนวนวันสุก (หลังเก็บเกี่ยว)ในอุณหภูมิห้อง</strong></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">หมอนทอง</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อสีขาวปนเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย มันน้อยและไม่มีน้ำในเนื้อ รสหวานน้อยถึงปานกลาง กรอบเล็กน้อย เมล็ดสีครีมปนน้ำตาล</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">33 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">6-9</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">ชะนี</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันเล็กน้อย รสหวานน้อยถึงหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาลปนครีม</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">31 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">4-5</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="83">
<p align="center">กระดุมทอง</p>
</td>
<td valign="top" width="227">เนื้อเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย มันปานกลาง รสหวานปานกลาง เมล็ดสีน้ำตาล</td>
<td width="76">
<p align="center">75</p>
</td>
<td width="113">
<p align="center">28 1</p>
</td>
<td width="118">
<p align="center">4-5</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><sup>1/</sup></strong>วิธีตรวจสอบน้ำหนักแห้งเนื้อของทุเรียน</p>
<p>ผ่าผลทุเรียนตามขวางบริเวณส่วนกลางผลแล้วตัดเนื้อตามขวางพูจากทุกพูให้มีความหนาชิ้นละ 2.5 ซม และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กหนา 1 มิลลิเมตร เคล้ารวมกันและสุ่มมาจำนวน 10 กรัมมาอบด้วยตู้อบไมโครเวฟ ความร้อนระดับต่ำ (Low) นาน 10 นาที แล้วนำมาชั่งหาน้ำหนักแห้งที่ได้ แล้วอบซ้ำจนน้ำหนักแห้งที่ชั่งได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วนำน้ำหนักแห้งที่ได้มาคำนวณ ด้วยสูตร<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้งเนื้อ = น้ำหนักแห้ง (กรัม) x100น้ำหนักเนื้อก่อนอบ (กรัม)</p>
<p>เทียบค่าร้อยละน้ำหนักแห้งเนื้อคำนวณได้กับเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้</p>
<ol>
<li>พันธุ์หมอนทอง<br />
ร้อยละน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 32 ระดับความแก่ ผ่าน สามารถส่งออกได้</li>
<li>พันธุ์ชะนี<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ระดับความแก่ ผ่าน สมารถส่งออกได้</li>
<li>พันธุ์กระดุมทอง<br />
ร้อยละของน้ำหนักแห้ง มากกว่าหรือเท่ากับ 27 ระดับความแก่ ผ่าน สมารถส่งออกได้</li>
</ol>
<div>
<table border="0">
<tbody>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #3366ff;"><strong>GAP ทุเรียน</strong></span></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ระบบการจัดการคุณภาพทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2801" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2801" title="durian4" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian4.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เอกสารสนับสนุนทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2802" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2802" title="durian5" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian5.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/เกษตรกรทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2798"><img class="aligncenter size-full wp-image-2798" title="durian1" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian1.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ผู้ตรวจรับรองทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2800" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2800" title="durian3" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durian3.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
<td><a href="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/ที่ปรึกษาทุเรียน.pdf" rel="attachment wp-att-2799" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-2799" title="durain2" src="http://hort.ezathai.org/wp-content/uploads/2014/02/durain2.jpg" alt="" width="150" height="212" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ต้นทาง</p>
<p>1. บุคคลากร</p>
<p>-เกษตรกร ความต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การทำตลาดออนไลน์ การเป็นผู้ประกอบการ เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต การรวมกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด เทคโนโลยียืดอายุการเก็บเกี่ยว แหล่งทุน ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ แก้กฎหมายผังเมืองให้สามารถสร้างโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ได้ มีหน่วยงานประชาสัมพันธ์ด้านการตลาด การจำหน่ายผลผลิต</p>
<p>-บุคลากรภาครัฐ ความต้องการพัฒนาความรู้ BCG Model ความรู้ เทคนิคในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ทุนวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับการพัฒนาการผลิต อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการผลิต การตรวจวิเคราะห์ปัจจัยการผลิตและตรวจคุณภาพผลผลิต  งบประมาณ การบูรณาการกับหน่วยงานอื่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฎิบัติงาน การบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน สู่การนำไปใช้จริงในระดับเกษตรกร บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</p>
<p>2.การผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</p>
<p>-ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชน/ สถาบันการศึกษา ในการบริหารจัดการในด้านต่างๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัจจัยการผลิตและบริการทางการเกษตร พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ การผลิตตามมาตรฐาน</p>
<p>-เทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ใช้สารชีวภัณฑ์และศัตรูธรรมชาติ</p>
<p>-การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง ถูกระยะเวลา เพื่อลดการตกค้างสารพิษในดินและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>-มีระบบการหมุนเวียนนำกลับมาใช้ในแปลง เช่นการทำปุ๋ยหมัก</p>
<p>-ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิต</p>
<p>-วิธีการกำจัดขยะหรือของเสียในแปลง</p>
<p>-นำเศษวัสดุเหลือใช้มาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์</p>
<p>3.การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม</p>
<p>-ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าวอย่างไร แปรรูปขั้นต้น ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน ทุเรียนเชื่อม ไอศกรีม ทุเรียนเบอเกอรี่/แคร็กเกอร์ทุเรียน การแปรรูปขั้นกลาง แกะเนื้อแช่แข็ง ฟรีซดราย แป้งทำอาหาร แป้งทำขนมจากทุเรียน</p>
<p>-ส่งเสริมกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้ยกระดับมาตรฐานการผลิต</p>
<p>-มีการนำผลพลอยได้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากสินค้าดังกล่าวมาสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ นำไปทำอาหารสัตว์ ก๊าซชีวภาพ</p>
<p>-นำเปลือกผลไม้มาแปรรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหารที่ย่อยสลายได้</p>
<p>-นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปผลิตเป็นพลังงานสะออาด เช่น ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน</p>
<p>-ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชน/สถาบันการศึกษา เทคโนโลยีแบบไหน องค์ความรู้ด้านใด อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ</p>
<p>-ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรที่สามารถนำงานวิจัยภาครัฐไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณ</p>
<p>-สนับสนุนการปรับปรุงอาคารสถานที่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ช่องทางการจำหน่าย</span></p>
<p>-ตลาด การจำหน่ายสินค้าดังกล่าว ตลาดค้าส่ง ส่งล้งเพื่อจำหน่ายต่างประเทศ, ค้าปลีก สู่ผู้บริโภคโดยตรง, ร้านค้าออนไลน์ จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ และไปรษณีย์ไทย, งานแสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า ภาครัฐช่วยสนับสนุนในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สินค้า ภาครัฐเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่</p>
<p>-อุตสาหกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม (แปรรูปขั้นสูง เชิงพาณิชย์) การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษต อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมรีไซเคิล อุตสาหกรรมท่องเที่ยว</p>
<p>ปัจจุบันนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นเครื่องสำอางค์ สารเพิ่มความหนืด (เพกติน) และอาหารได้แก่ น้ำนมทุเรียน เบเกอรี่ไส้ทุเรียน ที่มีการพัฒนาเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และตลาดเข้าด้วยกันจนสามารถจำหน่ายเป็นสินค้าในตลาด และบางผลิตภัณฑ์กำลังพัฒนารูปแบบ รูปลักษณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในยุควิถีใหม่ ความต้องการได้รับการส่งเสริม/สนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และต้องการเชื่อมโยงหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการพึ่งพาเชิงบูรณาการ ได้แก่ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพให้กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่</p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p><a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Satja Prasongsap</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #274e13; font-size: small;"><strong>Professional Research Scientist</strong></span></div>
<div style="text-align: right;"><span style="color: #20124d; font-size: xx-small;">Horticultural Research Institute(HRI), Department of Agriculture (DOA)</span></div>
</div>
<p>The post <a href="http://hort.ezathai.org/?p=2749">ทุเรียน</a> appeared first on <a href="http://hort.ezathai.org">ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://hort.ezathai.org/?feed=rss2&#038;p=2749</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
