banner ad
banner ad

บทสรุปผู้บริหารไม้ดอกไม้ประดับ

| December 21, 2017

ไม้ดอกไม้ประดับประกอบด้วยพืชที่มีความแตกต่างหลากหลายชนิด และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมากกลุ่มหนึ่งของประเทศไทย อาจจำแนกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มส่งออกมีการผลิตอย่างเป็นระบบขนาดใหญ่ เช่น กล้วยไม้ ปทุมมาและกระเจียว เป็นต้น กลุ่มที่มีศักยภาพในตลาดส่งออกและการใช้ภายในประเทศ เช่น ไม้ดอกไม้ประดับที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ไม้หัวเมืองร้อน (บอนสี ว่านสี่ทิศ และอื่นๆ) ลิ้นมังกร/พืชในสกุล Sansevieria บัวหลวง ไม้ใบต่างๆ เป็นต้น และกลุ่มเพื่อใช้ในประเทศหรือลดการนำเข้า เช่น กุหลาบ เยอบีร่า หน้าวัว เบญจมาศ มะลิ และวงศ์ขิง เป็นต้น การส่งออกในปี ๒๕๕๙ ของกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับมีมูลค่าประมาณ ๓,๒๘๔.๑ ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าจากกล้วยไม้มากถึง ๒,๘๘๗.๑ ล้านบาท กลุ่มใบไม้ กิ่งไม้ และส่วนอื่นๆของพืช หญ้า มอส ไลเคน ที่เหมาะสำหรับจัดทำเป็นช่อดอกไม้หรือเพื่อการประดับ ๒๑๖.๒ ล้านบาท ปทุมมาและกระเจียว ๑๓.๘ ล้านบาท กุหลาบ ๗.๙ ล้านบาท ในส่วนของการนำเข้ามีมูลค่าประมาณ ๘๘๔.๑ ล้านบาท มีการนำเข้าเบญจมาศมากที่สุด ๒๘๑.๗ ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ลิลลี่ คาเนชั่น และกุหลาบ มูลค่า ๑๑๐.๑ ๘๘.๖ และ ๘๐.๑ ล้านบาทตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตดอกและต้นกล้วยไม้ที่มีสำคัญแห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับเมืองร้อนหลายชนิด เช่น ปทุมมาหรือกระเจี๊ยว ที่เป็นผู้นำในการผลิตและจำหน่ายที่สำคัญในตลาดอาเซียนและตลาดโลกเช่นกัน ทำให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๙ โดยมีเป้าหมายอัตราเฉลี่ยต่อไป ร้อยละ ๑๙.๒๔ และเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทภายในปี ๒๕๙๙ แม้ว่าจะมีการขับเคลื่อนโดยหลายภาคส่วน เช่น มหาวิทยาลัย กลุ่มเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น แต่ขาดความร่วมมือ/การพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดได้ไว้ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรแม้จะมีวิจัยและพัฒนาที่หลากหลาย สอดคล้อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น วิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่หรือเพิ่มชนิดของกล้วยไม้ที่มีศักยภาพ สร้างความหลากหลายของชนิดและการใช้ประโยชน์ในตลาดส่งออก หรือการใช้ปุ๋ยสูตร ๒๐-๑๐-๒๕ สำหรับการผลิตกล้วยไม้หลายชนิดที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ปทุมมาปลอดโรคและการรับรองกระบวนการผลิต ทำให้เพิ่มปริมาณการผลิตหัวพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาการส่งออก แต่การจัดการและพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เกิดผลกระทบและสร้างประโยชน์ให้กับการพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทยค่อนข้างน้อย สำหรับ เบญจมาศ ลิลลี่ คาเนชั่น และกุหลาบ พืชเหล่านี้แม้ว่าจะมีการปลูกในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาในหลายด้านจากหลากหลายหน่วยงาน จึงมีองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายไม่เป็นระบบ ขาดเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ทำให้ได้ผลผลิตต่ำและมีคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีนำเข้าจากต่างประเทศมาทดแทนและใช้บริโภคจำนวนมากในแต่ละปี การลดการนำเข้าจึงควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพในการผลิตและคุณภาพของผลผลิต เช่น การผลิตในโรงเรือนปิด หรือการเพิ่มปัจจัยทางการเกษตรที่เหมาะสมที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิต เช่น การเพิ่มแสงไฟในเบญจมาศตัดดอก เป็นต้น นอกจากลดการนำเข้ายังอาจช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกในพืชดังกล่าวที่ปัจจุบันมีมูลค่าราว ๑๖.๗ ล้านบาท

Tags:

Category: บทสรุปผู้บริหาร

Comments are closed.

banner ad

Hit Counter provided by technology news